ตอนที่ 15 เตรียมลงมือ
ตอนที่ 15 เตรียมลงมือ“พ่อครับ ถ้าพ่อจะทำแบบนี้จริง ๆ แล้วหัวหน้าจะมองพ่อยังไง?เพื่อนร่วมงานจะมองยังไง?ลูกน้องจะมองยังไงครับ?”เมื่อหวังซินพูดคำนี้ออกมา หวังเป่าหลงถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะหากว่ามีการปฏิรูปครั้งใหญ่จริง ก็จัดการคนที่มีปัญหาทั้งหมด แล้วหัวหน้าจะมองเขายังไงล่ะ?เพื่อนร่วมงานจะมองเขายังไง?ลูกน้องจะมองเขายังไง?”ถ้าทำแบบนั้นแล้วจริง ๆ แล้ววันข้างหน้าเขาก็ยังอยู่สถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงต่อ แม้ว่าจะไม่ถูกคนลอบกัด ก็อาจจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้กระทั่งหวังจวนเองก็จะติดร่างแหโดนไปด้วยแต่ถ้าไม่จัดการแมลงพวกนี้ให้สิ้นซาก ก็จะทำให้ในใจเขากลัว ก่อนหน้านี้การแบกรับภาระของแผนก ก็เป็นเพราะสถานีโทรทัศน์ขาดทุนทุกปี พูดตรง ๆ ก็คือภายใต้ระบบนี้ ทุกคนล้วนเอาของหลวงมาถือเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ไม่ขาดทุนสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก!หวังเป่าหลงจุดบุหรี่อีกหนึ่งมวน สูบไปทีหนึ่ง จึงพูดกับหวังซินและหวังจวนว่า :“คงจะไม่สามารถมองดูคนพวกนี้กลืนกินของหลวงไปจนหมดได้หรอก?”“ของหลวงต่อให้กินยังไง ก็กลืนไม่ลง พ่อครับถ้าเป็นแบบนี้ก็สู้ทำตามที่ผมพูดก่อนหน้านั้นจะดีกว่านะครับ เรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด ก็ให้ลูกน้องเป็นคนไปทำ พ่อคิดว่าไงครับ?”เมื่อหวังซินพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง หวังเป่าหลงก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที แล้วดุกลับว่า :“ลืมที่ฉันเคยพูดกับแกแล้วเหรอ?”เมื่อเห็นท่าทีของพ่อ หวังซินก็หมดคำที่จะพูด จึงคิดแล้วคิดอีก แล้วพูดว่า:“งั้นก็สร้างรูปแบบการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาสิครับ แบบนี้ก็จะขัดใจกับแค่บางคน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด”“การสร้างรูปแบบขึ้นมาอันหนึ่งจะมีประสิทธิภาพไหม?อุปกรณ์พวกนั้นที่ถูกยึดไป พวกเขาจะเอามาคืนเหรอ?”“พ่อครับ นี่ไม่ใช่การขอให้พวกเขาเอาของที่ยึดไปทั้งหมดมาคืน แต่อย่างน้อยต้องให้พวกเขาคืนกลับมาส่วนหนึ่ง พ่อสามารถทำแบบนี้ได้นี่ครับ โดยเริ่มจัดการที่แผนกคลังสินค้าก่อนเลย ไม่ว่ายังไงการทุจริตในแผนกนี้ก็ร้ายแรงมาก เริ่มลงมือจากตรงนี้ แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้แค่บางส่วน อีกทั้งก่อนที่จะจัดการเรื่องนี้นั้นก็จะต้องบอกให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์รับรู้ก่อนครับ”ในตอนนี้หวังเป่าหลงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แล้วมองหวังซินด้วยสายตาที่ว้าวุ่น ไม่ว่ายังไงตัวเองก็เป็นคนที่อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้เมื่อได้คุยกับหวังซิน ก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าลูกชายกำลังถ่ายทอดประสบการณ์ให้พ่อนี่ทำให้เขารู้สึกทำตัวไม่ถูก แต่ตัวเขาเองก็รู้ว่านิสัยของตัวเองซื่อตรงเกินไป ทำให้ขัดใจคนอื่นง่าย อ้างอิงตามวิธีการจัดการของเขา ถ้าครั้งนี้ทำตามวิธีที่ตัวเองคิดล่ะก็ เกรงว่าคงจะขัดใจกับคนกลุ่มใหญ่อย่างแน่นอนในเวลานี้หวังจวนที่อยู่ข้าง ๆ ก็จ้องหวังซินอย่างประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าความรู้ของหวังซินจะลึกซึ้งขนาดนี้ โดยมองดูไปที่หวังซิน ดวงตาของหวังจวนนั้นก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจหลังจากนั้น ก็ได้ยินหวังซินพูดต่อว่า :“สามารถให้คนในแผนกคลังสินค้าพวกนั้นแบ่งไปอยู่ตามแผนกต่าง ๆ ส่วนคนที่มีคนคอยหนุนหลังให้อยู่ แน่นอนว่าจัดการไม่ได้ ”“แบบนี้ไม่ได้ คนที่มีคนคอยหนุนหลังให้อยู่ ก็ทุจริตกันเยอะ ยิ่งจะต้องถูกจัดการ เพื่อขู่ให้คนอื่นรู้สึกกลัว ”น้ำเสียงของหวังเป่าหลงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เด็ดขาดนี่ทำให้หวังซินพูดไม่ออก ทำไมพ่อถึงยังเป็นแบบนี้นะ?หลังจากนั้น หวังซินก็พูดต่อไปว่า :“พ่อครับ พ่อฟังผมพูดให้จบก่อนครับ” “ตอนนี้เกรงว่าในแผนกคลังสินค้าก็จะแบ่งได้ไม่กี่ส่วน ส่วนหนึ่งคือคนที่ทำผิด โดยที่ไม่มีคนคอยหนุนหลัง ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่ทำผิดโดยมีคนคอยหนุนหลังให้อยู่ คนที่ทำผิดจริง ๆ นั้นก็สามารถปล่อยไปได้ แต่พวกที่ทำผิดจนเคยตัวนั้น ก็จะต้องจัดการอย่างจริงจัง”เมื่อพูดถึงตรงนี้ หวังซินก็มองไปที่หวังเป่าหลง ที่เห็นว่าเขากำลังตั้งใจฟังอยู่ แล้วจึงพูดต่ออีกว่า :“คนที่ทำผิดจนเคยตัวที่มีคนคอยหนุนหลังให้อยู่ จะลงมือในตอนนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด ส่วนคนที่ทำผิดจนเคยตัวแต่ไม่มีคนคอยหนุนหลังให้นั้น ก็สามารถจัดการได้ตามอำเภอใจเลยครับ”“หากต้องการจัดการคนที่ทำผิดจนเคยตัว อันดับแรกจะต้องจัดการพวกที่ดูเหมือนว่ามีคนคอยหนุนหลังให้พวกนั้นก่อน แต่ที่จริงแล้วไม่ได้มีคนคอยหนุนหลังให้ มีแค่วิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถตักเตือนคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะได้ทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่มีทั้งคุณและโทษ”เมื่อเสียงของหวังซินเบาลง ก็ได้ยินหวังเป่าหลงพูดว่า:“แต่ว่าตอนนี้ฉันจะแบ่งประเภทคนที่มีคนคอยหนุนหลังให้พวกเขาได้ยังไงกันล่ะ?” คำพูดของหวังซินดูเหมือนง่าย แต่หากต้องการล้วงข้อมูลภายในของคนพวกนั้นล่ะก็ ยังถือว่าลำบากอยู่เลยอย่างไรก็ตามในตอนนี้ใครคือคนที่ทำผิดจนเคยตัว และใครคือคนที่ทำความผิด แค่สืบหานิดหน่อย ก็พอจะแยกออกมาได้อย่างชัดเจนแล้วปัญหานี้ หวังซินได้พิจารณาสักครู่ ซึ่งในความทรงจำแล้วนั้น ซุนเหล่ยเหมือนว่าจะไม่มีคนคอยหนุนหลังให้ แต่เมื่อดูภายนอกแล้ว ความสัมพันธ์ของเขาเกือบจะอยู่ในระดับสูงสุดแล้วโดยทั่วไปแล้วเขาเหมือนจะเป็นญาติของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนที่อยู่ในมณฑล แต่หวังซินก็นึกถึงเรื่องราวบางอย่างในปีนั้นออกแล้วหลังจากที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนนั้นเกิดเรื่องขึ้นในตอนแรก ซุนเหล่ยก็พยายามอย่างสุดกำลัง ที่จะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้มีความสันพันธ์ใดใดกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเขาเองล้วนแต่ยืมชื่อของเขามาใช้ในการข่มขู่และการหลอกลวงผู้อื่นเท่านั้นดังนั้นแล้วความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ ก็คือเขาเคยเจอกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บนท้องถนน เคยมีวาสนาที่ได้เจอกันมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นซุนเหล่ยก็เคย‘บังเอิญ’เจอกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหลายครั้ง และเคยเดินสวนกัน แต่กลับไม่พูดอะไรกันสักคำแต่ว่าที่สถานีโทรทัศน์ ใคร ๆ ก็รู้ว่าซุนเหล่ยที่เป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้ามีคณะกรรมการประจำมณฑลเป็นคนคอยหนุนหลังให้ ทั่วทั้งสถานีโทรทัศน์ ใคร ๆ ก็รู้ว่าซุนเหล่ยเป็นคนที่นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรเขาได้เรื่องราวในปีนั้นถึงแม้ว่าจะเคยเห็นแค่ในโทรทัศน์ แต่นี่ก็พิสูจน์ได้ว่าจริง ๆ แล้วซุนเหล่ยใช้ชื่อผู้อื่นมาบังหน้าเพื่อข่มขู่หลอกลวงตอนนี้ได้ยินว่าหวังเป่าหลงไม่รู้จะเริ่มลงมือที่ใคร เขาจึงรีบเอาเรื่องของซุนเหล่ยพูดออกมาเมื่อได้ยินหวังซินพูดว่าเป็นซุนเหล่ย สีหน้าของหวังเป่าหลงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จึงจ้องไปที่หวังซิน แล้วพูดด้วยความสงสัยว่า:“ทำไมถึงเป็นซุนเหล่ยล่ะ?แกบอกว่าไม่ให้ลงมือกับคนที่มีคนคอยหนุนหลังให้ไม่ใช่เหรอ? ซุนเหล่ยคนนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งในมณฑลที่เป็นคนที่คอยหนุนหลังให้เขา ถ้าลงมือกับเขาแล้วล่ะก็ มันจะไปมีอะไรแตกต่างจากที่แกเคยพูดก่อนหน้านี้กันล่ะ?”“พ่อครับ ซุนเหล่ยตอนนี้ก็อายุใกล้จะสี่สิบปีแล้วนะครับ อยู่ในสถานีโทรทัศน์ก็นานขนาดนี้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่แค่อยู่แถว ๆ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกนะครับ ถ้าเขามีความสัมพันธ์กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้นจริง งั้นอย่างน้อยตอนนี้ก็น่าจะออกจากสถานีโทรทัศน์ แล้วไปรับตำแหน่งที่อื่นแล้วล่ะครับ”แน่นอนว่าหวังซินไม่สามารถพูดเรื่องที่ตัวเองรู้ออกมาได้ตอนนี้มั่นใจอยู่แค่หนึ่งอย่าง ซุนเหล่ยจริง ๆ แล้วก็สามารถเป็นตัวอย่างได้ ซึ่งคนนี้เป็นคนโลภที่ไม่รู้จักพอ โดยปกติก็จะเสแสร้งทำเป็นมีความสัมพันธ์กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน มักจะใช้ชื่อเขามาบังหน้าเพื่อข่มขู่หลอกลวงผู้อื่นมาโดยตลอด แต่หลังจากที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้เกิดเรื่องขึ้น เขากลับพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองกับความสัมพันธ์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทันที จนสุดท้ายก็เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการวินัย แล้วหลังจากที่แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกัน จึงได้ปล่อยตัวซุนเหล่ยไป แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบทบาทที่ซุนเหล่ยได้แสดงอยู่ทั้งหมดยังคงเป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้าที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คอยหนุนหลังให้“เอาล่ะ ซุนเหล่ยจะต้องเป็นคนที่ทำผิดจนเคยตัวอย่างแน่นอน ครั้งนี้ก็เริ่มจากเขาละกัน”เมื่อหวังเป่าหลงมีเป้าหมายแล้ว จึงได้เริ่มทานข้าวกับครอบครัววันต่อมา หวังเป่าหลงมาที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ เมื่อเห็นว่าหวังเป่าหลงมาถึง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วถามว่า :“คุณหวัง ตำแหน่งงานใหม่ คุณคงจะคุ้นเคยแล้วสินะ”“ผู้อำนวยการครับ พอจะคุ้นเคยแล้วครับ”“อืม รีบเข้าสู่บทบาทหน้าที่ของตัวเองล่ะ อะไรที่ควรทำ ก็ทำซะนะ อย่าได้ออมมือเด็ดขาดล่ะ!”ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์มองไปที่หวังเป่าหลง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมจริง ๆ แล้วเขาอิจฉาหวังเป่าหลงมากที่มีลูกชายที่ดีคนหนึ่ง วัยรุ่นที่อายุสิบแปดปีคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้ออกสู่สังคม คาดไม่ถึงว่าการอาศัยแค่กำลังของตัวเองนั้น จะสามารถพบหลักฐานทั้งหมดของหลินเฟิง แล้วโค่นหลินเฟิงลงได้อย่างลับ ๆ ตอนนี้นอกเหนือจากเขาแล้ว แม้แต่ตัวหลินเฟิงเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าได้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของใครการอาศัยความอดกลั้นและความหนักแน่นของหวังซินในการจัดการปัญหาครั้งนี้ ก็คุ้มค่าที่เขาได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ พูดในทางกลับกันก็คือ หวังเป่าหลงในภาพความจำของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ยังไม่ลึกซึ้งเท่าภาพจำที่หวังซินสร้างให้กับเขา ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะทำงานร่วมกันมาสิบกว่าปีแล้ว“ผู้อำนวยการครับ ตอนนี้ฝ่ายเบื้องหลังส่วนนี้วุ่นวายจนเป็นวงกว้างแล้วครับ ผมเตรียมที่จะลงโทษผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้สักหน่อย ไม่ทราบว่าผู้อำนวยการมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?” หวังเป่าหลงอธิบายวัตถุประสงค์ที่มาพบผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้พูดต่อไปว่า :“ผมบอกไปแล้ว เรื่องของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะทำยังไง ผมก็จะสนับสนุนคุณอย่างแน่นอน”เมื่อพูดจบ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง จึงถามไปว่า :“แต่ครั้งนี้คุณวางแผนจะจัดการยังไง?”“เอาตามแบบอย่าง จัดการตามแบบอย่าง ลงโทษขั้นรุนแรงตามแบบอย่าง”ทั้งสามแบบอย่างของหวังเป่าหลง ทำให้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พยักหน้า แล้วจึงถามอีกว่า :“คุณมีตัวเลือกแล้วงั้นเหรอ?”“ซุนเหล่ย” เมื่อเสียงพูดของหวังเป่าหลงเบาลง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็มองหวังเป่าหลงด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก จึงพูดว่า :“คุณไม่รู้ว่าเขามีคนคอยหนุนหลังให้อยู่?”“ก็เพราะว่าเขามีคนคอยหนุนหลังอยู่ไง ถึงจะสามารถเอาเขาเป็นแบบอย่างได้ อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในแผนกคลังสินค้าก็มีเขาที่เป็นคนจัดการ จนทำให้เกิดความวุ่นวายเป็นวงกว้าง บัญชีและสินค้าที่ไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้ได้เกี่ยวข้องกับเขามากเลยทีเดียว” เมื่อหวังเป่าหลงพูดจบ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็ครุ่นคิดไปชั่วขณะเขาก็เคยได้ยินความสัมพันธ์ของซุนเหล่ย ช่วงสองสามปีมานี้เรื่องที่ซุนเหล่ยทำ เขาก็รับรู้ ตอนนี้คาดไม่ถึงว่าหวังเป่าหลงจะจัดการซุนเหล่ยเป็นคนแรก นี่จึงทำให้เขารู้สึกรับไม่ค่อยได้เล็กน้อยแต่ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยพูดไปแล้วว่าจะสนับสนุนการทำงานของหวังเป่าหลง แน่นอนว่าไม่สามารถที่จะกลับคำได้ เขาจึงพยักหน้า แล้วพูดว่า :“ตกลง แต่ว่าต้องระวังวิธีการที่ใช้ในการจัดการด้วยล่ะ”นี่เป็นคำพูดที่คลุมเครือมากประโยคหนึ่ง หวังเป่าหลงจึงจำไว้ในใจ ทั้งยังพูดคุยเรื่องงานกับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อีกสักพัก แล้วค่อยกลับไป ณ แผนกคลังสินค้า หลังจากที่หวังเป่าหลงติดตั้งระบบการจัดซื้อของKingdeeไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จิตใจของเขาก็กลุ้มเป็นอย่างมากหลังจากที่ติดตั้งระบบการจัดซื้อสำเร็จแล้ว นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าหลังจากนี้ไม่ว่ามีอุปกรณ์อะไรเข้ามาในแผนกคลังสินค้า ต่อให้หวังเป่าหลงจะไม่มา ก็สามารถรับรู้ได้อีกทั้งหากต้องการจะหยิบเอาของจากแผนกคลังสินค้าออกไป หวังเป่าหลงก็จะรับรู้ได้ หลังจากนี้หากคิดที่จะฉวยผลประโยชน์จากตรงกลางแล้วนั้น ก็จะเป็นไปได้น้อยมาก“หวังเป่าหลงคนนี้ แท้จริงแล้วคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่!” เมื่อซุนเหล่ยอยู่ในแผนกของตัวเอง ก็กระทืบเท้าไปมา ที่แสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากซึ่งในเวลานี้เอง หวังเป่าหลงก็ถือสมุดบัญชีที่เคยตรวจสอบก่อนหน้านี้มาอีกครั้ง แล้วจึงเคาะประตูห้องทำงานของซุนเหล่ยจากสถานการณ์โดยทั่วไปแล้ว ภายในองค์กร หัวหน้าก็จะเรียกลูกน้อง แต่สถานการณ์ที่หัวหน้าจะจู่โจมหาลูกน้องเองนั้นมีน้อยมากหวังเป่าหลงมาที่ห้องทำงานของซุนเหล่ยไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง จนเขาเกือบจะชินแล้วที่หวังเป่าหลงหัวหน้าคนนี้มาหาตัวเองเมื่อเห็นหวังเป่าหลง ซุนเหล่ยจึงแสร้งถามอย่างสงสัยว่า :“ผู้อำนวยการหวังมีเรื่องอะไรก็เรียกผมให้ไปหาก็ได้นะครับ คุณมาหาผมที่นี่ด้วยตัวเองทุกครั้ง คนอื่นจะคิดยังไงกันล่ะครับ”“ซุนเหล่ย ระยะนี้คุณใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีมากเลยนะ”เมื่อเห็นการตกแต่งภายในห้องทำงานของซุนเหล่ย มาเทียบกับห้องทำงานของตัวเองแล้วก็ดีกว่าเป็นไหน ๆ หวังเป่าหลงจึงพูดด้วยความอนาถใจออกมา “ที่ไหนกันละครับ ทำงานทั้งนั้นแหละครับ แหะ ๆ ทำงานครับ”“ซุนเหล่ย หลายวันมานี้ฝ่ายเบื้องหลังนี้ มีวัสดุอุปกรณ์และรายการในบัญชีของแผนกคลังสินค้าจำนวนมากที่ไม่ตรงกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”หวังเป่าหลงไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับซุนเหล่ย จึงรีบพูดเข้าประเด็นทันที“ผู้อำนวยการหวังครับ อุปกรณ์พวกนี้ถูกยืมไปหมดเลยครับ……”...