นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๔ จัดงานเลี้ยง...เดินแผนสังหาร (3)

            โดยส่วนใหญ่เสวี่ยเฟิ่งไม่ชอบพกกระบี่ 

            เพราะรู้สึกว่าน้ำหนักมันมากเกินไปเขาไม่ชอบพกอาวุธลับเพราะรู้สึกว่าต้องใช้กำลังภายในส่วนหนึ่งถึงจะส่งมันที่น้ำหนักเบาออกไปได้เขาไม่ค่อยชอบอะไรที่ใช้แรงมาก อีกอย่างสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด

            ชาติก่อนเกิดมาก็ถูกกำหนดให้เป็นมาเฟียแล้วเป็นพวกอันธพาลที่ไม่ว่าไปที่ใดก็มีแต่เรื่องต่อยตีไปที่ใดก็ต้องใช้พาหนะกันกระสุน มีลูกน้องพกอาวุธปืนตามติดเป็นพรวน

            เขาเองเลือกเกิดไม่ได้ในเมื่อเป็นทายาทคนเดียวของตระกูล ถึงพ่อจะไม่รัก และเลี้ยงดูมาอย่างทิ้งขว้างแต่อย่างไรก็ยังมีเขาเป็นลูกชายคนเดียวอนาคตธุรกิจดำมืดทุกอย่างก็ต้องยกให้เขาดูแลต่อ

            ดังนั้นอายุสี่ขวบถูกบอดี้การ์ดฝึกสอนให้ยิงปืนแปดขวบฆ่าคนตายครั้งแรก สิบขวบรอดตายมาจากเงื้อมมือของศัตรู อายุสิบสี่เริ่มเข้าวงการธุรกิจผลิตอาวุธสงครามสิบหกตกลงค้าอาวุธข้ามชาติสำเร็จเป็นครั้งแรก ฉะนั้นทุกคืนต้องนอนกอดปืนกินข้าวต้องพกปืน เข้าห้องน้ำต้องเห็นปืน นั่งเฉยๆ ยังต้องหยิบปืนมาควงเล่นภายในบ้านมีแต่ปืนแขวนประดับประหนึ่งของสวยงามที่หาครอบครองยาก

            งานอดิเรกคือเช็ดปืน...ก็ผ่อนคลายดี

            เหอะๆ มาชาตินี้สี่ขวบเขาก็เริ่มหาหนทางผลิตอาวุธปืนแล้ว

            อาศัยว่าชาติก่อนมีความรู้เรื่องการผลิตปืนทั้งยังมีสูตรลับของตระกูล ไม่ว่าจะโลหะ ความแข็งแกร่งของการผลิตลำกล้องความแรงของกระสุนปืนที่มีอานุภาพหยุดยั้งมหาศาล ...ก็ใครใช้ให้เขาเป็นเจ้าของผู้ผลิตปืนรายใหญ่ล่ะ

            โชคดีที่ออกจากวังหลวงมาอยู่ทางใต้เป็นเขตที่มีพ่อค้าต่างชนชาติมาก ข้อมูลก็ยิ่งมากตามไปด้วยวันหนึ่งวันมีพ่อค้านำเสนออาวุธประหลาดตามากมายเข้ามาในจวนแม่ทัพมีแบบอาวุธปืนหลายชนิดทว่าคุณภาพต่ำ

            เย่าหย่งหมิงเห็นว่าองค์ชายหกมีความสนใจด้านนี้จึงยกหน้าที่ในการต้อนรับพ่อค้าอาวุธเหล่านั้นให้กับเขา

            เขาจึงอาศัยเรื่องนี้สอบถามความสามารถสูงสุดในการผลิตชนิดโลหะ ความสามารถในการหลอม ร่วมถึงช่างตีเหล็กที่มีฝีมือร้ายกาจแม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่สมัยนี้เทียบยุคปัจจุบันไม่ได้ แต่เขาไม่ได้ตัดใจ

            ยามนั้นเขาลองผิดลองถูกในมณฑลเจ้อเจียงอยู่นานผ่านไปหลายปีในที่สุดก็สามารถผลิตปืนพกขนาดเล็กเหมาะสำหรับซุกซ่อนได้สำเร็จรวมถึงกระสุนปืนที่มีอำนาจหยุดยั้งได้มหาศาล แม้จะยังเทียบยุคปัจจุบันไม่ได้แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก

            อย่างน้อยๆในเวลาคับขันยังสามารถปกป้องคนที่เขารักได้นี่ต่างหากถึงเรียกว่าสิ่งจำเป็นที่อาวุธใดเทียบไม่ติด...

            หลินหลานหรูนิ่งมองปากกระบอกปืนในมือเสวี่ยเฟิ่งในนั้นมีควันจางๆ ลอยออกมาแล้วหายไป ฟังจากเสียง ความเร็ว รูปแบบของปืนและความแม่นยำ มิหนำซ้ำยังเจาะกะโหลกหมายเลขหนึ่งจนทะลุ หลินหลานหรูเดาได้ไม่ยากแล้ว

            เข้าจำอดีตชาติได้เหมือนข้าอีกทั้งยังครอบครองอาวุธเช่นนี้...หลินหลานหรูรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งอก

            เสวี่ยเฟิ่งลดปืนในมือลงเมื่อเห็นว่าหมายเลขหนึ่งตายแล้วจึงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้นั่งพิงต้นเสาด้านหลังได้มั่นคงขึ้น

            ก่อนหน้านั้นเสวี่ยเฟิ่งถูกหมายเลขหนึ่งสกัดจุดห้ามเลือดเนื่องจากเกรงว่าเลือดในตัวเขาจะหมดเสียก่อน จนอาจทำให้ตายและอาจใช้เป็นเครื่องมือต่อรองภายหลังจำเป็นไม่ได้ ทว่าตั้งแต่ที่หลินหลานหรูมาถึงนางไม่ได้เข้าใกล้แม้สักครั้งมิหนำซ้ำสภาพของเขาไม่ว่าใครมาเห็นก็คิดว่าตายไปแล้วจริงๆ

            ดังนั้นหลังจากผ่านไปสองชั่วยามจุดจึงคลายออกเองแสงสะท้อนจากใบมีดปัดผ่านใบหน้าเขา ทำให้เขาสะดุ้งตื่นหลังจากเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็จับปืน เล็งที่ศีรษะหมายเลขหนึ่งทันที

            หลินหลานหรูพูดไม่ออกทางหนึ่งนางดีใจที่เขายังมีชีวิตอยู่ ทว่าอีกทางนางก็รู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล้วจึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับรอจนเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่มีแต่ความชิงชัง

            "ถิงถิงถึงตอนนี้เจ้าถึงกับคิดจะตายไปพร้อมกับข้า?" เขาพูดมันด้วยความเย้ยหยัน

            หลินหลานหรูรู้ว่าเขาชิงชังนางที่ทำให้เขาทรมานเพราะพิษเย็นมานานหลายปีเป็นใครที่ถูกพิษนั้นทรมานราวกับตายทั้งเป็นแล้วไม่บ่มเพาะความโกรธแค้นในใจบ้างอย่างน้อยก็ต้องตั้งคำถามว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ตกอยู่ในสภาพที่ทรมานเช่นนั้น

            ครั้งหนึ่งตอนที่หลินหลานหรูถอนพิษที่ถูกมือสังหารลอบฆ่ายังเคยทรมานเพราะพิษเย็นนี้มาแล้ว ความทรมานของมันน่ากลัวมาก ไม่เช่นนั้นนางคงไม่คิดแผลงๆปรุงพิษชนิดนี้ขึ้น ทว่าลองผิดลองถูกมากเกินไป จนไม่รู้จะหาทางแก้พิษอย่างไรดีแล้ว

            ตอนท้ายพิษนี้กลับกลายพันธุ์นั่นอยู่ในความควบคุมของนางเสียที่ไหน

            มาตอนนี้นางก็พูดสิ่งใดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ออกแล้ว

            เสวี่ยเฟิ่งยังพูดอีกว่า"ข้าไม่อยากให้เจ้าตายตามข้า" เขาพูดประโยคนี้ด้วยความเดียดฉันท์

            หลินหลานหรูได้ยินแล้วก็รู้สึกปวดหนึบจุกอกขึ้นมา กลายเป็นว่าคนที่แค้นนางที่สุดก็คือเขาส่วนในใจนางก็มีแต่ความเสียใจจนท่วมท้นไปทั้งใจ ไม่มีน้ำตาสักหยดเหลือให้ไหลรินช่างไร้เหตุผลที่สุด นางไม่อยากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แต่กลับดึงตัวเองออกจากความจริงไม่ได้

            ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสมเพชตนเองอู่เทียนไฉ่บอกไว้ไม่ผิดที่สุดแล้วความรักที่เขามีให้นางก็ยังน้อยกว่าความเกลียดชังที่มีในใจเขา

            แต่หากเขาจำเรื่องในเมืองหนานจิงเมื่อสี่ปีก่อนได้เป็นเขาที่เลือกกินยาลงไปเอง เขาจะยังเกลียดชังนางหรือไม่ถึงตอนนี้นางก็เกลียดเขาแล้วเช่นกัน

            หลินหลานหรูเอาแต่หลุบตาก้มหน้า

            เสวี่ยเฟิ่งเม้มปากแน่นรู้สึกว่ามีภาระที่ใหญ่มาก และเขาต้องแบกมันไว้ ยิ่งรู้ว่าตนเองกำลังจะตายแท้จริงแล้วต่อให้เขาเกลียดนางมาก ความรักกลับมีมากกว่า

            เมื่อครู่ที่นางกำลังจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับเขาแค่เห็นนางกำลังยกมีดจะปลิดชีพตนเองแล้วใจเขาก็เหมือนถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็นถ้าเช่นนั้นก็ให้นางเกลียดเขาไปตลอดชีวิตไม่ดีกว่าหรืออย่างน้อยตอนที่เขาตายเพราะพิษกำเริบ นางจะได้ไม่ต้องโทษตัวเอง เพราะพิษที่นางเป็นต้นเหตุ

            เขาคิดว่าหากนางยิ่งเกลียดก็จะยิ่งลืมความคิดที่จะตายตกตายกันไป

            ความปรารถนาเดียวคือให้นางมีชีวิตอยู่ความผิดที่เหลือก็ให้เขาชดใช้ให้นางเถอะ เขาสมควรชดใช้ให้นางมากมายนักให้นางเกลียดเขานั้นดีแล้ว

            ตัดสินใจได้เช่นนี้เสวี่ยเฟิ่งจึงเอ่ยถึงเรื่องในชาติก่อนให้นางฟังเรื่องที่เขาคือศัตรูคู่แค้นที่นางหวาดระแวงมาตลอด

            หลินหลานหรูเงยหน้ามองด้วยความตกใจขณะเดียวกันนางก็รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ราวกับถูกจับแช่ในน้ำเย็นจากนั้นตามด้วยฝ่ามือร้อนๆ ฟาดลงบนใบหน้า กล้ำกลืนจนพูดคำใดไม่ออก

            นางเกิดคำถามมากมายในใจแต่หลังจากฟังจบ นางมีคำถามหนึ่ง เอ่ยออกมาด้วยร่างที่สั่นเทิ้มขณะเดียวกันก็เหนื่อยล้าอย่างที่สุด "ที่สุดแล้วท่านกับข้า...แท้จริงต้องหักหลังและทำร้ายจิตใจกันไปจนถึงเมื่อไร"

            เรื่องนี้เสวี่ยเฟิ่งก็ตอบไม่ได้เช่นกันเมื่อรู้ตัวก็ทำลงไปแล้ว ทุกอย่างล้วนแต่มีเหตุผลให้ทำเช่นนั้น

            เสวี่ยเฟิ่งปิดเปลือกตาลงเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พูดว่า "ฆ่าข้าสิ ถิงถิงคนที่ทำลายทั้งชีวิตของเจ้าในชาติก่อนก็คือข้าเรื่องทุจริตของพ่อเจ้าในชาตินั้นก็เป็นข้าที่เปิดโปงคนที่คอยก่อกวนเจ้าด้วยรูปภาพของคนที่เจ้าฆ่าทั้งสิบเอ็ดคนจนหวาดระแวงเสียสติก็คือข้า"

            เขาเห็นนางเอาแต่ก้มหน้าจึงพูดกับนางว่า"ไม่ใช่เจ้าบอกเองหรือว่าอยากเห็นข้าที่สูญเสียคนรักคลุ้มคลั่งทว่าสุดท้ายแล้วก็ทำไม่สำเร็จ เพราะเป็นข้าที่ดึงเจ้าเขามาในเกมนี้..."

            "หุบปาก! ข้าไม่อยากฟัง!"

            เสวี่ยเฟิ่งไม่หยุดเขาเล่าทุกอย่างตามที่เขารู้สึกออกมา "ถิงถิงเรื่องที่เจ้าอยากฆ่าข้าในชาตินั้นข้าโกรธมากเรื่องที่เจ้าฆ่าคนตายแล้วยังยิ้มได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรื่องนี้ข้าก็โกรธมาก เจ้าคิดว่า เจ้าฆ่าคนรักของข้าแล้ว ข้าจะคลุ้มคลั่งเสียสติผิดแล้ว เพื่อนของเจ้าคนนั้นข้าไม่ได้รักนาง ที่เป็นเช่นนั้นก็แค่ผลประโยชน์ทางธุรกิจดังนั้นส่วนใหญ่ข้าถึงได้จับตาดูเจ้า เจ้าทำอะไรอยู่มีหรือข้าจะไม่รู้มีหรือข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าอยากฆ่าข้า!"

            หลินหลานหรูเหมือนถูกความจริงทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคำพูดของเขาแม้จะพยายามให้นางคิดว่าเขาผิดต่อนางอย่างที่สุด แต่ได้รู้ว่าเขาไม่ได้รักเพื่อนของนางคนนั้นก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้

            เสวี่ยเฟิ่งพูดไปแล้วก็เสียใจชาตินั้นเขารักนางมาก ตอนที่เห็นนางวิ่งข้ามถนนเขาตามไปรับตัวนางแล้วใช้ร่างตนเองรับแรงปะทะของรถไปมากกว่าครึ่ง

            ทว่าหลินหลานหรูไม่รู้ว่าหลังจากนางถูกรถชนและเขาจับมือนางนางคิดว่าเขาตายไปแล้ว จากนั้นนางก็ตาย แต่เขากลับฟื้นขึ้นมาเขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลอยู่สองวัน หลังรู้ว่านางตายแล้ว เขาก็ตรอมใจตายตาม

            หลินหลานหรูร้องไห้ลุกขึ้นเดินไปใกล้เขา แล้วย่อตัวลงตรงหน้า พูดว่า"ข้าไม่อยากให้ท่านตาย"

            เมื่อครู่นางคิดดูแล้วนางก็ไม่อยากให้เขาตาย พอตัดสินใจปล่อยวางความแค้นทุกอย่างลงจึงได้รู้ว่าตนเองรักเขามากแค่ไหน เรื่องชาติก่อนแล้วอย่างไรชาตินั้นนางสติเลอะเลือน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ข้างๆ นางช่วงที่ชีวิตตกต่ำยังมีเขาคอยดูแล นั่นก็นับว่าเขาทำดีชดใช้ให้นางแล้วไม่ใช่หรือ

            "ถิงถิง เจ้าห้ามมันไม่ได้"นางจะห้ามความตายได้อย่างไร เสวี่ยเฟิ่งจะใจอ่อนแล้ว เขาเองก็ไม่อยากตายแต่ถ้าเขาตายแล้วนางคิดจะตายตาม เขาจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างไร

            "ได้สิ" หลินหลานหรูยิ้มขึ้นมาในใจนางยังมีความหวัง หยิบยาเม็ดนั้นที่อู่เทียนไฉ่ให้มา ก่อนพูดว่า"ยานี้จะถอนพิษในตัวท่าน เพียงแต่ท่านอาจจะพิการไปชั่วชีวิตสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้า อีกทั้งไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ใดๆ ได้อีก"

            "เจ้า..."เสวี่ยเฟิ่งได้ฟังแล้วรู้สึกว่าหลินหลานหรูเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดนางถึงกับอยากเห็นเขาพิการอย่างนั้นหรือ "เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่กินยานี้เข้าไปแล้วรอดกลับมาให้พิการได้กี่คน"

            หลินหลานหรูอึ้งจึงคิดตกว่าอู่เทียนไฉ่กำลังหลอกให้นางฆ่าคนทางอ้อมแล้ว แต่ว่า"ท่านรับมันไม่ได้หรือ"

            เสวี่ยเฟิ่งโกรธ!"เอายาของเจ้ากลับไปซะ!"

            เขายังยืนยันคำเดิมให้นางเกลียดเขายังดีกว่า "ถิงถิง ข้าเกลียดเจ้า! ข้ายอมตายดีกว่าต้องพิการให้เจ้าเลี้ยงไปชั่วชีวิต!"

            คำพูดนี้กระทบหลินหลานหรูอย่างหนักนางจึงตะคอกเขากลับว่า "ท่านมันเห็นแก่ตัว!ท่านคิดว่าทำให้ข้าเกลียดได้แล้วข้าจะไม่ตายตามท่านหรือเช่นนั้นก็ให้ข้าตายให้ท่านดูก่อนเป็นอย่างไร!"

            "เจ้าจะทำอะไร?!"

            หลินหลานหรูส่งยาเม็ดนั้นเข้าปากตัวเอง

            เสวี่ยเฟิ่งตกตะลึง ขณะเดียวกันก็รั้งหลินหลานหรูมาใกล้ประกบริมฝีปากของนาง แล้วใช้ปลายลิ้นเกี่ยวเม็ดยาออกมา จากนั้นก็กลืนยาลงไปเอง

            หลินหลานหรูตกตะลึงคิดผลักเขาออกเพื่อพูดบางอย่าง ทว่าเสวี่ยเฟิ่งไม่เปิดโอกาสนั้นให้นางเขายังปิดปากนางแนบแน่น จูบหลังจากนี้ของเขามีแต่ความหวาดกลัวในใจที่ส่งมานางรับรู้ได้

            เมื่อครู่เสวี่ยเฟิ่งกลัวจริงๆเขาเห็นนางตายต่อหน้ามาแล้วชาติหนึ่ง ครั้งนี้หากจะตายก็ให้เขาตายก่อนเถอะหลังจากนั้นก็ไม่สนแล้วว่านางจะมีชีวิตอยู่อย่างไรอย่างน้อยหลังเขาตายไปแล้วก็คงไม่รับรู้ว่านางอยู่หรือตายยังหลอกตัวเองได้ว่านางจะมีชีวิตที่ดี

            หลินหลานหรูถูกความรู้สึกหวาดกลัวของเสวี่ยเฟิ่งที่ส่งผ่านมาทำให้นางนิ่งค้างจนกระทั่งเขากระอักเลือด

            "ยากำลังออกฤทธิ์!"หลินหลานหรูตระหนกในใจ เมื่อเห็นเสวี่ยเฟิ่งเริ่มทรมานและกระอักเลือดไม่หยุดนางก็สวมกอดเข้าเอาไว้ หวังปลอบเขา แต่นางลนลานเหลือเกิน

            ยิ่งเห็นเสวี่ยเฟิ่งเริ่มดิ้นอย่างทรมานหลินหลานหรูยิ่งพูดเพ้อ "เสวี่ยเฟิ่ง ท่านวางใจหลังท่านตายข้าจะไม่ตายตามท่านทันที ข้าจะตามไปฆ่าตาเฒ่าอู่เทียนไฉ่แล้วสับเขาเป็นชิ้นๆ รอข้าล้างแค้นให้ท่านได้แล้ว ข้าก็จะ...ข้าก็จะตายตาม"แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น

            อู่เทียนไฉ่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเขาจามไปสามรอบแล้ว

            ยามนั้นหลินหลานหรูไม่รู้ร้องไห้ไปนานเท่าไรนางร้องจนไม่มีน้ำตาให้ไหล จึงได้แต่นั่งกอดเสวี่ยเฟิ่งไว้ในอ้อมแขนขอเพียงตอนนี้นางยังได้ยินเสียงหายใจของเขาอยู่ ก็ไม่สนอะไรแล้ว

            แม้แต่เสียงฝีเท้าสองคู่ที่วิ่งทะยานอย่างเร่งรีบหลินหลานหรูยังไม่สนใจ

            สิบเก้ามาถึงก่อนเมื่อเห็นหลินหลานหรูกอดบุรุษแปลกหน้าไว้ในอ้อมแขนก็ชะงักกึกสี่สิบเอ็ดวิ่งตามมาจึงเบรกไม่ทัน ครั้นเห็นหลินหลานหรูก็ตกใจจากนั้นก็มีสีหน้าเข้าใจ กำลังจะเดินเข้าไปปลอบหลินหลานหรูแล้วพูดว่า 'คนตายแล้ว เจ้าต้องปล่อยวาง'

            สิบเก้ารู้ว่าสี่สิบเอ็ดจะทำอะไรจึงห้ามไว้คนยังไม่ตายจะเข้าไปกวนทำไมเดียวได้ถูกหลินหลานหรูที่ไม่ทราบว่าอยู่ในอารมณ์ไหนหักคอเสียหรอก

            สี่สิบเอ็ดยึกยักทำท่าไม่พอใจทว่าร่างไร้ชีวิตของหมายเลขหนึ่งดึงสายตาพวกนางเสียก่อน

            ศพของหมายเลขหนึ่งถูกสี่สิบเอ็ดพลิกให้นอนหงายจากนั้นสตรีสองนางก็ขมวดคิ้วพร้อมกันเมื่อเห็นรูตรงกลางหน้าผากมองหาอาวุธที่ใช้สังหารก็ไม่มี

            "วิชามารใดกัน"สี่สิบเอ็ดเอ่ยขึ้นก่อน

            "ข้าว่าเป็นเหล็กแหลมที่มีขนาดเล็กมากกว่า"แล้วสิบเก้าก็กวาดสายตามองรอบๆ เผื่อจะเห็นอาวุธสังหาร ซึ่งถ้าไม่เพราะบนพื้นมีรอยเลือดกองใหญ่ที่ไหลออกจากศีรษะพวกนางคงคิดว่าหมายเลขหนึ่งตายเพราะสาเหตุอื่น

            ชั่วครู่ต่อมาเฉิงอิ้นกับเกาฟังเร่งรุดมาถึงยามนั้นตรงขอบฟ้าทิศตะวันออกปรากฏสีขาวพุงปลาแล้ว

            เช้ามืดของเมื่อวานหลินหลานหรูได้บอกสี่สิบเอ็ดกับสิบเก้าแล้วว่าข้างกายนางยังมีผู้ติดตามสองคน ให้พวกนางเรียกขานพวกเขาในฐานะพี่ชายเมื่อได้พบกันสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดจึงไม่แปลกใจ

            เฉิงอิ้นพยักหน้าให้เด็กสาวทั้งสองคนก่อนเดินไปทางหลินหลานหรู

            หลินหลานหรูก้มมองใบหน้าหล่อเหลาที่หลับสนิทของเสวี่ยเฟิ่งอยู่ตลอดมือข้างหนึ่งนางยกขึ้นใช้เรียวนิ้วเช็ดเลือดที่เลอะอยู่บนแก้มของเขาเบาๆผ่านไปสักพักนางจึงพูดขึ้น "เฉิงอิ้นข้าอยากให้เจ้าช่วยหาศพเด็กสาวที่อายุเท่าข้าและมีเบื้องหลังขาวสะอาดมาให้ที"

            ตอนนี้จื่อเหวินตายแล้วก็เท่ากับหลินหลานหรูทำภารกิจล้มเหลว ภายในเจ็ดวันหากนางไม่ไปรายงานตัวนางจะกลายเป็นคนทรยศพรรคทันทีดังนั้นทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากพันธะหมายเลขที่เชื่อมไว้ได้คือต้องแสร้งตาย

            สิบเก้ารู้เจตนาของหลินหลานหรูได้ทันที"เจ้าจะใช้วิชาเคลื่อนย้ายหมายเลขหรือ"

            นี่เป็นทางเดียวที่หลินหลานหรูจะทิ้งตัวตนเดิมที่สำคัญคือ กำจัดหมายเลขทั้งหมดที่อยู่บนตัวได้ด้วย ตอนนี้หมายเลขหนึ่งตายทว่านางไม่ได้เป็นคนฆ่า หมายเลขจึงไม่ปรากฏระหว่างนี้นางไม่อยากทำอะไรให้เป็นจุดเด่น จนลอยไปเข้าสายตาอู่เสียวฉีเข้า

            เฉิงอิ้นไม่ถามเหตุผลเพียงตอบสั้นๆ ว่า "ได้"

            จากนั้นหลินหลานหรูก็เอ่ยกับเกาฟัง"สองวันก่อนข้าเอาโฉนดบ้านและที่ดินให้เจ้า เจ้าได้ไปดูเรือนหลังนั้นมาหรือยัง"

            "ข้าไปดูมาแล้ว สภาพเรือนยังดีอยู่มีแค่พื้นที่รอบๆ ที่รกร้างไปหน่อยเมื่อวันก่อนข้าให้คนของฮวาสิบสองกลีบเข้าไปปรับปรุงรวมเมื่อวานด้วยก็น่าจะเสร็จไปบางส่วนแล้ว"

            "อืม แค่นั้นก็เพียงพอแล้วช่วงนี้ข้าจะอยู่ที่นั่นสักพัก อย่าลืมเตรียมการให้ด้วย"หลินหลานหรูหันไปกล่าวกับเฉิงอิ้นอีกว่า"ข้างกายองค์ชายหกมีผู้ติดตามอยู่คนหนึ่ง เขาชื่อติงเกา อีกสามวันเจ้าให้เขามารับตัวองค์ชายหกกลับไป"

            "ท่าน..." เฉิงอิ้นอยากพูดว่านางจะปล่อยองค์ชายหกไปหรือแต่ก็เข้าใจความรู้สึกของนางที่เบื้องหลังยังมีภาระให้ต้องจัดการอีกมากจึงตอบรับคำหนึ่ง "ขอรับ"

            ที่ควรสั่งก็สั่งหมดแล้วจากนั้นหลินหลานหรูจึงเอ่ยกับสิบเก้าและสี่สิบเอ็ดว่า"ศพของหมายเลขหนึ่งฝากพวกเจ้ากำจัดให้ด้วย แม้แต่ขี้เถ้าก็อย่าให้เหลือ"

            สี่สิบเอ็ดรับคำอย่างหนักแน่นนางคิดว่าก่อนจะเผาศพหมายเลขหนึ่ง อยากจะสับเป็นชิ้นๆ เสียด้วยซ้ำเมื่อนึกถึงสมุนตัวน้อยแปดคนของหลินหลานหรูที่อยู่บนเกาะต้องตายอย่างไรนึกแล้วแค้นใจนัก!

            หลินหลานหรูพินิจมองใบหน้างดงามของเสวี่ยเฟิ่งที่หลับตาพริ้มบนร่างกายมีแต่รอยแผลที่ถูกหมายเลขหนึ่งทรมานก็รู้สึกผิดนักแต่หลังจากนี้นางจะลบเลือนตัวตนแล้ว เกรงว่าพบกันก็คงจำไม่ได้อีกทั้งยังมีสัญญาที่ให้ไว้กับอู่เทียนไฉ่...จากนี้นางจะไม่พบเขาอีก

            แค่รู้ว่าจะหาท่านพบที่ไหนบนโลกใบนี้ก็เพียงพอแล้ว

             

            สองเดือนต่อมาลมฤดูร้อนพัดโชยมาตามทิวเขา พัดสะบัดชายอาภรณ์สีแดงตัวยาวของสตรีบนหลังม้า

            หลินหลานหรูทอดสายตาไปยังประตูเมืองเป่ยชางนางที่นั่งอยู่บนหลังม้า เฝ้ามองจากที่สูงบนเนินเขามองทหารองครักษ์เคลื่อนขบวนอารักขาตัวประกันไปยังแคว้นตู๋ฝาง แววตาของนางที่ทอดมองฉายความหม่นเศร้าและความอาลัยลึกๆได้แต่ขอให้เขาปลอดภัยในต่างแคว้น

            อู่เทียนไฉ่ที่ด้านข้างเหลือบมองบุตรสาวเล็กน้อย พูดว่า "มันจบแล้ว ออกเดินทางกันเถอะ"

            กล่าวจบอู่เทียนไฉ่กระตุกสายบังเหียนกระทุ้งท้องม้าแล้วควบออกไป ข้างหลังเขายังมีทูตซ้ายขวาทั้งสอง และสมุนพรรคมารอีกสี่สิบคน

            หลินหลานหรูยังไม่ละสายตาจากขบวนเดินทางด้านล่างเฉิงอิ้นที่อยู่ข้างๆ นางจึงเอ่ยเรียกเบาๆ "คุณหนู"

            หลินหลานหรูปิดเปลือกตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกหน้าผากของนางเกลี้ยงเกลาไม่มีหมายเลข 'หนึ่งร้อยห้า' อยู่อีก ตัวตนของนางในฐานะนักฆ่าได้ถูกปิดผนึกแล้วหากตอนนี้ไปพบเสวี่ยเฟิ่งเขาก็คงจำนางไม่ได้ เขาที่รักตัวตนเดิมของนางขนาดนั้นจะเชื่อหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งที่ไม่เคยพบได้อย่างไร

            เมื่อหลินหลานหรูลืมตาขึ้นอีกครั้งก็กระตุกสายบังเหียน ควบม้าตามอู่เทียนไฉ่ออกไป

            เด็กสาวชุดแดงควบม้าวิ่งประชิดคู่ข้างกายบิดาบุตรธรรมบอกชัดเจนถึงฐานะที่สมุนด้านหลังมิอาจเทียบเคียง

            จากนั้นคนและม้าเกือบห้าสิบชีวิตวิ่งห้อตะบึงไปบนถนนอันยาวไกล ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินตลบในอากาศ

            หลินหลานหรูเผยยิ้มเล็กน้อยหนนี้นางจากไปอย่างพ่ายแพ้ แต่จะกลับมาอย่างราชา!

            สองเดือนก่อนหลังจากหลินหลานหรูใช้วิชาต้องห้ามเคลื่อนย้ายหมายเลขลบเลือนตัวตนก็ให้ติงเกาที่ตามมาในวันที่สามรับตัวเสวี่ยเฟิ่งกลับไป

            ผ่านไปหนึ่งเดือนเสวี่ยเฟิ่งถึงค่อยฟื้นขึ้นมาหมอหลวงที่ติดตามองค์ชายสามมาจากเมืองหลวงรายงานว่า องค์ชายหกบาดเจ็บสาหัสครั้งนี้ลมปราณถูกทำลายสิ้น สูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าผิวหนังไม่รับรู้ร้อนหนาวหรือความเจ็บปวด สายตาพร่าเลือน หูได้ยินไม่ชัดไม่รู้รสรู้กลิ่น และบอกไม่ได้ว่าอนาคตจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่

            องค์ชายทั้งสองตกใจน้องชายพวกเขากลายเป็นคนพิการเสียแล้ว ได้แต่สืบหาตัวคนลงมือ

            ติงเกาเป็นคนไปรับตัวเสวี่ยเฟิ่งเฉิงอิ้นจึงบอกเขาว่า คนที่ลงมือคือสาวใช้ของจื่อเหวินที่เป็นสายลับเพราะมีแต่ความสามารถของหลินหลานหรูที่เป็นตัวตนเดิมเท่านั้น พวกเขาถึงจะเชื่อ

            จ้าวมู่อวิ๋นไม่เอะใจแม้แต่น้อยเพียงแต่เสียดายที่เรื่องนี้ไม่สามารถลากองค์ชายหกลงหลุมไปด้วย

            จากนั้นครึ่งเดือนต่อมา ราชโองการจากเมืองหลวงได้มาถึงเป่ยชางเริ่มจากเจ้าแคว้นตู๋ฝางทราบเรื่ององค์รัชทายาทถูกลอบสังหารแม้ว่าภายหลังจะตามหาหมอพิษมาช่วยรักษาองค์รัชทายาทได้ทันแต่ไม่อาจดับความพิโรธของเจ้าแคว้นตู๋ฝางได้

            เจ้าแคว้นตู๋ฝางเห็นแก่หน้าองค์หญิงใหญ่ที่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มาต่างแคว้นจึงยังมิเผาทำลายหนังสือสัญญาสงบศึก ทว่ากลับยื่นข้อเสนอตัวประกันไปยังราชสำนักแทนเพื่อชดเชยความผิดในเรื่องนี้ และดับความไม่พอใจของประชาชนแคว้นตู๋ฝางฮ่องเต้ต้องส่งองค์ชายที่มีฐานะทัดเทียมเหมาะสมมาเป็นตัวประกันในแคว้นตู๋ฝางหนึ่งพระองค์

            ดังนั้นตัวเลือกองค์ชายที่เหมาะสมจึงมีเพียงองค์ชายหกกับองค์ชายสามที่เป็นบุตรในความดูแลของฮองเฮาถือเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกท้ายที่สุดองค์ชายที่โชคร้ายจึงไม่พ้นเป็นองค์ชายหกผู้ที่ฮ่องเต้มิโปรดปรานฮองเฮาถึงกับเป็นลมล้มป่วย

            รอจนวันที่ยี่สิบเดือนห้าขบวนอารักขาตัวประกันขององค์ชายหกจึงเคลื่อนออกจากเมืองเป่ยชางไปยังเมืองหลวงแคว้นตู๋ฝางทันที

            ระหว่างนั้นหลินหลานหรูได้ใช้อำนาจของประมุขน้อยมอบป้ายอาญาสิทธิ์ให้สี่สิบเอ็ดกับสิบเก้าตามคุ้มครองเสวี่ยเฟิ่งเป็นการลับด้วยฝีมือของพวกนางแล้ว หลินหลานหรูถึงจะวางใจ

            ดวงตาหลินหลานหรูเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องในช่วงสองเดือนนี้นางสะบัดแส้ม้าเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก ขบวนนี้จะเคลื่อนลงใต้ขณะที่ขบวนตัวประกันไปทางเหนือ

            วันหน้าไว้ค่อยพบกัน...