เสี้ยวอู่ิกลับมาถึงโรงเตี๊ยม
หลังจากกล่าวลาประมุขหวงและฮูหยิน มันยังต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านด่านของเจียเจีย
และใช้เวลาอีกนานกว่าจะผ่านสายตาไม่เป็มิตรของศิษย์ตระกูลหวงนับพันที่ร่ำลือกันว่ามันพิชิตใจของบ๊วยหวานดักปักษาไปเสียแล้ว
โรงเตี๊ยมยังตั้งอยู่ที่นั่น
เสี่ยวเอ้อยังคงยืนสะบัดผ้าเช็ดโต๊ะไล่ยุงอยู่เงียบๆ
ทุกประการคงเหมือนเดิม
แต่เหมยฮวาไม่กลับมา
มันพิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพิธีกราบพบเ้าสำนักตระกูลหวง
แท้จริงมันสงสัยแต่แรกแล้วว่าเหมยฮวาเป็ตัวปลอม
หากมันจะวางเฉยก็ย่อมได้
แต่สุดท้ายมันตัดสินใจเสี่ยงเข้าไปช่วยเหลือ
เพราะหากนางเป็ตัวจริงชั่วชีวิตนี้มันคงรู้สึกผิดมหันต์
ดีที่เมื่อเข้าไปใกล้มันจำได้ว่ากลิ่นกายของสตรีที่ถูกโซ่ลามไว้ มิใช่กลิ่นของนาง จึงโคจรลมปราณป้องกันตัวได้ทัน ก่อนที่ฝ่ามือสีชาดจะปะทะเข้ากับหน้าอก ส่วนโลหิตที่กระอักมาเป็การลดทอนความบอบช้ำภายใน
มิฉะนั้น ป่านนี้มันคงเดินโบกพัดอยู่ในปรโลกกับเ้าค้างคาวแล้ว
เมื่อเปิดประตูห้องพบกับเตียงว่างเปล่า
ความเงียบเหงากัดกร่อนหัวใจนัก
มันเปิดกล่องที่ซุกซ่อนไว้ใต้เตียง ภายในมีผ้าห่มเปื้อนคราบโลหิตที่ซักแล้ว
มันสูดกลิ่นเข้าไปจนเต็มปอด
ถึงเวลาของสุนัขล่าเหยื่อ
เหมยฮวาคางเกยอยู่บนหัวเข่า ใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟมิให้มอดลง
ไป๋เซ่อเชินหลับตาเอนร่างพิงกับต้นไม้ ไม่เกรงว่านางจะหลบหนี ซ้ำยังคลายจุดร่างกาย่บนไว้ให้
วิชาสกัดจุดของรองเ้าสำนักหญิงผู้นี้ ยากที่จะแก้ไขเองได้ และนางก็ยังมิกล้าทดลอง
สองนางเดินทางมาหลายวันแล้ว แต่เหมยฮวารู้สึกว่าไป๋เซ่อเชินพานางวกไปวนมา
ข้อนี้นางยังมิอาจทำความเข้าใจ
หวนนึกถึงเสี้ยวอู่ิ แม้มันมิใช่รสนิยมของนาง แต่น้ำใจที่มีให้นางนั้นไม่เป็ที่สงสัย
ที่มันต้องประสบชะตากรรม ก็เป็เพราะช่วยเหลือนาง
“คิดถึงมันอยู่หรือ”
เหมยฮวาสะดุ้งหันไปมอง
ไป๋เซ่อเชินยิ้มดูแคลน แววตาตัดพ้อ
เหมยฮวามิตอบคำ แต่ถามออกไป
“ท่านจะทำอย่างไรกับข้าฯ”
“คำสั่งท่านประมุขให้จับตาย”
นี่เป็เื่ธรรมดา นางมีตำแหน่งสำคัญในพรรค เมื่อหลบหนีออกมาต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อมิให้เป็เยี่ยงอย่างและป้องกันความลับรั่วไหล
ไป๋เซ่อเชินลุกยืนขึ้น
“แต่ข้าฯ จะพาเ้ากลับไป”
เหมยฮวาเงยหน้ามองสบตานาง
“วิงวอนท่านโปรดสังหารข้าฯเถิด ข้าฯมิ้ากลับไปที่นั่นอีกแล้ว”
ไป๋เซ่อเชินทำเสียงจิ๊จ๊ะ ยกมือซ้ายขึ้น นิ้วกลางงอแตะกับนิ้วโป้ง
เหมยฮวาไม่กล้ารั้งรอ รีบลุกขึ้นแต่โดยดี
กลางป่าเขา
เสี้ยวอู่ิ เดินช้าๆ
แม้มันรีบร้อน แต่ไม่รีบเร่งจนเกินไป สายตามองหาร่องรอยที่เล็กน้อยที่สุด หูคอยฟังเสียงที่แ่เบาที่สุด จมูกสูดกลิ่นที่เจือจางที่สุด
ความสามารถพิเศษที่ทำให้มันได้เข้าสังกัดหน่วยสืบสวนลับ นอกจากพลังฝีมือและสติปัญญา ที่ทำให้เว่ยกงกงโปรดปรานที่สุดคือ จมูก
บ่อยครั้งที่มันคลี่คลายคดีได้ ด้วยการดมกลิ่นคนร้าย ขณะที่เ้าหน้าที่คนอื่นยังมะงุมมะงาหราอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนแอบโรยผงพิษชนิดพิเศษไว้ตามสถานที่ต่างๆ ในวังหลวง
ผงนี้ไม่เป็อันตรายต่อคนทั่วไป แต่ส่งผลร้ายแรงต่อสุนัขและแน่นอนว่าผู้ที่มีจมูกดีเช่นสุนัขด้วย
กงกงทราบว่าเสี้ยวอู่ิตกเป็เป้าถูกปองร้าย จึงสั่งให้มันรีบออกจากวังมาปฏิบัติงานที่ลั่วหยาง
คืนนี้กลับต้องใช้ความสามารถพิเศษ
หลังติดตามมาหลายวันมันก็สูดพบกลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคย
เป็กลิ่นกายของนาง
กับกลิ่นหอมของคนแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง
เป็กลิ่นของเหมยฮวาตัวปลอม
โดยปกติสตรีย่อมประพรมร่างกายด้วยของหอม
แต่กลิ่นของเหมยฮวาเป็กลิ่นจากเนื้อตัวร่างกายของนางอย่างแท้จริง
มันรีบเร่งฝีเท้า
แต่เสียงหนึ่งดังขึ้น
ตอนแรกเป็เสียงแว่วๆ จากนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
เสียงฮัมเพลง
ผู้ใดมาร้องเพลงอยู่กลางป่าลึกยามค่ำคืน
เสี้ยวอู่ิหยุดเท้าลง
เสียงนั้นก็หยุดลงเช่นกัน
ผ่านไปชั่วครู่ เสี้ยวอู่ิจึงเริ่มขยับตัว คราวนี้มันเปลี่ยนเป็ย่องเบาไปตามพื้นดิน หลีกเลี่ยงจากการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดเสียงดัง ยินยอมไปอย่างช้าๆ ราวหอยทาก
เสียงฮัมเพลงก็ดังขึ้นแ่ๆ เบาๆ
มันหยุดฝีเท้า
เสียงนั้นก็หยุดลงอีก
เสี้ยวอู่ิทุ่มเทประสาทััทั้งหมดออก ไม่ว่าจะเป็เงาความเคลื่อนไหว เสียงลม กลิ่นสาบ ล้วนแต่ไม่อาจรอดพ้นการประสาทรับรู้ของมัน
แต่กลับไม่พบเ้าของเสียงเพลงนั่น
มันเปลี่ยนเป็นอนราบลงกับพื้น แนบใบหูสนิทกับผิวดิน
ผ่านไปครึ่งชั่วยามยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ
ด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่ขนาดหกคนโอบต้นหนึ่ง ลำต้นสูงจากพื้นประมาณสิบ่ตัว ใบพุ่มหน้าทึบ ภายใต้เดือนมืด นับว่าสามารถพรางตาได้เป็อย่างดี
มันเลื้อยไปราวจิ้งจก ขึ้นไปนั่งอยู่บนคาคบใหญ่ มองออกไปในเงามืดของป่า เสียงลมพัดใบไม้กิ่งไม้อ่อนดังหวีดหวิว
ป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นค่อนข้างหนาทึบ ห่างไปเล็กน้อยมีต้นไม้ใหญ่อีกต้น มันเล็งกิ่งที่ดูแข็งแรง แล้วะโลอยตัวไปตามกิ่งไม้ทีละต้น กระทำเช่นนี้ต่อกันจนกินระยะทางหลายลี้
ทันใดนั้น เสียงฮัมเพลงก็ดังขึ้นอีก คราวนี้อยู่ไม่ไกลเท่าใด
เสี้ยวอู่ิหยุดใคร่ครวญชั่วขณะ ก็ะโลงมาที่พื้นดิน สะบัดพัดขึ้นโบก เดินอ้อยอิ่งไปข้างหน้า
ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีกองไฟขนาดย่อมๆ ถูกจุดขึ้น กิ่งไม้เล็กๆ สามอันถูกตั้งเป็เสาคล้ายกระโจม แขวนไว้ด้วยป้านชาทรงน้ำเต้าเก่าคร่ำคร่าใบหนึ่ง
ชายร่างั์นั่งฮัมเพลงอยู่บนขอนไม้ใหญ่ แสงจากกองไฟทอดผ่านร่างของมัน ทิ้งเงาขนาดมหึมาไว้ด้านหลัง มองดูคล้ายเงากระทิงใหญ่
มันกลับเป็ต้าคลุ้มคลั่ง
เสี้ยวอู่ิเดินโบกพัดเข้าไปหา
สายตาของต้าคลุ่มคลั่งจับจ้องไปที่ป้านชา ครู่หนึ่งมันก็ใช้มือเปล่าจับป้านชาร้อนๆ ออกมาจากกองไฟ หยิบจอกชาโทรมๆ สองใบมาวางลงกับพื้น รินชาลงไปจนไอร้อนพวยพุ่ง กลับไม่ยอมเทน้ำชาแรกทิ้ง
วิธีชงชาไม่อยู่ในกฏเกณฑ์ใดๆ
มันหยิบถ้วยชาขึ้นมาใบหนึ่ง กรอกใส่ปากของตน แล้วหยิบถ้วยชาอีกใบวางบนเปลือกไม้หักๆ ยื่นส่งมา โดยไม่ลุกขึ้น
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม ใช้สองมือประคองถ้วยชาทั้งที่ยังจับพัดไว้ แล้วกรอกชาร้อนๆ ลงไป
นี่เป็ชาที่แย่ที่สุดที่มันเคยดื่ม
รสขมฝาด กลิ่นเหม็นหืน น้ำที่ชงก็ร้อนเกินไป ถ้วยชาก็เก่าเขรอะ
มีแต่ป้านชาที่แขวนอยู่ ถึงจะดูโบราณ แต่ก็มีเนื้อละเอียด ลวดลายที่เขียนไว้ แม้จะลบเลือนแทบมองไม่เห็น แต่ก็ดูออกว่างดงาม นี่ย่อมมิใช่ป้านชาของชาวบ้านทั่วไป
เสี้ยวอู่ิวางจอกชาคืนบนเปลือกไม้
ต้าคลุ้มคลั่งเงยหน้ามองมัน ท่าทีพอใจเล็กน้อย
มันชี้ไปที่ขอนไม้ฝั่งตรงข้าม
เสี้ยวอู่ินั่งลงโดยไม่ปัดกวาดฝุ่น
ต้าคลุ่มคลั่งยิ้มอีก
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสองไม่พูดจา
เมื่อต้าคลุ้มคลั่งส่งชามาให้อีก เสี้ยวอู่ิก็ดื่มลงไป
จากกลิ่นของชา มันรับรู้ว่าไม่มียาพิษใดเจือปน
ทั้งด้วยระดับฝีมือของต้าคลุ้มคลั่ง ไม่จำเป็ต้องใช้ยาพิษ
ที่สำคัญมันมิใช่ลักษณะของผู้ใช้พิษ
บางคราวคนบ้าอาจมีจิตใจน่าเชื่อถือกว่าคนปกติ
ต้าคลุ้มคลั่งมองดูมันอย่างพินิจ ก่อนลุกขึ้นดับกองไฟ แล้วซุกป้านชาไว้ในอกเสื้อ ยามหยิบจับป้าน เมื่อเทียบกับมือของมัน เหมือนกับของเด็กเล่นมิปาน
เสี้ยวอู่ิลุกขึ้นยืนเช่นกัน
ท่านจะไปที่ใด
ต้าคลุ้มคลั่งไม่หันมาตอบ คนกลับเดินเข้าไปในเงามืดของป่า
ไป๋เซ่อเชินเดินนำหน้าเหมยฮวา
นางย่อมไม่เกรงว่าเหมยฮวาจะหลบหนี แต่ไม่เกรงว่าจะถูกลอบทำร้ายเลยหรือ
เหมยฮวามองทรวดทรงอ้อนแอ้นที่เดินอยู่ข้างหน้า
ไฉนท่านไม่รีบร้อน
ไป๋เซ่อเชินหยุด หันกลับมา ผมยาวสะบัดพลิ้ว
ข้าฯ มิได้รีบร้อน
เมื่อท่าน้าพาข้าฯ กลับสำนัก เหตุใดจึงยังวกไปวนมาอยู่ในป่านี้
ไป๋เซ่อเชินใช้ดวงตาขาวซีดตัดพ้อรำพันมองมา มือที่ไพล่หลังเกร็งกำลังขึ้น
เหมยฮวาถอยออกมาสองสามก้าวแล้วหยุดลง
สีหน้าของนางเหมือนเด็กกำลังจะร้องไห้
ไป๋เซ่อเชินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็หันหลังกลับเดินต่อ
คราวนี้เดินอย่างรวดเร็ว
เหมยฮวาต้องเร่งฝีเท้าตาม
นางรู้ดีว่าหากทำให้ไป๋เซ่อเชินขัดใจอีก คงยากที่จะหลีกเลี่ยงดัชนีลี้ลับนั้นได้
ในที่สุดก็ถึงตอนเช้า
พวกนางมาหยุดที่หน้ากระท่อมน้อยแห่งหนึ่ง
ควันลอยละล่องออกมาจากครัว
แสดงว่ามีคนหุงหาอาหาร
ไป๋เซ่อเชินมองควันลอยขึ้นฟ้าจางลงไปเรื่อยๆ พลางถอนใจ หันมามองเหมยฮวา
“มีผู้คนอยากให้เ้าตกตาย”
เหมยฮวามองสบตาอีกฝ่าย
“ข้าฯ ทราบ”
“แต่ข้าฯ ้าให้เ้าอยู่”
“เมื่อกลับไปถึงสำนักข้าฯ คงไม่รอด”
ไป๋เซ่อเชินเงยหน้ามองควันอีก
ประตูกระท่อมพลันเปิดออก
“แม่นางทั้งสองคงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำเดินทางไกล หากไม่รังเกียจกระท่อมซอมซ่อ ขอเชิญเข้ามารับประทานอาหารเช้าก่อน”
ผู้พูดกลับเป็บุรุษหน้าตาธรรมดา ถือพัดเล่มหนึ่ง
เสี้ยวอู่ิ
เหมยฮวายืนตลึง แยกแยะความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้ เมื่อรู้ว่ามันถูกฝ่ามือสีชาดตกตาย นางเสียใจแต่ไม่ถึงกับเศร้าหมอง แต่ตอนนี้ได้พบกัน แม้นางไม่ดีใจ แต่ก็รู้สึกยินดี
อย่างไรนี่ก็มิใช่ความรัก
ไป๋เซ่อเชินมองเสี้ยวอู่ิ ยิ้มเหยียดหยัน แววตาตัดพ้อ
ข้าฯ รู้ดีว่ากำลังภายในของเ้าสะท้อนฝ่ามือสีชาดไว้ได้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะฟื้นฟูได้เร็วถึงเพียงนี้
นางไม่นิยมเข่นฆ่า แต่เมื่อฝ่ามือสีชาดใช้ออก เหยื่อไม่เคยมีชีวิตรอด
เสี้ยวอู่ิคล้ายไม่ได้ยิน หันหลังเดินนำไปที่โต๊ะอาหารในกระท่อม
“รับประทานก่อนค่อยพูดจา”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่บนโต๊ะไม้เก่าๆ มีเพียงข้าวต้มเปล่าๆ
เหมยฮวาถึงกับต้องจ้องหน้ามัน
เสี้ยวอู่ิยิ้มแห้งๆ
กว่าจะหาพวกท่านเจอ ผู้น้อยรอนแรมอยู่ในป่าหลายวัน มีเวลาทำอาหารต้อนรับเพียงแค่นี้ ขอแม่นางคนงามทั้งสองโปรดให้อภัย
ไป๋เซ่อเชินยิ้มเหยียดตัดพ้อ แต่ก็นั่งลงตักข้าวต้มใส่ปาก
เหมยฮวาเองที่ผ่านมาก็กินแต่ผลไม้กับของแห้งที่ไป๋เซ่อเชินมอบให้ จึงจำใจนั่งลง
แต่เมื่อนางตักข้าวต้มร้อนหอมกรุ่นขึ้นใส่ปาก กลับพบว่านี่เป็ข้าวต้มที่รสดีใช้ได้
เสี้ยวอู่ินั่งยิ้มมองดูทั้งสองรับประทาน
ข้าวต้มนี้ปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น
เพราะกระท่อมคนยากไม่มีเครื่องปรุงมากมาย
ดีที่มันค้นพบกระท่อมนี้ก่อน เลยจ่ายเงินให้ผัวเมียชาวนารีบอพยพหนีไปก่อนที่ไป๋เซ่อเชินจะมาพบเข้า
มิฉะนั้นไม่รู้ว่าชาวนาทั้งสองจะประสบชะตากรรมอย่างไร
ไป๋เซ่อเชินวางตะเกียบลง คนกลับเรอออกมาเบาๆ
นางรีบยกฝ่ามือขึ้นปิดปาก
เหมยฮวาหันไปมองอย่างแปลกใจ อย่างไรเสียนางก็เป็สตรี ไยปล่อยตัวต่อหน้าบุรษเพียงนี้
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม
แม่นางอย่ากังวล นี่เป็เื่ธรรมชาติ อย่าว่าแต่เรอ แม้ท่านจะ...
มันยังไม่ทันจบประโยค ไป๋เซ่อเชินก็จี้นิ้วมือซ้ายเข้าใส่
เหมยฮวาอุทานออกมา
“ระวัง”
นี่คือดัชนีที่นางหวั่นเกรง
เสี้ยวอู่ิสะบัดพัดออกขวางไว้ ดัชนีของไป๋เซ่อเชินจึงเปลี่ยนเป็ฝ่ามือ
ฝ่ามือสีแดงเหมือนเปลวไฟและโลหิต
คราวนี้เสี้ยวอู่ิระวังตัวอยู่ก่อนจึงโบกพัดขวางฝ่ามือไว้อีก
ไป๋เซ่อเชินรั้งฝ่ามือกลับอย่างง่ายดาย
ทั้งสองปะทะกันโดยที่ยังนั่งเก้าอี้
ไป๋เซ่อเชินไม่รุกไล่ต่อ ความจริงนางไม่นิยมใช้กำลังหักหาญเอาชนะอยู่แล้ว
“นึกว่าเ้าั์คลั่งนั่นจะสกัดเ้าไว้ได้”
“คนบ้าบางคราวยังมีน้ำใจ”
ไป๋เซ่อเชินยิ้มเหยียดหยันตัดพ้อ
เสี้ยวอู่ิแอบคิด นางไฉนแสดงออกถึงอารมณ์สองประการพร้อมกันในคราวเดียวได้
สตรีช่างมีความซับซ้อนนัก
ไป๋เซ่อเชินลุกขึ้น
เหมยฮวาลุกตาม
ไป๋เซ่อเชินหันมา
“เ้าไม่ต้องตามแล้ว”
“เพราะเหตุใด”
“ข้าฯ ้าให้เ้าอยู่”
แล้วเดินออกจากกระท่อมซอมซ่อไป
ทิ้งสองหนุ่มสาวให้งงงวยอยู่ด้วยกัน