"ฟื้นจากหลุมขึ้นมาได้... ก็ก่อเื่ระยำเลยรึไง?"
นั่นคือประโยคแรกที่หลุดจากปากชายวัยกลางคนผู้ทรงอำนาจ
ทลายฟ้าขมวดคิ้วเล็กน้อยหูของเขาได้ยินเพียงภาษาต่างถิ่นที่ฟังไม่ได้ศัพท์ จับใจความไม่ได้สักคำ
แต่สิ่งที่สัญชาตญาณเขาััได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด คือ"น้ำเสียง" มันคือสุ้มเสียงที่เย็นะเืไร้ก้นบึ้ง ไม่มีความยินดีไม่มีความโล่งใจหรือแม้แต่ความห่วงหาอาทรที่ญาติผู้ใหญ่พึงมีต่อลูกหลานที่เพิ่งฟื้นจากความตาย
สายตาคู่นั้นมองมาที่เขา ราวกับมอง 'ขยะเปียก' ที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจมูกก็เท่านั้น
'อย่างงี้น่าจะไม่ใช่พ่อลูกกันละ? หรือว่าจะเป็ญาติห่างๆ ที่เกลียดขี้หน้ากัน?'
ทลายฟ้าตั้งคำถามในใจ ก่อนจะบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างใจเย็น
ทันทีที่เป็อิสระเบลที่ตัวสั่นงันงกก็ถลันเข้ามาทรุดตัวลงหมอบกราบแทบเท้าผู้มาใหม่ เธอพูดพร่ำอะไรบางอย่างรัวเร็วด้วยน้ำเสียงสั่นเครือใบหน้าซีดเผือดแนบไปกับพื้นหญ้าเปื้อนดิน
"ข...ขออภัยเ้าค่ะท่านดราคอนไคอัส!เป็ความผิดของดิฉันเองที่ดูแลนายน้อยไม่ดีได้โปรดลงโทษดิฉันคนเดียวเถอะเ้าค่ะ!"
แม้ไม่เข้าใจความหมาย แต่ทลายฟ้าก็เดาได้ทันทีว่าเธอกำลัง"ปกป้องเขา"
ไคอัสปรายตามองสาวใช้ผู้ภักดีเพียงครู่เดียวก่อนจะเบนสายตาข้ามไหล่ไปมองผลงานศิลปะเื
เหล่ายามที่นอนแขนขาหักผิดรูปและส่งเสียงครางแ่ๆ อยู่บนพื้นโดยเฉพาะไอ้คนสุดท้ายที่ถูกไม้กายสิทธิ์ตอกตรึงไว้กับพื้นหญ้า
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองคีลด้วยสายตาประเมินค่าใหม่
‘นี่คือฝีมือไอ้เด็กนี่งั้นรึ?’
จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณมือเพียงเล็กน้อยกลุ่มคนรับใช้ที่ยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังก็เข้าใจความหมายรีบกรูกันเข้ามาหิ้วปีกคนเจ็บและแบกร่างอันสะบักสะบอมออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครกล้าปริปาก
สายตาคมกริบของไคอัสหวนกลับมาจ้องมองคีลอีกครั้ง... เขาไล่สายตามองสภาพมอมแมมที่มีทั้งเืและดินโคลนติดหน้าั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะชี้นิ้วสั่งงานหัวหน้าพ่อบ้านที่ยืนค้อมตัวอยู่ขวามือ
"จับมันไปล้างตัว หาเสื้อผ้าดีๆ ใส่ให้มัน...แล้วพามันไปพบฉันที่ห้องโถงใหญ่"
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ร่างสง่างามในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังทิ้งไว้เพียงบรรยากาศน่าอึดอัดที่ยังลอยคว้างอยู่ในอากาศ
. .
คีลถูกคุมตัว—หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ "เชิญตัวแกมบังคับ"มายังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในอาณาเขต
ผู้นำทางคือพ่อบ้านร่างสูงโปร่ง ผอมเพรียวราวกับไม้เสียบลูกชิ้นบนใบหน้าประดับด้วยหนวดเรียวเล็กที่ดัดโค้งงอนงามอย่างประณีตทุกท่วงท่าการเดินเหินดู "เป๊ะ" ราวกับหลุดออกมาจากหนังผู้ดีอังกฤษยุค90
ทลายฟ้าแอบตั้งชื่อเล่นให้หมอนี่ในใจว่า "เซบาสเตียน"...ถึงแม้ชื่อจริงจะชื่ออะไรเขาก็ไม่สนแต่หน้าแบบนี้มันต้องชื่อเซบาสเตียนเท่านั้นแหละ!
ระหว่างเดินผ่านสวนสวยที่กว้างสุดลูกหูลูกตาทลายฟ้ากวาดตามองวิเคราะห์ภูมิศาสตร์รอบๆอย่างเงียบเชียบ 'พื้นที่กว้างขนาดนี้เป็เพียงส่วนหนึ่งของตระกูลเพียงตระกูลเดียว...ตระกูลนี้คงใหญ่คับฟ้าไม่เบา'
แต่สิ่งที่ขัดใจเขาสุดๆ ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของตระกูลขุนนาง แต่เป็"ตรรกะ" ของที่นี่ต่างหากพวกยามเฝ้าประตูพวกนั้นกล้าลงมือทำร้ายคีล—ซึ่งน่าจะเป็ลูกหลานของผู้นำตระกูล—โดยไม่ลังเลแต่กลับดูหวาดกลัวหัวหดเมื่อทำร้ายสาวใช้
นี่ถ้าเป็โลกยุคกลางที่เขาเคยอ่านเจอในนิยายพวกบ่าวไพร่ที่กล้าแตะตัวลูกขุนนางป่านนี้คงโดนจับไปแขวนคอประจานหน้าเมืองแล้ว
แต่นี่อะไร... นอกจากจะไม่โดนลงโทษยังได้รับการหามไปรักษาประหนึ่งวีรบุรุษา
กลับกัน คนที่ดูจะซวยหนักสุดดันเป็เขาซะงั้น?
'อะไรกันวะ...ฉันก็แค่เด็กน้อยขี้ใคนหนึ่ง มือไม้มันก็ต้องมีลั่นกันบ้างไม่ได้ตั้งใจหักแขนหักขาใครซะหน่อยทำไมทำเหมือนฉันเป็ฆาตกรโรคจิตต้องถูกสอบสวนไปได้'
ทลายฟ้าบ่นอุบในใจอย่างหน้าด้านๆทั้งที่วีรกรรมเมื่อกี้โหดระดับอาชญากรอาชีพ แต่เมื่อดูทรงแล้วคงต้องยอมตามน้ำไปก่อนเผื่อโทษหนักจะได้เป็เบา
ยังไม่ทันจะได้คิดแผนรับมือ เขาก็ถูกลากเข้าสู่"มหกรรมชำระล้าง"
"เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ อย่าถอดน้าาา!"
เหล่าสาวใช้กรูกันเข้ามาจับเขาถอดชุดที่เปื้อนเืและดินโคลนรุมขัดสีฉวีวรรณทุกซอกทุกมุมจนแสบผิว แน่นอนว่า... โป๊เปลือยล่อนจ้อนไม่อายฟ้าดิน(แต่ดูเหมือนพวกหล่อนจะไม่สนใจหุ่นหมูตอนของเขาเลยสักนิด)
รู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดใส่เสื้อผ้าเนื้อดีหอมฟุ้งกลายเป็คุณชายเ้าสำอางที่ยืนงงอยู่หน้าประตูไม้สักแกะสลักบานมหึมา
พอยืนอยู่หน้าประตูแล้วความรู้สึกเหมือนพึ่งก่อเื่ทะเลาะวิวาทแล้วถูกเรียกเข้าห้องปกครองโทษฐานซัดเพื่อนร่วมห้องเข้าโรงพยาบาลเลย
ประตูบานนี้ใหญ่โตโอ่อ่าชนิดที่ว่าต้องใช้คนรับใช้ร่างั์ถึงสองคนในการช่วยกันดึงเปิดและทันทีที่บานประตูค่อยๆ แง้มออก...บรรยากาศขี้เล่นในหัวของทลายฟ้าก็พลันมลายหายไป
ครืด...
กลิ่นอายกดดันมหาศาลพุ่งปะทะใบหน้าราวกับคลื่นพายุ!
เบื้องหน้าของเขาคือห้องโถงเพดานสูงที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาจนน่าขนลุก
ผนังห้องกรุด้วยไม้เนื้อแข็งสีเข้มสลักลวดลายโบราณเสาสีทองขนาดใหญ่เรียงรายขนาบข้าง แต่ละต้นแกะสลักเป็รูป"ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่" ในท่วงท่าองอาจแต่ร่างกายนั้นกลับถูกพันธนาการไว้ด้วย "ัวารี"ที่ดูสมจริงราวกับมีชีวิต เกล็ดัสะท้อนแสงไฟระยิบระยับดวงตาของมันจ้องมองลงมายังผู้มาเยือนอย่างคุกคาม
พื้นห้องปูด้วยพรมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขลิบทองทอดยาวไปจนสุดสายตา
และที่ปลายทางนั้น ชายผู้เป็เ้าของสถานที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงที่ดูราวกับ"บัลลังก์" หลังโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เขานั่งอยู่ตรงนั้น
สง่างาม ทรงอำนาจ และเ็าดั่งาาผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งขาดก็เพียงแค่มงกุฎและคทาอาญาสิทธิ์เท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ทลายฟ้าต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจไม่ใช่ความหรูหรา
บนพื้นที่ว่างข้างพรม... ทางฝั่งซ้าย เหล่า "ยาม"สามคนที่เขาเพิ่งจะหักกระดูกและเจาะมือทะลุไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนบัดนี้นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ครบถ้วน!
ขาที่บิดเบี้ยวกลับมาตรงแหน๋ว แผลเจาะที่มือสมานสนิทไร้รอยขีดข่วนเหลือเพียงรอยเืแห้งกรังบนเสื้อผ้าเท่านั้นที่เป็พยานว่าพวกมันเคยาเ็เจียนตาย
'เฮ้ย... ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย? หายเร็วยิ่งกว่าจิ้งจกงอกหางอีก! เวทมนตร์โลกนี้มันโกงกันชัดๆ'
เมื่อหันไปมองทางขวา เบลเองก็กำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่เช่นกันรอยไหม้และแผลฉกรรจ์บนไหล่ของเธอจางหายไปจนเกือบหมด
ผิวเนื้อกลับมานวลเนียนราวกับไม่เคยาเ็สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือจากเหตุการณ์เมื่อครู่...คือสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนรนและแววตาเป็ห่วงเป็ใยยามที่เธอแอบเหลือบมองมาทางเขา
ทลายฟ้ากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน... ระบบรักษาพยาบาลดีเยี่ยมขนาดนี้ประกันสังคมบ้านเราอายม้วนเลยนะเนี่ย