"บัววารีบัวอัคคีอะไรกัน คุณหนูใหญ่โปรดอย่าไปฟังเ้าเด็กนี่พูดเหลวไหล"
ผู้ดูแลรองเองก็เป็คนอารมณ์ร้อน เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ของตนตกตะลึงจนถึงขั้นลุกขึ้นจากบัลลังก์พุ่งเข้าหาเฉินฉางอันก็รู้สึกว่าท่าไม่ดี
"คุณหนูใหญ่ คนผู้นี้พูดจาเชื่อถือไม่ได้มีแต่คำลวงโลก ท่านอย่าได้ถูกเ้าเด็กนี่หลอกเอา..."
ตู้ม!
คำพูดของผู้ดูแลรองยังไม่ทันจบ พลังิญญาอันทรงพลังสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจาก์พร้อมกับเสียงกระดูกที่หักสะบั้น สยบเขาลงกับพื้นอย่างรุนแรง
"บอกข้ามา เ้าล่วงรู้เื่บัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ได้อย่างไร?"
จีเฟิ่งเหยียนใบหน้าเ็าดวงตาดุจสายน้ำจ้องเขม็งไปที่เฉินฉางอันเบื้องหน้า
"หากมีคำโป้ปดเพียงคำเดียว ข้าจะให้เ้านอนอาบโลหิตอยู่ตรงนี้!"
ดอกมู่หลานม่วง บัวขาวเมฆาวารี และเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ สมุนไพรทั้งสามชนิดนี้คือสิ่งจำเป็ในการหลอมโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำ
และการหลอมโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำก็เกี่ยวพันกับการทะลวงคอขวดของตัวนางเอง เื่นี้ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกจากตัวจีเฟิ่งเหยียนเองเท่านั้น
คนในจวนตระกูลจีรู้เพียงว่านางกำลังจะเปิดเตาหลอมโอสถ แต่ไม่รู้ว่าหลอมโอสถชนิดใด
ดอกมู่หลานม่วงนั้นถูกเก็บเกี่ยวจากสวนสมุนไพรของตระกูลจีก็จริง แต่บัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์นั้น จีเฟิ่งเหยียนเพิ่งซื้อมาจากหอร้อยสมบัติด้วยราคาสูงลิบ… เฉินฉางอันย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
หรือว่าระดับพลังของเ้าเด็กนี่จะสูงล้ำกว่านาง? หรือเขาจะฝึกฝนวิชาตาทิพย์หูทิพย์ตามตำนาน?
เป็ไปไม่ได้! ภายในห้องลับมีการตั้งค่ายกลใหญ่ไว้หลายชั้นเพื่อปิดกั้นการสำรวจทุกรูปแบบ หากไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขติญญาระดับแปดขึ้นไปย่อมไม่มีทางแอบมองจีเฟิ่งเหยียนได้เลย
ทว่าเฉินฉางอันเบื้องหน้านี้ แม้จะมีจิตใจแน่วแน่และพร์ในการฝึกตนไม่เลว แต่ในสายตาของจีเฟิ่งเหยียนขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กนั้น ก็ยังอ่อนแอราวกับมดปลวกตัวหนึ่งอยู่ดี
ต่อให้มดตัวนี้จะตัวใหญ่กว่ามดทั่วไปอยู่บ้าง แต่มดอย่างไรก็เป็มด หากจีเฟิ่งเหยียน้าจะเหยียบมดให้ตายย่อมไม่ต้องเปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อต้องเผชิญหน้าในระยะประชิดกับคุณหนูใหญ่ที่งดงามราวกับเทพธิดาจุติลงมา เม็ดเหงื่อของเฉินฉางอันก็ไหลออกมาดั่งสายฝน
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้ ใกล้จนเขาได้กลิ่นหอมจากร่างกายของคุณหนูใหญ่ กลิ่นนั้นหอมสะอาดเหมือนดอกบัวหิมะที่เบ่งบานบนเทือกเขาเทียนซาน นอกจากกลิ่นหอมแล้ว เฉินฉางอันยังััได้ถึงพลังงานทำลายล้างที่แฝงอยู่ภายใต้รูปโฉมที่งดงามเหนือโลกนี้ด้วย
"คุณหนูใหญ่ขอรับ แม้ข้าน้อยจะไม่ล่วงรู้ว่าท่านกำลังหลอมโอสถชนิดใด แต่ว่า..."
เฉินฉางอันปาดเหงื่อที่หน้าผา พยายามรวบรวมสมาธิแล้วประสานมือพูดต่อ
"แต่ว่า… ั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักแห่งนี้ ข้าน้อยก็ได้กลิ่นที่หลงเหลืออยู่บนตัวคุณหนูใหญ่... กลิ่นของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ทั้งสองชนิดนี้"
จีเฟิ่งเหยียนคิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนหน้านี้นางได้ทำการลองหลอมโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำในห้องหลอมโอสถมาจริง ๆ
เพียงแค่กลิ่นที่ติดตัวอยู่กลับสามารถแยกแยะบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ออกมาได้ เื่นี้มัน... มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
เื่เช่นนี้อย่าว่าแต่นางเลย ต่อให้เป็ปรมาจารย์หลอมโอสถในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างที่เชี่ยวชาญการหลอมโอสถก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้ เฉินฉางอันเป็เพียงข้ารับใช้ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กตัวเล็ก ๆ เหตุใดจึงสามารถแยกแยะได้
จีเฟิ่งเหยียนยังคงจ้องมองเฉินฉางอันด้วยความสงสัย
"เ้าจะพิสูจน์คำพูดของเ้าอย่างไร?"
จะพิสูจน์อย่างไร? คำถามนี้ทำเอาเฉินฉางอันจนปัญญาจริง ๆ การปลูกสมุนไพรในตระกูลจีมานานกว่าสิบปี ประกอบกับการอบรมสั่งสอนของเฉินผิงผู้เป็บิดาและมารดามาั้แ่เด็ก ทำให้เฉินฉางอันจดจำกลิ่นและฤทธิ์โอสถของสมุนไพริญญาต่าง ๆ ได้ขึ้นใจจนไม่อาจจะคุ้นเคยไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เขาได้กลิ่นที่หลงเหลืออยู่บนตัวของจีเฟิ่งเหยียนจริง ๆ ทว่าในยามนี้จีเฟิ่งเหยียนกลับ้าให้เขาพิสูจน์...
เมื่อมองดูคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมแต่เต็มไปด้วยจิตสังหาร เฉินฉางอันรู้ดีว่าหากเขาไม่สามารถพิสูจน์เื่นี้ได้ เกรงว่าชีวิตย่อมต้องจบสิ้นลงที่นี่ทันที
ในขณะที่เฉินฉางอันกำลังมืดแปดด้าน เขาก็พลันพบว่าพื้นที่รอบตัวเริ่มแตกสลายรอยแยกมิติที่น่าหวาดหวั่นเริ่มขยายตัวออกและกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
หญิงสาวผู้นี้ถึงกับสามารถส่งผลต่อรอยแยกมิติได้ เห็นได้ชัดว่านางได้บรรลุมหาเต๋าแห่งมิติกาลเวลามาแล้ว
บัดซบ! จะนิ่งเฉยหรือขยับตัวก็มีแต่ตายเท่ากัน งั้นก็เป็ไงเป็กัน
เฉินฉางอันกัดฟันแน่น ก้าวเท้าเข้าไปหาคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนก้าวหนึ่งยอมเสี่ยงอันตรายถึงขีดสุด
ทันทีที่เฉินฉางอันขยับตัวจีเฟิ่งเหยียนก็ตื่นตัวทันที หรือว่าเ้าเด็กนี่จะถูกจับพิรุธได้ จึงคิดจะเสี่ยงกับนาง? ด้วยระดับขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กของเขาช่างรนหาที่ตายนัก!
จีเฟิ่งเหยียนยังไม่ทันขยับเขยื้อน รอบกายของนางกลับเปล่งประกายรัศมีเทพออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น เปลวเพลิงสีแดงฉานจำนวนมหาศาลซ่อนตัวอยู่ใต้ิั สนามพลังที่ไร้นามโอบล้อมรอบตัว พลังทำลายล้างที่พร้อมจะทำลายทุกสรรพสิ่งกำลังจะะเิออกมา
ฟึ่บ! ในขณะที่จีเฟิ่งเหยียนเตรียมจะลงมือสังหารเฉินฉางอันก่อน
เฉินฉางอันที่เข้าใกล้ตัวนางแล้ว กลับหลับตาลงกะทันหัน เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วสูดดมกลิ่นอย่างแ่เบาพร้อมกับพึมพำออกมาเป็ระยะ
"นอกจากบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์แล้ว ยังมีผลหยกชาด หญ้าอัสนี น้ำค้างหยกเหมันต์ เถาวัลย์ปี้ลั่ว..."
ด้วยกลิ่นที่เขาสูดดมจากตัวจีเฟิ่งเหยียน เฉินฉางอันบอกชื่อสมุนไพริญญาออกมาห้าหกชนิดในคราวเดียว ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งจำเป็ในการหลอมโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำทั้งสิ้น
"คุณหนูใหญ่ให้ข้าน้อยพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่เื่โกหก ข้าน้อยจึงจำเป็ต้องเข้าใกล้อีกนิดเพื่อดมกลิ่นสมุนไพรที่เหลือออกมา การกระทำครั้งนี้... ขอคุณหนูใหญ่โปรดอภัยด้วยขอรับ"
เฉินฉางอันประสานมือคำนับแล้วถอยร่างกลับมา รักษาระยะห่างจากจีเฟิ่งเหยียนอีกครั้ง
ฟึ่บ! พลังทำลายล้างมหาศาลมลายหายไปในความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเป็เพราะแสงเปลวเพลิงหรือเพราะสาเหตุใด บนใบหน้าที่งดงามของจีเฟิ่งเหยียน กลับ... กลับปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
จีเฟิ่งเหยียนฝึกเต๋ามาสิบกว่าปี จิตใจแน่วแน่ไม่วอกแวก
นี่เป็ครั้งแรกที่มีชายหนุ่มมาเข้าใกล้และสูดดมกลิ่นกายในระยะประชิดเช่นนี้…
หากเป็ผู้อื่นคงถูกนางสังหารทิ้งไปนานแล้ว แต่ว่าเื่นี้เป็ตัวนางเองที่สั่งให้เฉินฉางอันพิสูจน์ความบริสุทธิ์จึงไม่เหมาะสมที่จะเอาความ...
จีเฟิ่งเหยียนมองสำรวจเฉินฉางอันด้วยความสนใจมากขึ้น คนผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในวิถีโอสถ บางทีอาจจะมีวิธีประสานฤทธิ์โอสถได้จริง ๆ
"เ้าบอกว่าเ้ามีวิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์คือวิธีใด?"
เมื่อเผชิญกับคำถามของคุณหนูใหญ่ เฉินฉางอันกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาเพียงแค่ก้มหน้าประสานมือคำนับอย่างดื้อรั้น พร้อมกับจ้องมองไปที่ผู้ดูแลสามที่ถูกพันธนาการอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาอาฆาต
หากผู้ดูแลสามไม่ตาย เคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาก็มีโอกาสถูกเปิดเผย
เฉินฉางอันย่อมต้องอยู่อย่างหวาดระแวงไม่มีวันสงบสุข วิธีประสานฤทธิ์บัววารีและบัวอัคคีคือข้อต่อรองเดียวที่เฉินฉางอันมีต่อคุณหนูใหญ่ มีหรือที่เขาจะยอมพูดออกมาง่าย ๆ
"ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินผู้ดูแลสามพูดว่า… เ้าทะลวงจากขั้นขัดเกลากายาเข้าสู่ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กได้ภายในวันเดียว"
จีเฟิ่งเหยียนย่อมล่วงรู้ว่าเฉินฉางอัน้าสิ่งใด เมื่อเห็นเขาดื้อรั้นเช่นนี้นางจึงทำได้เพียงเหยียบย่างไปบนความว่างเปล่ากลับไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง
นางมองไปยังเฉินฉางอันที่อยู่ในขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก และผู้ดูแลสามที่อยู่ในขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ
"การทะลวงขอบเขตต่อเนื่องย่อมทำให้รากฐานไม่มั่นคง อีกทั้งขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กกับขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์ยังห่างกันถึงสองระดับขั้นใหญ่"
ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กคือระดับสาม จำต้องขัดเกลากระดูกและเส้นเอ็นให้ถึงที่สุดจึงจะทะลวงผ่านได้
ส่วนขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์คือระดับห้า หมายความว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้จะมีพละกำลังดุจวัวเก้าตัวและพยัคฆ์สองตัว ตามปกติแล้วผู้บำเพ็ญเพียรระดับห้าสามารถเอาชนะผู้บำเพ็ญเพียรระดับสามเจ็ดแปดคนได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเฉินฉางอันกลับยอมเอาชีวิตเป็เดิมพัน เพื่อขอโอกาสตัดสินความเป็ความตายกับผู้ดูแลสาม จีเฟิ่งเหยียนรู้สึกสงสัยเหลือเกินว่านี่เป็เพราะความแค้นบังตาหรือว่า... เขามีสิ่งใดให้พึ่งพากันแน่?
เฉินฉางอันมีความเชี่ยวชาญในวิถีโอสถถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังรู้วิธีประสานฤทธิ์บัววารีและบัวอัคคี หากขัดเกลาอีกสักหน่อยจวนตระกูลจีก็จะได้ปรมาจารย์หลอมโอสถเพิ่มขึ้นมาอีกคน
จีเฟิ่งเหยียนย่อมไม่อยากให้เขาตาย ทว่านางพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เ้าเด็กนี่กลับเอาแต่ประสานมือคำนับท่าเดียว ภายใต้ท่าทางที่อ่อนน้อมกลับซ่อนความดื้อรั้นอย่างที่สุดเอาไว้
จีเฟิ่งเหยียนเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมา อย่างที่รู้ว่าโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำเกี่ยวพันกับการทะลวงขอบเขตพลังของนาง ดังนั้นคุณค่าของเฉินฉางอันในใจนางยามนี้เหนือกว่าผู้ดูแลทั้งสามคนไปนานแล้ว กระทั่งจีอู๋เซี่ยงที่เป็ศิษย์สายนอกของตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้
เอาเถิด! ให้เ้าเด็กนี่ได้ลิ้มรสความลำบากและอุปสรรคบ้าง ให้รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเพียงใดจะได้ควบคุมง่ายขึ้น
อย่างมากที่สุดยามที่ผู้ดูแลสามจะลงมือสังหาร นางก็แค่ยื่นมือเข้าช่วยก็ยังไม่สาย การต่อสู้เป็ตายห้ามผู้อื่นสอดแทรกกฎนี้มีไว้สำหรับผู้อ่อนแอเท่านั้น ส่วนนางจีเฟิ่งเหยียนคือผู้ที่บัญญัติกฎเ่าั้เอง!
"เช่นนั้นก็เริ่มเถิด!"
เมื่อคิดได้ดังนี้ จีเฟิ่งเหยียนก็สะบัดมือครั้งหนึ่งพันธนาการที่รัดตัวผู้ดูแลสามไว้ก็สลายหายไปทันที
"ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา ข้าน้อยจะทำงานให้สำเร็จเพื่อฆ่าไอ้โจรชั่วนี่ให้จงได้!"
ผู้ดูแลสามที่เพิ่งได้รับอิสระกล่าวออกมาด้วยความดีใจ เขากำลังกลัดกลุ้มว่าจะหาทางแก้แค้นเฉินฉางอันได้อย่างไรดี ใครจะคิดว่ายามที่ง่วงนอนกลับมีคนส่งหมอนมาให้เสียอย่างนั้น
"การต่อสู้ตัดสินความเป็ความตาย ฮ่า ๆ เฉินฉางอันเ้ากล้าท้าทายข้าเชียวหรือ ดี! ข้าจะทำให้เ้ารู้ซึ้งว่าขั้นเก้าวัวสองพยัคฆ์ในระดับห้าคืออะไรและสิ่งที่เรียกว่า..."
ฟึ่บ!
คำพูดของผู้ดูแลสามยังไม่ทันจบ เฉินฉางอันก็พุ่งตัวออกไปสุดกำลัง เพียงพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของผู้ดูแลสามเขาใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงหมัดเข้าใส่โดยตรง
ภายใต้จิตสังหารอันแรงกล้าของเฉินฉางอัน หัวใจเทาเที่ยที่หลบซ่อนอยู่ในกายเริ่มเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ปราณโลหิตพลุ่งพล่านพละกำลังหกช้างหรือก็คือพละกำลังม้าพยศหกสิบตัวพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง
"ดีนัก! วันนี้ข้าจะทำให้เ้ารู้จักพลังเก้าวัวสองพยัคฆ์"
เมื่อเห็นเฉินฉางอันที่ระดับพลังต่ำกว่ามากเลือกที่จะปะทะตรง ๆ ผู้ดูแลสามก็รู้สึกยินดียิ่ง เขาไม่หลบเลี่ยงแต่กลับเหวี่ยงหมัดเข้าปะทะเช่นกัน
"พลังเก้าวัวสองพยัคฆ์เทียบเท่ากับพละกำลังม้าพยศยี่สิบตัว เฉินฉางอันเ้าเพิ่งจะทะลวงขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก มีพลังเพียงหนึ่งม้าก็นับว่ามากแล้ว"
ผู้ดูแลใหญ่และผู้ดูแลรองมองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและขบขัน
"หมัดนี้ของผู้ดูแลสามสะสมพลังมาถึงสามสิบปี เฉินฉางอันจะเอาอะไรไปต้านทาน?! คนหนุ่มมีแต่ความกล้าแต่ไร้แผนการไม่รู้จักเก็บซ่อนคม ช่างโง่เขลายิ่งนัก โง่เขลาเหลือเกิน"
ทว่าจีเฟิ่งเหยียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ และเตรียมจะยื่นมือเข้าช่วยเฉินฉางอันกลับสังเกตเห็นบางอย่าง ร่างกายของนางพลันสั่นสะท้าน บนใบหน้าที่งดงามล่มเมืองเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ท่ามกลางเสียงดูแคลนและเสียงเยาะเย้ยนั้น สองหมัดพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุดัน
ตู้ม!!