แม้รู้ว่าเ้าแคว้นกำลังจะหาทางรับมือกับพวกรากษสแล้ว แต่ผู้เฒ่าเทียนก็ยังไม่วางใจนัก เขาขบคิดเื่นี้ตลอดทางกลับหมู่บ้านชงโคใน่บ่าย หากรอให้ทางการมาจัดการเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่ทันการณ์ เพราะหุบเขาชงโคติดกับป่าดงเย็น ซึ่งเขตชั้นในอุดมด้วยหนองน้ำที่รากษสยึดเป็ฐานที่มั่น พวกมันอาจบุกเข้าหมู่บ้านเมื่อใดก็ได้ ผู้ใหญ่บ้านวัยเจ็ดสิบสองจึงเป็กังวล
ขณะที่กำลังคิดหาวิธีป้องกันภัยให้สองหมู่บ้านในหุบเขาชงโค ล้อรถม้าก็สะดุดหินที่ผุดขึ้นตามพื้นดินจึงโคลงเคลงจนศีรษะของผู้เฒ่าเทียนเกือบจะโขกกับผนังไม้
“เกิดอะไรขึ้น ไอ้ไม้ เอ็งหลับรึ” เขาะโถามสารถีที่อยู่หน้ารถ
“ขอโทษขอรับ นายท่าน บ่าวหลบไม่ทัน”
“ค่อย ๆ ขับ ไม่ต้องรีบร้อน ข้าไม่เข้าที่ทำการ ตรงไปป่าดงเย็นเลย”
“ขอรับ”
ผ่านไปชั่วโมงเศษ รถม้าก็หยุดให้ผู้เฒ่าผมขาวยาวปะบ่าก้าวลงไปยืนตรงปากทางเข้าป่าชั้นนอก เพื่อร่ายเวทปล่อยผีเสื้อสอดแนมเข้าไปในพงไพรเฉกเช่นที่ทำเป็ประจำทุกเดือน
แต่ยังไม่ทันจะยกมือพนม ผีเสื้อสีเพลิงที่ใกล้หมดวาระตัวหนึ่งก็บินออกมาจากป่า สีแดงสดดุจเปลวเพลิงที่เคยสะดุดตาดูซีดจางลงจนแทบจะโปร่งแสง มันบินมาเกาะดัชนีที่ผู้เฒ่าเทียนยื่นออกไปรับ แล้วสลายตัวกลายเป็อักขระที่้าสื่อสารให้ผู้เป็นายรับรู้ก่อนสิ้นใจตามอายุขัยหนึ่งเดือน
“มีสงฆ์ห่มจีวรสีหมากเก็บตัวในถ้ำ” หลังจากอ่านข้อความที่ปรากฏกลางอากาศจบลง ดวงตาเบ้าลึกก็เกิดประกายแห่งความหวัง “หรือว่าจะเป็เขา”
ทั่วแคว้นสัตตบรรณมีพระสงฆ์เดินธุดงค์ตามป่าหลายรูป แต่ทุกรูปจะห่มจีวรสีแก่นขนุน มีเพียงผู้เดียวที่ห่มจีวรสีแปลกกว่าผู้ใด พระผู้นั้นนามว่า ‘เจิม’ ท่านเป็ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ที่สำเร็จอภิญญาห้าแล้ว จึงมีฤทธานุุภาพเหนือกว่าพระสงฆ์รูปใดในแคว้นนี้ ประกายแห่งความหวังจึงผุดขึ้นในใจของผู้เฒ่าเทียนทันทีที่รับรู้ข่าวนี้ เพราะไม่เพีงแค่หุบเขาชงโคจะพ้นภัย แต่หลายชายของเขารวมถึงเด็กคนอื่นในหุบเขาอาจได้รับประโยชน์ด้วย
ผู้เฒ่าเทียนเก็บความปิติไว้ในใจ ยกมือขึ้นมาพนม แล้วขยับปากท่องคาถา ก่อนพ่นละอองแสงสีทองออกมาก่อตัวเป็ผีเสือสีเพลิงนับพันตัว กระพือปีกพึบพับอยู่เบื้องหน้ารอคำสั่งของผู้เป็นาย พอเขาโบกมือหนึ่งครั้งให้พวกมันไป ปีกแดงเพลิงพลันเปลี่ยนเป็สีใบไม้กลมกลืนกับธรรมชาติ ก่อนจะบินเข้าป่าไปตามทิศทั้งแปดอย่างรู้งาน
ประมาณสี่โมงครึ่ง รถม้าก็จอดหน้าเรือนของผู้ใหญ่บ้าน พอเท้าแตะพื้นดินชื้นฝน ผู้เฒ่าเทียนก็บอกกับบ่าวคนสนิทว่า “เอ็งไปดูแลงานศพของแม่สุขที่วัดเถอะ”
“เก็บรถม้าแล้ว บ่าวจะไปทันทีขอรับ”
“ข้ากินข้าวเย็นเสร็จ ก็จะตามไปฟังสวด” แจ้งจบ ขาก็ก้าวขึ้นเรือนด้วยความอ่อนล้า กะจะไปเอนหลังพักในห้องสักงีบ
แต่เสียงแจ๋ว ๆ ของหลานบุญธรรมดังมารั้งเท้าให้หยุดระหว่างเดินไปทางห้องนอน
“ท่านปู่ ๆ กลับมาแล้วหรือขอรับ” กูณฑ์วิ่งไปกอดชายชราอย่างประจบเฉกเช่นที่เคยทำทุกครั้งเมื่อมีสิ่งที่้าร้องขอ
“เอ๊ะ ไอ้กูณฑ์ เอ็งไปต่อยกับใครมา” ผู้เฒ่าเทียนจับใบหน้าของหลานชายพลิกซ้ายที ขวาที ดูรอยฟกช้ำ
“นี่ด้วย” กูณฑ์ยกนิ้วชี้ที่ถูกกัดให้ดูด้วย
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมแผลเต็มตัวอย่างนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ใครมารังแกหลานของข้า”
“น้องเมฆ ขอรับ” เด็กน้อยตอบเสียงอ่อย ๆ แม้อยากจะฟ้องปู่ แต่ก็รู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ในใจ
“หา !”
พอยินเสียงอุทานด้วยความใของผู้ใหญ่แล้ว เด็กน้อยก็คิดว่าปู่โมโหน้องชาย จึงรีบพูดว่า “ที่จริงจะโทษน้องก็ไม่ถูก เพราะข้าแกล้งน้องก่อนขอรับ”
“น้องอยู่ไหน” ผู้เฒ่าเทียนถามเสียงเข้ม
กูณฑ์ทำท่าเหมือนไม่อยากบอก แต่ก็ตอบว่า “ในห้องนั้นขอรับ” พอผู้เฒ่าเทียนก้าวไปยังห้องของเมฆซึ่งเคยเป็ห้องว่างที่อยู่ถัดจากห้องนอนของหลานชายคนโต กูณฑ์ก็รีบเดินตามพลางพูดด้วยความกังวล “ท่านปู่ อย่าลงโทษน้องนะขอรับ”
พอเข้าไปดูเด็กที่นอนกระดุกกระดิกอยู่ในเปลก็อุ้มขึ้นมาพินิจ แล้วดึงริมฝีปากจิ้มลิ้มของทารกน้อยออกเบา ๆ เพื่อดูว่ามีสิ่งผิดปกติในปากหรือไม่ แต่ก็พบเพียงเหงือกที่ไร้ฟันเหมือนเด็กแรกเกิดทั่วไป
กูณฑ์มองปู่ทุกอิริยาบท ไม่เห็นปู่ทำอะไรน้อง และน้องก็ไม่ทำอะไรปู่ จึงอดไม่ได้ที่จะยุให้ปู่ทำเหมือนตัวเอง “ปู่ลองเอานิ้วชี้แหย่ใส่ปากน้องดูสิ”
“เอ็งแกล้งน้องแบบนั้นรึ” ผู้เฒ่าเทียนถามเสียงเขียว กูณฑ์จึงก้มหน้างุด ไม่พูดอะไรต่อ
ในขณะที่ผู้เฒ่าเทียนลูบแก้มนุ่มเนียนของเด็กน้อย สายตาก็มองผมยุ่งเหยิงของหลานวัยห้าขวบ แล้วเดาว่าทารกน้อยคงควบคุมพลังรบในกายไม่ได้ยามหงุดหงิด หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป เมฆอาจตกอยู่ในอันตรายก็ได้
“กูณฑ์ เล่าให้ปู่ฟังอย่างละเอียดซิ ว่าแต่ละแผลได้มายังไง” ผู้เฒ่าเทียนถามเสียงเรียบ
“คือ ข้า เอ่อ ข้า...” กูณฑ์ไม่กล้าเล่า กลัวโดนลงโทษ
“เล่ามา ปู่รับปากว่าจะไม่ลงโทษ ถ้าพูดความจริง”
“ข้าพูดแต่ความจริงแน่นอน” เขารีบรับรอง แล้วเริ่มเล่าให้ฟัง “ตอนแรกข้าเอาขวดนมของน้องออก แล้วแหย่นิ้วใส่ปาก เลยโดนกัดขอรับ ต่อมาข้าเห็นน้องน่ารัก เลยก้มลงหอมแก้ม ก็โดนน้องดึงผม ร่วงไปหลายเส้นเลยขอรับ แล้วข้าก็...”
ผู้เฒ่าเทียนฟังจนจบก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องเมฆ
“เพื่อความปลอดภัยของเอ็ง ข้าจะผนึกพลังรบของเอ็งไว้ก่อน” ผู้เฒ่าเทียนพูดกับทารกเมฆ
แต่กูณฑ์ที่ได้ยินเต็มสองหูอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแย้ง “ท่านปู่พูดผิดหรือเปล่าขอรับ ท่านปู่น่าจะพูดว่า เพื่อความปลอดภัยของข้าสิขอรับ น้องพลังเยอะกว่าข้าจะเป็อันตรายได้ยังไง”
หลังจากลังเลอยู่สองสามอึดใจ ผู้เฒ่าเทียนก็ตัดสินใจบอกหลานว่า “ตอนนี้เด็กที่มีพลังมากกำลังโดนจับ ถ้าใครรู้ว่าเมฆทำเอ็งเจ็บขนาดนี้ น้องจะตกอยู่ในอันตราย เข้าใจหรือยัง” พอเห็นกูณฑ์อ้าปากค้าง ผู้เฒ่าเทียนก็พูดต่อ “ฉะนั้นทุกอย่างเกี่ยวกับน้องต้องเป็ความลับ เอ็งจะบอกใครไม่ได้ ทำได้ไหม”
กูณฑ์พยักหน้างึก ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วไม่ถามอะไรต่อ เขาได้แต่มองปู่ยกดัชนีขวาวาดบางอย่างลงบนหน้าผากของน้อง ก่อนจะวางเมฆลงในเปลไม่กี่อึดใจต่อมา
“เมื่อถึงเวลาอันควร ข้าจะปลดผนึกให้เอง”
“น้องจะรังแกข้าไม่ได้แล้วใช่ไหมขอรับ” กูณฑ์ถามขณะมองเด็กที่อยู่ในเปล
“เอ็งก็อย่าแกล้งน้องตอนกินนมอีกล่ะ”
“ขอรับ”
“วันนี้หลังกินข้าวแล้ว ก็นอนแต่หัวค่ำนะ พรุ่งนี้ข้าจะพาเอ็งไปเรียนวิชา จะได้สอบติดสำนักเตรียมศึกษาในปีหน้า ข้าอยากให้เอ็งสอบเข้าให้ได้ และถ้าเป็ไปได้ อีกเก้าปีข้างหน้า ก็อยากให้เอ็งเป็ศิษย์เอกของเ้าสำนัก หรือไม่ก็รองเ้าสำนักจตุรธาตุด้วย”
“ขอรับ” กูณฑ์รับคำทั้งที่งง ๆ ว่าทำไมปู่อยากให้สอบติดสำนักนี้ หรืออยากให้เป็ศิษย์เอกของสำนักนั้น แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร แค่เข้าใจคร่าว ๆ ว่าถึงวัยที่ตัวเองต้องเข้าเรียนแล้ว
“เดี๋ยวเอ็งไปหาป้าแจ่มให้ใส่ยาทาแผลซะ แล้วตอนเย็นมากินข้าวกับปู่นะ”
ฟังปู่พูดจบ กูณฑ์ก็หันหลังจะเดินออกจากห้อง แต่นึกถึงเื่ที่จะขอปู่ขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาหาชายชราอีกที
“เกือบลืมไปเลย ท่านปู่ เมื่อเช้าลุงไม้บอกว่า ตอนเย็นท่านปู่จะไปงานศพ ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่”
“งานศพนะ ไม่ใช่งานมหรสพ เอ็งจะไปทำอะไรที่งานศพ” ผู้เฒ่าเทียนทำสีหน้าขึงขัง “ไม่มีอะไรให้เอ็งดูหรอก”
“ไม่เหมือนกันหรือขอรับ” เด็กน้อยคิดว่าสองงานนี้จะมีโขนละครให้ดูเหมือนกัน
“ไม่เหมือน งานศพคือ พิธีที่จัดให้คนตาย มีแต่เสียงพระสวด ไม่มีโขนละครให้เอ็งดูเหมือนงานมรสพหรอก” ผู้เฒ่าเทียนอธิบายแล้วสั่งอีกครั้ง “รีบไปใส่ยาทาแผลซะ”
กูณฑ์เดินคอตกออกมาจากห้องของน้องอย่างผิดหวัง