หนึ่งปีผ่านไป
ชีวิตของนรินทร์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและวันนี้ก็เป็วันแรกที่เขาได้ย้ายเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเอกชนใจกลางเมือง สีหน้ายิ้มระรื่นทำให้คณินขมวดคิ้วเพราะไม่สบอารมณ์ที่ได้เรียนอยู่คนละห้องกัน
“ทำไมหน้าบูดอย่างนั้นล่ะ” นรินทร์ส่ายหน้าเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทกำลังงอแงไม่อยากไปโรงเรียน
“...”
“โตขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็เด็กอยู่ได้” เขาขยี้ผมสีน้ำตาลของคณินอย่างมันมือ “ตอนเที่ยงมารอที่หน้าห้องสิ จะได้ไปกินข้าวด้วยกัน”
“อื้อ” เขาพยักหน้า ดวงตาสีทองกำลังจ้องมองอีกฝ่าย ในใจว้าวุ่นไปหมดเพราะต้องแยกจากกันเป็ครั้งแรกแล้วดึงร่างบางมากอดเพื่อจะทิ้งกลิ่นฟีโรโมนให้อย่างเคย
ทว่า นรินทร์กลับรีบร้องห้ามเพราะรู้ทัน “ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ฉันดูแลตัวเองได้น่า”
คนตรงหน้าขมวดคิ้วหรี่ตาประเมินสภาพคนที่บอกว่าดูแลตัวเองได้ รู้สึกน้อยใจอยู่นิด ๆ “โตแล้วแยกทางเหรอ นายนี่ใจร้ายชะมัด”
“ก็แค่เรียนคนละห้องเอง นายคิดมากไปแล้ว” เขาพูดพลางตบบ่าคณินด้วยความมันเขี้ยว “ตกลงวันนี้จะไม่ไปเรียนใช่ไหม งั้นฉันไปก่อนล่ะ”
ครั้นพูดจบก็แลบลิ้นให้คณินไปหนึ่งที “นายคณิน ถ้าไม่มาตอนนี้ฉันจะไปจริง ๆ นะ”
“รู้แล้วน่า” เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วหยิบกระเป๋านักเรียนมาสะพายด้วยความจำใจ พอเห็นว่านรินทร์ไม่อยู่ตรงหน้าประตูแล้วก็ะโสุดเสียง “นี่! รอก่อนสิ”
“มัวแต่ชักช้าทำไมเล่า” อีกฝ่ายะโกลับมา
“คุณนรินทร์ รอผมด้วยสิครับ” น้ำเสียงออดอ้อนของคณินยังคงเป็เช่นเดิมยามที่้าให้นรินทร์ใจอ่อนและทุกครั้งก็มักจะได้ผล
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ร่างบางรอเขาอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ภาพตรงหน้าของคณินราวกับได้เห็นดอกไม้ที่กำลังผลิบานสะพรั่ง ทำให้เขาถึงกับพึมพำกับตัวเอง “เฮ้อ! ทำตัวน่ารักอีกแล้ว” เผลอยิ้มออกมาเพราะเก็บอาการไม่อยู่
วันนั้น นรินทร์ได้เริ่มทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในห้องเป็ครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาตัวติดกับคณินจนกลายเป็เหมือนว่าคบกันอยู่แค่สองคน
แม้จะมีอาการไม่ชินเล็กน้อยแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะนรินทร์ยังคงมีอัธยาศัยดีและเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ง่ายดาย
่พักเที่ยง เพื่อนสนิทที่สุดของเขาก็มายืนรอหน้าห้องอย่างที่นัดแนะกันไว้ สายตาของคณินกวาดมองเพื่อนร่วมห้องของนรินทร์ด้วยสีหน้ากังวล
“อย่าอยู่ใกล้พวกอัลฟ่านักสิ” เขาพึมพำอยู่คนเดียวไม่ชอบใจที่คนเ่าั้รุมล้อมนรินทร์เหมือนผึ้งดอมดมดอกไม้ก่อนจะเดินดุ่มเข้าไปหาข้างใน
คนในห้องต่างมองเพื่อนต่างห้องกันเป็ตาเดียว พลันรู้สึกได้ว่าฟีโรโมนของอัลฟ่าที่มาใหม่กำลังฟุ้งกระจายราวกับจงใจเตือนให้พวกเขาเว้นระยะห่างจนนรินทร์ต้องรีบดึงแขนเขาออกมาข้างนอกเพราะกลัวว่าจะมีเื่กัน
“ทำแบบนั้นทำไม” เขาถามด้วยความสงสัย
“นายเป็โอเมก้านะ ต้องระวังตัวไว้หน่อยสิ” คณินพูดอย่างที่ใจคิดเพราะเป็ห่วง
“ก็ระวังตัวอยู่นี่ไง” นรินทร์เถียงกลับบ้าง “ฉันรู้ว่านายเป็ห่วงแต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้ดูเป็คนไม่ดีเสียหน่อย นายคิดมากเกินไปแล้ว”
“คิดมากงั้นเหรอ” สีหน้าของเขาเรียบเฉย “เพราะฉันเป็ห่วงนายไง”
“จะทะเลาะกันเพราะเื่นี้เหรอคณิน” เขารู้ว่าตอนนี้คนตรงหน้ารู้สึกว้าวุ่นใจจึงเปลี่ยนท่าทีเป็ฝ่ายที่ยอมอ่อนข้อให้ “เข้าใจแล้ว ฉันจะทำตามที่นายบอก” พลางยื่นมือมาจับอีกฝ่ายแล้วบีบเบา ๆ เพื่อง้อขอคืนดี “ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว”
“อื้อ” เขาพยักหน้าแล้วเดินตามแต่ไม่วายทิ้งกลิ่นฟีโรโมนตามใจตัวเอง
“นายนี่... เฮ้อ... ตามใจ” นรินทร์ส่ายหน้าแล้วปล่อยให้คนที่กำลังงอนอยู่ทำอย่างที่อยากทำเพราะจนปัญญาจะห้ามปราม
วันหนึ่งตอนคาบว่าง
นรินทร์มักจะแอบไปนอนเล่นอยู่ในห้องสมุดเพราะแอร์เย็นฉ่ำสามารถคลายร้อน่กลางวันได้เป็อย่างดี
กุกกัก กุกกัก
จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากมุมในสุดของชั้นหนังสือพลางคิดว่าผีจะโผล่ออกมาจากตรงนั้นหรือเปล่าเพราะเขามานั่งอยู่ตรงนี้นานแล้วแต่ไม่เห็นว่าจะมีใครเดินผ่านเข้าไปทางนั้นเลย
กุกกัก กุกกัก ตุ๊บ!
นรินทร์เลิกคิ้วหันกลับไปทางต้นเสียง แม้จะรู้สึกกลัวอยู่บ้างแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลุกไปดูใกล้ ๆ เพื่อให้คลายข้อข้องใจเพราะเสียงนั้นรบกวนการอ่านนิยายของตนเอง
กุกกัก กุกกัก
ใบหน้าของเขาค่อย ๆ โผล่มองทางด้านหลัง แต่จู่ ๆ ก็จ๊ะเอ๋กับใครบางคนโดยบังเอิญและจังหวะเหมาะเจาะ
ระยะห่างเพียงคืบทำให้เขาใจนรีบถอยหลังโดยไม่ทันระวังว่าจะเหยียบหนังสือที่หล่นพื้นเมื่อครู่
ดวงตาสีน้ำเงินเห็นว่านรินทร์เสียหลักจึงรีบเอื้อมมือมาคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้ในพริบตา
“เป็อะไรหรือเปล่า” เขาคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาสีน้ำเงินยังคงมองนรินทร์ไม่วางตาเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
ฝ่ายนรินทร์เห็นดาวที่ปักอยู่บนปกเสื้อจึงรู้ว่าเขาเป็รุ่นพี่มอห้า “เอ่อ ไม่เป็ไรครับ”
“อื้อ” รุ่นพี่พยักหน้าแล้วปล่อยมือออก ยิ้มมุมปากเพราะจำได้แล้วว่าคนตรงหน้าเหมือนใคร
เด็กตัวน้อยที่วิ่งหกล้มเพราะซุ่มซ่ามตอนอนุบาล ผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีส้มอ่อน มีกระเล็ก ๆ บนใบหน้า เขาจะลืมไปได้อย่างไร พลันนึกถึงเื่ราวในวันวาน
ติ๊ง!
เสียงข้อความในมือถือของเขาดังขึ้นเพราะเพื่อนส่งสัญญาณมาว่าคาบต่อไปอาจารย์ให้ไปช่วยถือของ รุ่นพี่คนนั้นจึงยิ้มให้นรินทร์แล้วเดินออกจากห้องสมุดโดยไม่พูดอะไร
นรินทร์ขมวดคิ้วสงสัย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าแต่กลับดึงดูดใจเขา ทำให้ใจเต้นรัวโดยไม่รู้สาเหตุ
ราวกับว่าได้พบเจอใครครั้งหนึ่งแล้วก็มักจะเจอใครคนนั้นอีกเรื่อย ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นรินทร์จึงมักจะเห็นว่ารุ่นพี่คนนั้นโผล่มาทุกที่ในโรงเรียนอยู่เสมอจนจำได้แล้วว่าเขาชื่อ สายนที นามสกุล เหมจิรภาส มอห้าห้องสอง
วันหนึ่งท้ายคาบพละ
ขณะกำลังเก็บลูกบาสกับเพื่อนร่วมห้อง รุ่นพี่คนเดิมก็เดินตรงมาหาเขาจนใจของนรินทร์เต้นตึกตักพยายามทำเป็ไม่สนใจ
สายนทีเอียงคอมองพลางยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องเก็บก็ได้” นั่นก็เพราะเขามีคาบเรียนพละต่อ
ใบหน้าของนรินทร์แดงระเรื่อจนไม่รู้ตัวเลยว่าปล่อยฟีโรโมนออกมา ทว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกันว่ากลิ่นกุหลาบอ่อน ๆ กำลังฟุ้งกระจายในบริเวณนั้นเพราะเขาเป็เบต้า
จนกระทั่งเพื่อนของสายนทีวิ่งเข้ามาหยิบลูกบาสในรถเข็นแล้วนิ่วหน้าทันทีที่มาถึง “นี่ นายรู้ตัวไหมว่ากลิ่นฟีโรโมนกระจายไปหมดแล้ว นายฮีตหรือไง ระวังตัวหน่อยสิ” เสียงนั้นย้ำเตือนด้วยความเป็ห่วงเพราะเป็โอเมก้าเหมือนกัน
ครั้นรู้ตัวว่าเผลอทำอย่างนั้นไป นรินทร์จึงรีบขอโทษสายนทีด้วยสีหน้าจริงจัง “เปล่าครับ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกน่า” เขาส่ายหน้าไม่ถือสาอะไร “ฉันเป็เบต้าเลยไม่เป็อะไร แต่ว่านายต้องระวังตัวด้วยนะนรินทร์” น้ำเสียงของเขาดูเป็ห่วงรุ่นน้องโดยไม่มีอะไรแอบแฝงและนรินทร์เองก็รู้สึกได้
“ครับ” เขาพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปจากโรงยิมด้วยความเขินอาย
คล้อยหลังรุ่นน้องโอเมก้า เพื่อนของสายนทีรีบสะกิดแขนเพราะอดไม่ได้ที่จะแซวเขา “น้องคนนั้นแอบชอบนายหรือเปล่า ฟีโรโมนกลิ่นดอกไม้ถึงได้ฟุ้งขนาดนั้น เสียดายที่นายเป็เบต้าเลยไม่ได้กลิ่นหอมหวานยั่วยวนใจ” เธอพูดพลางทำหน้าเสียดายแทนเพื่อนสนิท
“ไม่ใช่สักหน่อย ก็แค่คนซุ่มซ่ามน่ะ” สายนทียังคงมองนรินทร์เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ร่างบางก็ยังคงเป็เด็กน้อยโก๊ะ ๆ ในสายตาเขาเสมอ
“นายนี่มันชอบพูดปากไม่ตรงกับใจ” ไลลาหรี่ตามองคนข้างกาย เบ้ปากอย่างรู้ทันแล้วตบบ่าคนใจลอยอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้แล้ววิ่งหนีไปอีกฝั่งหนึ่งของโรงยิม เสียงะโของไลลาดังลั่นคิดจะประกาศให้คนอื่นได้รู้ว่าสายนทีแอบชอบรุ่นน้องคนไหน
“บอกว่าไม่ใช่ไง” สายนทีปฏิเสธเสียงดัง
“อย่ามาปากแข็ง ฉันเห็นนะว่านายชอบมองน้องคนนั้นน่ะ แล้วก็ชอบอมยิ้มทุกครั้งที่เห็นหน้าด้วย” ไลลาได้ทีล้อเพื่อนสนิทยกใหญ่เพราะไม่เคยเห็นสายนทีมีท่าทางเช่นนั้นกับใครเลย
“เฮ้อ!” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เคยเอาชนะเพื่อนสาวคนนี้ได้เลยจึงได้แต่คิดในใจ เอาเถอะ ไม่ล้อตอนนี้ในอนาคตก็คงล้ออยู่ดี ใครจะไปทนความน่ารักของเด็กซุ่มซ่ามได้ล่ะ แล้วยิ้มเพราะนึกถึงท่าทีเขินอายของนรินทร์เมื่อครู่