สายลมเย็นยามเช้าของเมืองเชียงรายพัดแ่ผ่านริมระเบียงไม้ของบ้านหลังน้อยที่แสนอบอุ่นรอยยิ้มบางของเฟิร์นปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบงันเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของตัวเอง
เธอเดินออกมาส่งพวกเขาสองคนตรงหน้าประตูบ้าน ก่อนจะพูดอะไรภูมิก็ชิงเปิดปากเสียก่อน
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะเฟิร์น”เสียงของเขาอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่ลึกเกินกว่าจะอธิบาย
เฟิร์นพยักหน้าเบา ๆ “แล้วพี่ล่ะ…จะไปไหนต่อ”
ภูมิไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองเจมส์ แล้วหันกลับมามองเธออีกครั้งดวงตาคู่นั้นไม่ใช่แค่กำลังบอกลา แต่เหมือนกำลังฝากบางอย่างไว้ในใจเธอ
“พี่ยังมีที่ที่ต้องไปอยู่”เขาพูดช้า ๆ ชัดเจน
“เฟิร์น...บางสิ่งบางอย่างไม่ต้องเก็บมันไว้คนเดียวหรอกนะ” สายตามองไปที่เฟิร์นอย่างอบอุ่น
“เวลาเราเศร้าก็ปล่อยให้ตัวเองเศร้ายอมรับความเ็ปที่ตามมา ยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น แล้วในวันที่ไหวเราค่อยลุกขึ้นมาเพื่อที่จะเดินหน้าต่อ”
“ถ้าเราไม่ยอมประเชินหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเอาแต่หนี เราไม่มีวันก้าวผ่านสิ่งนั้นไปได้หรอกนะ”
เฟิร์นยืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า“ขอบคุณนะคะพี่ภูมิ”
เจมส์เดินเข้าไปกอดเธอแน่น กอดแบบที่ไม่ได้สื่อแค่คำลาแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เขาไม่กล้าพูดออกมา เธอกอดตอบแน่นไม่แพ้กัน
“ฝากพี่ภูมิด้วยนะ”เธอกระซิบใส่หูเขา “...แล้วก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย”
เจมส์พยักหน้า “อืม สัญญาเลย”
รถตู้ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากบ้านหลังนั้นเสียงล้อบดบนดินแดงกลายเป็เสียงสุดท้ายของการบอกลา
เฟิร์นยืนกอดอกไว้แน่น ไม่ใช่เพราะอากาศหนาวแต่เพราะข้างในมันมีคำพูดมากมายแต่ก็ไม่สามารถเอ่ยปากออกมาได้เธอคอยมองรถตู้ที่เธอใช้ชีวิตบนนั้นอยู่ร่วมสัปดาห์กับพี่น้องที่มีอารมณ์ความคิดและจุดดีจุดบกพร่องมากมายในตัวพวกเขาเธอคอยมองจนกว่ารถตู้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำนั้นหายไปลับสายตาของเธอ
“ดูแลตัวเองด้วยนะ”คำกระซิบเดียวจากปากเธอเป็คำที่เบาเสมือนฝากไปกับสายลม
เธอหันหลังให้ถนนที่ว่างเปล่า สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเดินกลับเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายมากมาย
“พี่จะไปไหนต่อครับ”เจมส์ถามหลังจากรถแล่นมาได้พักหนึ่ง
ภูมิไม่ตอบทันที เขาเพียงแต่ยิ้มแล้วเหลือบตามองเส้นทางข้างหน้า
“ยังเหลืออีกที่หนึ่ง...ที่พี่ต้องไป”น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่แฝงความหนักแน่นบางอย่างที่เจมส์ไม่กล้าถามต่อทันที
เส้นทางขึ้นดอยคดเคี้ยวที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สูงสองข้างทางกลิ่นดินชื้นปะปนกับกลิ่นใบไม้แห้งลอยเข้ามาในรถ เจมส์นั่งเงียบอย่างใช้ความคิดตลอดทางเขาสังเกตพี่ภูมิที่ไม่ได้เปิดเพลง ไม่พูด ไม่แม้แต่จะจ้องมือถืออย่างเคย
เพียงแค่ขับไปเรื่อย ๆ และมองถนนเหมือนกำลังย้อนอะไรบางอย่างในใจ
เมื่อถึงจุดกางเต็นท์บนยอดดอยอินทนนท์ยามบ่ายเกือบเย็นสองหนุ่มช่วยกันจัดแจงเต็นท์เงียบ ๆ อากาศเย็นลงจนเริ่มหนาวจัดเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ทำให้ภูมิอดยิ้มไม่ได้
เขาจำได้ดี ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมาที่นี่ ไม่ใช่คนเดียวแต่เคียงข้างกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หัวเราะเสียงดังจนคนมองผู้หญิงที่ขี้หนาวแต่ชอบไปที่หนาว
ภาพของเธอในวันนั้นยังคงชัดเจนสำหรับเขาอยู่เสมอ
…
“ภูมิ ๆ ดูสิ วันนี้ไม่มีเมฆเลยขึ้นมาดูดาวกันเถอะ” เสียงผู้หญิงะโลงมาจากหลังคารถตู้
“ได้ เดี๋ยวทำโกโก้ไปให้ รอแป๊บ”พี่ภูมิตอบ น้ำเสียงดูร่าเริง
เขาปีนขึ้นไปบนหลังคารถตู้ สิ่งแรกที่เห็นคือเธอคนนั้น ฝ้ายที่นอนห่มผ้าหนาอยู่บนหลังคา สายตามองมาที่เขารอยยิ้มของเธอสดใสจนดาวบนฟ้ายังต้องอิจฉา
“พรุ่งนี้เราต้องตื่นไว ๆ นะถ้าอยากดูพระอาทิตย์ขึ้น” ภูมิยื่นแก้มโกโก้ที่มีมาชเมลโล่ลอยอยู่ให้กับเธอ
“สบายมาก”เธอกุมมือใส่แก้วโกโก้เหมือน้าจะดูซับความร้อนจากแก้ว
“ถ้าเราไม่ทำอะไรกันจนดึกเกินไปอ่ะนะ”เธอยิ้มเ้าเล่ห์
“ทะลึ่ง!” ภูมิยิ้มใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขจนล้นออกมาตามรอยยิ้ม
“ไม่ตื่นแน่งั้นอ่ะ” เขากอดเธอ
ฝ้ายหัวเราะก่อนจะซบลงที่ไหล่ของเขา ทั้งสองมองดูดาวที่เต็มท้องฟ้า
คืนนั้นพวกเขานอนกอดกันใต้ผ้าห่มผืนหนา ท่ามกลางลมหนาวและเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ข้างกัน แต่พระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น พวกเขาพลาดมันไปเพราะกอดกันแน่นจนเผลอหลับลึก
...
รุ่งเช้าตรู่
เจมส์สะดุ้งตื่นจากเสียงซิปเต็นท์ ภูมิห่มผ้าใส่เสื้อกันหนาวเต็มยศเขามองออกไปยังขอบฟ้าที่ยังคงมืดอยู่
“จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเหรอ?” เจมส์ถามงัวเงีย
“อืม” ภูมิตอบพลางยิ้ม“อยากไปกับพี่มั้ย”
เจมส์พยักหน้าตอบ
ทั้งสองเดินไปจุดชมวิวโดยไม่พูดอะไรกัน พี่ภูมิเดินนำเจมส์ไปข้างหน้าในมือของภูมิกำกล่องไม้เล็ก ๆ ที่เจมส์เคยบังเอิญไปเจอไว้อย่างแน่น
เจมส์มีคำถามมากมายแต่ไม่พูดอะไรออกมา เขาเคยสงสัยเื่นี้มานานเคยเห็นแหวนสองวงในกระเป๋า เคยเห็นรอยเศร้าในแววตายามค่ำคืน เคยได้ยินชื่อ ‘ฝ้าย’แต่ไม่เคยเข้าใจทั้งหมด จนวันนี้...
ในความเงียบระหว่างการรอแสงอาทิตย์ภาพความทรงจำก็ผุดขึ้นมาในใจของภูมิ
...
แดดยามสายส่องแสงเข้ามาภายในเต็นท์ผ่านรอยซิปแสงที่แยงตาคู่รักที่นอนกอดกัน ทำให้พวกเขาค่อย ๆ ตื่นมาทีละนิด
“นั่นไงไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นจริงด้วย” ภูมิรูดซิปโผล่หัวออกไปนอกเต็นท์สิ่งที่เขาเห็นคือแสงยามสายที่แทงตาของเขา
ฝ้ายลุกขึ้นนั่งผ้าห่มหนายังคงห่มร่างกายเธออยู่“ยังหนาวอยู่เลย กลับมากอดก่อน”เธออ้าแขนเปิดผ้าห่มเหมือนเชิญชวนภูมิให้กลับเข้าไปในอ้อมกอด
ภูมิหันกลับมาเพราะเสียงอ้อนของเธอเขาพุ่งไปกอดด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
“ไหนบอกอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อินทนนท์ไง?” มือภูมิลูบหัวฝ้ายในอ้อมกอดของเขา
“ไม่เป็ไรหรอก ไว้ค่อยมากันใหม่”ฝ้ายซุกเข้าไปในอกของภูมิ “ไว้ค่อยดูกันตอนนั้น”
“ต้องมากี่ครั้งเนี่ยถึงจะตื่นมาดูทัน”ภูมิกอดเธอแน่น
“สัญญาเลยครั้งหน้าทันดูแน่นอนจะตื่นไว ๆ เลย” ฝ้ายชูนิ้วก้อยมาเกี่ยวก้อยสัญญา
“จ้า”ภูมิยิ้มและยื่นมือรับเกี่ยวก้อยของเธอ
...
ในที่สุดภูมิและเจมส์ก็เดินกันมาถึงจุดชมวิว ภูมิมองไปยังขอบฟ้าสีของแสงเริ่มแตะยอดเขา
เขาไปยืนอยู่ที่ขอบจุดชมวิว ห่างไกลผู้คนแสงแรกของวันสาดส่องมาที่ตัวเขา แสงที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความทรงจำ คำสัญญาต่าง ๆมากมาย
ภูมิยืนนิ่งมองพระอาทิตย์ขึ้นอยู่นานมาก ก่อนจะหยิบกล่องเล็ก ๆออกมาจากกระเป๋ากล้อง กล่องไม้ที่ผ่านการเก็บรักษาอย่างดีรอยขีดข่วนเล็กน้อยแต่ดูชัดเจนว่ามีความหมาย
เขาเปิดฝาออก แหวนแต่งงานสองวงและพร้อมกับหยิบรูปถ่ายใบเก่าออกมาจากเสื้อ
ฝ้ายในรูปยังยิ้มกว้างแบบที่เธอเคยยิ้มตอนจับมือเขาไว้แน่น
“ขอโทษนะฝ้าย...เราพามาช้าไปหน่อย”เสียงของเขาเบา ราบเรียบ แต่ดวงตากลับสั่นไหว
ความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในหัวของเขา
ภาพที่ทั้งสองนั่งกันอยู่กลางบ้านที่ว่างเปล่าช่วยกันจัดของเข้าบ้านใหม่
ภาพที่ฝ้ายพุ่งเข้ามากอดหลังจากที่เขากลับมาจากทำงาน
ภาพรอยยิ้มที่เขามองเธอเวลาเธอทำกับข้าว
ภาพที่ไปไหนต่อไหนมาด้วยกัน
ภาพที่เต็มไปด้วยความสุขไหลเข้ามาในหัวเขามากมาย
...
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้องแต่แสงที่เคยอบอุ่นนั้นกลับไม่ส่งไออุ่นเข้ามาภายในห้องเลย
เขานั่งอยู่ข้างเตียง มือกุมมือเธอทุกผอมบาง ไร้เรี่ยวแรงสายตาไม่ละจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ฝ้ายที่นอนอยู่ที่เตียงโรงพยาบาล ร่างกายสูบผอมผ้าคาดผมปกปิดเื่ร้าย ๆ ไว้ภายใน
สายตาเธอมองไปที่หน้าต่าง แสงที่ไร้ไออุ่น เธออ้ามือรับมันเหมือนอยากััเพียงแค่นิดเดียวก็เพียงพอ
“ขอโทษนะเธอ” ฝ้ายพูดด้วยเสียงเบาต่างไปจากที่เธอเคยเป็ “ไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตาที่สัญญาไว้เลย”
“ขอโทษอะไรไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น” ภูมิฝืนยิ้ม “เดี๋ยวก็ได้ไปเธอพักผ่อนให้แข็งแรงกว่านี้ เดี๋ยวเราค่อยไปด้วยกัน”
ฝ้ายยิ้ม สายตาเธอมองมาที่ภูมิ สายตาทั้งสองไม่ละห่างจากกันมือที่สผานกันของทั้งสองแนบกันเสมือนหนึ่งเดียวกันทั้งสองลูบแหวนบนนิ้วนางของกันและกัน ััทุกััมีความหมายมากมายกว่าคำพูดใดๆ เธอหลับตาลงจากความเหนื่อยล้า
เธอไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
...
สายตาของภูมิบนยอดเขาที่ยังคงจองมองขอบฟ้าสายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
เจมส์ที่คอยมองพี่ภูมิอยู่ข้าง ๆ ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมากริยา ท่าทาง คำพูด คำสอน ความรู้สึก ทุกอย่างของพี่ภูมิ
เขาพึ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฝ้ายกับพี่ภูมิทั้งหมดชัดเจนขึ้นทันใด
ความหนักอึ้งของสถานการณ์ที่เข้าพึ่งรับรู้มันหนักหนาจนแทบทำให้เขาหายใจไม่ออกเจมส์ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดอะไรมั้ย
สิ่งเดียวที่เขาคิดออกในตอนนั้นคือคำถามเดียวที่เขาคิดว่าจะทำให้พี่ภูมิไม่รู้สึกอยู่ตัวคนเดียว
“พี่คับพี่เล่าเื่พี่ฝ้ายให้ผมฟังได้มั้ย?” คำถามง่าย ๆเขาเพียงแค่คิดว่าทุกครั้งที่พี่ภูมิพูดถึงฝ้ายเขาดูมีความสุขที่สุดที่เจมส์เคยเห็นนี่เป็เหตุผลเดียวที่เขาเอ่ยถามคำถามนี้ออกไป
“ได้สิ” รอยยิ้มของพี่ภูมิที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายถาโถมเขาอยู่ตลอดเวลานี่อาจจะเป็ครั้งแรกที่เจมส์มองเห็นความรู้สึกที่แท้จริงของภูมิ
ภูมิเล่าเื่มากมายเกี่ยวกับเขาและฝ้าย ทั้งเื่ดี เื่ร้ายทั้งความสุขและความเศร้า ทุกถ้อยคำออกมาจากใจ เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เจมส์ฟังเขารับรู้ความรู้สึกของภูมิในฐานะชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงคนหนึ่ง