ตอนที่ 35งานวิจัยกับ”นี่คือวิถีการกินของฉัน”
….หลังจากคืนนั้นผ่านไปฉันไม่แน่ใจว่าฉันฝันดีตามที่เติมอวยพรหรือเปล่าฉันจำความฝันส่วนใหญ่ไม่ได้แต่สิ่งที่ฉันจำได้คือฉันฝันเกี่ยวกับเขา
มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับฉันผู้คนมักจะฝันถึงสิ่งที่ตนกำลังหมกมุ่นและเรื่องที่ยังค้างอยู่ในหัวซึ่งเรื่องที่ฉันเพิ่งจะได้รู้เกี่ยวกับเติมเมื่อวานมันทำให้ฉันค่อนข้างสนใจและหมกมุ่นอยู่กับมันอย่างน้อยๆมันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าเราไม่ควรไปตัดสินใครง่ายๆแค่จากที่เห็นซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อมันเรื่อยมาว่าจะไม่ทำแต่สุดท้ายพอเป็นพวกผู้ชายหน้าตาดีมีเงินเหลือฉันก็ตัดสินพวกเขาง่ายๆด้วยอคติ
แต่ถ้าหากถามฉันว่าถ้าเจอกับพวกผู้ชายหน้าตาดีมีเงินเหลือฉันจะตัดสินแบบเดิมหรือเปล่าฉันคงต้องตอบว่าฉันคงตัดสินเขาคนนั้นด้วยอคติเช่นเดิมเพราะอะไรนะเหรอ?เพราะส่วนใหญ่มันถูกไงแต่ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ฉันเองในตอนนี้ก็คงพูดได้ว่าตัวฉันจะเปิดใจมากขึ้นกับคนเหล่านั้นแม้จะตัดสินว่าคนเหล่านั้นแย่แต่ฉันก็คงเปิดใจมากขึ้น
ฉันตื่นมาในตอนเช้าของวันเสาร์และแน่นอนสิ่งแรกที่ฉันทำก็เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำฉันเปิดบราวเซอร์ในสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คเฟสทันทีในตอนเช้าแม้มันจะเหมือนกับคนส่วนใหญ่แต่ที่ต่างกันก็คือฉันจะเช็คเฟสแค่ไม่เกิน 2ครั้งต่อวัน ตื่นตอนเช้าและก่อนเข้านอน
ส่วนเหตุผลที่ต้องเปิดเฟสผ่านบราวเซอร์ฉันก็เคยบอกไปแล้วเพราะสมาร์ทโฟนของฉันมันเป็นสมาร์ทโฟนตกรุ่นที่มีความจำเครื่องน้อยเกินกว่าที่จะสิ้นเปลืองไปกับแอปอย่างเฟสบุ๊ค
ส่วนใหญ่ในเฟสของฉันมันจะเป็นการแจ้งเตือนโพสต์จากกลุ่มหรือโพสต์เพื่อนมากกว่าแต่สิ่งที่แปลกสำหรับวันนี้ก็คือการแจ้งเตือนของฉันมันเป็นการแจ้งเตือนการสนทนา
ฉันเปิดเข้าไปเพื่อดูข้อความที่แจ้งเตือนในแชทและนั่นทำให้ฉันทราบว่าใครเป็นคนทักมาหาฉันนายเอิร์ธนั่นเองมันเป็นข้อความที่ส่งมาตั้งแต่เมื่อคืนประมาณ4ทุ่มกว่าๆซึ่งฉันหลับไปก่อนแล้วนั่นทำให้ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นข้อความของเขา
เขาพูดถึงหนังที่เข้าโรงมาแล้วเกือบสองอาทิตย์ที่เขาอยากดูและยังไม่ได้ดูซึ่งเขาชวนฉันไปดูด้วยเห็นว่าเป็นหนังเกี่ยวกับหมอที่คุยกับสัตว์รู้เรื่องอะไรนี่แหละฉันลังเลเล็กน้อยที่จะตอบเพราะวันนี้ควรจะเป็นวันที่ฉันไปทำงานทั้งวันแต่ฉันก็ไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยนักในชีวิตดังนั้นฉันจึงคิดว่าฉันควรจะคุยกับพี่อ้อม(ผู้จัดการและเจ้าของร้านอาหารที่ฉันทำงาน)ก่อน
ฉันทักไปหาพี่อ้อมและบอกไปตรงๆว่ามีคนชวนฉันไปดูหนังวันนี้และพี่อ้อมก็ตกลงให้ฉันลาอย่างง่ายดายโดยที่ฉันยังไม่ได้ขอลาเลยด้วยซ้ำ
แกถามด้วยว่าเป็นหนุ่มเมื่อตอนนั้นหรือเปล่า(เติมที่ไปเจอฉันที่ร้าน)พอฉันบอกไปว่าเป็นคนละคนกันพี่แกก็แซวฉันกลับมาว่า’ตั้งแต่ลดหุ่นและรู้วิธีแต่งหน้าทาปากก็มีหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้าหา’นั่นทำให้ฉันไม่รู้ว่าจะตอบกลับพี่แกยังไง
อย่างไรก็ตามอีกเหตุผลทื่ฉันสามารถลาได้ง่ายขนาดนี้ก็เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ไวรัสโคโรนากำลังเริ่มต้นระบาดและทางการไทยก็ปล่อยนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาได้อย่างสบายใจนั่นทำให้ธุรกิจแรกๆที่ได้รับผลกระทบเป็นธุรกิจร้านอาหารเพราะเมื่อมีคนทีคล้ายชาวจีนนั่งอยู่ในร้านจะทำให้คนอื่นๆไม่กล้าเข้าร้านและสำหรับร้านค้าที่ยึดลูกค้าเป็นสำคัญพี่อ้อมไม่สามารถปฏิเสธลูกค้าได้นั่นทำให้ลูกค้าลดลงไปมากในช่วงนี้เพราะไม่มีใครกล้าเข้าร้าน
หลังจากได้รับการอนุมัติจากพี่อ้อมแล้วฉันจึงตอบแชทนายเอิร์ธจะว่าไปแล้วฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมอนี่เลยนอกจากที่ว่ามันอยู่หอข้างๆแล้วก็ลงเรียนในวิชาเสรีที่ชื่อว่า”การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความงาม”หวังว่าวิธีทำความรู้จักคนอื่นแบบพี่ลายเมฆจะได้ผลอีกครั้ง
สักพักนายเอิร์ธก็ตอบแชทพร้อมกับนัดเวลาซึ่งนั่นทำให้ฉันประหลาดใจไม่น้อยเพราะสำหรับนักศึกษาการตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกและเมื่อฉันดูเวลาปัจจุบันก็ยังแค่หกโมงสิบนาทีนั่นทำให้ฉันรู้ว่าหมอนี่ตื่นเช้าเอาเรื่องเรานัดกันประมาณ 11โมงซึ่งเราใช้รถมอเตอร์ไซค์ของนายเอิร์ธไประหว่างนี้ที่ฉันทำได้ก็คือนอนเล่นเกมจนกว่าใกล้จะถึงเวลา
เวลาผ่านไปพริบตาเวลาที่นัดกันไว้ก็ใกล้มาถึงอย่างไรก็ตามฉันไม่ได้ลงจากหอไปรอข้างล่างมันต่างจากการนัดกับพี่หมอหรือคนอื่นๆเพราะหมอนี่ก็แค่อยู่หอข้างๆฉันฉันเลยคิดว่าถ้าเขาพร้อมเมื่อไหร่ก็คงทักมาดังนั้นฉันจึงทำสิ่งที่ฉันไม่ค่อยได้ทำบ่อยครั้งนั่นก็คือการออนเฟสในช่วงเวลา11โมง
ที่ฉันต้องทำแบบนั้นเพราะนี่ยังคงเป็นวิธีสื่อสารวิธีเดียวของเขากับฉันฉันไม่ได้ตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่านบราวเซอร์และถึงตั้งค่ามากสุดฉันคิดว่ามันควรจะแจ้งเตือนผ่านอีเมลมากกว่าและด้วยการออกจากระบบทุกครั้งหลังจากเลิกใช้งานนั่นทำให้การแจ้งเตือนในระหว่างที่ฉันออกจากระบบเป็นศูนย์ฉันจึงต้องเข้าบราวเซอร์เพื่อรอเขาทักมา
อย่างไรก็ตามสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเขาไม่ได้ทักมาหาฉันแต่เขาโทรหาฉันผ่านเฟสซึ่งบอกตามตรงว่าฉันไม่รู้ว่ามันรับสายยังไงและทำได้เพียงตอบกลับไปว่าฉันรับสายไม่เป็นซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่าเรารับสายผ่านเว็บบราวเซอร์ไม่ได้หรือถ้าทำได้มันก็เกินกำลังสมองฉันอยู่ดีนั่นทำให้เราต้องส่งข้อความคุยกันเหมือนเดิมซึ่งดูเหมือนว่านายเอิร์ธจะพร้อมแล้วสำหรับการไปดูหนัง
เมื่อฉันลงมาข้างล่างหอพักฉันก็พบกับหนุ่มหน้าตาดีใส่เสื้อเชิ้ตสีดำพร้อมกับกางเกงยีนและรองเท้าผ้าใบแฟชั่นซึ่งนั่งรอฉันอยู่บนรถชอปเปอร์แน่นอนฉันไม่มีความรู้ด้านรถชอปเปอร์เลยดังนั้นฉันไม่สามารถบอกได้แม้แต่ยี่ห้อของรถสิ่งเดียวที่ฉันรู้คือ“มันแพง” และอีกครั้งฉันพบกับคนหน้าตาดี รวย ฉลาดแม่ง…..โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลยว่ะ……
ฉันไม่ได้ใช้เวลาตัดพ้อโลกนานนักแม้ว่าตอนนี้ฉันเริ่มคิดถึงเทพเจ้าสายตาสั้นที่เป็นบุตรของเทพกับแว่นฉันหวังว่าท่านจะเฝ้าดูความอยุติธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันฉันเดินไปหานายเอิร์ธซึ่งเขาส่งหมวกกันน็อคมาให้ฉันหลังจากนั้นพวกเราจึงเดินทางออกไปที่ห้างใหญ่แห่งหนึ่งในตัวเมือง
หลังจากที่มาถึงพวกเราก็เข้าไปในห้างและนายเอิร์ธก็หันมาคุยกับฉัน
“เดี๋ยวเราไปจองตั๋วไว้ก่อน..เอาเป็นรอบบ่ายแล้วไปกินข้าวเที่ยงกันกินเสร็จก็คงจะถึงเวลาหนังฉายพอดีเธอว่าไง…”
“อื้มม”นั่นคือทั้งหมดที่ฉันสามารถตอบได้เพราะทั้งชีวิตฉันเคยไปดูหนังในโรงภาพยนตร์แค่ครั้งเดียวและฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยถ้าหมอนี่ว่าไงฉันก็คงต้องว่าตามนั้นแหละ
“ว่าแต่..นายเรียนอยู่คณะอะไรเหรอ..”ฉันเริ่มบทสนทนาตามแบบที่พี่ลายเมฆแนะนำเริ่มด้วยการถามเรื่องของเขา
“ผมเรียนศึกษาศาสตร์เอกคณิต ผมอยู่ปีที่ 5ปีสุดท้ายแล้วแล้วเธอล่ะ”นายเอิร์ธตอบพร้อมกับโยนคำถามกลับมาให้ฉัน
“ฉัน...เอ่อเรียนวิทยาศาสตร์สาขาเคมีปีที่…...เอ่อ..ปีที่5” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอายๆในคณะศึกษาหลักสูตรปัจจุบันการเรียน5ปีถือเป็นเรื่องปกติแต่สำหรับคณะวิทยาศาสตร์ที่ฉันศึกษาอยู่การเรียน5ปีนั่นหมายความว่าคุณเรียนไม่จบตามเกณฑ์เวลาที่กำหนดนั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีแค่ฉันที่อายเมื่อตอบว่าเรียนอยู่ปีที่5
“เอ่อถ้าผมไปเรียนเคมีก็คงทุลักทุเลน่าดูผมเกลียดรายวิชาที่ต้องใช้ความจำเยอะๆเพราะฉะนั้นคณิตศาสตร์เลยเป็นทางเลือกที่ผมมองว่าพอจะเป็นไปได้แต่ละวิชาก็คงมีความยากในแบบที่ต่างๆกันนั่นแหละ”นายเอิร์ธกล่าว
“สรุปคือฉันกับนายอายุเท่ากันเหรอเนี่ยนึกว่าเรียนปีที่ 5แล้วจะแก่กว่าซะอีกเกือบเผลอเรียกนายว่าเจ้าหนูน้อยไปแล้วไง”
“ผมก็คิดแบบเดียวกันนั่นแหละนึกว่าอยู่ปีที่ 5แล้วจะแก่กว่าซะอีกฮ่าๆๆ ”
“หุบปากไปเลยนะเว้ย..”
“โอเคๆผมขอโทษผมไม่ได้จะหมายความแบบนั้นเพื่อเป็นการไถ่โทษผมจะเลี้ยงข้าวแล้วกัน”
“หนังด้วย!!”ฉันกล่าว
“แน่นอนๆ”
“เดี๋ยวก่อนนายก็ต้องเลี้ยงอยู่แล้วสิเพราะนายเป็นคนชวนครั้งนี้นายต้องจ่ายทุกอย่างทั้งค่าป็อปคอร์น 2ถังของฉันแล้วก็โคล่าแก้วใหญ่ ไม่งั้นงอน”
“โอเคๆแน่นอน”
นายเอิร์ทตอบนั่นทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเมื่อคิดถึงป็อปคอร์นสองถังกับโคล่าแก้วโต
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปซื้อตั๋วหนังซึ่งได้ตั๋วหนังในรอบบ่ายโมงครึ่งความจริงไม่ควรใช้คำว่าเราเพราะนอกจากฉันที่ทำอะไรไม่เป็นเลยแล้วยังขอให้นายเอิร์ธเลี้ยงทุกอย่างซึ่งนั่นทำให้ฉันแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยส่วนใหญ่หมอนั่นก็จัดการทั้งหมดคนเดียวเวลาจะบอกว่าเราทำมันก็กระดากปากอยู่
เสร็จแล้วพวกเราก็ไปกินนั่นคือส่วนที่ฉันชอบแม้ว่าหุ่นของฉันจะลดฮวบไปมากแต่การกินก็ยังคงเป็นสิ่งที่ฉันโปรดปรานที่สุดฉันสั่งอาหารมาค่อนข้างมากซึ่งมันสามารถถูกมองว่า”ก็ตูงอนและตูจะแกล้งเอ็งโดยการสั่งอาหารให้เอ็งกระเป๋าฉีก”ดังนั้นฉันจึงไม่ได้เกรงใจมากนักเหมือนตอนที่ฉันไปทานกับพี่หมอ
แน่นอนว่าพออาหารมาเสิร์ฟฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะสวาปามอย่างบ้าคลั่ง แม้ในส่วนลึกในจิตใจของฉันจะคอยบอกตัวเองว่าหลังจากนี้แกต้องเผาผลาญไขมันอีกเยอะยัยเคี้ยวแต่ฉันเองก็ไม่มั่นใจเท่าใดนักว่าตัวฉันเองจะมีวินัยมากขนาดนั้นเพราะที่ฉันลดมาได้มากขนาดนี้เพราะวินัยของนายแว่นที่ทำให้ฉันมีแรงฮึดไปด้วย
อย่างไรก็ตามในช่วงวลาที่ฉันกำลังทานอาหารฉันได้สังเกตเห็นบางอย่างนายเอิร์ธนั่งมองฉันทานอาหารอีกเช่นเคยด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขประดับอยู่บนใบหน้านั่นทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะสงสัยและตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาทำ
“ครั้งแรกนายจะนั่งมองฉันกินมันก็ไม่แปลกอะไรหรอกเพราะตอนนั้นมีแค่ฉันที่มีอาหารอยู่ตรงหน้าแต่ตอนนี้นายเองก็มีอาหารอยู่ตรงหน้าเหมือนกันทำไมถึงได้เอาแต่นั่งจ้องฉันทานอาหารอีกล่ะ”
“ฉันแค่รู้สึกว่าเธอดูมีความสุขมากกับการกินฉันชอบเห็นผู้คนมีความสุขผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกังวลกับการกินเพราะเป็นห่วงเรื่องน้ำหนักกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจแต่สำหรับฉันมันไม่ได้มีปัญหาอะไรหากคนที่เรารักทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุขแค่น้ำหนักเพิ่มอ้วนขึ้นฉันก็ยังคงมองว่ามันน่ารักดีเธอไม่กังวลว่าตัวเองจะอ้วนหรอ??”นายเอิร์ธตอบพร้อมกับถามฉัน
“นานมาแล้วฉันเอาแต่สงสัยและพยายามหาคำตอบว่าพลังสายเนตรคืออะไรกันแน่ในที่สุดฉันก็ได้เข้าใจว่าฉันไม่มีความสามารถที่จะใช้พลังสายเนตรได้นั่นก็เพราะว่าฉันมีพลังสายร่างกายที่สามารถควบคุมน้ำหนักของตนได้อย่างอิสระยังไงล่ะ”นั่นคือสิ่งที่ฉันตอบนายเอิร์ธไปฉันยังคงจำได้ถึงสิ่งที่พี่ลายเมฆกล่าวเขาคงไม่มานั่งอึดอัดกับฉันถ้าเขาไม่สนใจและอยากรู้จักฉันมากพอและนั่นทำให้ฉันเลือกที่จะตอบในแบบที่เป็นตัวฉันมากที่สุดและผลที่ได้ก็คือ
“ฮะ….เอ่อ...เป็นสายฮาชิรามะสินะ”