คมมีดของพวกเธอจ้วงแทงร่างของมิโนทอร์ที่นอนนิ่งไม่อาจขัดขืนทำได้แค่มองดูความตายที่คืบคลานเข้ามา
"หมดแล้วใช่ไหม?" คานะเอ่ยถามขณะที่เก็บเลือดของพวกมันไปด้วย
"ยังเหลืออีกสองตัวที่อยู่เลเวลหกทั้งคู่ ปล่อยให้เซนยื้อมันไว้เราจะไปช่วยสเตล่าก่อน"
"แกทำอะไรพวกของข้า !" เสียงตะโกนร้องลั่นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นหมุนตัวเหวี่ยงค้อนหินสร้างกลุ่มก้อนหินพุ่งกระแทกร่างของสเตล่า
ขณะที่สเตล่าถูกดันออกไปทำให้มันมีเวลารวบรวมมานาจำนวนมาก
"[พสุธาหวนคืน]"
การกระแทกเท้าลงพื้นเป็นดั่งสัญญาณของเวทมนตร์ก่อนจะสร้างก้อนหินขนาดพอมือจำนวนหลายสิบก้อนรูปลักษณ์มันคล้ายกับมีดสั้นที่เหล่ามนุษย์ใช้และเมื่อมันผายมือไปทิศทางใดคมมีดเหล่านั้นก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย
"สงสัยพวกข้าจะหลับนานเกินไป หลังจากนี้จะไม่มีการปรานีทั้งสิ้น ! เมื่อใดที่ข้าจับพวกแกได้ข้าจะฉีกแขนขาและเอาให้ต้มกินเสีย...และก็-"
"พูดมากว่ะ" ซึฮากิใช้ช่วงเวลาที่มันกำลังโกรธพล่ามอะไรต่ออะไรไม่หยุดเข้ามาด้านหลังและใช้มีดสั้นแทงเข้าไปที่หลัง
"หน็อย ! บังอาจนักนะ..." ร่างกายอันใหญ่โตค่อย ๆ ล้มลงไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาไร้ชีวิต
"ข-ข้า" เพียงเสี้ยววินาทีที่มันเปิดปากก็ถูกซึฮากิเฉือนลิ้นขาดในทันที
"พวกแกนี่มันพูดมากจริง ๆ รู้สึกว่าพวกมอนสเตอร์ระดับต่ำยังจะเก่งกว่าอีก" เขาใช้มืออันหยาบกร้านนั้นจับเขาของมิโนทอร์ยกหัวขึ้นพูดกรอกหูเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่มีของมันจนย่อยยับก่อนปลิดชีพด้วยการแทงหัวใจทั้งสาม
"นายทำได้ยังไง? เลเวลก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ"
"พวกเธอจำที่เซนโดนพิษได้ใช่ไหม? เซนที่อยู่เลเวลหกยังถูกพิษทำให้ขยับตัวไม่ได้แสดงว่าเจ้าพวกนี้ก็มีโอกาสเป็นเหมือนกันและฉันก็คิดถูก ฉันใช้ร่างปลอมตั้งแต่ที่พวกมันออกมาจากเสาสีขาวและกลับไปล่ามอนสเตอร์พวกนั้นก่อนจะเอาเมือกของพวกมันมา"
"ให้ตายสิฉันก็ไม่นึกเลยว่าจะเอาพิษมอนสเตอร์มาใช้แบบนี้ได้"
"มันน่าจะใช้ได้แค่เลเวลหกลงมา เพราะฉันลองใช้กับกอนด้าแล้วไม่เป็นผล"
"เราคงต้องเก็บมันไว้เยอะ ๆ แล้วแหละถ้าเจอพวกมอนสเตอร์อีกจะได้จัดการง่ายขึ้น" ขณะที่กำลังคุยกันเพลินจนลืมไปว่าเซนยังสู้ตัวต่อตัวกับผู้นำของพวกมันที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียว
"มาดูพัฒนาการของเซนดีกว่า เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน..."
เสียงดังอึกทึกครึกโครมราวกับฟ้าร้องคำรามในยามราตรีแม้จะไม่เห็นการเคลื่อนไหวภายในนั้นแต่ก็สัมผัสถึงมานาและกลิ่นคาวเลือดได้ ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและแผลใหญ่เล็กของทั้งสองที่ห้ำหั่นกันไม่มีใครยอมใคร
"ฮ่า ๆ ๆ เดี๋ยวนี้มนุษย์เป็นแบบแกกันหมดแล้วหรือยังไง? เมื่อก่อนพวกแกก็เป็นเพียงทาสอันโสมมได้แต่ทำงานอยู่รอดไปวัน ๆ"
ค้อนหินอันหนักอึ้งฟาดลงตรงหน้าและเซนก็รับมันไว้ด้วยคมมีดเพลิงสีชาดยิ้มสนุกสะใจราวกับอยากวัดพลังซึ่ง ๆ หน้า
"ฮ่า ๆ ๆ ไม่เจอคนที่หัวเราะระหว่างต่อสู้ไปด้วยนานแค่ไหนแล้วนะเนี่ย ลองเจอกระบวนท่านี้สักหน่อยเป็นไง"
"มีเท่าไหร่ก็จัดมาเลยไอ้หนู"
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นสูงกว่าสิบเมตรหมุนวนราวกับเป็นพายุงวงช้างแผ่ไอความร้อนไปรอบ ๆ ก่อนจะเหวี่ยงมันเข้าหามิโนทอร์
"เหอะ [ธรณีคำราม]" เพียงคำร่ายสั้น ๆ ก้อนหินขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินปะทะกับพายุเปลวเพลิง
มันใช้จังหวะที่เวทไฟสลายตัวพุ่งตัวฝ่าออกมาเข้าประชิดเซนอีกทั้งยังยิ้มเยาะง้างค้อนหินสุดแขนเล็งไปที่หัวของเซน
"ลองรับมันดูสิ !" ทันใดนั้นมานาจำนวนหนึ่งจับกลุ่มอยู่ที่หัวค้อนสร้างแรงกดดันราวกับเหมือนมีบ้านถล่มลงมา
เซนยิ้มเยาะเป็นการตอบกลับยกมีดสั้นที่เต็มไปด้วยออร่ามานาสร้างเป็นโล่มานาหนาหลายชั้นกระแทกกลับ
"แค่ค้อนหินโง่ ๆ จะมาสู้ไฟบรรลัยกัลป์ของฉันเหรอ ไม่มีทางซะหรอก !"
ไอ้มดปลวกนี่ไม่ธรรมดา มันต้านทานค้อนสงครามของข้าที่เป็นทหารของราชามิโนทอร์ได้
กระแสพลังเวทตีกันจนสลายหายไปเหลือเพียงร่องรอยของผลกระทบรอบข้างทั้งพื้นดินที่แตกร้าวและรอยไหม้เกรียม
"มัวเหม่ออะไรอยู่เจ้าวัว" เซนตวัดคมมีดอย่างรวดเร็วกำลังเชือดเฉือนร่างของมิโนทอร์ได้โดยไม่สนตำแหน่งที่โดนแต่ก็ยังไม่ทะลุการป้องกันของเวทเสริมกำลัง
"ดีแค่แรงแต่ไม่มีสมองหรือไง !" เวทเสริมกำลังที่มันใช้อยู่จู่ ๆ ก็ขยายออกกระแทกเซนทิ้งระยะห่างออกไปและใช้วินาทีที่ยังไม่ตั้งหลักเหวี่ยงค้อนหินเสยจากด้านล่างเข้าที่ท้องของเซน
แรงอัดของค้อนหินแรงพอที่จะทำให้เซนกระอักของที่กินไปออกมาแม้จะมีเสริมกำลังช่วยก็ตาม
"ไม่ได้เจ็บตัวแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ" เซนเช็ดปากเสร็จก็เอาแต่ฝืนยิ้มในสภาพเช่นนั้น
"ไม่ต้องห่วง...เดี๋ยวแกก็จะได้เจ็บจนต้องร้องขอให้ฆ่าเสียที มาต่อกันเลยดีกว่าไอ้มนุษย์ปลวกเปียก" มานาก่อรวมเป็นค้อนหินอีกหนึ่งเต้า
ค้อนหินทั้งสองหมุนเหวี่ยงดังพายุคลั่งสร้างแรงกระแทกไปรอบ ๆ ตัวถึงขนาดพื้นยังแตกร้าวและมันก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าหาเซนแต่แทนที่จะหนีเขากลับวิ่งเข้าใส่เพียบพร้อมไปด้วยมานาและรอยยิ้มอันสนุกสุดเหวี่ยง
"ฉันเอาด้วยคนสิ" เซนสร้างใบมีดเพลิงยาวสองเมตรหมุนวนเฉกเช่นเดียวกับมิโนทอร์
ทันทีที่แรงทั้งสองปะทะกันแทนที่ฝ่ายที่อ่อนแอจะโดนซัดออกไปแต่คมมีดของเซนกับค้อนหินหยุดลงตรงหน้าราวกับพละกำลังที่หักล้างกันพอดี
"เหอะ"
ทั้งสองเกร็งแขนจนเส้นเลือดและกล้ามเนื้อปูดเหมือนโดนอัดลมเข้าไปแค่เห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว
ความรู้สึกนี่มันอะไร เซนยิ้มฉีกกว้างอย่างเหมือนกับเห็นเนื้อย่างเป็นสิ่งที่โหยหามานาน
"ฮ่า ๆ ๆ" เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสนุกตวัดฟัดเหวี่ยงคมมีดเพลิงสีชาดกับค้อนหินไม่หยุดยั้งทั้งความเร็วและพละกำลังสูสีจนกินกันไม่ลง
กล้ามเนื้อที่ฝึกซ้อมมา ความอดทนที่ต้องเผชิญ แรงกดดันที่มีไม่เว้นวัน
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นที่ปลายมีดสร้างเป็นดาบยักษ์ยาวห้าเมตรถึงจะใช้มานาจำนวนมากแต่ก็ไม่สนอีกทั้งศัตรูยังไล่ตามได้ทันโดยการขยายขนาดค้อนหินให้เทียบเท่าเพื่อที่จะได้ฟาดฟันกันอย่างเมามัน
"ทำไมเราไม่มาจบเรื่องนี้กันสักทีล่ะเจ้าสัตว์ชั้นต่ำ [พสุธาตัดสิน]"
"เหอะ ๆ ต่ำมากมั้ง [วงล้อนรก]"
เวทดินที่กำลังก่อร่างเป็นดั่งภูเขาเหนือมือของมิโนทอร์ทั้ง ๆ ที่มันใหญ่ขนาดนั้นแต่มันกลับถือได้ด้วยมือเดียว
ความรู้สึกที่สนุกแบบนี้ไม่ได้มีมานานแล้วนะเนี่ย ต่อให้เล่นกับคานะก็ไม่กล้าเอาจริงอยู่ดี
เพลิงสีชาดก่อตัวเป็นดั่งชิงช้าสวรรค์แต่ดูแล้วน่าจะนำพาไปยังนรกเสียมากกว่าด้วยไอความร้อนระอุที่แผ่ออกมาไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในกระทะร้อน ๆ หมุนกลิ้งเข้าหามิโนทอร์เหมือนกับล้อรถยนต์
"รับไปซะไอ้มดปลวก !" ก้อนหินที่มิโนทอร์ยกอยู่มองดูราวกับกำลังแบกภูเขาก่อนจะขว้างมันด้วยแรงทั้งหมดที่มีปะทะกับวงล้อนรก
"ก็มาสิวะ !"
เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ได้เปิดตามองดูกำแพงหินที่หนาและแข็งแรงพังทลายลงเผยให้เห็นสภาพอันสะบักสะบอมของเซนและมิโนทอร์ตัวนั้น
"ย-ยังไม่จบหรอกน่า ป-เป็นแค่มด...ไม่สิข้าจะไม่เรียกแกว่ามดปลวกก็แล้วกัน" มันใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิดลากสังขารไปหาเซน
"เหอะ...ดูก็รู้ว่าหมดแรงแล้ว" รอยยิ้มที่กระตุกเป็นจังหวะเหมือนกำลังปกปิดความเจ็บปวดไว้และยังค่อย ๆ เดินเข้าหามิโนทอร์
"เป็นแค่มนุษย์แต่ทำไมถึงแข็งแกร่งเพียงนี้..."
ขณะที่พวกเขากำลังง้างแขนเตรียมปล่อยหมัดใส่กันและกันจู่ ๆ ก็ล้มลงมือชนกันแทนเสียอย่างงั้น
"เสมอเหรอ? แต่ก็นะ พวกเขาเลเวลเท่ากันแถมยังสมองกล้ามเหมือนกันอีก" ซึฮากิลากตัวเซนไปพักใต้ต้นไม้ฝากให้คานะดูแลต่อ
หลังจากมัดเจ้ามิโนทอร์ตัวสุดท้ายเรียบร้อยก็เหลือเพียงเฝ้ามองรอคอยเวลาที่มันตื่น
"ทำไมไม่ฆ่ามันไปเลยล่ะ? หรือจะเก็บไว้กิน..." ทั้ง ๆ ที่เธอพูดออกมาเองแต่ก็ยังรู้สึกพะอืดพะอมเอง
"สเตล่า...เธอไม่ได้ยินที่พวกมันพูดก็คงไม่เข้าใจ เรายังสามารถรีดข้อมูลจากมันได้ก่อนจะจัดการหรือไม่ก็ได้แรงงานเพิ่ม" รอยยิ้มอันนิ่งสงบเงียบขรึมแต่กลับรู้สึกขนลุกเมื่อได้เห็น
"ต-ตามใจแล้วกัน ฉันขอตัวไปพักก่อน...ไม่รู้เลยว่าจะมีระลอกมาอีกไหม"
"ตามสบาย..."
พื้นหญ้าใต้ร่มไม้ไร้ซึ่งผลกระทบของการต่อสู้อาจจะเพราะมีกอนด้าเฝ้าอยู่ก็เป็นได้ ที่นั่นเซนได้นอนพักสมใจจนมีเสียงกรนอย่างกับนอนอยู่บ้าน
"พวกแกสองคนเป็นอะไรกัน? สายตาพวกนั้นไม่ใช่สายตาที่มองมิตรสหายแน่ ๆ" กอนด้าเอ่ยถามอยากรู้อยากเห็น
"เราจะคบกันหรือไม่ ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเธอเลยนี่" คานะตอบกลับพลางลูบหัวของเซนไปด้วยโดยที่เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
"อืม ๆ ข้าแค่ชอบสอดรู้ไปเรื่อยอย่าถือสาเลย" เธอยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะชำเลืองมองมังกี้และซึฮากิกำลังคุยกัน
สเตตัสของเธอเพิ่มขึ้นไวเหมือนกันนะเนี่ย คงเพราะได้สู้กับมอนสเตอร์เลเวลมากกว่าตัวเองแถมยังมีจำนวนขนาดนั้นอีก
"คิดว่าข้าเป็นยังไงบ้าง...การต่อสู้อะไรพวกนี้...เจี๊ยก"
"ถ้าเทียบกับเลเวลแล้วถือว่าดีเลยล่ะ แต่อย่าเอาไปเทียบกับพวกเซน...ไม่ใช่แค่เลเวลแต่ประสบการณ์ยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด" ขณะที่เอ่ยเช่นนั้นเขาก็ยังมองตาของมังกี้เหมือนจะให้กำลังใจ
"เยี่ยมไปเลย...ว่าแต่ขอขี่คอหน่อยได้ไหม?"
"ไม่" ซึฮากิตอบกลับเสียงแข็งแทบจะทันที
โชคดีที่ยังไม่มีระลอกต่อไปมาทำให้พวกเขาได้พักหายใจฟื้นฟูมานาและพละกำลัง หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วโมงในที่สุดเจ้ามิโนทอร์ก็ตื่น
"ข้าตายแล้วเหรอ?" ดวงตาที่หรี่มองรอบ ๆ เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและซากศพของมอนสเตอร์เมื่อได้เห็นพรรคพวกของเขาก็ทำเอาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
"หยุดแค่นั้นจะดีกว่า" คมมีดจ่ออยู่ที่คอกำลังเลื่อนเฉือนให้เลือดออกเป็นการเตือน
"พวกแกบังอาจยิ่งนัก ! ใช้กลอุบายอะไรถึงจัดการกับลูกน้องของข้าได้"
"พิษอัมพาตน่ะ ถ้าแกอยากจะโดนบ้างก็ไม่ว่าหรอกแต่จะคุยกันไม่รู้เรื่อง" ซึฮากิค่อย ๆ ลดมีดลงเพื่อให้มันใจเย็น
เสียงถอนหายใจฟืดฟาดท่าทางไม่สบอารมณ์แต่ก็ต้องทำตาม
"มีอะไรก็ว่ามา ข้าไม่อยากรู้สึกอัปยศไปมากกว่านี้แล้ว"
"จากที่ฉันฟังมา ดูเหมือนแกจะยังไม่รู้นะว่ามนุษย์อยู่เหนือเผ่าอมนุษย์ไปแล้ว...จริงไหม?"
"แกว่ายังไงนะ ! ทำไมมนุษย์ที่ต่ำต้อยถึง- จริงสิข้าลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนพวกแกใช้เวทมนตร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ...แล้วทำไมตอนนี้ถึงใช้มันได้ล่ะ?"
"แกเห็นนี่ไหม? นี่คืออาวุธเวทมันช่วยให้มนุษย์ใช้เวทมนตร์ได้ คำถามต่อไปแกถูกขังไว้ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว...หรือจะเป็นก่อนการปฏิวัติ"
แววตาที่กำลังนึกคิดภายในใจฉุกคิดเรื่องบางอย่าง สับสนจนไม่อาจเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ทัน
"นี่มันเรื่องจริงเหรอ? ข้าถูกขังไว้นานแค่ไหน? ค-ครอบครัวของข้าล่ะ"
"ใจเย็น ๆ" ซึฮากิวางมือลงบนไหล่พร้อมกับจ้องตาที่กำลังกลอกมองไปทั่วท่าทางสับสนมึนงง
"ก่อนที่จะถูกขังไว้พวกแกกำลังทำอะไรอยู่?"
"ข-ข้ากำลังพาหน่วยลาดตระเวนไปยังเมืองของไอ้พวกเอลฟ์ พวกเรากำลังจะทำสงครามกันเพื่อแย่งดินแดน"
"จำได้ไหมว่าทำไมถึงถูกขัง"
"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกเหมือนมีใครมากระซิบข้างหูจากนั้นก็เหมือนกับหลับไป มันเหมือนกับนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาใช้เวลาไม่นาน...นี่มันผ่านมากี่ปีแล้ว?"
"สามร้อยปีได้มั้งหลังจากเกิดการปฏิวัติของมนุษย์"
"สามร้อยปี...ฮ่า ๆ ๆ ที่รัก...ข้าขอโทษ ล-ลูกข้าอาจจะยังอยู่" ท่าทางกระวนกระวายออกแรงฉีกกระชากเชือกที่มัดไว้แม้ตัวเองจะได้แผลไปด้วยก็ไม่หวั่น
"กิ !" สเตล่าตกใจเมื่อเห็นมิโนทอร์ลุกพรวดพราดฉีกเชือกทิ้งกลัวมันจะทำร้ายซึฮากิ
ซึฮากิยกมือเป็นสัญญาณว่ายังเรียบร้อยดีค่อย ๆ เข้าใกล้มิโนทอร์และวางอาวุธลงพื้น
"ฉันเสียใจกับพรรคพวกของนายด้วยแต่พวกเราก็แค่ป้องกันตัว"
"เหอะ แต่การที่พาพรรคพวกมาตายก็เป็นความผิดของข้า ไอ้ความรู้สึกที่...ช่างมันเถอะ" น้ำเสียงพยายามจะกลั้นไว้ไม่อยากให้ใครได้ยินแม้จะอยากฆ่าล้างแค้นให้พรรคพวกแต่ก็ไม่อาจทำได้
"แล้วพวกแกจะเอายังไงต่อ?" ยังคงกัดฟันระดับความโกรธไว้
ขณะที่กำลังคุยกันเซนก็ได้เดินแทรกเข้ามา
"นึกว่าจะพูดอะไรสักอย่างประมาณ ผู้อ่อนแอก็ต้องพ่ายแพ้ไปหรือไม่ก็นักรบต้องเตรียมใจตายมาแล้ว" เซนกระตุกยิ้มทักทายมิโนทอร์
"แกก็ยังไม่ตายสินะ ข้าไม่นึกเลยว่ามนุษย์จะแข็งแกร่งได้เช่นนี้" มันเลื่อนมือมากอดอกพยายามทำให้ดูว่ายังเข้มแข็งแข่งกับเซน
"เหอะ ๆ ถ้าแกได้เห็นลุงโทลกับคนอื่น ๆ คงอกแตกตายแน่" รอยยิ้มเยาะอันน่าหมั่นไส้อีกทั้งยังเบ่งกล้ามให้ดูไปด้วย
"พูดมากจริง ๆ แล้วแกจะเอายังไงกับข้า? ถามเรื่องที่อยากถามไปแล้วจะกำจัดหรือจับเป็นทาส"
แววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อรู้ตัวว่าตนนั้นทำอะไรลงไปแต่ก็ไม่อาจแก้แค้นหรือย้อนกลับไปทำอะไรได้
ยอมจำนนสินะ แต่ความหยิ่งผยองที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่หาย...อาจจะกลับมาแว้งกัดทีหลังได้
"ไปอยู่กับกอนด้าที่นั่งอยู่ตรงนั้นละกัน หลังจากที่เคลียร์ดันเจี้ยนเสร็จค่อยตกลงกัน" เมื่อซึฮากิชี้นิ้วไปยังต้นไม้ด้านหลังมิโนทอร์ก็เดินไปทันทีดูท่าทางยังนึกคิดอะไรในใจไม่หยุด
"อย่าเล่นตุกติกเชียว เพราะฉันจับตาดูตลอด" ซึฮากิถลึงตาโตใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวแสดงจุดยืนที่เหนือกว่า
"เออน่า"
ดูเหมือนระลอกต่อไปจะใช้เวลานานกว่าที่คิด ปกติถ้ากำจัดมอนสเตอร์ที่หลุดออกมาได้หมด ระลอกต่อไปก็จะเข้ามาใหม่ไม่เกินชั่วโมง
"ฉันจะไปดูที่ที่เจ้านั่นอยู่" ซึฮากิมุ่งตรงไปยังเสาสีขาวที่ผนึกชายหนุ่มคนหนึ่งไว้
เสานั่นค่อย ๆ ส่งแสงออร่ามานาปลดปล่อยร่างของชายหนุ่มคนนั้นออกมา แม้จะมีร่างกายที่ผอมแห้งดูไร้กำลังต่อต้านแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงมานาของซึฮากิเขาก็ทิ้งระยะห่างพร้อมกับร่ายเวทลมโจมตีทันที
"สัมผัสแบบนี้มัน" ขณะที่กอนด้านอนอยู่ก็สะดุ้งตื่นอุทานเสียงดัง
"เฮ้ ! เธอจะไปไหน?" คานะเอ่ยถามแต่ก็ไม่ทันได้รับคำตอบ
กอนด้ามุ่งตรงไปหาซึฮากิที่กำลังรับมือกับชายหนุ่มคนนั้นเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็สร้างบาดแผลให้กันและกันได้มากยิ่งกว่าสู้กับมิโนทอร์ทั้งกลุ่ม
"หยุดก่อน !" กอนด้าเข้ามาขวางกลางคันเกือบโดนใบมีดลมอันคมกริบบาดคอโชคดีที่พวกเขายั้งมือได้ทัน
ซึฮากิถอยห่างออกไปเพื่อความปลอดภัยไม่เหมือนกับชายหนุ่มคนนั้นที่เดินเข้าหากอนด้าด้วยท่าทางอิดโรย
"เธอ...มานาแบบนั้นอย่าบอกนะว่า"
"ฉันเองกอนด้า ในที่สุดเราก็เป็นอิสระแล้ว"
เสียงร่ำไห้ของการพบพานอันยาวนานจนไม่อาจรู้ได้ว่านานเท่าใดร่างกายของกอนด้าที่เป็นมนุษย์สามารถสวมกอดอันอบอุ่นของชายหนุ่มผู้นั้นได้พอดี
"ฉันรู้มาตลอด...ตั้งแต่วันนั้นที่ถูกผนึกไว้ฉันก็รับรู้ทุกอย่างมาโดยตลอด ทั้งเสียงการฆ่าฟัน ร้องไห้ หัวเราะ...ทุก ๆ อย่าง"
ปล่อยพวกเขาไปก่อนแล้วกัน ถ้าเป็นเพื่อนกับกอนด้าก็คงคุยกันง่ายหน่อย
"เคานต์ !"
"กอนด้า !"
ช่วงเวลาที่แสนจะสุขใจกอดกันอย่างกับมีใครตายทำเอาพวกซึฮากิเอียนไปเลย
"มากันหมดเลยสินะ" ซึฮากิชายตามองเซน คานะ สเตล่าและมังกี้อีกทั้งยังมีเจ้ามิโนทอร์ตัวนั้นที่เดินตามมาทีหลัง
ขณะที่ซึฮากิกำลังสำรวจเสาสีขาวที่เป็นดั่งกำแพงขุ่น ๆ ที่พอจะมองทะลุเข้าไปได้ ไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์อะไรก็ไม่อาจทำลายมันลงได้ก่อนที่มันจะค่อย ๆ สลายหายไป
"นายคงเป็นราชาดันเจี้ยนสินะ" ซึฮากิจ้องตาชายหนุ่มคนนั้นไม่หยุด
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างงั้น...เอาตรง ๆ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำอะไร...หลังจากที่ถูกขังไว้ในนั้นข้าก็ไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกเลย"
"ที่นี่เป็นอาณาเขตของพวกเอลฟ์ ทำไมไม่มีใครเคยเข้ามาเลยล่ะ?"
"ทำไมจะไม่มี พวกเอลฟ์เข้ามาหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ก็โดนกองทัพมอนสเตอร์จัดการไป...ไม่มีใครผ่านไปยังกอนด้าได้เลยสักคนจนกระทั่งพวกนายมา"
"แล้วนายมีแก่นดันเจี้ยนไหม?"
"ไม่มี...มันน่าจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง"
"เหรอ..." ใช้ตรวจสอบดูสเตตัสไม่ได้แสดงว่าเลเวลต้องเจ็ดขึ้นไป แต่ดูจากที่เราสามารถรับมือได้มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่เลเวลเจ็ด
เซนเดินเอ้อระเหยไปรอบ ๆ อาจจะเพราะเบื่อที่จะต้องมารอฟังซึฮากิสอบปากคำ
"สเตล่า" ซึฮากิส่งสายตาให้กับสเตล่าเพียงแค่สบตากันก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่จะสื่อ
"[ล่วงรู้]" เธอถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะกระซิบบอกบางอย่างกับซึฮากิ
จุดอ่อนคืออาหารสินะ งั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยูกิแล้วกันเราคงทำอะไรมากไม่ได้
"นายชื่อเคานต์สินะ ถ้ารู้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่ทำอะไรเราใช่ไหม?" ขณะที่เอ่ยเช่นนั้นซึฮากิก็ยังเตรียมคว้ามีดที่มีมานาร่ายรอไว้
"ไม่หรอกข้าอยากจะขอบคุณด้วยซ้ำที่ช่วยปลดปล่อยพวกเรา ถึงข้าจะเลิกนับวันไปแล้วเพราะภายในนี้มันดูเวลายากเสียเหลือเกิน...แต่ที่แน่ ๆ คือเวลามันผ่านไปนานแสนนานหลายร้อยปีเห็นจะได้"
พูดจริงซะด้วย ต้องขอบคุณไอ้ความสามารถพิเศษที่แม่สอนมา...ใช้ได้ตลอดจริง ๆ
"เอาเป็นว่าเราขึ้นไปข้างบนกันก่อนดีกว่า น่าจะผ่านมาราว ๆ วันหนึ่งได้หลังจากมาดันเจี้ยน...คงต้องกลับบ้านกันก่อน"
"...แล้วทางออกอยู่ไหน?" เซนเอ่ยถามท่าทางงุนงงมองไปทั่ว
"เอ่อ..."
"อย่าบอกนะว่านายก็ไม่ได้คิดไว้" คานะพูดต่อทันทีรอยยิ้มเหมือนมีเลศนัยหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ
ซึฮากิเบือนหน้าหนีทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
"เดี๋ยวเดินไปเรื่อย ๆ ก็คงจะเจอเอง"
พวกเขาเองก็บ้าจี้ตามซึฮากิไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าตนนั้นไปที่ใดแต่ระหว่างทางพวกเขาก็ได้พูดคุยถามไถ่เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน มนุษย์นั้นได้ปกครองดาวดวงนี้มากกว่าเจ็ดสิบส่วนและยังพัฒนาเวทมนตร์มากมายเพื่อเพิ่มศักยภาพของพวกเขา
"เห็นคุยกันมานานแล้วฉันก็อยากจะฟังรู้เรื่องกับเขาบ้าง" สเตล่าถอนหายใจสั้น ๆ แบะปากมองพวกเซนคุยกันสนุก
"น่าสงสารจริง ๆ ฮู่ ๆ ๆ" เซนเอามือป้องปากหัวเราะเยาะล้อเลียนสเตล่าแต่ไม่ทันได้หันหลังก็ถูกเท้าคู่ถีบเข้ายอดหน้าด้วยความรวดเร็ว
"โอ๊ย ! สเตล่าทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือด้วย-"
เซนพุ่งตัวหลบลูกเตะที่กำลังเคลื่อนเข้าที่หน้าเฉียดไปนิดเดียว
"ไม่แปลกเลยที่คานะจะบ่นให้ฟังบ่อย ๆ ปากแบบนี้ต้องโดนซะบ้าง"
ขณะที่สเตล่าและเซนวิ่งไล่กันสร้างความเสียหายให้กับป่าโดยรอบเป็นว่าเล่นส่วนคานะก็เอาแต่ยืนดูหัวเราะอยู่ในลำคอ
"นี่คือสภาพทีมที่เคลียร์ดันเจี้ยนได้เหรอเนี่ย" เคานต์ถึงกับส่ายหน้าแบะปากพลางคิดในใจว่าพวกเขาจะออกไปได้ไหม
หลังจากการเดินเท้าหลายชั่วโมงจนในที่สุดพวกเขาก็สามารถออกมาจากดันเจี้ยนรวมทั้งยังพานาธาออกมาด้วย
"ถึงมันจะมืดแต่ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นเหลือเกิน" นาธาบิดขี้เกียจเสียงกระดูกลั่นราวกับอยู่เฉย ๆ มานาน
นาธาเหลือบตามองเหล่าอมนุษย์แปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนยังคงระวังตัวทุกฝีก้าว
"แล้ว...พวกเขาเป็นใคร?"
"เจอในดันเจี้ยนมาน่ะ พวกเขาจะยังไม่เป็นอันตรายอะไรตอนนี้...แค่ตอนนี้นะ" ซึฮากิกระซิบกับนาธาสองคนพวกเขารู้จุดประสงค์ได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
"กิ !" คานะตะโกนลั่นหน้าซีด
แสงไฟจากเปลวเพลิงลุกขึ้นสูงเหนือต้นไม้ใหญ่มากพอที่จะเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตรภาพในอดีตเมื่อตอนนั้นได้ไหลกลับเข้ามาในหัว
"กิรอพวกเราด้วย" ซึฮากิทิ้งทุกสิ่งวิ่งกลับไปที่บ้านด้วยแรงสุดฝีเท้าที่ทำได้
เปลวเพลิงที่ลุกโชนราวกับเป็นวันประตูนรกเปิดแต่เมื่อกลับไปถึงบ้านก็พบว่าบ้านของเขานั้นยังอยู่ดีไร้ร่องรอยการต่อสู้
"อ้าว ๆ กิ ดึกดื่นจะไปไหนล่ะ?" โทลเอ่ยทักขณะที่เขาเดินกลับจากป่านอกเขตบ้าน
"ไฟพวกนั้นมันคืออะไร?" ซึฮากิจ้องตาเขม็งเสียงหายใจดังจนจับจังหวะฟังได้
"ไปดูเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ" โทลยิ้มแสยะดูมีความสุขแปลก ๆ
ตรงออกไปนอกเขตบ้านพักของพวกซึฮากิมีไฟที่ลุกไหม้ต้นไม้จำนวนมากและภายในนั้นก็มีกลุ่มคนถูกฆ่าตายหลายสิบคน
"พวกนั้น..."
"มือสังหารมั่งเขาว่างั้น" โทลเหลือบมองชิมม่อนที่กำลังเฝ้าดูไฟพวกนั้นอยู่
"พวกมันกระจอกเกินไปก็แค่นั้น" ชิมม่อนหันกลับมายิ้มอ่อนแสดงให้ผลงานที่พวกเขาปกป้องบ้านแห่งนี้ไว้ได้