อริสรามาถึงก่อนเวลานัด ภายในห้องอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมดสุดคลาสสิกเวลานี้เงียบสงบ เธอนั่งคิดเงียบๆ ขณะรอให้สุปรีดิ์มาถึง ร้าน่เวลามีไม่มีลูกค้ามากนัก ทั้งร้านมีคนเพียงสองสามโต๊ะเท่านั้น
แต่อริสราก็ยังเลือกโต๊ะที่เป็ส่วนตัว อยู่ห่างจากโต๊ะอื่นให้มากที่สุด
เธอเห็นสุปรีดิ์เดินตามพนักงานของร้านมาทางโต๊ะที่เธอนั่งอยู่ ทางด้านนี้ไม่มีแขกโต๊ะอื่นแล้ว
ถึงแม้สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างน้อยก็คงไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดคุยกันเื่อะไรกัน
แว่นตากันแดดแบบนักบินของสุปรีย์ซ่อนสีหน้าอารมณ์ของเขาไว้มิดชิด ด้วยริมฝีปากที่เม้มแน่นบ่งบอกเลยว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ใช่ความน่ายินดีสำหรับชายหนุ่ม
เธอฝืนสู้กับความ้าอยากยกมือขึ้นนวดขมับแรงๆ เพื่อบรรเทาความวิตกกังวลที่ผุดขึ้นมา
ชายหนุ่มดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอออกแล้ว ร่างกายสูงสง่าทรุดนั่งพลางเอ่ยทัก “อริสรา”
นั้นถือว่าเป็การทักทายแล้ว อริสราสังเกตว่าั้แ่การแยกทางกันวันนั้น สุปรีดิ์ขีดเส้นความสัมพันธ์ของเธอและเขาอย่างชัดเจน
ช่างเป็คำทักทายที่เ็าอะไรอย่างนี้สำหรับผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาถึงสองปี เธอดึงเอาท่าทางสงบเยือกเย็นขึ้นมาปิดบังความรู้สึกแท้จริง ราวกับทำเช่นนี้แล้วเธอจะปกป้องตัวเองจากความเ็าอันร้ายกาจของเขาได้ พลางพยักศีรษะรับ
“คุณพาย”
เขาถอดแว่นกันแดดออกโยนลงบนโต๊ะ ดวงตาสีน้ำตาลนิ่งสงบไม่เปิดเผยสิ่งใดของเขาไม่ต่างกับตอนที่สวมแว่นกันแดด
“สั่งอะไรหรือยัง”
ทำไมคำถามนั้นถึงทำให้เธอเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
ไม่รู้สิ บางทีอาจเพราะการกระทำและคำพูดของเขามันแสดงให้เห็นถึงความห่างเหินแบบใหม่ระหว่างคนทั้งสอง
เขาไม่ถามว่าเธอสบายดีไหม หรือว่าเมื่อเช้านี้เธอทำอะไรไปบ้าง คงเพราะเขาไม่ได้สนใจไยดีอะไรกับเื่พวกนั้นอีกต่อไปแล้วละมั้ง
“ค่ะ ฉันสั่งสเต็ก พาสต้า ซุป แล้วก็สลัดให้คุณ”
“อืม...ขอบคุณ ผมคิดว่าคุณคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราต้องนัดเจอกันวันนี้ ไม่เช่นนั้นคุณคงไม่ยืนกรานให้เราพบกัน”
ชายหนุ่มทำอย่างกับว่าการบอกเลิกความสัมพันธ์ยาวนานเกือบสองปีของพวกเขามันสมควรจบลงอย่างแน่นอนั้แ่วันนั้นแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“มีบางอย่างที่ผมลืมมอบให้คุณตอนที่เราเจอกันครั้งสุดท้ายด้วยเหมือนกัน” เขาตีหน้าขรึม
“เื่ราวมันไม่ได้เป็ไปอย่างที่ผมคาดเอาไว้”
อริสราเคยคิดว่าคงไม่มีทางรู้สึกเ็ปเสียใจได้มากไปกว่าที่เป็อยู่แล้ว
แต่เธอเข้าใจผิด
เื่ไม่ได้เป็ไปอย่างที่เขาคาดไว้งั้นหรือ?...
หลังการร่วมรักที่ร้อนแรง เขาก็สลัดเธอทิ้งง่ายๆ มีตอนไหนหรือที่เขาไม่ได้คาดเอาไว้แล้ว
“มีบางอย่างที่คุณต้องรับรู้ค่ะ บางอย่างที่ฉันต้องบอกคุณก่อนที่คุณ...” เธอไม่คิดอยากจะพูดถึงเื่ที่เขาจะแต่งงานกับหญิงอื่น
สุปรีดิ์ดูเหมือนไม่ใส่ใจกับเื่ที่เธอพูดเลยสักนิด
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเป็เชิงถาม พลางหยิบปึกกระดาษออกมาจากกระเป๋าเอกสาร วางมันบนโต๊ะ ตามด้วยกล่องใบเล็กๆ วางทับลงไป้า
กล่องใบน้อยนั้นดูท่าจะเป็กล่องเครื่องประดับแน่ๆ
ด้วยท่าทีที่เขาทำั้แ่ต้นจนจบเป็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้การควบคุมตัวของหญิงสาวขาดผึง
“คุณแต่งงานกับเธอไม่ได้!”
อริสราโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด
“เธอไม่ได้แคร์คุณเลย ไม่แน่ๆ ถ้าเธอสามารถยอมรับการใช้ชีวิตแบบของคุณที่ผ่านมานี่ได้”
เ้าคิ้วหนาดกดำเลิกสูงขึ้นอย่างเยาะหยัน ราวกับจะถามเธอว่าทำไม
เธอตอบคำถามที่ไม่ได้เอ่ยออกมานั้นอย่างรู้เท่าทัน “คุณอยู่กับฉันไงคะ”
ไม่มีผู้หญิงที่ไหนทนกับเื่แบบนี้ได้ โดยเฉพาะถ้าเ้าหล่อนมีใจให้ชายคนนั้นแม้เพียงน้อยนิด
ไม่มีผู้หญิงคนไหนยินยอมได้หรอก...
“วางใจเถอะ ผมไม่เคยเอาเื่นี้ไปป่าวประกาศให้ใครรู้”
เธอกำมือแน่นอยู่กับหน้าท้องตัวเอง รู้สึกราวกับโดนฝ่ามือเขาฟาดหน้าเข้าอย่างจัง
สุปรีดิ์พูดถูก เขาระมัดระวังอย่างยิ่งในการเก็บความสัมพันธ์นี้ไว้ให้พ้นจากสื่อต่างๆ แล้วก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆ เสียด้วย ในเมื่อเธอเป็มีชื่อเสียงซึ่งเป็ที่รู้จักกันดีพอสมควร ส่วนเขาก็เป็ทายาทมหาเศรษฐีชื่อดัง
แต่ด้วยความระมัดระวังอย่างสุดขีดจากทั้งสองฝ่าย มันก็ประสบความสำเร็จด้วยดีเลยทีเดียว
เธอก็มีเหตุผลของตัวเองที่้าอยู่ห่างจากเื่การออกสื่อหรืออื้อฉาววุ่นวายเช่นกัน
ด้วยเพราะเหตุผลส่วนตัวทางครอบครัว อริสราต้องเก็บงำชีวิตบางส่วนไว้เป็ความลับ
เธอมีภาระหน้าที่ผูกพันซึ่งบังคับให้เธอต้องให้เื่อาชีพการงานเข้ามามีความสำคัญเหนือกว่าเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับสุปรีดิ์
แต่ตอนนี้ภาระหน้าที่ผูกพันเหล่านี้มิได้มีความสำคัญเป็อันดับหนึ่งในชีวิตของเธออีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์ ส่วนเขาก็เอาแต่พูดถึงการแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น
“คุณรักเธอไหม” อริสราถาม
เขาเคยบอกเป็นัยๆ ว่าเขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น แต่เธอ้าฟังข้อเท็จจริงชัดๆ
อริสรา้าความมั่นใจ...
“ความรักไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดคำนึงถึง”
นั่นก็บอกเธอได้มากพอแล้ว หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเอง ลิ้มรสเืเค็มปร่าก่อนจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
เขาสบถหยาบคาย รีบจุ้มผ้าเช็ดปากลงในแก้วน้ำของเธอแล้วแตะเบาๆ เข้ากับแผลเล็กๆ นั่น สีหน้าของสุปรีดิ์ดูหงุดหงิดฉุนเฉียว
“อย่าทำอย่างนี้อริสรา ความสัมพันธ์ของเรามันต้องจบลงเข้าสักวัน บางทีมันอาจจบเร็วกว่าที่เราเคยคาดไว้หรืออยากให้เป็ แต่มันไม่มีทางทำคุณจะไม่คิดว่าสักวันความสัมพันธ์นี้ต้องมาถึงตอนจบหรอก”
เธอส่ายหน้า คาดไม่ถึงจริงๆ
เขาคิดว่าเธอวางแผนตั้งตารอให้ถึงวันที่ความสัมพันธ์นี้ถึงคราวต้องยุติลงมาตลอด่เวลาที่อยู่ด้วยกัน
ถึงเธอไม่เคยยอมให้ตัวเองจินตนาการถึงอนาคตที่มีเขาอยู่ด้วยก็ตลอดไปก็เถอะ จริงๆ แล้วใน่ขวบปีให้หลังที่ผ่านมาเธอไม่เคยหยุดคิดถึงเื่ราวที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าเลย ไม่ว่าจะเป็ทั้งในทางที่ดีและร้าย
แต่อริสราก็ยังไม่สามารถจินตนาการถึงการจากลาแล้วความสัมพันธ์อย่างเช่นที่เป็อยู่ในเวลานี้ได้จริงๆ
“ฉันรักคุณค่ะ” คำพูดนั้นหลุดปากออกมาเอง
“บ้าฉิบ! อย่าทำอย่างนี้”
“ทำอะไรคะ อย่าบอกความจริงคุณงั้นเหรอ”
“อย่าพยายามโน้มน้าวผมด้วยคำพูดแบบนั้น”
“ฉันไม่ได้พยายามโน้มน้าวอะไรคุณนะ”
สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนเป็เยาะหยัน
“แล้วทำไมตลอดสองปีนั้นคุณถึงไม่เคยพูดถึงไอ้เ้าความรักนี่ให้ผมฟังเลยล่ะ”
“ฉันกลัว...” กลัวว่าตัวเองจะรักเขามากเกินไป
เสียงหัวเราะเหยียดหยามนั้นบาดลึกไปถึงหัวใจเธอ
“คุณเคยจริงใจและตรงไปตรงมากกว่านี้”
ว่าไปแล้วเธอก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเชื่อ
เธอไม่เคยเอ่ยปากบอกรัก ส่วนเขาก็ไม่เคยรู้เื่ของพ่อกับป้าของเธอ และความจำเป็ทางการเงินที่บีบให้อริสราจำต้องผลักไสให้เขาอยู่ในอันดับสองรองจากเื่งาน
เธออาจไม่มีวันบอกว่าเธอรักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่การตั้งครรภ์มีผลทำให้เธอต้องกลับมาย้อนมองชีวิตของตัวเองใหม่
ประเด็นหลักคือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอ ต่างฝ่ายต่างไม่แสดงความรู้สึกเื่ความรักต่อกัน...
แม้ทั้งสองจะ้ากันและกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอาจจะเรียกได้ความมีความใคร่ที่ไร้รักก็เป็ได้
แต่...เธอรักเขา
ถึงจะเข้าใจ แต่คำพูดเหยียดหยันก็ยังสร้างความปวดร้าวลึกล้ำอยู่ดี
“คุณชอบฉันนะคะ อย่าพยายามปฏิเสธไปหน่อยเลย อย่าทำอย่างนั้นหลังจากทุกสิ่งที่เรามีร่วมกันมาตลอดยี่สิบสามเดือนมานี้ อย่าได้ทำหลังจากที่เพิ่งร่วมรักกับฉันไปเมื่อสองวันก่อน”
“ผมรู้ว่าผมไม่ควรนอนกับคุณในสถานการณ์แบบนั้น”
สุปรีดิ์ยอมรับว่าเป็เขาที่ทำไม่ถูกเอง
“ผมผิดเอง”
โอเค ถ้างั้นเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองต้องเธอ เขาอาจจะคิดว่าระหว่างเธอและเขาเป็เพียงความใคร่ทางกายเท่านั้น
แต่การยอมรับผิดที่พูดออกจากปากผู้ชายอย่างสุปรีดิ์ เตชะธาดาก็ไม่ใช่เื่ที่จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ
เขารู้สึกว่าไม่อาจต้านทานเธอได้ ย่อมหมายความว่าเขาต้องรู้สึกอะไรบางอย่างกับเธอบ้างไม่ใช่หรือไง
“ถ้ามันเป็แค่เซ็กซ์ คุณสามารถไปหาเอาจากที่อื่นก็ได้ รวมทั้งจากคู่หมั้นคุณด้วย”
“นิลลดาไม่ทำแบบนั้น เธอจะไม่มอบความบริสุทธิ์ให้กับผู้ชายโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานด้วยหรอก”
นี่เขารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา คร่ำครึหัวโบราณ!
หรือกำลังบอกว่าเธอใจง่าย...ให้เขาเอง
“ถ้างั้นแล้วฉันเป็ตัวอะไรล่ะ นางบำเรอของคุณงั้นเหรอ”
ไหล่กว้างแข็งเกร็งขึ้นทันที
“ไม่ใช่ คุณเป็ผู้หญิงรักอิสระที่มุ่งมั่นอยู่กับงาน ผม้าคุณ คุณ้าผม เราไม่มีคำสัญญาผูกพันกัน ผมไม่เคยคิดถึงการแต่งงาน และถ้าคุณซื่อสัตย์กับตัวเองสักนิดก็ควรยอมรับว่าคุณก็รู้อยู่”
“ทำไมฉันต้องรู้ด้วย”
บางทีเธออาจไม่ได้คิดไปไกลถึงเื่แต่งงาน แต่มั่นใจได้เลยว่าไม่เคยคาดคิดถึงการเลิกรากันไปในรูปนี้เหมือนกัน
เลิกกันไปโดยที่เขามีแผนแต่งงานกับผู้หญิงอื่นแบบนี้...
“ระหว่างเรามันมีความรู้สึกบางอย่างที่พิเศษมากๆ นะค่ะ”
“เรามีเซ็กซ์ที่ยอดเยี่ยมไง”
“คุณสุปรีดิ์” อริสรากรีดเสียงแหลมใส่
มือน้อยสั่นระริก จนต้องรีบวางแก้วน้ำผลไม้ลงทั้งที่เพิ่งยกขึ้นมาจิบลง
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณพูดอย่างนี้ออกมาได้”
“มันเป็ความจริง”
“ความจริงของคุณน่ะสิ”
เขายักไหล่
“ใช่...ความจริงของผม”
“ก็ดี ฉันก็มีความจริงบางอย่างที่อยากบอกคุณอยู่เหมือนกัน”
“เื่อะไร” เขาถามเสียงเยือกเย็น
มันยากนัก ยากกว่าที่เคยคิดเอาไว้เสียอีกที่จะรวบรวมความกล้าบอกผู้ชายคนที่เพิ่งบอกเธอไปหยกๆ ว่าสิ่งที่เคยหลงคิดไปว่าเป็ความรักนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเซ็กซ์ที่ยอดเยี่ยม...
ยากที่จะบอกว่าเธอกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ สุดท้ายแล้วเห็นจะมีแต่การเปิดอกพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นที่ดีที่สุด
“ฉันท้องค่ะ”
สีหน้าเขาสงบนิ่งไม่แปรเปลี่ยนอยู่สองสามวินาที ก่อนที่ั์ตาจะฉายแววคมกริบระคนสมเพช
“อริสราครับ อย่าทำให้ตัวเองขายหน้าแบบนี้เลย ผมไม่ได้จะทิ้งคุณไปโดยไม่เหลืออะไรไว้ให้หรอก”
เขาคิดว่าเธอเป็กังวลเื่ของขวัญของเขางั้นเรอะ
อริสราจ้องเ้าปึกเอกสารบนโต๊ะกับกล่องเครื่องประดับทางด้านขวาของเขาเขม็ง
หญิงสาวปรารถนาให้ตนสามารถจ้องจนมันมอดไหม้กลายเป็จุณอยู่ตรงนี้ได้เลย
“ฉันอุ้มท้องลูกของคุณอยู่ สุปรีดิ์ เตชะธาดา” อริสราคำรามใส่เขาเสียงต่ำ
เขาส่งเสียงครางลึกในลำคอ ยกนิ้วขึ้นนวดสันจมูกไปมา เพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านขึ้นมา
“คุณเป็คนเปิดเผยตรงไปตรงมามาโดยตลอด อย่าได้ลดค่าตัวเองมาสร้างเื่เอาตอนนี้เลย คุณคงไม่คิดหรอกนะว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้”
เขาคิดว่าเธอโกหกหรือ
อริสรารู้สึกเหมือนอยากหัวเราะและร้องไห้ให้เหมือนคนบ้าจริงๆ
เขาคิดว่าเธอเพิ่งมาโกหกเอาตอนนี้ และเป็คนตรงไปตรงมา มาตลอดในอดีต
เขาเชื่อว่าเธอคืออริสรา การสอน นางแบบสาวพราวเสน่ห์ เป็เด็กกำพร้าที่ทุกคนรู้จัก และไม่เชื่อว่าเธอตั้งครรภ์
ตลกร้ายนี่ทำเอาเธอหายใจแทบไม่ออก
“ฉันไม่ได้โกหก”
รอยยิ้มเชือดเฉือนบนใบหน้าหล่อเหลานั้นยั่วยุให้เธอลงมือทันที
หญิงสาวล้วงกระเป๋าคว้าเอาเ้าแท่งสีขาวๆ ที่พิสูจน์ว่าเธอตั้งครรภ์ออกมาแกว่งไปแกว่งมาอยู่ตรงหน้าเขา
“เส้นสีแดงสองขีดแปลว่าท้องเ้าค่ะ”
หญิงสาวเองก็ไม่รู้หรอกว่าเธอหวังให้เขามีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไร
แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะทำให้เขามีโทสะเกรี้ยวกราดดาลเดือดแบบนี้
ชายหนุ่มกระชากข้อมือผอมบางข้างที่ถือแท่งทดสอบการตั้งครรภ์อยู่ ร่างสูงใหญ่ทรงพลังสั่นเทิ้มด้วยความโกรธกริ้วที่ััได้
“กล้าดียังไงถึงเอาไอ้ของพรรค์นั้นมาโชว์ให้ผมดู”
เขาเป็อะไรของเขานะ
“กล้าสิคะ ฉันไม่ปล่อยให้คุณทำเป็เพิกเฉยเื่ลูก เพียงเพราะคุณตัดสินใจเอาเองว่าถึงเวลาต้องแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหรอกนะ”
กรามที่ขบกันแน่นกระตุกเต้นตุบๆ
“คิดว่าผมโง่หรือไง คุณไม่มีทางอุ้มท้องลูกของผมได้หรอก”
“คุณจำเื่ที่ทะเลวันนั้นไม่ได้หรือไง จำได้มั้ย”
เขาต้องจำได้สิ อุบัติเหตุถุงยางแตกในตอนนั้นทำเขาคิดมากไปหลายวันทีเดียว
“แต่นั่นมันก่อนประจำเดือนคุณจะมา แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งผมไปฝรั่งเศสกลับมา เราเพิ่งมีอะไรกันอีกครั้งเมื่อสองวันก่อน”
มือแข็งแรงบีบข้อมือเธอแน่นเข้าจนอริสรารู้สึกปวดตุบๆ
“บอกผมสิว่าคุณไม่ได้ท้อง บอกผมว่าเื่นี้...”
เขาเขย่าแขนเธออย่างแรง
“...มันก็แค่เื่ตลกเท่านั้น”
“ฉันเจ็บนะ” หญิงสาวกระซิบบอก
ลำคอตีบตันกระบอกตาร้อนผ่าวด้วยน้ำตา
แสงแฟลชสว่างจ้าวูบหนึ่ง แล้วสุปรีดิ์ก็ยอมปล่อยมือเธอ สะบัดแขนเรียวบางทิ้งไปด้วยท่าทางรังเกียจป่นขยะแขยง
เธอเบือนหน้ามองไปอีกทาง ขณะที่บอดี้การ์ดคนหนึ่งของสุปรีดิ์เดินตามหลังช่างภาพคนนั้นไป
“มันไม่ใช่เื่โกหก ฉันท้องจริงๆ”
ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างล่ะก็ เห็นจะเป็ว่าเขายิ่งดูโกรธมากขึ้นไปอีก
“ไม่ใช่ลูกผมแน่”
คำพูดของเขาทำให้ร่างกายเธอแข็งชาไปทั้งร่าง
เขาสงสัยได้อย่างไรว่าเด็กไม่ใช่ลูกเขา เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์กับคนอื่นเลย เขาเองก็รู้ดี
“ใช่สิคะ”
ใบหน้าหล่อเหล่าบิดเบี้ยวด้วยความชิงชังรังเกียจ
“ตลอดเวลาที่คุณเที่ยวจิกกัดผมที่วางแผนแต่งงานกับนิลลดา คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าคุณพาผู้ชายคนอื่นขึ้นเตียง มันเป็ใคร!!!”
คำถามที่ตะคอกใส่ทำจนเธอสะดุ้ง
สุปรีดิ์ไม่เคยสูญเสียความเยือกเย็นแบบนี้มาก่อน เขาเกลียดการก่อเื่โฉ่งฉ่างวุ่นวาย ยิ่งเป็ในที่สาธารณะ ยิ่งเกลียดการวิพากษ์วิจารณ์เื่ส่วนตัวของเขาเองของสาธารณชนเป็ที่สุด
“ไม่มีผู้ชายคนอื่นหรอกค่ะ”
“หลักฐานที่เห็นอยู่มันไม่เข้าข้างคุณเลยนะ”
เสียงเขากลับมาเป็เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ยังแฝงเร้นความเหี้ยมโหดเอาไว้ไม่มิด
“ฉันไม่รู้ว่ามันเป็ไปได้ยังไง แต่มันเป็ไปแล้ว”
“ผมคิดจะยกคอนโดฯ ให้คุณ คิดว่าคุณสมควรได้รับมัน แต่ผมคงโง่ฉิบหายแน่ถ้าต้องเป็ฝ่ายจ่ายเงินให้ไอ้ชู้รักของคุณได้เสพสุขสำราญ แถมยังต้องเลี้ยงดูไอ้ลูกไม่มีพ่อของมันให้อีก ผมไม่งั่งขนาดนั้น”
ชายหนุ่มกระชากปึกกระดาษจากโต๊ะ แล้วโยนกล่องให้เธอ
“นี้เป็ของที่ระลึกที่พอเพียงแล้วสำหรับบริการที่ได้รับ”
เธอปักกล่องใบน้อยไปด้านข้าง
“ฉันไม่มีผู้ชายคนอื่น!”
ใบหน้ากระด้างนั้นเรียบเฉยของเขาทำเธอหนาวเยือกด้วยความหวาดหวั่น
เขาไม่เชื่อเธอ
“คุณลองตรวจสอบดูได้นี่คะ”
เขาลุกขึ้นยืน
“วางใจเถอะ ผมทำแน่ถ้าคุณพยายามฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูกันละก็”
อริสรากลืนน้ำลายลงคอ พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
ความเจ็บร้าวที่บาดลึกนั้นรุนแรงเสียจนแม้แต่อากาศที่หายใจเข้าก็ยังทิ่มแทงใจเธอให้เจ็บร้าว
เธอโอบแขนรัดรอบลำตัวไว้แน่น รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังแตกสลายออกเป็เสี่ยงๆ
การถูกปฏิเสธลูกน้อยที่เป็ดั่งของขวัญอย่างโเี้นั่นเ็ปเกินกว่าจะทานทน
เสียงครางแ่โหยหลุดรอดจากริมฝีปากซีดขาวของเธอ
อริสรารีบกำหมัดอุดปากตัวเองเอาไว้ เธอไม่้าให้เขาเห็นความอ่อนแอของเธอหรอก
“คุณมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงที่จะขนของย้ายออกจากคอนโดฯ”
เขาแผดเผาเธอด้วยสายตาชิงชังเป็ครั้งสุดท้ายก่อนหมุนตัวเดินจากไป
อริสราเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องนั่งเล่นของคอนโดฯ ที่เธอกับสุปรีดิ์อยู่ด้วยกัน นิ้วเรียวยาวััหน้าจอโทรศัพท์ไม่ได้หยุด
เธอโทร.หาสุปรีดิ์หลายสิบสายในทุกวัน และทุกครั้งก็ได้ยินเพียงแค่บริการรับฝากข้อความ
หญิงยังฝากข้อความไว้กับพนักงานรับสายที่ออฟฟิศของเขา ที่ออฟฟิศในฝรั่งเศสซึ่งเป็ที่ตั้งของบริษัทแม่ด้วย แม้แต่กับแม่บ้านที่บ้านปู่เขาก็ยังโทรเลย
ทุกข้อความที่ฝากไว้มีเพียง...ได้โปรดโทรหาด้วย
เขาไม่โทรกลับมา ไม่โทรมาเมื่อวานหลังจากสะบัดหน้าจากไปที่ร้านอาหาร
ขณะที่เธอสับสนว้าวุ่นอยู่ระหว่างน้ำตาแห่งความทุกข์ทนกับเพลิงโทสะเพราะชายคนรัก
เขาไม่โทร.มาตลอดทั้งคืนทำเธอนอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงใหญ่โตกว้างขวางเกินกว่าจะมอบความอบอุ่นใจให้ได้เมื่อขาดเขาเคียงข้าง
อริสราพยายามพักผ่อนเพื่อเห็นแก่ลูก แต่ทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพเขากำลังบอกเธอว่าเขาจะแต่งงานก็แทรกเข้ามา หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้น...สีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์เมื่อได้ยินเธอบอกว่าท้อง
ตอนนี้ก็เกือบบ่ายโมงแล้ว และตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเธอยังคงมุ่งมั่นกดเบอร์โทรศัพท์ทุกเบอร์ที่มีไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อริสรานั่งไม่ติด เครียดจัดและกระสับกระส่าย รู้สึกราวกับว่าเพิ่งกินยาลดความอ้วนแบบที่พวกเพื่อนนางแบบใช้กันเมื่อ้าลดความอยากอาหาร หัวใจเต้นระส่ำ กระวนกระวายไม่อาจสงบ
มีเพียงความคิดหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เวียนวนอยู่ในหัว สุปรีดิ์เชื่อว่าเธอมีคนอื่น
นั่นเป็ความคิดบ้าบอแบบไหนกันแน่
เขาคิดเป็จริงเป็จังว่าเธอเป็ผู้หญิงสำส่อนเหลวแหลกไปแล้วงั้นหรือ
ความคิดนั้นทำเอาเธอทรุดลงนั่งคุดคู้บนโซฟาตัวยาว ร่างบอบบางผุดลุกขึ้นมายืนเมื่อได้ยินเสียงจากหน้าประตูห้อง อริสราถลาไปที่ประตู
เขากลับมาแล้ว
ความโล่งใจแล่นซ่านไปทั่วทั้งร่างราวกับคลื่นโหมแรงเข้าหาฝั่ง
เขาคงคิดได้แล้วว่าตัวเองปัญญาอ่อนแค่ไหนที่เชื่อว่าเธอสามารถร่วมเตียงกับผู้ชายคนอื่นได้
หญิงสาวถลาไปถึงประตูห้อง “พาย...”
ร่างบางชะงักค้าง ความยินดีที่คิดว่าเขากลับมาแล้วสลายหายวับไปกับตา ที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สุปรีดิ์
“คุณเป็ใคร?”
เธอถามคนที่เปิดประตูเข้ามาด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ก้าวเท้าถอยหลังไปอีกสองก้าว
ชายหัวล้านรูปร่างอ้วนกลมเป็มะขามข้อเดียวเดินผ่านเข้ามาในห้องของเธอ ตามมาด้วยผู้หญิงท่าทางคล่องแคล่วเป็งาน กับผู้ชายอีกคนที่ร่างผอมสูง
สตรีคนเดียวในกลุ่มผู้มาใหม่เป็คนตอบว่า “ดิฉันเป็ผู้จัดการฝ่ายประสานงานคุณสุปรีดิ์ค่ะ เรามาที่นี่เพื่อดูแลการย้ายออกของคุณ”
อริสราเกือบวิ่งไปไม่ถึงห้องน้ำด้วยซ้ำตอนที่อาเจียนเอาอาหารเพียงน้อยนิดที่ฝืนกินเข้าไปในวันนี้ออกมา
เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง หนึ่งสตรีกำลังกำกับสองหนุ่มให้จัดการเก็บข้าวของขออริสราอยู่ มือหนึ่งถือคลิปบอร์ดหน้าตาเป็การเป็งาน อีกมือก็ถือปากกาขีดเขียนไปมา
แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานชี้ปากกาไปที่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเนื้อดีตัวน้อยที่สุปรีดิ์ซื้อให้อริสราตอนไปเที่ยวบาร์เซโลน่าด้วยกัน
ชายร่างผอมหยิบรูปปั้นตัวเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มขึ้นมาห่อด้วยกระดาษก่อนวางลงไปในกล่องใบหนึ่ง ในจำนวนกล่องอีกมากมายหลายใบที่ทีมขนย้ายขนติดมาด้วย
อริสราได้แต่ยืนตะลึงงันมองมาจากห้องนั่งเล่น ขณะที่ข้าวของทุกชิ้นที่แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานอ้างได้ว่าเป็ของของเธอเองถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่างน่าชื่นชม...
ตลอดสามวันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็ฝันร้าย
แต่เื่ครั้งนี้มันยิ่งกว่าฝันร้ายซะอีก มันคือความจริงอันเจ็บแสบที่ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า
หญิงสาวเกือบทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นแล้วด้วยความเ็ปที่ต้องเผชิญ
“เขาให้คุณมาไล่ฉันออกไปหรือ”
เธอถามเสียงแ่เบาอ่อนแรง แต่แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน
หล่อนหันมาหาอริสราด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ดิฉันได้รับคำสั่งให้มาดูแลให้คุณย้ายออก...ใช่แล้วค่ะ”
“คุณไล่คนรักเก่าของเขามากี่คนแล้ว” อริสราถาม
หางตาของคู่สนทนากระตุกนิดหนึ่ง “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคุณสุปรีดิ์ไม่อยู่ในหน้าที่ของฉันค่ะ ฉันเพียงแค่ทำตามคำสั่งที่ได้รับเท่านั้น”
“พวกอาชญากราก็แก้ตัวแบบนี้เหมือนกัน”
แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานเม้มปากแน่น หันหน้าหนีไม่ยอมตอบโต้
อริสราไม่ได้ตามรุกรานอีกฝ่ายต่อ กลับก้าวเดินฉับๆ เข้าไปในห้องนอนที่ใช้ร่วมกับสุปรีดิ์ แล้วเริ่มเก็บเสื้อผ้าของตัวเอง
เธอไม่้าให้ผู้ชายพวกนั้นมาแตะต้องของใช้ส่วนตัวของเธอ แค่นี้ก็รู้สึกเหมือนถูกคนพวกนี้รุกรานมากเกินพอแล้ว
พวกเขารื้อค้นบ้านของเธอ กำจัดข้าวของของเธอ กำจัดร่องรอยของเธอ
สองชั่วโมงให้หลัง การจัดเก็บข้าวของก็เสร็จสิ้น อริสรากลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นเพื่อสำรวจกล่องที่วางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
ชายทั้งสองกำลังเตรียมขนย้ายออกไปข้างนอก นี่เขาคิดจะขนพวกมันลงไปที่ลอบบี้ข้างล่างแล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น หรือเอาไปกองไว้ที่ถนนข้างนอกกันแน่นะ
เมื่อต้องเผชิญกับการขับไล่ไสส่งอันแสนเ็าและโหดร้ายของสุปรีดิ์เพื่อให้เธอไปให้พ้นจากชีวิตเขา
ความรู้สึกโกรธแค้น เสียใจ เ็ป และสิ้นหวัง จู่ๆ ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลก็ถาโถมเข้าใส่เธอจนใจหญิงสาวด้านชา
อริสราะโ “เดี๋ยวก่อน!”
ตอนที่ชายหัวล้านกำลังเดินไปยกกล่องใบหนึ่งขึ้นมา...เขาชะงัก
“ของบางอย่างที่คุณจัดไม่ใช่ของของฉัน คุณต้องรอให้ฉันตรวจดูของในกล่องแล้วค่อยเอามันออกไป”
“ฉันได้รายชื่อทรัพย์สินที่ระบุชัดมาจากคุณสุปรีดิ์นะคะ” แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานแจ้ง
“ฉันไม่สนใจหรอก”
อริสรายืนหลังตรงเต็มความสูงร้อยเจ็ดสิบสองเิเ จิกตาลงมองผู้หญิงตรงหน้า
“ฉันจะไม่เอาของของเขาไปด้วย”
คนขนย้ายคงต้องอ่านสีหน้ามุ่งมั่นของเธอออก พวกเขาไม่ได้พยายามทัดทานอีก
อริสราใช้เวลาไปราวสี่สิบห้านาที ที่สุดก็จัดการรื้อเอาของทุกๆ ชิ้นที่สุปรีดิ์เคยมอบให้ออกมาจนหมด
เธอหันไปรื้อดูเสื้อผ้าตัวเองบ้าง ทั้งชุดชั้นในเนื้อบางวาบหวิวพร้อมด้วยชุดเสื้อผ้าจากนักออกแบบชื่อดังถูกดึงออกจากกระเป๋าเดินทาง...ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างที่เขาเป็คนซื้อ
เมื่อเรียบร้อยแล้ว บนพื้นห้องนั่งเล่นก็มีกองข้าวของกองระเกะระกะ หลายอย่างปนกันให้ยุ่งอยู่กับกระดาษห่อของสีน้ำตาลยับย่น ข้างๆ มีกองเสื้อผ้าที่พับไว้จนเรียบกริบอยู่สองกอง
“ยังมีอีกอย่าง” อริสราว่า
แม่ผู้จัดการฝ่ายประสานงานนั้นพยักหน้า ั์ตาฉายอารมณ์บางอย่างออกมาหลังจากเฝ้ามองความพยายามรื้อข้าวของอย่างบ้าคลั่งของอริสราที่จะกำจัดของทุกๆ ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับอดีตชายคนรักออกไปให้หมดให้ได้
อริสราหยิบกระเป๋าถือขึ้นแล้วล้วงเอาแท่งสีขาวที่ใส่เก็บลงไปเมื่อวานหลังเหตุการณ์หายนะครั้งใหญ่จากการเผชิญหน้ากับสุปรีดิ์ พร้อมด้วยกล่องเครื่องประดับที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะในร้านอาหารแล้วหย่อนของทั้งสองชิ้นลงบนกองชุดชั้นใน
เธอยืดตัวขึ้นยืนตรง มือคว้าหูกระเป๋าเดินทาง เหวี่ยงกระเป๋าใบเล็กเข้าชุดกันพาดบนไหล่ แล้วก้าวออกจากคอนโดฯ ของเขาและเธอออกไป
ก้าวย่างนี้ที่ก้าวไป...ครึ่งหนึ่งเท่ากับว่าเธอกำลังเดินออกไปจากชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ สุปรีดิ์ เตชะธาดา แล้ว...
ส่วนอีกครึ่ง อริสราได้แต่รอ
...รอให้สุปรีดิ์เป็คนก้าวเดินไป...
ไม่ว่าทางที่เขาเดินนั้นจะเป็การจากลา...หรือก้าวกลับมาหาเธอก็ตาม
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็ทางแยกที่แตกต่างจากเดิม...
จากที่เคยร่วมทางเดินเคียงคู่ด้วยกันมา
ไม่ว่ากลับมา...หรือจากลา
ต้องมีเวลาที่จะมาถึง...
อริสรากอดความหวังครั้งสุดท้ายรอฟังข่าวจากสุปรีดิ์อยู่หนึ่งสัปดาห์เต็ม
เธอหวังว่าเวลาจะช่วยให้เขาสงบลงจนเริ่มมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง
เจ็ดวันหลังจากที่โดนไล่ออกจากคอนโดฯ เธอจึงได้อ่านบทความในหน้าข่าวสังคมประกาศวันวิวาห์ที่กำลังจะมาถึงระหว่างเขากับหม่อมราชวงศ์หญิงนิลลดา จิรวรากุล สาวเ้าอายุยี่สิบสองปีที่เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัย หล่อนดูไร้เดียงสาน่าทะนุถนอมอย่างที่ว่าที่เ้าสาวควรจะเป็
อริสราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่พัก เตรียมส่งสิ่งของสมบัติมีค่ากลับกระบี่ บอกเลิกสัญญานางแบบผู้จัดการส่วนตัว ปิดบัญชีธนาคารในนามของอริสรา การสอน ยกเลิกบัตรเครดิตในชื่อนั้นด้วย แล้วซื้อตั๋วบินไปโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
อริสรา การสอน นางแบบสาว อดีตคนรักของสุปรีดิ์ เตชะธาดา ทายาทมหาเศรษฐีตระกูลเก่าแก่คนนี้กำลังสาบสูญไปจากโลกแล้ว
สองเดือนกว่าหลังจากนั้น
อริสราเดินออกจากคลินิกฝากครรภ์แห่งหนึ่งในตัวเมืองลำปาง เธอก้าวออกมาสู่อากาศร้อนแผดเผาใน่ฤดูร้อนของเมืองไทย ก้มลงมองภาพถ่ายอัลตราซาวน์ดที่เพิ่งได้มา
หญิงสาวเก็บม้วนวิดีโอลงกระเป๋าไว้อย่างดี แต่ยังตัดใจเก็บรูปถ่ายตามไม่ได้ ด้วยกำลังปลาบปลื้มปีติกับหลักฐานที่แสดงว่าลูกน้อยกำลังเติบโตอยู่ในครรภ์
ลูกคนที่เธอยังไม่อาจรู้สึกหรือมองเห็นได้นอกจาก่เอวที่เริ่มหนาขึ้นเท่านั้น
แกเป็เด็กผู้ชาย ส่วนหนึ่งของสุปรีดิ์ที่เธอมีอิสระที่จะรัก และยังเป็คนที่จะรักเธอโดยไม่มีข้อแม้
ถึงว่าร่างกายยังรู้สึกอ่อนแออยู่บ้างเพราะอาการแพ้ท้องที่ยังไม่หายขาด การอาเจียนตอนเช้า และเหนื่อยล้าเพราะการตั้งครรภ์
แต่อริสราก็ยังอยากกู่ร้องด้วยความดีใจอยู่ดี
ด้วยความอยากแบ่งปันข่าวนี้กับใครสักคนใจแทบขาด
ด้วยแรงกระตุ้นเร้าบางอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อริสราจึงกดเบอร์โทรไปที่คอนโดฯ ของสุปรีดิ์ เธอไม่เคยได้ยินข่าวการแต่งงานของสุปรีดิ์ในหน้าข่าวสังคม
อริสราก็ช่างโง่เขลานักที่ไม่อาจหยุดตัวเองจากการมองหาข่าวนั้นได้
เธอยิ่งโง่เง่าหนักเข้าไปอีกที่ยังแอบหวังอยู่ว่าเขาจะได้สติ และยกเลิกพิธีแต่งงาน
บางทีประการหลังนั่นอาจจะเป็การขอที่มากเกินไปหน่อย แต่ที่แน่ๆ หลังจากสามเดือนมานี้เขาต้องมีเวลามากพอให้สงบจิตใจและตระหนักได้ว่าอริสราคนนี้กำลังอุ้มท้องลูกของเขา!
เสียงโทรศัพท์ดังอยู่สองสามครั้งกว่าอริสราเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้สุปรีดิ์ยังไม่เลิกงาน
บางทีเขาอาจออกอยู่ข้างนอก หรืออาจไม่ได้อยู่ในกรุเทพฯ ด้วยซ้ำ
เธอปล่อยให้โทรศัพท์ดังต่อไปเรื่อยๆ รู้ดีว่าคงไม่กล้าโทรเข้ามือถือเขาโดยตรงแน่ อย่างอะไรก็ตาม เธออยากบอกข่าวนี้กับเขาตอนที่เขาอยู่ในห้องที่ทั้งคู่เคยอยู่ร่วมกันมากกว่า
ในที่สุดปลายสายก็มีคนรับสาย “ฮัลโหล”
อริสราเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือด้วยความใ เธอไม่คิดว่าจะมีคนรับสาย และเสียงที่พูดมาเป็เสียงของผู้หญิง
เธอฝืนบังคับตัวเองให้ส่งเสียงออกมา ภาวนาให้เสียงที่ไม่คุ้นหูนั้นเป็แม่บ้านคนใหม่ ไม่ใช่ผู้หญิงคนล่าสุดของสุปรีดิ์
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณสุปรีดิ์อยู่ไหมคะ”
“ขอโทษค่ะ เขาไม่อยู่ ดิฉันนิลลดากำลังพูดสาย จะให้ช่วยอะไรไหมคะ หรืออยากฝากข้อความไว้”
หม่อมราชวงศ์หญิงนิลลดา จิรวรากุล!!!
ไม่สิ...ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนเป็ นิลลดา เตชะธาดา แล้ว
อริสราแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ไอ้คนสารเลวนั่นแต่งงานไปแล้วจนได้ ทั้งยังแต่งงานกับผู้หญิงแสนดีคนนั้นของเขา ขณะที่เธอกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่แท้ๆ
ตลกดีที่จนถึงป่านนี้แล้วเธอก็ยังเชื่อไม่ว่าเขาจะทำได้ลง
เมื่อความหวังทั้งปวงมลายหายไปจนหมดสิ้น
อริสราจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองอยู่ได้ด้วยความศรัทธาที่มิได้เอื้อนเอ่ยออกมาต่อผู้ชายที่ไม่เคยใส่ใจไยดีเธอเลย
เห็นชัดๆ ว่าเขาไม่เคยใส่ใจเธอเลยมากมายแค่ไหน
“คุณ ยังอยู่หรือเปล่าคะ”
“ค่ะ”
“คุณอยากฝากข้อความอะไรไว้หรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ ฉัน...” เสียงเธอขาดหายไปสู่ความว่างเปล่า
ความเบิกบานยินดีที่ได้รู้เพศของลูกน้อยในครรภ์ค่อยๆ สลายหายไป ความตื้นเต้นทั้งปวงที่ได้รับรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกของเธอกับสุปรีดิ์ไม่อาจทานทนต่อความจริงที่ว่าเขาแต่งงานไปแล้วได้
“ไม่ทราบว่าใครโทรมาคะ” ภรรยาสาวคนดีของสุปรีดิ์ เตชะธาดาเอ่ยถาม
เมื่อเห็นว่าปลายสายเอาแต่นิ่งเงียบเ้าหล่อนเริ่มมีน้ำเสียงหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย
เพราะตอนนี้สภาพอารมณ์ของอริสรากำลังชอกช้ำร้าวราน เธอจึงตอบคำถามนั้นไปโดยไม่ทันคิด เธอคิดอะไรไม่ออกแล้ว สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ
“อริสรา การสอน”
“คุณอิน คุณอยู่ที่ไหนคะ พี่พายกำลังตามหาคุณอยู่ เขากังวลเื่เด็กมากนะคะ”
สุปรีดิ์บอกภรรยาเขาเื่ของเธอ เื่ของลูกหรือ
อริสราดึงโทรศัพท์ออกห่างจากข้างหู ตาจ้องมองมันราวกับไม่รู้จริงๆ ว่ามันคือตัวอะไร
หูยังแว่วเสียงผู้หญิงคนนั้น แต่จับความไม่ได้ชัดว่าเ้าหล่อนกำลังพูดอะไร เสียงนั้นฟังดูร้อนใจเหลือเกิน
อริสรากดตัดสายโดยไม่คิดยกโทรศัพท์กลับมาแนบหูอีกเลย