“เช่นนั้นท่านแนะนำสำนักศึกษาที่ท่านไปร่ำเรียนมาให้กับข้าได้หรือไม่ขอรับ” จางเยียนไหล่ลู่ตกลงมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม
“น้องรองพอแล้ว เ้ากำลังรบกวนท่านอาอยู่รู้หรือไม่” จางจื่อรั่วสงสารน้องชายยิ่งนัก เขาสนใจเื่การฝึกฝนวิชายุทธ์มานานแต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดให้คำตอบได้มาก่อน แต่ท่านอาฟู่ก็เพิ่งจะพบหน้าทำความรู้จักกันได้ไม่นาน นางไม่อาจปล่อยให้น้องชายเสียมารยาทได้
“ไม่เป็ไร หากไม่รบกวนเวลาของพวกท่าน ข้าก็จะเล่าให้ฟังเองว่าข้าเคยร่ำเรียนจากที่ใดมา” คำกล่าวนี้ฟู่เกอหันไปมองยังสองสามีภรรยาวัยชรา ที่นั่งร่วมวงสนทนาอยู่ด้วยเป็การขออนุญาต
“เอาสิ ท่านลองเล่ามาสิ หากพวกเราสนับสนุนเขาได้ เราก็จะสนับสนุน” ผู้ที่ตอบคำกลับเป็นางเฉิน คนที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะใส่ใจเื่อื่นใด นอกจากเื่เสื้อผ้าอาหารการกินของหลานทั้งสามคน
แม้แต่จางจื้อเองก็ยังแปลกใจไม่น้อย ตลอดมาภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเอาแต่กางปีกปกป้องเด็กสามคนไม่ยอมให้ออกไปเที่ยวเล่นที่ใด เวลานี้กลับบอกว่าจะสนับสนุนจางเยียนเช่นนั้นหรือ?
“สำนักฝึกยุทธ์อิสระทั่วแผ่นดินนั้นมีอยู่หลายแห่ง หากเ้า้าฝึกฝนเ้าก็สามารถไปขอเข้าร่วมกับพวกเขาได้ หากผ่านการฝึกในระดับหนึ่งแล้ว พวกเขาอาจส่งเ้าร่วมเดินทางกับสำนักคุ้มภัย หรืออาจทดสอบงานด้านข่าวกรอง เมื่อเ้ามีความสามารถโดดเด่น เวลานั้นก็จะมีคนมาชักชวนให้เ้าเข้าร่วมกับสำนักหรือตระกูลใหญ่เอง”
“เช่นนั้นท่านก็ไม่ได้เป็อิสระ แล้วท่านต้องภักดีกับผู้ใด สำนักที่ฝีกฝนท่านหรือนายใหม่ของท่านเ้าคะ?”
“เมื่อฝึกฝนครบห้าปี คนผู้นั้นจะเป็อิสระจะเลือกทำงานอยู่ในสำนักต่อไปเพื่อรับภารกิจชั่วคราวที่มีคนจ้างวาน หรือจะเลือกเข้าร่วมกับคนที่มาชักชวนก็ย่อมได้”
“เช่นนั้นข้าก็อยากไปฝึกฝนขอรับ เมื่อครบห้าปีแล้วข้าก็จะกลับมาปกป้องครอบครัวของเรา” จางเยียนตาลุกวาว ห้าปีเท่านั้น เวลานี้เขาอายุ 11 อีกห้าปีก็ 16 เท่านั้นเอง
“น้อยนักที่จะมีเด็กหนุ่มที่มีครอบครัวอยู่เื้ั ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มักจะไม่มีครอบครัวให้ห่วงกังวล ดังนั้นขณะที่เ้าฝึกฝนอยู่ก็มักจะมีคนมารอชักชวนเ้าเข้าร่วมกับพวกเขาั้แ่เนิ่นๆ เ้าสำนักที่ให้ความรู้แก่เ้า เขาจะได้รายได้ปีแรกของเ้าเป็การค่าเล่าเรียนตลอดทั้ง 5 ปี เท่ากับว่าในระยะเริ่มต้นเ้าก็ยังไม่นับว่าเป็อิสระ”
จางจื่อรั่วคาดเดาว่ารายได้ของท่านอาฟู่เกอคงจะไม่น้อยเลยทีเดียว สำนักฝึกยุทธ์ยินยอมรับรายได้ 1 ปี ของผู้สำเร็จออกไปแลกกับการเลี้ยงดูฝึกฝนคนคนหนึ่งถึง 5 ปี แต่นั่นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขามั่นใจในวิธีการสอน ว่าจะทำให้คนผู้หนึ่งมีความสามารถพอที่จะได้รับรายได้สูงถึงเพียงนั้น
“เช่นนั้นท่านอาฟู่ก็สามารถแยกทางกับคุณชายเซี่ยได้ทุกเมื่อหรือเ้าคะ?”
“เป็เช่นนั้น ข้ากับเขาอยู่ในฐานะผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง แต่น้อยนักที่จะมีคนตัดสินใจยกเลิกสัญญาว่าจ้างกันหากไม่มีเื่ที่กระทำผิดต่อกันรุนแรงถึงคอขาดบาดตาย เมื่อ 8 ปีก่อน เวลานั้นข้ากับสหายอีกคนถูกเชิญเข้าร่วมสกุลเซี่ยพร้อมกันสองคน ข้าให้ความคุ้มครองอยู่ข้างคุณชายใหญ่เซี่ยหลง สหายข้าดูแลคุณชายรองเซี่ยฟาหวาง ต่อมาภายในสกุลเซี่ยกลับมีปัญหาแย่งชิงความโดดเด่น มีการวางแผนลักลอบสังหารกันระหว่างพี่น้อง ั้แ่นั้นข้าก็ไม่อาจทิ้งคุณชายใหญ่ได้ลงคอและอยู่กับเขามาตลอดจนถึงทุกวันนี้ สหายข้าก็ไม่อาจทรยศคุณชายรองและไม่วางใจปล่อยเขาไว้โดยมีข้าอยู่ใกล้ตัวเช่นกัน เราสองคนถูกความคิดที่ซื่อสัตย์ภักดีผูกติดเอาไว้กับสองพี่น้องจนไม่อาจแยกจากไปไหน”
ฟู่เกอหยุดพักไปครู่หนึ่ง มองดูปฏิกิริยาของจางเยียนที่กำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ในใจ
“เด็กน้อย ที่ข้าเล่าให้เ้าฟังก็เป็เพราะอยากให้เ้าคิดดูให้ดี เมื่อเ้าเข้าสู่เส้นทางนี้ เ้าจะได้พบเจอผู้คนอีกมากมาย เ้าจะมีความผูกพัน มีความรักความแค้นเข้ามาวุ่นวายในชีวิต เ้าอาจต้องรักษาความลับให้ผู้ใดผู้หนึ่งจนไม่อาจเปิดเผยตัวตน เวลานั้นเ้าคิดอยากกลับมาอยู่กับพี่น้องกับครอบครัวก็เป็ไปได้ยาก ไม่สู้ใช้ความสามารถเท่าที่มีเวลานี้ใช้เวลากับพวกเขาอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรอกหรือ”
เด็กชายกลอกตาไปมาอย่างสับสน เมื่อเขาอยากเข้มแข็งอยากทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูแลพี่สาวและน้องสาว แต่เมื่อนานไปเขาก็ค้นพบว่าเขามีความอยากรู้และใฝ่ฝันจะเป็คนที่มีความสามารถเหนือธรรมชาติอย่างท่านอาฟู่เกอตามคำบอกเล่าของพี่ใหญ่
แม้เวลานี้จะรู้แล้วว่าท่านอาก็เป็คนปกติธรรมดาทั่วไป ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ยิ่งฟังท่านอาฟู่เล่าเื่เกี่ยวกับสำนักฝึกยุทธ์ สำนักคุ้มภัย ข่าวกรอง ทุกอย่างนี้ตนไม่เคยรับรู้มาก่อน แต่มันทำให้หัวใจเขายิ่งพองโตจนไม่อาจระงับความตื่นเต้นเอาไว้ได้
“ข้าอยากไป ข้าจะฝึกให้หนักกว่าผู้อื่นเป็สองเท่า ข้าจะใช้เวลาทำงานตามความฝันของตัวเองและข้าก็จะปกป้องครอบครัวของข้าไปพร้อมๆ กัน ข้าทำได้ขอรับ!”
เื่นี้จางจื่อรั่วก็ถึงกับอึ้งงันตัดสินใจไม่ถูกอยู่เช่นกัน จางเยียนเพิ่งอายุ 11 ปี เท่านั้น การฝึกฝนเพื่อให้ได้ยอดคนคงไม่ได้สุขกายสบายใจเป็แน่ และเขายังเป็หลานชายเพียงคนเดียวของท่านปู่ท่านย่าในเวลานี้อีก ต่อให้น้องชายขอร้องอ้อนวอนเท่าใด ท่านปู่ท่านย่าก็คงไม่อนุญาตอย่างแน่นอน
“เขาจะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่” เป็อีกครั้งที่นางเฉินเป็ผู้เปิดปากตั้งคำถามออกมาท่ามกลางความเงียบ
“ไม่มีการกลั่นแกล้งรังแกกันเพื่อหมายจะเอาชีวิตขอรับ แต่การฝึกฝนย่อมมีอันตรายอยู่แล้วเื่นี้ไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันได้ แต่หากเข้าร่วมการฝึกฝนแล้วไปต่อไม่ไหว คนผู้นั้นก็สามารถยกเลิกกลางคันได้และชื่อของเขาจะถูกส่งไปทั่วทุกสำนัก ไม่อาจเข้าร่วมกับสำนักใดได้อีกต่อไป”
“อาเยียนเ้าอายุยังน้อยนัก จากนี้ปู่จะพาเ้าออกไปเที่ยวเล่นในเมืองให้บ่อยดีหรือไม่ หากว่าจนสนใจคิดทำอย่างอื่นปู่จะสนับสนุนเอง หรือเ้าลองไปร่ำเรียนในสำนักศึกษาในเมืองดูก่อนก็ได้เ้าอาจจะชอบก็ได้นะ” จางจื้อเป็ฝ่ายคัดค้านขึ้นมาก่อนเมื่อเห็นว่าภรรยาของตนคล้ายว่าจะปล่อยให้หลานชายไปฝึกฝนจริงๆ ไม่รู้ว่านางเฉินเกิดคิดอุตริอันใดขึ้นมากัน
“เด็กอายุพอๆ กับเขานี่ล่ะเริ่มต้นฝึกฝนได้ดีนัก ข้าเองเข้าไปเรียนเมื่ออายุได้ 14 ปีแล้วหลังแข็งตัวแข็งกว่าจะเข้าที่เข้าทางลำบากกว่าเด็กอายุน้อยๆ ยิ่งนัก”
จางจื้ออยากจะฟาดปากบุรุษร่างใหญ่สักเปรี้ยงให้สมใจ ตนยิ่งพยายามคัดค้าน แต่หมอนี่กลับเล่าเื่ออกมาให้จางเยียนฮึกเหิมเข้าไปใหญ่
“เราไม่อาจฝืนดึงต้นกล้าให้โต(1)ได้หรอกท่านพี่ หากอาเยียนชอบก็ปล่อยเขาเถิด จื่อรั่วเ้าคิดเห็นอย่างไรเล่า ถ้าเ้ายอมข้าก็ยอม”
นางเฉินเห็นความมุ่งมั่นของเด็กชายก็สะท้อนใจ เมื่อก่อนจางหย่งบุตรชายของตนก็เป็เช่นนี้ เขาอยากรู้อยากเห็นอยากศึกษาตำราแพทย์เป็ชีวิตจิตใจ จนในที่สุดความรู้ของบิดาก็ไม่เพียงพอสำหรับบุตรชาย
จางเยียนเองก็ชอบเก็บเอากิ่งไม้มาใช้แทนดาบ ฝึกวิ่งให้เร็วบางครั้งยังโอ้อวดนางว่าต่อไปเขาจะวิ่งบนยอดหญ้าได้อย่างเริงร่า
ไม่ใช่ว่านางเลอะเลือนเสียสติแต่อย่างใด นางรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าเด็กสามคนไม่ใช่หลานแท้ๆ ของตน รู้ว่าสามีใช้ผ้าคลุมแผ่นป้ายิญญาของสามีภรรยาสกุลถังเอาไว้ไม่ให้นางเห็น นางรู้ความจริงทุกประการอยู่เต็มอก แต่นางเต็มใจที่จะหลอกตัวเองว่าหลานทั้งสามเป็หลานแท้ๆ ของตนอย่างเห็นแก่ตัว พวกเขาไม่อาจใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือนสกุลจาง พวกเขาสมควรได้ทำในสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน
(1) ดึงต้นกล้าให้โต สำนวนจีนใช้เปรียบเทียบการพยายามฝืนกฏเกณฑ์ธรรมชาติ หรือการรีบร้อนเร่งให้งานใดๆ สำเร็จโดยใช้วิธีที่ผิดจนเกิดผลเสียหายตามมา