เมืองอวิ๋นหยาฝู่ (ผาเทียมฟ้า) เป็นเมืองเล็กๆ ที่สร้างอยู่ริมหน้าผาสูงชัน พื้นที่อยู่อาศัยทอดยาวเลียบแนวเขาไปไกลถึงหนึ่งลี้
เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเขาหินแหลมสูงตระหง่าน ไร้ซึ่งที่ราบให้ตั้งรกราก ชาวบ้านในยุคแรกเริ่มจึงจำต้องปลูกเรือนอิงแอบริมหน้าผาแทน กระทั่งเหล่าเทพเซียนบนภูเขาสัมผัสได้ถึงกระแสปราณฟ้าดินอันเข้มข้นในอากาศ จึงเริ่มบุกเบิกพื้นที่บางส่วนเพื่อก่อตั้งท่าเรือเซียน จากเดิมที่มีชาวบ้านเพียงสิบกว่าชีวิต เมืองอวิ๋นหยาฝู่ในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยชาวบ้านและผู้บำเพ็ญรวมกันหลายร้อยคน
ถึงแบบนั้นเซิ่งมู่ก็คิดว่าหากมีคนไม่กี่ร้อย มิสู้เรียกว่าหมู่บ้านเสียยังจะเหมาะกว่ากระมัง?
เซิ่งมู่เอนกายพิงราวระเบียงบนดาดฟ้าเรือที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าเทียบท่า มือข้างหนึ่งยื่นออกไปสัมผัสเมฆหมอกที่ลอยผ่าน ด้วยทำเลที่ตั้งอันเป็นผาสูงเทียมเมฆ ทิวทัศน์เบื้องหน้าจึงเต็มไปด้วยทะเลหมอกอันงดงาม และหากทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบน ย่อมเห็นบ้านเรือนและเรือเซียนหลายลำลอยเคียงเมฆดังเมืองเซียน
นอกเหนือจากเป็นเมืองหลักที่ผู้คนทั่วแคว้นเดินทางมาท่องเที่ยวแล้ว ในอดีตช่วงสงครามชิงสุย ภูเขาอวิ๋นหยาฝู่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในปราการด่านสำคัญที่คอยสกัดกั้นกองทัพทหารราชวงศ์ชิงไม่ให้รุกคืบข้ามฝั่งเข้าสู่เมืองหลวง
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเขาหินสูงชันคับแคบ ไร้ซึ่งที่ราบ กอปรด้วยแนวเทือกเขาที่ทอดยาวหลายสิบลี้ จึงกลายเป็นแนวป้องกันชั้นดีที่ทอดตัวโอบล้อมเมืองหลวงเอาไว้
หากมองจากเบื้องบนจะเห็นภาพคล้ายกำแพงเมืองขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านพิทักษ์เมืองหลวงจากภัยคุกคามทางทิศตะวันตก
ที่สำคัญ ที่นี่ยังอัดแน่นไปด้วยไอปราณฟ้าดินมหาศาล หากฝืนใช้กำลังบุกทะลวง ก็ครั้นจะทำให้ไอปราณโดนสลายหายไปได้ง่ายๆ กลายเป็นเพียงเขาหินสูงธรรมดา นับประสาอะไรกับที่กองทัพสุยยังวางค่ายกลไว้ตลอดเส้นทางเดินแคบ
ส่วนเส้นทางใต้ภูเขาก็มีแม่น้ำหลงชวนสายใหญ่คอยขวางกั้นไว้
แม่น้ำหลงชวนก็เป็นอีกหนึ่งในแม่น้ำสายหลักของทวีปเชิงซวน มีลักษณะเป็นเส้นทางน้ำสายยาวที่พาดผ่านมาตั้งแต่แคว้นสือ แคว้นหลี่ไหลผ่านมาทางใต้จนถึงแคว้นหมิง
ระยะห่างระหว่างสองฝั่งแม่น้ำหลงชวนนั้น จุดที่แคบที่สุดยังกว้างถึงหลายสิบลี้ ส่วนจุดที่กว้างที่สุดนั้นกินระยะทางเกือบร้อยลี้ ด้วยพื้นที่ว่างมากมายเพียงนั้น ทำให้อาณาจักรอวิ๋นสุ่ยวางกองทัพเรือเซียนไว้จนเกือบเต็มทางน้ำ
ท้ายที่สุดกว่าราชวงศ์ชิงจะยกทัพบุกเมืองหลวงได้ก็กินเวลาไปกว่าห้าปี หากนับเวลาการกรีฑาทัพม้าเหล็กจากทิศตะวันตกมาตะวันออกใช้เวลาเพียงสามปี แต่ทว่าการยกทัพข้ามเขาอวิ๋นหยาฝู่เพียงแห่งเดียวกลับต้องสูญเสียเวลาไปถึงห้าปี!
เรือเซียนส่วนใหญ่ที่จะเข้าเทียบท่าเมืองอวิ๋นหยาฝู่มักจะต้องจอดค้างเติ่งกลางอากาศไว้ มิอาจเข้าเทียบท่าได้โดยตรงเนื่องจากตัวเมืองมีพื้นที่ไม่มากพอ
ท่าเรือแห่งนี้จึงทำหน้าที่คล้ายจุดแวะพัก เพื่อให้เรือเซียนได้ดูดซับเติมพลังปราณฟ้าดิน ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงต่อไปเสียมากกว่า
เรือธงไป๋ซางก็มิแตกต่างกันเท่าไหร่นัก ทว่าด้วยขนาดเรือที่ใหญ่โต จึงจำต้องใช้เวลาซึมซับปราณฟ้าดินมากกว่าเรือสินค้าทั่วไป ทำให้เซิ่งมู่มีเวลาเดินชมเมืองริมผาที่เป็นดังแดนเซียนอยู่ราวสองชั่วยาม
สหายคนอื่นๆ ในกลุ่มล้วนมีกิจธุระของตน ต้าจินตัดสินใจปิดด่านเก็บตัวอยู่ในห้องดูดซับพลังฟ้าดินให้มากที่สุด ไป๋เซียวเฟิงก็วุ่นวายอยู่กับการเขียนสารรายงานสถานการณ์ส่งกลับไปยังเมืองหลวง ทางด้านเฉินจื้อเยว่ก็ต้องคอยติดตามผู้อาวุโสเฉินเวินอวี้ไปตรวจตราดูรายการสินค้าของเมืองที่จะนำขึ้นเรือ ส่วนเฉินชิงชิง หลี่ซิ่วและอู๋ซือหยวนที่เพิ่งกลายเป็นสมาชิกตระกูลเฉินย่อมต้องติดตามนางไปด้วย ท้ายที่สุดแล้ว จึงเหลือเพียงหลิวจื่ออี้เท่านั้นที่พอจะว่างอยู่
เซิ่งมู่จึงเดินไปหยุดอยู่หน้าเรือนพักของหลิวจื่ออี้ ก่อนตะโกนถามเข้าไปข้างใน “ข้าจะไปเดินชมเมือง เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
มีเสียงหนึ่งตอบกลับมา ทว่าไร้เงาของเจ้าตัว “เจ้าไปเถอะ! ข้าจะลองปรุงโอสถชั้นนภาชนิดใหม่ดู!”
ได้ยินคำตอบของสหาย เซิ่งมู่จึงได้แต่ถอนหายใจและเดินลงจากสะพานเทียบเรือที่ทอดตัวยาวลงสู่ท่าเรือด้วยความอ้างว้าง
ย้อนกลับไปตอนที่อยู่เมืองชิงซี หลิวจื่ออี้เข้าร่วมการประลองปรุงโอสถ จนได้รับสมุนไพรชั้นนภามาหลายชนิด
ครั้นเข้าอวิ๋นเหอนางก็รีบติดตามเขาไปร้านตำรา พอพ้นธรณีประตูได้ไม่กี่อึดใจก็รีบบึ่งไปหาตำราปรุงโอสถเล่มใหม่ๆ
ท้ายที่สุดเรือเซียนจอดเทียบอยู่อวิ๋นหยาฝู่ สถานที่ซึ่งพลังปราณฟ้าดินมีความหนาแน่น นอกจากช่วยเสริมส่งการบ่มเพาะ ยังช่วยกระตุ้นสรรพคุณของพืชสมุนไพร เหมาะกับการปรุงโอสถชนิดใหม่ๆ
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เริ่มมองว่าการกระทำของหลิวจื่ออี้ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์ นางคงวางแผนและตั้งเป้าหมายที่จะมาทดลองปรุงโอสถชั้นนภาบนยอดเขาอวิ๋นหยาฝู่แห่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว
ส่วนต้าจินเองก็กว้านซื้อโอสถเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองชิงซี ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาก็มักจะไปขลุกตัวอยู่กับไป๋เซียวเฟิงเพื่อซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรไม่หยุดหย่อน ดูเหมือนสหายร่างใหญ่ของเขาผู้นี้ก็คงมีเป้าหมายบางอย่างเช่นเดียวกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไป๋เซียวเฟิงและเฉินจื้อเยว่ที่เป็นทายาทสองตระกูลใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีกิจธุระตลอดวัน แค่การเดินเที่ยวในอวิ๋นเหอเขาก็แปลกใจมากแล้วที่ทั้งสองหาเวลาว่างได้
เซิ่งมู่ส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนพึมพำกับตนเอง “ที่แท้ทุกคนต่างก็มีเป้าหมายอันชัดเจน ส่วนข้ามีเพียงเดินท่องไปตามกระแส… ไยข้ารู้สึกตัวเองใช้ไม่ได้เช่นนี้นะ?”
เซิ่งมู่เริ่มเดินเลียบไปตามระเบียงทางเดินไม้ที่ยื่นยาวออกมาจากขอบหน้าผา ร้านค้าล้วนตั้งเรียงราย ดูผิวเผินคล้ายกับงอกเงยออกมาจากภูเขา
ริมผาอวิ๋นหยาฝู่ไม่มีร้านค้าตั้งมากมายนัก มีเพียงร้านน้ำชาเล็กๆ กับเหลาสุราไม่กี่แห่ง จุดที่ดูคึกคักเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นเหล่าพ่อค้าเร่หอบผ้ามากมายที่บ้างยืนบ้างนั่งอยู่ริมทางเดินสะพานไม้ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเลิกคิ้วประหลาดใจก็คือ พ่อค้าหาบเร่เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกปราณกันแทบทั้งสิ้น
เมื่อลองไตร่ตรองดู การเดินทางลัดเลาะขึ้นเขามาจนถึงเมืองอวิ๋นหยาฝู่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาได้นั้น ต้องสูญเสียพละกำลังกายมหาศาล หากเป็นชายฉกรรจ์ที่ร่างกายแข็งแรงกำยำ เดินเท้าเร่งรุดตลอดทั้งวันก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสิบสองชั่วยามจึงจะมาถึง การที่พ่อค้าเร่ส่วนใหญ่ในเมืองนี้จะเป็นผู้ฝึกปราณมากกว่าคนธรรมดา ก็มิใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
ระหว่างที่เขากำลังหยุดยืนดูพ่อค้าผู้ฝึกปราณขอบเขตสองคนหนึ่งกำลังสะบัดโบกผ้าไหมเนื้อดี พร้อมกับพ่นคำบรรยายความพิเศษของผ้าไหมในมือ ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย
“ที่เขากล่าวมาก็ไม่ผิดหรอกนะ ไหมชนิดนี้หากนำไปทำชุดคลุมก็จะรู้สึกอุ่นในฤดูหนาว เย็นสบายในฤดูร้อน มันคือไหมที่ได้มาจากหนอนไหมวิญญาณชนิดหนึ่ง เพียงแต่ผืนละสิบตำลึงแพงไปหน่อยกระมัง?”
เซิ่งมู่หันขวับ เอียงศีรษะถามบุรุษชุดดำข้างกายด้วยความสงสัย “สุยอู๋ซิน? มิใช่ปกติเจ้าอยู่กับท่านหมิงเจ๋อหรอกหรือ? เหตุใดวันนี้จึงมีเวลาเดินเที่ยวเล่า?”
สุยอู๋ซินยักไหล่พลางตอบ “ก็เพราะที่นี่ไม่มีหอของสมาคมไป๋ซางยังไงเล่า… ตลอดทางที่ผ่านมาข้าต้องเป็นผู้ที่คอยส่งข่าวระหว่างสี่ตระกูลหลักในเมืองหลวงกับสมาคมไป๋ซางตลอดเวลา ส่วนเจ้าแซ่ไป๋ก็ทำเพียงแค่ตวัดพู่กันเขียนจดหมายรายงาน จะไปวุ่นวายเท่าข้าได้ที่ไหนกัน? แต่ก็เอาเถิด หลังจากเดินทางออกจากเมืองอวิ๋นหยาฝู่แห่งนี้ไป ใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วยามก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว งานของข้าจะได้จบสิ้นลงเสียที…”
เซิ่งมู่ยิ้มตอบ “ข้ารู้สึกเหมือนไม่ได้สนทนากับเจ้ามาพักใหญ่แล้ว”
สุยอู๋ซินทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “น่าจะใช่กระมัง? ครั้งสุดท้ายที่ข้าคุยกับเจ้าก็คืองานเลี้ยงที่เมืองชิงซี นับนิ้วดูก็เกือบจะยี่สิบวันเข้าไปแล้ว”
เซิ่งมู่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะร้อง อ้อ! ออกมาเบาๆ “หลี่ซิ่วเคยเล่าให้ข้าฟังว่า เจ้าไม่ได้เข้าศึกษาในสำนักหลวงรึ?”
สุยอู๋ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ใช่ ตระกูลสุยของข้าส่งเพียงบุตรชายของท่านอาเข้าไปศึกษาเท่านั้น ส่วนข้ากับท่านพี่ไม่ได้เข้าสำนักหลวงหรอก…ทำไม? เจ้ารู้สึกเสียดายหรือ?”
เซิ่งมู่ถอนหายใจยาวเมื่อนึกถึงอนาคต “ข้าก็แค่คิดว่า หากมีคนรู้จักคุ้นเคยอยู่ในนั้นด้วยบ้างก็คงจะดีไม่น้อย”
สุยอู๋ซินตบแผ่นหลังของเขา จนเซิ่งมู่ถึงกับสะดุ้งโหยง “ถือซะว่าเป็นการผจญภัยอย่างไรเล่า! อีกอย่าง ในนั้นก็ยังมีทั้งเฉินชิงชิงและหลี่ซิ่ว เจ้าคงไม่ต้องกังวลเรื่องพรรคพวกหรอก… หรือเจ้าเกรงว่าจะมีคนมารังแกเจ้ารึ?”
เซิ่งมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพลางกำหมัดแน่น “ไม่กลัวหรอก หากมีข้าก็จะใช้สองหมัดนี้พิสูจน์ว่าข้าไม่ใช่คนที่จะรังแกได้ง่ายๆ”
สุยอู๋ซินพยักหน้าอย่างชื่นชม “เป็นเช่นนี้ดีแล้ว เพราะฐานะของข้า ทำให้ข้าไม่เคยได้เข้าสำนักเหมือนเจ้า แต่ถึงกระนั้น หากเจ้าต้องการพบข้า ก็สามารถแวะเวียนไปหาข้าที่เรือนตระกูลสุยได้ทุกเมื่อ สำหรับตัวข้า ไป๋เซียวเฟิง หรือแม้กระทั่งเฉินจื้อเยว่ พวกเราล้วนนับถือเจ้าเป็นสหายคนสำคัญ หากมิได้เจ้าคอยช่วยเหลือที่หุบเขาหลงโถว ก็ไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้ลงไปนอนในหลุมกัน…”
เซิ่งมู่พลันคิดถึงศึกแรกของเขาที่เจอมาตั้งแต่ออกจากเมืองเล็กได้ไม่ถึงสิบวัน ล้วนแล้วแต่อันตรายและต้องคอยระวังตัวอยู่ทุกฝีก้าว แม้เขาจะมิได้เป็นผู้ลงมือพรากชีวิตมือสังหารคนใดด้วยน้ำมือตนเอง ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเห็นผู้คนล้มตายอย่างง่ายดายนั้นส่งผลต่อจิตใจเขามิใช่น้อย
นึกถึงเรื่องในอดีตเขาก็หันไปถามสุยอู๋ซิน “แล้วมือสังหารที่จับมาได้เล่า? เจ้าได้อะไรมาบ้างหรือไม่?”
สุยอู๋ซินส่ายหน้าเบาๆ “มือสังหารสองคนที่เจ้าจัดการได้ คนแรกที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่เมื่อได้สติก็พลันใช้วิชาลับปลิดชีพตัวเองไปเสียก่อน ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามคนนั้นลิ้นล้วนถูกตัดไปแต่แรก ตอนนี้จึงส่งตัวไปยังเมืองหลวงแล้ว รอให้ตระกูลใหญ่เป็นผู้จัดการเอง”
“อืม…” เซิ่งมู่จับคางครุ่นคิด มือสังหารที่ถูกส่งมาสังหารทายาทตระกูลใหญ่ล้วนแล้วแต่ต้องมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา แม้เขาจะอยากช่วยแต่การก้าวลงไปในบ่อน้ำวนบ่อนี้ล้วนดีแล้วหรือ? แล้วคนที่ไร้พลังเช่นเขาจะช่วยอะไรได้?
สุยอู๋ซินถอนหายใจพลางตบบ่าเขาเบาๆ “มิต้องกังวลนักหรอก ถึงอย่างไรพวกข้าก็คงไม่ให้เจ้าสามคนเข้ามายุ่งกับเรื่องวุ่นวายครั้งนี้หรอก สมาคมไป๋ซางและอีกสี่ตระกูลจะช่วยหาที่มามือสังหารกลุ่มนี้เอง”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับคำ ส่วน ‘สามคน’ ที่สุยอู๋ซินบอกก็คงหมายถึงเขา ต้าจินและหลิวจื่ออี้กระมัง?
ทางพ่อค้าหาบเร่ที่ขายไหมชั้นดีไม่ได้สักผืนจึงเริ่มเก็บของใส่ห่อผ้า ก่อนเดินสวนทางพวกเขาไปทางท่าเรือเซียน หวังว่าจะมีพ่อค้าหรือผู้บำเพ็ญที่เพิ่งเดินทางมาถึงซื้อไปสักสองสามผืน
สุยอู๋ซินพยักพเยิดหน้าไปทางเบื้องหน้า “เดินไปคุยไปเถอะ หากเดินทางถึงเมืองหลวง จะให้มีเวลาคุยเล่นกับเจ้าก็ยากแล้ว”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ พลางก้าวเดินอย่างมั่นคงตามฝีเท้าของหนุ่มชุดดำไป
“ฝึกหมัดเป็นเช่นไรบ้าง?” สุยอู๋ซินเอ่ยถาม
เซิ่งมู่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ ก่อนที่จะเปิดปากอธิบาย “ตั้งแต่ออกจากเมืองเล็กข้าก็มิได้ฝึกวิชาหมัดอีกแล้ว ปู่ของข้าเคยบอกว่าฝึกวิชาดาบ วิชากระบี่ก็คือฝึกหมัด หากเจ้าถามว่าฝึกวิชาหมัดเป็นอย่างไร? ข้าก็คงกล่าตอบได้แค่ว่าไม่ได้ฝึกเลยกระมัง? แต่หากถามว่าฝึกหมัดเป็นอย่างไร? ข้าก็คงบอกได้อย่างมั่นใจว่าพัฒนาไปหลายส่วนจริงๆ”
สุยอู๋ซินไม่เพียงไม่หัวเราะกับวิธีฝึกอันแปลกประหลาด เขายังพยักหน้าอย่างจริงจังเป็นการยอมรับ “ช่างเป็นท่านปู่ที่น่าสนใจยิ่ง ปู่ของเจ้ามีนามว่าอะไรรึ?”
“เย่น่าหลัน” เซิ่งมู่ตอบสั้นๆ
สุยอู๋ซินได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ “ยุทธภพกว้างใหญ่ ยังมียอดฝีมืออีกมากมายที่ข้ายังไม่รู้จัก”
เซิ่งมู่ตอบกลับพลางหัวเราะขำๆ “แม่น้ำ¹ สายน้ำนี้ค่อนข้างลึกจริงๆ นั่นแหละ”
เซิ่งมู่พลันนึกถึงช่วงเวลาที่ตนเคยอยู่กับปู่เย่มาตลอดสิบหกปี ปู่เย่เป็นเพียงตาเฒ่าดื้อรั้นหัวแข็ง วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปพบปะผู้คน ทำเพียงนั่งอ่านตำราเยี่ยงบัณฑิต ทว่าพอถึงยามอู่ก็จะเริ่มลุกขึ้นมาซ้อมเขา วันไหนโชคดีหน่อยที่มีต้าจินมาร่วมด้วย ก็ยังพอช่วยแบ่งเบารับหมัดไปได้บ้าง แม้การฝึกสอนจะดูโหดร้าย ทว่ารากฐานอันแข็งแกร่งที่หยั่งลึกลงในตัวเขา จนสามารถรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่ได้ ทั้งๆ ที่ตนยังอยู่ในเพียงขอบเขตสาม ล้วนเป็นผลงานของปู่เย่ทั้งสิ้น
พอนึกถึงปู่เย่ เขาก็นึกถึงภาพที่ตาแก่แข็งกร้าวคนนั้นกระแทกหัวเข่าที่มีค่าดั่งทองของบุรุษลงพื้นจนลานกรวดแตกยุบลงไป เขาไม่เคยเห็นตาเฒ่าผู้นี้แสดงท่าทีอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน น้ำเสียง ท่าทาง สีหน้า และหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้า พร้อมกับประโยคสารภาพผิดที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุดในวันเกิดปีที่สิบหกของเขายังวิ่งวนในหัวเสมอ
แม้หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ตาเฒ่าจะพยายามกลบเกลื่อนปั้นหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ทว่าเขาก็มองออกว่า การกระทำหลายอย่างของปู่เย่นั้นแฝงความเกรงอกเกรงใจเขาอยู่ไม่น้อย หากเว้นช่วงเวลาที่ฝึกหมัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย น้ำเสียง หรือการกระทำต่างๆ ล้วนเจือปนไปด้วยความเกรงใจ
ในตอนนั้นเขามิได้ใส่ใจสังเกตสักเท่าไรนัก จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงบัดนี้ เขาถึงเพิ่งจะเริ่มปะติดปะต่อได้ บางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่รู้สึกตัวหรือมองไม่เห็น ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปแรมวัน แล้วหวนกลับไปนึกทบทวนดูอีกครา จึงจะสัมผัสได้ว่าทุกการกระทำล้วนมีความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่เสมอ
พูดถึงตาแก่เย่ก็ต้องพูดถึงลุงอู๋ บุรุษวัยกลางคนที่ขายถังหูลู่ที่ตรอกซีหมิง
ลึกลงไปในใจ เขารู้สึกว่าลุงวัยกลางคนผู้นั้นไม่ธรรมดาตั้งแต่แรกเจอ แต่นอกจากความรู้สึกนี้ เขายังมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่าพวกเขาเคยรู้จักมาก่อน
แต่หากปู่เย่ไม่ได้พูดถึง ก็คงไม่มีความสำคัญเพียงนั้นกระมัง?
ผ่านไปหลายอึดใจเขาถึงเพิ่งมารู้สึกว่าการสนทนาของเขากับสุยอู๋ซินยังไม่จบ เขาจึงหันขวับไปมองสุยอู๋ซินด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
สุยอู๋ซินยิ้มเอ่ย “เป็นปกติของผู้บำเพ็ญเช่นเราเจ้ามิจำเป็นต้องรู้สึกผิดอันใด ข้าก็เคยหลงไปในห้วงความคิดเช่นเจ้า… เช่นนั้นข้าจะถามเจ้าอีกคราแล้วกัน ช่วงนี้เจ้าฝึกวิชาอะไรบ้างรึ?”
เซิ่งมู่กล่าว “อ้อ! ข้าฝึกหนึ่งทวนหนึ่งกระบี่ ที่ผ่านมาข้าได้เรียนรู้วิชาดาบจากเจ้ามาแล้ว วิชามีดสั้นก็เรียนรู้มาประมาณนึงแล้ว กระบี่กับทวนจึงเป็นตัวเลือกที่ข้าสนใจ”
สุยอู๋ซินกล่าวเห็นด้วย “ล้วนเป็นอาวุธที่พบเจอได้บ่อยที่สุด… ข้าขอเดาว่าวิชาทวนที่เจ้าเรียนอยู่คือวิชาทวนสะบั้นมังกรของตระกูลเฟิง ส่วนกระบี่น่าจะเป็นของ…สำนักชิงอวิ๋น?”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับเบาๆ ลอบสังเกตท่าทีของบุรุษแซ่สุยไปด้วย “ตำราวิชาทวนข้ามีไม่มาก แต่หากเข้าสำนักหลวงคงไม่พ้นเจอวิชาทวนตระกูลเฟิง ส่วนวิชากระบี่… ข้าคิดว่าหากได้ลองศึกษาวิชาของผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ก็อาจจะช่วยให้ข้าตระหนักอะไรใหม่ๆ ได้”
สุยอู๋ซินพูด อืม… รับคำสั้นๆ ถึงสงครามชิงสุยจะเกิดก่อนมาหลายพันปี ทว่าความเคียดแค้นที่สืบทอดมาในตระกูลสุยยังคงอยู่ ยิ่งวิชาสองชนิดที่เซิ่งมู่ฝึกล้วนเป็นสองวิชาที่มีชื่อที่สุดในการทลายอำนาจของราชวงศ์สุยแล้ว จึงมิใช่เรื่องแปลกที่สุยอู๋ซินจะรู้สึกอึดอัดขัดข้องใจอยู่บ้าง
เพียงชั่วอึดใจเดียว สุยอู๋ซินที่เคยมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็พลันปรับสีหน้า ระบายยิ้มเป็นมิตรดังเดิมพลางเอ่ย “ยังไงเรื่องราวก็ผ่านมากว่าพันปีแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะไปหงุดหงิดใส่เจ้า… ว่าแต่เมื่อกี้เจ้าพูดถึงผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์รึ?”
เซิ่งมู่พยักหน้าตอบ “ใช่ ข้าเริ่มสนใจ หลังจากที่เฉินจื้อเยว่รับอู๋ซือหยวนเข้าร่วมกับพวกเรา”
สุยอู๋ซินทำหน้าครุ่นคิด “เหมือนข้าจะเคยได้ยินเหมือนกัน แต่ยังมิเคยพบกับเขาเลย… เจ้ารู้หรือไม่ในอดีตแคว้นหมิงของเราไม่เคยปรากฏร่องรอยของผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์มาก่อนเลย จนกระทั่งสงครามชิงสุยเมื่อพันปีก่อน”
จากนั้น สุยอู๋ซินจึงเริ่มร่ายยาวบอกเล่าถึงความเป็นมาของกลุ่มผู้ฝึกปราณสายพิลึกนี้ให้เซิ่งมู่ฟัง
โดยเนื้อแท้ผู้ฝึกปราณคือผู้บำเพ็ญที่รับพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้ามาในร่างกาย ส่งเสริมให้ตนมีความสามารถควบคุมชะตาในพื้นที่เล็กๆ ผู้ฝึกปราณที่พบเจอส่วนมากจึงเป็นเหล่าบัณฑิตที่ศึกษาความรู้มาหลายแขนง หน้าที่ของผู้ฝึกปราณคือการมอบวาสนาและความอุดมสมบูรณ์ให้ชาวบ้าน หมู่บ้านเล็กๆ เมืองเล็กๆ เมืองใหญ่ ไปจนถึงระดับอาณาจักร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดสำนักอริยะทั้งหกจึงอยู่เหนือองค์จักรพรรดิ
นอกจากมอบชะตาฟ้าดินแล้ว ยังส่งเสริมบารมีในพื้นที่แห้งแล้ง ช่วยให้ฝนตกตามฤดู น้ำป่าไม่ท่วมลงหมู่บ้านคนธรรมดา ฤดูร้อนไม่ร้อนเกินไป ฤดูหนาวไม่หนาวเกินไป
ทำให้ผู้บำเพ็ญทุกคนในแคว้นหมิงรวมถึงคนธรรมดารู้ว่าผู้ฝึกตนมีหน้าที่รักษา คุ้มครอง ไม่ถนัดการเข่นฆ่าสังหาร
จนกระทั่งสงครามชิงสุยเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ราชวงศ์เล็กๆ แซ่ ‘ชิง’ กรีฑาทัพจากตะวันตกไปตะวันออก ใช้กำลังพลไม่กี่หมื่นคนก็ล้วนสยบหัวเมืองใหญ่ได้ทุกเมือง
จนกระทั่งเข้ามาในเมืองหลวง ผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธ์ของแคว้นหมิงจึงได้สัมผัสถึงพลังสังหารของผู้ฝึกปราณพิลึกนี้
คนผู้นั้นใช้ปราณฟ้าดินในการควบคุมกระบี่บินหลายพันเล่ม โจมตีกองทหารม้าเหล็กและกองทัพผู้ฝึกยุทธ์ของราชวงศ์สุยจนแตกพ่ายไปอย่างง่ายดาย
หากไม่เป็นเพราะบรรพจารย์สำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ยกับศิษย์เอกแซ่ต้าในตอนนั้น ผนึกกำลังกันต้านทานผู้ฝึกปราณขอบเขตสิบเอ็ด โดยยอมระเบิดวิชาลับเสียอายุขัยไปหลายร้อยปี จนชะตาฟ้าดินปั่นป่วน เรียกให้ผู้อาวุโสจากสำนักอริยะลงมาสนใจ เกรงว่าสำนักอวิ๋นสุ่ยและตระกูลสุยในตอนนี้คงไร้ที่ยืนในอาณาจักรชิงอวิ๋นไปแล้วกระมัง?
ท้ายที่สุดผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ดคนนั้นจึงยอมวางมือ ถึงจะเป็นเช่นนี้นด้วยอาการบาดเจ็บของยอดฝีมือฝ่ายราชวงศ์สุยหลายคนจึงทำให้ราชวงศ์ชิงเข้ามาปกครองอวิ๋นสุ่ยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก กอปรกับการปฏิบัติตนที่มีอารยะต่อประชาชนเดิมของอวิ๋นสุ่ย ทำให้ใช้เวลาไม่นานฮ่องเต้แซ่ชิงก็สามารถยืนอยู่ในตำแหน่งจักรพรรดิได้อย่างมั่นคง
แม้ภายหลังราชวงศ์ชิงจะพยายามสานสัมพันธ์กับตระกูลเก่าแก่ในอวิ๋นสุ่ย รวมถึงตระกูลสุยและสำนักอวิ๋นสุ่ยแล้วก็ตาม ทว่ารอยร้าวบางอย่างก็ยากจะรักษา
เซิ่งมู่ได้ยินก็พลันเอ่ยถาม “หรือว่าผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ขอบเขตสิบเอ็ดคนนั้น คือ บรรพจารย์สำนักชิงอวิ๋นคนปัจจุบันรึ?”
สุยอู๋ซินพยักหน้า “แม้ระหว่างพวกเรากับราชสำนักจะมีเรื่องบาดหมางกันค่อนข้างมาก ทว่าก็ยังพอจะสามารถรินชาพูดคุยเจรจากันได้ แต่หากเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสำนักชิงอวิ๋นกับเหล่าตระกูลเก่าแก่ในเมืองแล้วล่ะก็… เรียกได้ว่ายากจะสมานฉันท์ได้ภายในพันปี ยิ่งกับสำนักอวิ๋นสุ่ยด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่”
เซิ่งมู่พลันนึกถึงจุดหนึ่งได้จึงเอ่ยถามต่อ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่า หนึ่งในยอดฝีมือที่เข้าปะทะกับบรรพจารย์สำนักชิงอวิ๋นมีคนแซ่ต้าอยู่ด้วยมิใช่รึ? หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็นบิดาของต้าจินกันแน่?”
สุยอู๋ซินส่ายหน้าปฏิเสธพลางอธิบาย “ไม่ใช่หรอก แต่ก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่ระดับหนึ่ง เคยมีคำเล่าลือกันว่า หลังจากที่ศิษย์เอกแซ่ต้าผู้นั้นตบะถดถอยลง เขาก็ได้พาลูกหลานหลบหนีการลอบสังหารจากศัตรูไปตั้งรกรากอยู่นอกแคว้นหมิง แต่เกรงว่าเรื่องนี้คงจะถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียวเสียกระมัง เพราะเท่าที่เห็น ทั้งต้าจินและบิดาของเขาก็ยังคงปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นหมิงมิใช่หรือ?”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ “ผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์… ช่างฟังดูขี้โกง ข้าชักจะสงสัยว่าอู๋ซือหยวนจะแข็งแกร่งได้เช่นนั้นหรือเปล่า?”
สุยอู๋ซินเอ่ยตอบ “เท่าที่ข้าฟังมาผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ล้วนมีพลังสังหารเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตเดียวกัน ทว่าสำหรับตัวข้าแล้ว รู้สึกว่าพวกเขาน่ารำคาญมิใช่น้อย เอาแต่บินโฉบไปโฉบมาบนท้องฟ้าดั่งแมลงหวี่แมลงวัน อาศัยควบคุมกระบี่โจมตีไม่หยุดจากระยะไกล”
เซิ่งมู่เอ่ยถาม “เจ้าเคยสู้กับพวกเขาด้วยหรือ?”
สุยอู๋กล่าวเสียงเรียบ “เคยหลายครั้งแล้ว ล้วนชนะมาได้ทุกครั้ง เมื่อเจ้าเข้าสำนักหลวงเจ้าก็จะรู้เองว่าตอนนี้ผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์ล้วนมิได้หายากดังเช่นตาเห็น และจากที่ข้าได้ยินมา แคว้นใหญ่อย่างแคว้นเต้า แคว้นสือและแคว้นเต๋อ ล้วนแล้วแต่มีผู้ฝึกปราณวิถียุทธ์มากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาเช่นเราเสียอีก พวกเขาจะเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘เซียนยุทธ์’ เซียนจาก ‘เทพเซียน’ และยุทธ์จาก ‘วิถียุทธ์’ อีกทั้งพวกแคว้นใหญ่พวกนั้นยังมองว่าผู้ฝึกยุทธ์เช่นเราที่ใช้พลังชีวิตหล่อเลี้ยงกาย ใช้เลือดขัดเกลาตบะล้วนเป็นพวกป่าเถื่อนล้าหลัง หากเจ้ายังมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตบนๆ ก็คงมิพ้นที่จะถูกคนพวกนั้นดูแคลนเหยียดหยามเอาได้ง่ายๆ”
เซิ่งมู่เอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "อืม..."
เรื่องเหล่านี้ปู่เย่น่าหลันมิเคยบอกกล่าวเขามาก่อน ครั้นนึกถึงตระกูลบิดามารดาที่อยู่แคว้นเสวี่ยกับแคว้นเต๋อ ก็มิพ้นที่จะสงสัยว่าหากเขาเดินเข้าธรณีประตูไป จะโดนมองว่าเป็นพวกป่าเถื่อนเหมือนกันหรือไม่นะ?
แม้ความหวังจะริบหรี่เพียงใด ทว่าเขาก็ยังพอมีโอกาสอันน้อยนิดที่จะได้เอ่ยปากไต่ถามเรื่องราวเหล่านี้จากผู้เป็นบิดา… แต่มารดาของเขาเล่า… เขาจะหาโอกาสไปถามไถ่นางได้อย่างไรกัน…
[1] เจียงหู (江湖) แปลว่า ยุทธภพ แต่หากแปลตรงตัวจะหมายถึง แม่น้ำและทะเลสาบ เซิ่งมู่จึงเปรียบเทียบยุทธภพเหมือนแม่น้ำ