ทุกวันฉวนลี่ถิงได้กินข้าวพร้อมอาเฉินและมีเวลา่บ่ายพูดคุยเล่นหัวกับเขา เพราะเด็กน้อยมี่เวลาที่ต้องฝึกหัดบททดสอบต่างๆตอนสายและหลังตื่นนอนตอนบ่ายคล้อย ่เวลาที่ไม่ได้พบหลานจึงมีมาก วันๆหญิงสาวจึงทนอุดอู้อยู่แต่ในเขตเรือน
“ข้าไม่อยากอยู่เป็คนว่างงานในตำหนักมีงานอะไรพอให้ข้าทำบ้างไหมท่านน้าหลินอย่างน้อยได้ขยับนิ้วปักผ้าสักผืนก็ยังดี” คนที่เรียนมารยาทจนปฏิบัติตัวได้ดีเยี่ยมโอดครวญผิดด้วยหรือที่นางหวังจะได้รางวัลเล็กน้อยทำให้ชีวิตระหว่างวันไม่เงียบเหงาและกลายเป็คนไร้ค่าเกินไป
หลังรับการฝึกฝนหลินเฝ่ยเจินพอใจเป็อย่างมากที่หญิงสาวมีท่วงท่ายามเดินชดช้อย ยืนนั่งหลังตรงคางเชิด กิริยาอ่อนหวานกว่าแต่ก่อนมากแทบเปลี่ยนเป็คนละคน
ฉวนลี่ถิงเปรยไม่ทันข้ามวันเ้าของตำหนักพอทราบเื่ก็ให้หลินเฝ่ยเจินเป็ธุระจัดหาผ้าและเส้นไหมมาส่งที่ห้อง่เวลาว่างผ่านไปเพียงครึ่งวันนางก็มีชิ้นงานเป็ผ้าเช็ดหน้าปักลายกิ่งเหมยหนึ่งผืน เื่ทำงานแข่งกับเวลาแต่ผลงานยังออกมาดีเยี่ยมนั้นนางถนัดนัก ยิ่งอยู่ในภาวะเบื่อหน่ายเช่นนี้ด้วยแล้ว ผ่านไปได้ห้าวันในหีบก็เพิ่มจำนวนผ้าเช็ดหน้าขึ้นเรื่อยๆคราวนี้หญิงสาวขยับข้อเรียกร้องขึ้นอีกนิด
“หม่อมฉันอยากได้กี่ทอผ้าเพคะได้หรือไม่” นางเอ่ยขอ ขณะช้อนสายตามองยังเ้าของตำหนักเหมันต์พิสุทธิ์ในวันที่พบพระองค์เป็การส่วนตัว
“ถ้าข้าบอกว่าไม่ให้ล่ะ”พระองค์ทรงเย้าแหย่ และคอยลอบมองสีหน้าผิดหวังของนาง
“หม่อมฉันไม่อยากอยู่ว่างถ้าไม่ได้กี่ทอผ้า แล้วมีงานครัวงานสวนอะไรให้หม่อมฉันทำบ้าง ขืนได้แต่นั่งๆ นอนๆอย่างนี้ต่อไป มีหวังเส้นยึดกันหมดพอดี” นางบ่นอุบ
“มีแต่คนอยากอยู่เฉยๆเ้านี่แปลกคน อยากเสียเหงื่อออกแรง”
“กินอยู่โดยไม่จ่ายสักตำลึงหม่อมฉันละอายใจเป็นะเพคะ”
“ตัวเ้าก็เท่านี้จะสิ้นเปลืองกระไรมากมาย”
“ก็หม่อมฉันอยากตอบแทนน้ำพระทัยบ้าง...ไม่ได้หรือ”คนเคยทำงานเช้าจรดค่ำ จู่ๆชีวิตพลิกผันต้องอยู่นิ่งอย่างคนไร้ประโยชน์ ฉวนลี่ถิงรู้สึกฝืนใจกายยิ่งนักด้วยคิดเสมอว่าค่าของคนอยู่ที่การทำงาน
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงรู้สึกชื่นชมหญิงสาวทุกครั้งที่นางมีน้ำใจคิดถึงคนอื่นยิ่งคนคนนั้นเป็พระองค์ด้วยแล้ว
“ถ้าข้าให้เ้าตอบแทนด้วยเื่อื่นล่ะ”
“ว่ามาเถิดเพคะ ไว้หม่อมฉันจะคิดดูก่อนว่าทำได้ไหม”
นับว่านางยังรู้จักความพอดีไม่รับปากส่งเดชไปทุกเื่จนเพิกเฉยความรู้สึกความ้าของตัวเอง
“อยู่เฉยๆ วางตัวสวยๆ”
ฉวนลี่ถิงอดจะหน้าง้ำเล็กน้อยไม่ได้
“ก็เพราะอยู่เฉยๆวางตัวสวยๆ นี่อย่างไรเล่า หม่อมฉันถึงได้ร้องจะเอากี่ทอผ้าพระองค์จงใจรวนหม่อมฉันนี่เพคะ”
เสวี่ยอ๋องทรงพระสรวลเล็กน้อย
“เอาเถอะ...ข้าตามใจเ้าข้าไม่อยากถูกเ้าโกรธเคืองหรอกนะ”
ทรงกลัวนางโกรธด้วยหรือคิดแล้วหญิงสาวก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้ากับความรู้สึกเริ่มเลยเถิดของตนนางนี่อย่างไร เหตุใดชอบลืมว่าตนไร้สิทธิ์เรียกร้องตามอำเภอใจ มาอาศัยเขาอยู่ควรเจียมตนโอนอ่อนตามเ้าของเรือนถึงจะถูก
ครั้นอีกฝ่ายทรงเห็นนางนิ่งไปจึงตรัสเย้าขึ้นมาอีกคำรบ
“ว่าอย่างไรจะไม่เอากี่ทอผ้าแล้วหรือ”
“เอาสิเพคะ” นางรีบบอก เผยรอยยิ้มดีใจที่ตนสมปรารถนาส่งผลให้คนมองแช่มชื่นในหฤทัยประหนึ่งถูกพรมด้วยฝนทิพย์
เมื่อตกลงตามนั้นแล้วกี่ทอผ้าจึงถูกยกมาวางยังโถงของเรือนพักในวันรุ่งขึ้น
นอกจากเสี่ยวหงที่คอยรับใช้ใกล้ตัวฉวนลี่ถิงแล้วเสี่ยวหลิงกับเสี่ยวลู่ยังสลับตัวมาคอยรับใช้และเป็เพื่อนคุยกับนางที่เรือนด้วยในบางวัน
บ่ายของวันหนึ่งเสี่ยวหงยกน้ำชายามบ่ายมาวางบนโต๊ะข้างกี่ทอผ้า
“ฝีมือทอผ้าของท่านสวยนักทั้งสี ทั้งลาย งานละเอียดประณีตมากเ้าค่ะ” เสี่ยวหงลูบมือลงบนผ้าที่ทอไปได้เกือบครึ่งผืน
“ที่เ้าเห็นนี่ยังแค่พื้นๆนะ ท่านแม่กับพี่สาวข้าทอผ้าได้งามกว่านี้นัก ผ้าแต่ละพับเรียกราคาได้สูงลิ่วยิ่งถ้าปักลายลงไปด้วยแล้ว เคยมีคนแย่งกันซื้อจนต้องเปิดให้แข่งราคากันเลยเชียวแต่ฝีมือชาวบ้านคงไม่อาจสู้ผ้าปักผ้าทอของช่างในวังได้กระมัง”
หลังจากฉวนลี่ถิงต้องอยู่ดูแลหลานชายต่ออีกสักระยะนางก็เขียนจดหมายแนบไปกับจดหมายรับรองจากเสวี่ยอ๋องซึ่งถูกส่งไปพร้อมข้าวของจากวังหลวง ในที่สุดพี่สาวนางก็สามารถล้างอายให้บุพการีทั้งสองหลุมฝังศพของพี่เจวียนเอ๋อร์มีคนไปจัดการตั้งป้ายศิลาประกาศตำแหน่งสนมเป็ที่เรียบร้อยหลังจากคืนวันเทศกาลจงชิวราชสำนักก็จะตั้งป้ายสักการะพี่สาวนางให้เป็หนึ่งในสมาชิกราชวงศ์
“ที่ท่านทำนี่ก็เทียบเท่าช่างฝีมือในวังได้เหมือนกันนะเ้าคะ” เสี่ยวหลิงที่อยู่ในห้องด้วยเอ่ยขึ้น
“เ้าเคยเห็นฝีมือช่างทอตำหนักในด้วยหรือ”ฉวนลี่ถิงถามด้วยความตื่นเต้นเื่ใดที่เกี่ยวกับงานทองานย้อมนางล้วนสนใจและอยากฟังทั้งสิ้น
เสี่ยวหลิงส่ายหน้าเสี่ยวลู่จึงกล่าวเพิ่มเติม “ั้แ่เล็กจนป่านนี้พวกข้าไม่เคยย่างกรายเฉียดใกล้กำแพงวังเลยด้วยซ้ำ”
“เช่นนี้ก็กล่าวชมข้าเกินไปแล้วสิผ้าทอผ้าปักสวยได้เพราะเส้นไหมดี ข้าถนัดที่สุดคือการย้อมและนำผ้าไปขาย” นางเหมาะกับงานใช้แรงมากกว่ากล่าวแล้วหญิงสาวก็ก้มหน้าก้มตาทอผ้าผืนนั้นต่อไป
“ถวายพระพรเสวี่ยอ๋องเพคะ”นางกำนัลทั้งสามย่อกายลง
ฉวนลี่ถิงจึงเงยหน้าจากกี่ทอผ้าผู้มาใหม่โบกพระหัตถ์ปฏิเสธไม่ให้นางลุกขึ้น
“เ้าคิดจะถ่ายทอดวิชาเหล่านี้ให้พวกนางหรือไม่”พระองค์ทอดพระเนตรยังผืนผ้าที่ยังทอค้างอยู่
“ได้หรือเพคะ” ในน้ำเสียงคนถามมีแววตื่นเต้นยินดี
เสี่ยวหลิงเสี่ยวลู่ และเสี่ยวหงพยักหน้าเร็วๆ แทบจะพร้อมกัน
“หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็การเอาของถิ่นมาเทียบของหลวงเสียมากกว่า”
“ถือเสียว่าแลกเปลี่ยนความรู้กันก็ได้นับเป็ข้อแลกเปลี่ยนที่ข้า มอบกี่ทอผ้าให้เ้าก็แล้วกัน”
ฉวนลี่ถิงยิ้มในที่สุดก็ทรงปรารถนาอยากได้ของตอบแทน และนางก็เต็มใจกับเื่ที่ตนถนัดยิ่ง
“เมื่อมีคนสนใจก็ดีหม่อมฉันอยากทำประโยชน์ให้พระองค์บ้าง ไหนๆ ก็อาศัยอยู่กิน ใช้เสื้อผ้าของพระองค์”หญิงสาวกางมือออก ก้มมองเสื้อผ้าหรูหราของตัวเองก็ได้แต่ยิ้มเครื่องนุ่งห่มเหล่านี้เกินฐานะนาง แต่จำเป็ต้องใส่และสั่งใจไม่ให้ยึดติดเพราะเมื่อถึงเวลา นางก็ต้องกลับไปเป็ผู้สืบต่อกิจการโรงย้อมที่เมืองซานเทียน
“อันที่จริงหม่อมฉันทอผ้าหรือย้อมผ้าเพื่อตัดเสื้อผ้าใช้เองก็ได้แค่ไม่อยากทำให้พระองค์ทรงขายหน้า ถึงได้ยอมใส่ชุดสวยๆ พวกนี้”
“เ้ารับปากแล้วก็ดีเมื่อมีเวลาว่าง ก็ให้คนที่สนใจมาเรียนทอผ้ากับเ้า”
“หากพวกนางอยากจะเรียนย้อมผ้าด้วยหม่อมฉันก็ยินดีเพคะ เพียงแต่ต้องใช้สถานที่กว้างกว่านี้แต่ดูเหมือนคงไม่จำเป็กระมัง ในเมื่อทางตำหนักก็ซื้อผ้าจากร้านข้างนอกเข้ามาใช้”
“ให้พวกนางเรียนไว้ไม่เสียหลายหรอก”เซวียเสวี่ยจิ้งทอดมองอีกฝ่าย เวลาหญิงสาวกล่าวถึงการย้อมผ้าดวงตานางวาววับสดใสเป็ประกายความมีชีวิตชีวาถูกถ่ายทอดออกมาด้วยรอยยิ้มและท่าทางกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ยิ่งพิศก็ทรงรู้สึกว่านางน่ามอง
“งานปักคงไม่ต้องกระมังเพคะ”
โดยพื้นฐานแล้วนางกำนัลล้วนมีฝีมือด้านการปักการเย็บด้วยกันทั้งสิ้นฉวนลี่ถิงเกรงว่าเวลาจะไม่มากพอ สู้เน้นงานทองานย้อมคงดีกว่า
หลังได้ข้อสรุปนางกำนัลทั้งสามจึงไปถ่ายทอดเื่ราวที่พูดคุยกันให้หลินเฝ่ยเจินฟัง
ไม่กี่วันต่อมาเซวียเสวี่ยจิ้งก็มีรับสั่งให้สร้างโรงย้อมผ้าไว้ใกล้โรงซักล้างมีห้องทอแยกออกมาเป็สัดส่วน