STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 5 Elforia ตอนที่ 11 หวั่นไหว

    คมมีดของพวกเธอจ้วงแทงร่างของมิโนทอร์ที่นอนนิ่งไม่อาจขัดขืนทำได้แค่มองดูความตายที่คืบคลานเข้ามา

    "หมดแล้วใช่ไหม?" คานะเอ่ยถามขณะที่เก็บเลือดของพวกมันไปด้วย

    "ยังเหลืออีกสองตัวที่อยู่เลเวลหกทั้งคู่ ปล่อยให้เซนยื้อมันไว้เราจะไปช่วยสเตล่าก่อน"

    "แกทำอะไรพวกของข้า !" เสียงตะโกนร้องลั่นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นหมุนตัวเหวี่ยงค้อนหินสร้างกลุ่มก้อนหินพุ่งกระแทกร่างของสเตล่า

    ขณะที่สเตล่าถูกดันออกไปทำให้มันมีเวลารวบรวมมานาจำนวนมาก

    "[พสุธาหวนคืน]" 

    การกระแทกเท้าลงพื้นเป็นดั่งสัญญาณของเวทมนตร์ก่อนจะสร้างก้อนหินขนาดพอมือจำนวนหลายสิบก้อนรูปลักษณ์มันคล้ายกับมีดสั้นที่เหล่ามนุษย์ใช้และเมื่อมันผายมือไปทิศทางใดคมมีดเหล่านั้นก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย

    "สงสัยพวกข้าจะหลับนานเกินไป หลังจากนี้จะไม่มีการปรานีทั้งสิ้น ! เมื่อใดที่ข้าจับพวกแกได้ข้าจะฉีกแขนขาและเอาให้ต้มกินเสีย...และก็-"

    "พูดมากว่ะ" ซึฮากิใช้ช่วงเวลาที่มันกำลังโกรธพล่ามอะไรต่ออะไรไม่หยุดเข้ามาด้านหลังและใช้มีดสั้นแทงเข้าไปที่หลัง

    "หน็อย ! บังอาจนักนะ..." ร่างกายอันใหญ่โตค่อย ๆ ล้มลงไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาไร้ชีวิต

    "ข-ข้า" เพียงเสี้ยววินาทีที่มันเปิดปากก็ถูกซึฮากิเฉือนลิ้นขาดในทันที

    "พวกแกนี่มันพูดมากจริง ๆ รู้สึกว่าพวกมอนสเตอร์ระดับต่ำยังจะเก่งกว่าอีก" เขาใช้มืออันหยาบกร้านนั้นจับเขาของมิโนทอร์ยกหัวขึ้นพูดกรอกหูเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่มีของมันจนย่อยยับก่อนปลิดชีพด้วยการแทงหัวใจทั้งสาม

    "นายทำได้ยังไง? เลเวลก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ" 

    "พวกเธอจำที่เซนโดนพิษได้ใช่ไหม? เซนที่อยู่เลเวลหกยังถูกพิษทำให้ขยับตัวไม่ได้แสดงว่าเจ้าพวกนี้ก็มีโอกาสเป็นเหมือนกันและฉันก็คิดถูก ฉันใช้ร่างปลอมตั้งแต่ที่พวกมันออกมาจากเสาสีขาวและกลับไปล่ามอนสเตอร์พวกนั้นก่อนจะเอาเมือกของพวกมันมา"

    "ให้ตายสิฉันก็ไม่นึกเลยว่าจะเอาพิษมอนสเตอร์มาใช้แบบนี้ได้" 

    "มันน่าจะใช้ได้แค่เลเวลหกลงมา เพราะฉันลองใช้กับกอนด้าแล้วไม่เป็นผล"

    "เราคงต้องเก็บมันไว้เยอะ ๆ แล้วแหละถ้าเจอพวกมอนสเตอร์อีกจะได้จัดการง่ายขึ้น" ขณะที่กำลังคุยกันเพลินจนลืมไปว่าเซนยังสู้ตัวต่อตัวกับผู้นำของพวกมันที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียว

    "มาดูพัฒนาการของเซนดีกว่า เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน..."

    เสียงดังอึกทึกครึกโครมราวกับฟ้าร้องคำรามในยามราตรีแม้จะไม่เห็นการเคลื่อนไหวภายในนั้นแต่ก็สัมผัสถึงมานาและกลิ่นคาวเลือดได้ ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและแผลใหญ่เล็กของทั้งสองที่ห้ำหั่นกันไม่มีใครยอมใคร

    "ฮ่า ๆ ๆ เดี๋ยวนี้มนุษย์เป็นแบบแกกันหมดแล้วหรือยังไง? เมื่อก่อนพวกแกก็เป็นเพียงทาสอันโสมมได้แต่ทำงานอยู่รอดไปวัน ๆ" 

    ค้อนหินอันหนักอึ้งฟาดลงตรงหน้าและเซนก็รับมันไว้ด้วยคมมีดเพลิงสีชาดยิ้มสนุกสะใจราวกับอยากวัดพลังซึ่ง ๆ หน้า

    "ฮ่า ๆ ๆ ไม่เจอคนที่หัวเราะระหว่างต่อสู้ไปด้วยนานแค่ไหนแล้วนะเนี่ย ลองเจอกระบวนท่านี้สักหน่อยเป็นไง"

    "มีเท่าไหร่ก็จัดมาเลยไอ้หนู"

    เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นสูงกว่าสิบเมตรหมุนวนราวกับเป็นพายุงวงช้างแผ่ไอความร้อนไปรอบ ๆ ก่อนจะเหวี่ยงมันเข้าหามิโนทอร์

    "เหอะ [ธรณีคำราม]" เพียงคำร่ายสั้น ๆ ก้อนหินขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินปะทะกับพายุเปลวเพลิง

    มันใช้จังหวะที่เวทไฟสลายตัวพุ่งตัวฝ่าออกมาเข้าประชิดเซนอีกทั้งยังยิ้มเยาะง้างค้อนหินสุดแขนเล็งไปที่หัวของเซน

    "ลองรับมันดูสิ !" ทันใดนั้นมานาจำนวนหนึ่งจับกลุ่มอยู่ที่หัวค้อนสร้างแรงกดดันราวกับเหมือนมีบ้านถล่มลงมา

    เซนยิ้มเยาะเป็นการตอบกลับยกมีดสั้นที่เต็มไปด้วยออร่ามานาสร้างเป็นโล่มานาหนาหลายชั้นกระแทกกลับ

    "แค่ค้อนหินโง่ ๆ จะมาสู้ไฟบรรลัยกัลป์ของฉันเหรอ ไม่มีทางซะหรอก !" 

    ไอ้มดปลวกนี่ไม่ธรรมดา มันต้านทานค้อนสงครามของข้าที่เป็นทหารของราชามิโนทอร์ได้

    กระแสพลังเวทตีกันจนสลายหายไปเหลือเพียงร่องรอยของผลกระทบรอบข้างทั้งพื้นดินที่แตกร้าวและรอยไหม้เกรียม

    "มัวเหม่ออะไรอยู่เจ้าวัว" เซนตวัดคมมีดอย่างรวดเร็วกำลังเชือดเฉือนร่างของมิโนทอร์ได้โดยไม่สนตำแหน่งที่โดนแต่ก็ยังไม่ทะลุการป้องกันของเวทเสริมกำลัง

    "ดีแค่แรงแต่ไม่มีสมองหรือไง !" เวทเสริมกำลังที่มันใช้อยู่จู่ ๆ ก็ขยายออกกระแทกเซนทิ้งระยะห่างออกไปและใช้วินาทีที่ยังไม่ตั้งหลักเหวี่ยงค้อนหินเสยจากด้านล่างเข้าที่ท้องของเซน

    แรงอัดของค้อนหินแรงพอที่จะทำให้เซนกระอักของที่กินไปออกมาแม้จะมีเสริมกำลังช่วยก็ตาม

    "ไม่ได้เจ็บตัวแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ" เซนเช็ดปากเสร็จก็เอาแต่ฝืนยิ้มในสภาพเช่นนั้น

    "ไม่ต้องห่วง...เดี๋ยวแกก็จะได้เจ็บจนต้องร้องขอให้ฆ่าเสียที มาต่อกันเลยดีกว่าไอ้มนุษย์ปลวกเปียก" มานาก่อรวมเป็นค้อนหินอีกหนึ่งเต้า

    ค้อนหินทั้งสองหมุนเหวี่ยงดังพายุคลั่งสร้างแรงกระแทกไปรอบ ๆ ตัวถึงขนาดพื้นยังแตกร้าวและมันก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าหาเซนแต่แทนที่จะหนีเขากลับวิ่งเข้าใส่เพียบพร้อมไปด้วยมานาและรอยยิ้มอันสนุกสุดเหวี่ยง

    "ฉันเอาด้วยคนสิ" เซนสร้างใบมีดเพลิงยาวสองเมตรหมุนวนเฉกเช่นเดียวกับมิโนทอร์

    ทันทีที่แรงทั้งสองปะทะกันแทนที่ฝ่ายที่อ่อนแอจะโดนซัดออกไปแต่คมมีดของเซนกับค้อนหินหยุดลงตรงหน้าราวกับพละกำลังที่หักล้างกันพอดี 

    "เหอะ"

    ทั้งสองเกร็งแขนจนเส้นเลือดและกล้ามเนื้อปูดเหมือนโดนอัดลมเข้าไปแค่เห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว 

    ความรู้สึกนี่มันอะไร เซนยิ้มฉีกกว้างอย่างเหมือนกับเห็นเนื้อย่างเป็นสิ่งที่โหยหามานาน

    "ฮ่า ๆ ๆ" เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสนุกตวัดฟัดเหวี่ยงคมมีดเพลิงสีชาดกับค้อนหินไม่หยุดยั้งทั้งความเร็วและพละกำลังสูสีจนกินกันไม่ลง

    กล้ามเนื้อที่ฝึกซ้อมมา ความอดทนที่ต้องเผชิญ แรงกดดันที่มีไม่เว้นวัน 

    เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นที่ปลายมีดสร้างเป็นดาบยักษ์ยาวห้าเมตรถึงจะใช้มานาจำนวนมากแต่ก็ไม่สนอีกทั้งศัตรูยังไล่ตามได้ทันโดยการขยายขนาดค้อนหินให้เทียบเท่าเพื่อที่จะได้ฟาดฟันกันอย่างเมามัน

    "ทำไมเราไม่มาจบเรื่องนี้กันสักทีล่ะเจ้าสัตว์ชั้นต่ำ [พสุธาตัดสิน]"

    "เหอะ ๆ ต่ำมากมั้ง [วงล้อนรก]" 

    เวทดินที่กำลังก่อร่างเป็นดั่งภูเขาเหนือมือของมิโนทอร์ทั้ง ๆ ที่มันใหญ่ขนาดนั้นแต่มันกลับถือได้ด้วยมือเดียว

    ความรู้สึกที่สนุกแบบนี้ไม่ได้มีมานานแล้วนะเนี่ย ต่อให้เล่นกับคานะก็ไม่กล้าเอาจริงอยู่ดี

    เพลิงสีชาดก่อตัวเป็นดั่งชิงช้าสวรรค์แต่ดูแล้วน่าจะนำพาไปยังนรกเสียมากกว่าด้วยไอความร้อนระอุที่แผ่ออกมาไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในกระทะร้อน ๆ หมุนกลิ้งเข้าหามิโนทอร์เหมือนกับล้อรถยนต์

    "รับไปซะไอ้มดปลวก !" ก้อนหินที่มิโนทอร์ยกอยู่มองดูราวกับกำลังแบกภูเขาก่อนจะขว้างมันด้วยแรงทั้งหมดที่มีปะทะกับวงล้อนรก

    "ก็มาสิวะ !"

     เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ได้เปิดตามองดูกำแพงหินที่หนาและแข็งแรงพังทลายลงเผยให้เห็นสภาพอันสะบักสะบอมของเซนและมิโนทอร์ตัวนั้น

    "ย-ยังไม่จบหรอกน่า ป-เป็นแค่มด...ไม่สิข้าจะไม่เรียกแกว่ามดปลวกก็แล้วกัน" มันใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิดลากสังขารไปหาเซน

    "เหอะ...ดูก็รู้ว่าหมดแรงแล้ว" รอยยิ้มที่กระตุกเป็นจังหวะเหมือนกำลังปกปิดความเจ็บปวดไว้และยังค่อย ๆ เดินเข้าหามิโนทอร์

    "เป็นแค่มนุษย์แต่ทำไมถึงแข็งแกร่งเพียงนี้..." 

    ขณะที่พวกเขากำลังง้างแขนเตรียมปล่อยหมัดใส่กันและกันจู่ ๆ ก็ล้มลงมือชนกันแทนเสียอย่างงั้น

    "เสมอเหรอ? แต่ก็นะ พวกเขาเลเวลเท่ากันแถมยังสมองกล้ามเหมือนกันอีก" ซึฮากิลากตัวเซนไปพักใต้ต้นไม้ฝากให้คานะดูแลต่อ

    หลังจากมัดเจ้ามิโนทอร์ตัวสุดท้ายเรียบร้อยก็เหลือเพียงเฝ้ามองรอคอยเวลาที่มันตื่น

    "ทำไมไม่ฆ่ามันไปเลยล่ะ? หรือจะเก็บไว้กิน..." ทั้ง ๆ ที่เธอพูดออกมาเองแต่ก็ยังรู้สึกพะอืดพะอมเอง

    "สเตล่า...เธอไม่ได้ยินที่พวกมันพูดก็คงไม่เข้าใจ เรายังสามารถรีดข้อมูลจากมันได้ก่อนจะจัดการหรือไม่ก็ได้แรงงานเพิ่ม" รอยยิ้มอันนิ่งสงบเงียบขรึมแต่กลับรู้สึกขนลุกเมื่อได้เห็น

    "ต-ตามใจแล้วกัน ฉันขอตัวไปพักก่อน...ไม่รู้เลยว่าจะมีระลอกมาอีกไหม"

    "ตามสบาย..." 

    พื้นหญ้าใต้ร่มไม้ไร้ซึ่งผลกระทบของการต่อสู้อาจจะเพราะมีกอนด้าเฝ้าอยู่ก็เป็นได้ ที่นั่นเซนได้นอนพักสมใจจนมีเสียงกรนอย่างกับนอนอยู่บ้าน

    "พวกแกสองคนเป็นอะไรกัน? สายตาพวกนั้นไม่ใช่สายตาที่มองมิตรสหายแน่ ๆ" กอนด้าเอ่ยถามอยากรู้อยากเห็น

    "เราจะคบกันหรือไม่ ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเธอเลยนี่" คานะตอบกลับพลางลูบหัวของเซนไปด้วยโดยที่เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

    "อืม ๆ ข้าแค่ชอบสอดรู้ไปเรื่อยอย่าถือสาเลย" เธอยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะชำเลืองมองมังกี้และซึฮากิกำลังคุยกัน

    สเตตัสของเธอเพิ่มขึ้นไวเหมือนกันนะเนี่ย คงเพราะได้สู้กับมอนสเตอร์เลเวลมากกว่าตัวเองแถมยังมีจำนวนขนาดนั้นอีก

    "คิดว่าข้าเป็นยังไงบ้าง...การต่อสู้อะไรพวกนี้...เจี๊ยก"

    "ถ้าเทียบกับเลเวลแล้วถือว่าดีเลยล่ะ แต่อย่าเอาไปเทียบกับพวกเซน...ไม่ใช่แค่เลเวลแต่ประสบการณ์ยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด" ขณะที่เอ่ยเช่นนั้นเขาก็ยังมองตาของมังกี้เหมือนจะให้กำลังใจ

    "เยี่ยมไปเลย...ว่าแต่ขอขี่คอหน่อยได้ไหม?"

    "ไม่" ซึฮากิตอบกลับเสียงแข็งแทบจะทันที

    โชคดีที่ยังไม่มีระลอกต่อไปมาทำให้พวกเขาได้พักหายใจฟื้นฟูมานาและพละกำลัง หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วโมงในที่สุดเจ้ามิโนทอร์ก็ตื่น

    "ข้าตายแล้วเหรอ?" ดวงตาที่หรี่มองรอบ ๆ เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและซากศพของมอนสเตอร์เมื่อได้เห็นพรรคพวกของเขาก็ทำเอาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

    "หยุดแค่นั้นจะดีกว่า" คมมีดจ่ออยู่ที่คอกำลังเลื่อนเฉือนให้เลือดออกเป็นการเตือน

    "พวกแกบังอาจยิ่งนัก ! ใช้กลอุบายอะไรถึงจัดการกับลูกน้องของข้าได้"

    "พิษอัมพาตน่ะ ถ้าแกอยากจะโดนบ้างก็ไม่ว่าหรอกแต่จะคุยกันไม่รู้เรื่อง" ซึฮากิค่อย ๆ ลดมีดลงเพื่อให้มันใจเย็น

    เสียงถอนหายใจฟืดฟาดท่าทางไม่สบอารมณ์แต่ก็ต้องทำตาม

    "มีอะไรก็ว่ามา ข้าไม่อยากรู้สึกอัปยศไปมากกว่านี้แล้ว"

    "จากที่ฉันฟังมา ดูเหมือนแกจะยังไม่รู้นะว่ามนุษย์อยู่เหนือเผ่าอมนุษย์ไปแล้ว...จริงไหม?"

    "แกว่ายังไงนะ ! ทำไมมนุษย์ที่ต่ำต้อยถึง- จริงสิข้าลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนพวกแกใช้เวทมนตร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ...แล้วทำไมตอนนี้ถึงใช้มันได้ล่ะ?"

    "แกเห็นนี่ไหม? นี่คืออาวุธเวทมันช่วยให้มนุษย์ใช้เวทมนตร์ได้ คำถามต่อไปแกถูกขังไว้ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว...หรือจะเป็นก่อนการปฏิวัติ" 

    แววตาที่กำลังนึกคิดภายในใจฉุกคิดเรื่องบางอย่าง สับสนจนไม่อาจเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ทัน

    "นี่มันเรื่องจริงเหรอ? ข้าถูกขังไว้นานแค่ไหน? ค-ครอบครัวของข้าล่ะ" 

    "ใจเย็น ๆ" ซึฮากิวางมือลงบนไหล่พร้อมกับจ้องตาที่กำลังกลอกมองไปทั่วท่าทางสับสนมึนงง

    "ก่อนที่จะถูกขังไว้พวกแกกำลังทำอะไรอยู่?"

    "ข-ข้ากำลังพาหน่วยลาดตระเวนไปยังเมืองของไอ้พวกเอลฟ์ พวกเรากำลังจะทำสงครามกันเพื่อแย่งดินแดน"

    "จำได้ไหมว่าทำไมถึงถูกขัง"

    "ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกเหมือนมีใครมากระซิบข้างหูจากนั้นก็เหมือนกับหลับไป มันเหมือนกับนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาใช้เวลาไม่นาน...นี่มันผ่านมากี่ปีแล้ว?"

    "สามร้อยปีได้มั้งหลังจากเกิดการปฏิวัติของมนุษย์"

    "สามร้อยปี...ฮ่า ๆ ๆ ที่รัก...ข้าขอโทษ ล-ลูกข้าอาจจะยังอยู่" ท่าทางกระวนกระวายออกแรงฉีกกระชากเชือกที่มัดไว้แม้ตัวเองจะได้แผลไปด้วยก็ไม่หวั่น

    "กิ !" สเตล่าตกใจเมื่อเห็นมิโนทอร์ลุกพรวดพราดฉีกเชือกทิ้งกลัวมันจะทำร้ายซึฮากิ

    ซึฮากิยกมือเป็นสัญญาณว่ายังเรียบร้อยดีค่อย ๆ เข้าใกล้มิโนทอร์และวางอาวุธลงพื้น

    "ฉันเสียใจกับพรรคพวกของนายด้วยแต่พวกเราก็แค่ป้องกันตัว"

    "เหอะ แต่การที่พาพรรคพวกมาตายก็เป็นความผิดของข้า ไอ้ความรู้สึกที่...ช่างมันเถอะ" น้ำเสียงพยายามจะกลั้นไว้ไม่อยากให้ใครได้ยินแม้จะอยากฆ่าล้างแค้นให้พรรคพวกแต่ก็ไม่อาจทำได้

    "แล้วพวกแกจะเอายังไงต่อ?" ยังคงกัดฟันระดับความโกรธไว้

    ขณะที่กำลังคุยกันเซนก็ได้เดินแทรกเข้ามา

    "นึกว่าจะพูดอะไรสักอย่างประมาณ ผู้อ่อนแอก็ต้องพ่ายแพ้ไปหรือไม่ก็นักรบต้องเตรียมใจตายมาแล้ว" เซนกระตุกยิ้มทักทายมิโนทอร์

    "แกก็ยังไม่ตายสินะ ข้าไม่นึกเลยว่ามนุษย์จะแข็งแกร่งได้เช่นนี้" มันเลื่อนมือมากอดอกพยายามทำให้ดูว่ายังเข้มแข็งแข่งกับเซน

    "เหอะ ๆ ถ้าแกได้เห็นลุงโทลกับคนอื่น ๆ คงอกแตกตายแน่" รอยยิ้มเยาะอันน่าหมั่นไส้อีกทั้งยังเบ่งกล้ามให้ดูไปด้วย

    "พูดมากจริง ๆ แล้วแกจะเอายังไงกับข้า? ถามเรื่องที่อยากถามไปแล้วจะกำจัดหรือจับเป็นทาส"

    แววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อรู้ตัวว่าตนนั้นทำอะไรลงไปแต่ก็ไม่อาจแก้แค้นหรือย้อนกลับไปทำอะไรได้

    ยอมจำนนสินะ แต่ความหยิ่งผยองที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่หาย...อาจจะกลับมาแว้งกัดทีหลังได้ 

    "ไปอยู่กับกอนด้าที่นั่งอยู่ตรงนั้นละกัน หลังจากที่เคลียร์ดันเจี้ยนเสร็จค่อยตกลงกัน" เมื่อซึฮากิชี้นิ้วไปยังต้นไม้ด้านหลังมิโนทอร์ก็เดินไปทันทีดูท่าทางยังนึกคิดอะไรในใจไม่หยุด

    "อย่าเล่นตุกติกเชียว เพราะฉันจับตาดูตลอด" ซึฮากิถลึงตาโตใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวแสดงจุดยืนที่เหนือกว่า

    "เออน่า" 

    ดูเหมือนระลอกต่อไปจะใช้เวลานานกว่าที่คิด ปกติถ้ากำจัดมอนสเตอร์ที่หลุดออกมาได้หมด ระลอกต่อไปก็จะเข้ามาใหม่ไม่เกินชั่วโมง

    "ฉันจะไปดูที่ที่เจ้านั่นอยู่" ซึฮากิมุ่งตรงไปยังเสาสีขาวที่ผนึกชายหนุ่มคนหนึ่งไว้

    เสานั่นค่อย ๆ ส่งแสงออร่ามานาปลดปล่อยร่างของชายหนุ่มคนนั้นออกมา แม้จะมีร่างกายที่ผอมแห้งดูไร้กำลังต่อต้านแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงมานาของซึฮากิเขาก็ทิ้งระยะห่างพร้อมกับร่ายเวทลมโจมตีทันที

    "สัมผัสแบบนี้มัน" ขณะที่กอนด้านอนอยู่ก็สะดุ้งตื่นอุทานเสียงดัง

    "เฮ้ ! เธอจะไปไหน?" คานะเอ่ยถามแต่ก็ไม่ทันได้รับคำตอบ

    กอนด้ามุ่งตรงไปหาซึฮากิที่กำลังรับมือกับชายหนุ่มคนนั้นเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็สร้างบาดแผลให้กันและกันได้มากยิ่งกว่าสู้กับมิโนทอร์ทั้งกลุ่ม

    "หยุดก่อน !" กอนด้าเข้ามาขวางกลางคันเกือบโดนใบมีดลมอันคมกริบบาดคอโชคดีที่พวกเขายั้งมือได้ทัน

    ซึฮากิถอยห่างออกไปเพื่อความปลอดภัยไม่เหมือนกับชายหนุ่มคนนั้นที่เดินเข้าหากอนด้าด้วยท่าทางอิดโรย

    "เธอ...มานาแบบนั้นอย่าบอกนะว่า"

    "ฉันเองกอนด้า ในที่สุดเราก็เป็นอิสระแล้ว"

    เสียงร่ำไห้ของการพบพานอันยาวนานจนไม่อาจรู้ได้ว่านานเท่าใดร่างกายของกอนด้าที่เป็นมนุษย์สามารถสวมกอดอันอบอุ่นของชายหนุ่มผู้นั้นได้พอดี

    "ฉันรู้มาตลอด...ตั้งแต่วันนั้นที่ถูกผนึกไว้ฉันก็รับรู้ทุกอย่างมาโดยตลอด ทั้งเสียงการฆ่าฟัน ร้องไห้ หัวเราะ...ทุก ๆ อย่าง"

    ปล่อยพวกเขาไปก่อนแล้วกัน ถ้าเป็นเพื่อนกับกอนด้าก็คงคุยกันง่ายหน่อย

    "เคานต์ !"

    "กอนด้า !"

    ช่วงเวลาที่แสนจะสุขใจกอดกันอย่างกับมีใครตายทำเอาพวกซึฮากิเอียนไปเลย

    "มากันหมดเลยสินะ" ซึฮากิชายตามองเซน คานะ สเตล่าและมังกี้อีกทั้งยังมีเจ้ามิโนทอร์ตัวนั้นที่เดินตามมาทีหลัง

    ขณะที่ซึฮากิกำลังสำรวจเสาสีขาวที่เป็นดั่งกำแพงขุ่น ๆ ที่พอจะมองทะลุเข้าไปได้ ไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์อะไรก็ไม่อาจทำลายมันลงได้ก่อนที่มันจะค่อย ๆ สลายหายไป

    "นายคงเป็นราชาดันเจี้ยนสินะ" ซึฮากิจ้องตาชายหนุ่มคนนั้นไม่หยุด

    "ดูเหมือนจะเป็นอย่างงั้น...เอาตรง ๆ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำอะไร...หลังจากที่ถูกขังไว้ในนั้นข้าก็ไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกเลย"

    "ที่นี่เป็นอาณาเขตของพวกเอลฟ์ ทำไมไม่มีใครเคยเข้ามาเลยล่ะ?"

    "ทำไมจะไม่มี พวกเอลฟ์เข้ามาหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่ก็โดนกองทัพมอนสเตอร์จัดการไป...ไม่มีใครผ่านไปยังกอนด้าได้เลยสักคนจนกระทั่งพวกนายมา"

    "แล้วนายมีแก่นดันเจี้ยนไหม?"

    "ไม่มี...มันน่าจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง"

    "เหรอ..." ใช้ตรวจสอบดูสเตตัสไม่ได้แสดงว่าเลเวลต้องเจ็ดขึ้นไป แต่ดูจากที่เราสามารถรับมือได้มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่เลเวลเจ็ด

    เซนเดินเอ้อระเหยไปรอบ ๆ อาจจะเพราะเบื่อที่จะต้องมารอฟังซึฮากิสอบปากคำ

    "สเตล่า" ซึฮากิส่งสายตาให้กับสเตล่าเพียงแค่สบตากันก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่จะสื่อ

    "[ล่วงรู้]" เธอถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะกระซิบบอกบางอย่างกับซึฮากิ

    จุดอ่อนคืออาหารสินะ งั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยูกิแล้วกันเราคงทำอะไรมากไม่ได้

    "นายชื่อเคานต์สินะ ถ้ารู้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่ทำอะไรเราใช่ไหม?" ขณะที่เอ่ยเช่นนั้นซึฮากิก็ยังเตรียมคว้ามีดที่มีมานาร่ายรอไว้

    "ไม่หรอกข้าอยากจะขอบคุณด้วยซ้ำที่ช่วยปลดปล่อยพวกเรา ถึงข้าจะเลิกนับวันไปแล้วเพราะภายในนี้มันดูเวลายากเสียเหลือเกิน...แต่ที่แน่ ๆ คือเวลามันผ่านไปนานแสนนานหลายร้อยปีเห็นจะได้"

    พูดจริงซะด้วย ต้องขอบคุณไอ้ความสามารถพิเศษที่แม่สอนมา...ใช้ได้ตลอดจริง ๆ 

    "เอาเป็นว่าเราขึ้นไปข้างบนกันก่อนดีกว่า น่าจะผ่านมาราว ๆ วันหนึ่งได้หลังจากมาดันเจี้ยน...คงต้องกลับบ้านกันก่อน" 

    "...แล้วทางออกอยู่ไหน?" เซนเอ่ยถามท่าทางงุนงงมองไปทั่ว

    "เอ่อ..."

    "อย่าบอกนะว่านายก็ไม่ได้คิดไว้" คานะพูดต่อทันทีรอยยิ้มเหมือนมีเลศนัยหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ

    ซึฮากิเบือนหน้าหนีทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

    "เดี๋ยวเดินไปเรื่อย ๆ ก็คงจะเจอเอง"

    พวกเขาเองก็บ้าจี้ตามซึฮากิไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าตนนั้นไปที่ใดแต่ระหว่างทางพวกเขาก็ได้พูดคุยถามไถ่เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน มนุษย์นั้นได้ปกครองดาวดวงนี้มากกว่าเจ็ดสิบส่วนและยังพัฒนาเวทมนตร์มากมายเพื่อเพิ่มศักยภาพของพวกเขา

    "เห็นคุยกันมานานแล้วฉันก็อยากจะฟังรู้เรื่องกับเขาบ้าง" สเตล่าถอนหายใจสั้น ๆ แบะปากมองพวกเซนคุยกันสนุก

    "น่าสงสารจริง ๆ ฮู่ ๆ ๆ" เซนเอามือป้องปากหัวเราะเยาะล้อเลียนสเตล่าแต่ไม่ทันได้หันหลังก็ถูกเท้าคู่ถีบเข้ายอดหน้าด้วยความรวดเร็ว

    "โอ๊ย ! สเตล่าทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือด้วย-"

    เซนพุ่งตัวหลบลูกเตะที่กำลังเคลื่อนเข้าที่หน้าเฉียดไปนิดเดียว

    "ไม่แปลกเลยที่คานะจะบ่นให้ฟังบ่อย ๆ ปากแบบนี้ต้องโดนซะบ้าง"

    ขณะที่สเตล่าและเซนวิ่งไล่กันสร้างความเสียหายให้กับป่าโดยรอบเป็นว่าเล่นส่วนคานะก็เอาแต่ยืนดูหัวเราะอยู่ในลำคอ

    "นี่คือสภาพทีมที่เคลียร์ดันเจี้ยนได้เหรอเนี่ย" เคานต์ถึงกับส่ายหน้าแบะปากพลางคิดในใจว่าพวกเขาจะออกไปได้ไหม

    หลังจากการเดินเท้าหลายชั่วโมงจนในที่สุดพวกเขาก็สามารถออกมาจากดันเจี้ยนรวมทั้งยังพานาธาออกมาด้วย

    "ถึงมันจะมืดแต่ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นเหลือเกิน" นาธาบิดขี้เกียจเสียงกระดูกลั่นราวกับอยู่เฉย ๆ มานาน

    นาธาเหลือบตามองเหล่าอมนุษย์แปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนยังคงระวังตัวทุกฝีก้าว

    "แล้ว...พวกเขาเป็นใคร?"

    "เจอในดันเจี้ยนมาน่ะ พวกเขาจะยังไม่เป็นอันตรายอะไรตอนนี้...แค่ตอนนี้นะ" ซึฮากิกระซิบกับนาธาสองคนพวกเขารู้จุดประสงค์ได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

    "กิ !" คานะตะโกนลั่นหน้าซีด

    แสงไฟจากเปลวเพลิงลุกขึ้นสูงเหนือต้นไม้ใหญ่มากพอที่จะเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตรภาพในอดีตเมื่อตอนนั้นได้ไหลกลับเข้ามาในหัว

    "กิรอพวกเราด้วย" ซึฮากิทิ้งทุกสิ่งวิ่งกลับไปที่บ้านด้วยแรงสุดฝีเท้าที่ทำได้

    เปลวเพลิงที่ลุกโชนราวกับเป็นวันประตูนรกเปิดแต่เมื่อกลับไปถึงบ้านก็พบว่าบ้านของเขานั้นยังอยู่ดีไร้ร่องรอยการต่อสู้

    "อ้าว ๆ กิ ดึกดื่นจะไปไหนล่ะ?" โทลเอ่ยทักขณะที่เขาเดินกลับจากป่านอกเขตบ้าน

    "ไฟพวกนั้นมันคืออะไร?" ซึฮากิจ้องตาเขม็งเสียงหายใจดังจนจับจังหวะฟังได้

    "ไปดูเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ" โทลยิ้มแสยะดูมีความสุขแปลก ๆ

    ตรงออกไปนอกเขตบ้านพักของพวกซึฮากิมีไฟที่ลุกไหม้ต้นไม้จำนวนมากและภายในนั้นก็มีกลุ่มคนถูกฆ่าตายหลายสิบคน

    "พวกนั้น..."

    "มือสังหารมั่งเขาว่างั้น" โทลเหลือบมองชิมม่อนที่กำลังเฝ้าดูไฟพวกนั้นอยู่

    "พวกมันกระจอกเกินไปก็แค่นั้น" ชิมม่อนหันกลับมายิ้มอ่อนแสดงให้ผลงานที่พวกเขาปกป้องบ้านแห่งนี้ไว้ได้



    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน