อย่านะ ไม่ว่าเธอจะใช่ไอลีนหรือไม่ ก็อย่าใช้มันเด็ดขาด...
มันสายไปเสียแล้ว ตอนนี้อสูรจักรราศีมีนรูปร่างนางเงือกได้ถูกเรียกออกมาแล้ว ทุกคนต่างได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองแล้วว่าปลายฝนคือคนทรงผู้ถือกษาปณ์มีนไว้
“อสูรจักรราศีมีนแล้วมันยังไง” เมื่อตั้งสติได้ขุนปัถวีลงกรณ์พยายามข่มเสียงให้ดูเป็นปกติ “คนทรงมือใหม่ที่เรียกใช้ได้เพียงร่างเสมือนของอสูรจักรราศีเท่านั้น”
เมื่อดารินสังเกตดูอสูรจักรราศีมีนที่ปลายฝนเรียกออกมาอีกครั้ง เธอก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ขุนปัถวีลงกรณ์พูดออกมา มันเป็นเพียงร่างเสมือนที่ถือเป็นร่างขั้นแรกของอสูรจักรราศีที่คนทรงจะอัญเชิญออกมาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าคนทั่วไปจะเป็นคู่ต่อสู้กับอสูรจักรราศีได้ง่าย ๆ
“ดูเหมือนคุณจะยังไม่สำนึกในสิ่งที่คุณทำลงไปเลยสินะคะ” แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ปลายฝนก็ยังพูดจาอย่างสุภาพได้อย่างเหลือเชื่อ
“ยังไงน้ำก็ต้องแพ้ให้กับดิน!” ขุนปัถวีลงกรณ์คำรามออกมา
แล้วเขาก็เรียกใช้มนตร์มณีสิบทิศพร้อมบังคับก้อนหินทุกลูกบินใส่เข้าใส่ตัวปลายฝนโดยตรง ทหารลูกน้องทั้งสองของเขาก็ไม่รอช้าพุ่งเข้าหาปลายฝนด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดารินรีบใช้มหาวารีสาดซัดเพื่อช่วยขัดขวางพวกเขาที่พุ่งเข้ามาหาปลายฝน แต่มันไร้ประโยชน์ ทหารคนสนิทของขุนปัถวีลงกรณ์ที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ เขาเพียงฟันดาบที่เคลือบไปด้วยรัศมีแห่งดินก็สามารถผ่าคลื่นยักษ์ที่ซัดมาหาพวกเขาเป็นสองได้อย่างง่ายดาย
ดิเรกพยายามฝืนลุกขึ้นยืน แต่ปลายฝนก็ห้ามเอาไว้ “ไม่ต้องค่ะ ฉันจัดการเอง”
สิ้นเสียงพูดแสนประหลาดของปลายฝนในร่างคนทรง นางเงือกที่ลอยอยู่เหนือหัวของเธอเริ่มเคลื่อนไหว มือข้างหนึ่งของนางเงือกที่ถือเปลือกหอยสังข์ไว้ถูกยื่นออกมาข้างหน้า ปลายเปลือกหอยสังข์ที่เป็นรูถูกส่องออกไปทางศัตรู ทันใดนั้นแทนที่จะมีสิ่งใดออกมาจากรูนั้น มันกลับสร้างแรงดึงดูดราวกับมีกระแสน้ำวนอยู่ภายในรูของเปลือกหอยสังข์
เกิดฉากที่ประหลาด ก้อนหินที่ถูกแรงดูดโดยหอยสังข์ มันมีขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอล ส่วนรูของเปลือกหอยสังข์ขนาดของมันเพียงเท่าผลส้มเท่านั้น รูมันเล็กกว่าหินก้อนนั้นหลายเท่า แทนที่ก้อนหินก้อนนั้นมันจะถูกดูดไปติดคาปากรูหอยสังข์ จู่ ๆ มันก็เหมือนถูกย่อส่วนให้เหลือขนาดเล็กกว่าผลส้ม เป็นผลทำให้ก้อนหินลูกนั้นหายเข้าไปในกระแสน้ำวนในรูหอยสังข์ได้อย่างไร้การติดขัด
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับก้อนหิน เหล่าลูกน้องของขุนปัถวีลงกรณ์ต่างพยายามหาวิธีต้านแรงดูดของหอยสังข์ให้ได้ ไม่ว่าจะใช้มนตร์กำแพงช่วยปิดกั้นแรงดูด หาที่เกาะ หรือแม้แต่ใช้ดาบปักพื้นไว้เพื่อขืนตัวเองไว้ก็ไม่ได้ผล ภายในไม่ถึงสิบวินาที ก้อนหินหลายสิบลูก และลูกน้องทั้งสองของขุนปัถวีลงกรณ์ถูกดูดกลืนหายไปในเปลือกหอยสังข์ในมือของนางเงือกโดยมิอาจต่อต้านได้เลย
ขุนปัถวีลงกรณ์ยืนตัวสั่นหน้าซีดเซียวเหงื่อแตกพลั่ก เขารู้ตัวแล้วว่าเขาคือรายต่อไปอย่างแน่นอน ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปในกระแสน้ำวนในเปลือกหอยสังข์ ขุนปัถวีลงกรณ์เริ่มออกตัวเพื่อจะวิ่งหนีแล้ว แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เขาออกตัววิ่งได้ไม่เกินห้าเมตร ท่านขุนผู้ชั่วร้ายก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่กำลังดึงตัวเข้ากลับไปอย่างไม่อาจต้านได้เลย
“ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ปล่อยฉันไม่เถิด” ขุนปัถวีลงกรณ์พยายามขอร้องอ้อนวอนขณะพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวเองลอยไปตามแรงดูด
“ฉันเคยออกไปแล้วว่า ไม่มีโอกาสที่สองให้กับคนชั่วอย่างคุณ” เสียงแปร่งหูออกมาจากปากของปลายฝน
“โธ่โว้ย!” ขุนปัถวีลงกรณ์คำรามออกมา “มนตร์แห่งดิน จงออกมา หลังคาพิภพ”
ม่านกำแพงหินรูปร่างหลังปรากฏออกมาได้ไม่เกินหนึ่งวินาทีมันก็แตกสลายไปทันที ความสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนหน้าของขุนปัถวีลงกรณ์ ตอนนี้เขาพยายามเกาะบริเวณฐานของผลึกน้ำแข็ง เขาได้ทำได้แต่มองกษาปณ์พฤษภที่อยู่ในนั้นอย่างสิ้นหวัง
ขุนปัถวีลงกรณ์พูดออกมาอย่างคนสิ้นไร้หนทาง “ย่าทวด ช่วยผมด้วย...” แล้วมือของเขาก็หลุดออกจากฐานผลึกน้ำแข็งที่เขาเกาะไว้