หลังจากที่อากิระสลบไปเพราะอาการาเ็ไม่นานนั้น เขาก็ฟื้นขึ้นมาและก็ต้องรู้สึกถึงความเ็ปบนร่างกาย เขาจึงมองสำรวจบนร่างตนก็พบาแมากมายบนร่างกายซีกซ้ายของเขา
อากิระค่อยๆหยิบน้ำยาฟื้นพลังออกมาดื่มจากนั้นาแก็เริ่มสมานตัวเอง อากิระรอสักพักจนแผลหายดีแล้วเขาก็ลุกขึ้นสำรวจร่างกายของตน พอเห็นว่าาแทั้งหมดหายดีแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เขาก็ต้องขมวดคิ้วออกมาเมื่อพบว่าเื่ที่ตนเสียไอเทมและทักษะไปนั้นเป็เื่จริง
ซึ่งแม้อากิระจะไม่ค่อยเสียดายไอเทมอื่นเท่าไรนักแต่เขาก็รู้สึกเสียดายแหวนผลึกราตรีที่คอยช่วยให้เขาฟื้นพลังเวทย์ และยิ่งเสียดายทักษะที่เสียไปเป็อย่างมากอีกด้วย แต่เสียดายก็ส่วนเสียดาย อากิระต้องทำใจเพราะของที่ถูกทำลายไปแล้วจะให้เอากลับมาก็คงเป็ไปไม่ได้ จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างสื่อสารออกมาหมายจะติดต่อหาเพื่อนๆของตน
แต่ทว่าบนหน้าต่างกลับปรากฏข้อความว่า ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากผู้เล่นอากิระอยู่ในพื้นที่พิเศษ อากิระจึงต้องขมวดคิ้วขึ้นแล้วปิดหน้าต่างลง เขามองสำรวจไปรอบๆก็พบว่าที่แห่งนี้มีลักษณะเป็ทางยาว ที่ผนังทั้งสองด้านนั้นเป็หินผาสูงชันจนมองแทบจะไม่เห็น้า เขายืนมองรอบตัวสักพักก็ไม่พบอะไรเขาจึงลองสงบใจแล้วอ่านทิศทางของกระแสลมดู จากนั้นเขาก็เดินต่อไปตามทิศทางที่น่าจะเป็ต้นทางของลมที่พัดเข้ามา
อากิระเดินสำรวจมานานแล้วแต่ก็ยังไม่พบอะไรเขาจึงนั่งลงบริเวณโขดหินเพื่อที่จะพักแต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นลวดลายแปลกๆที่กำแพงหินด้านหลัง แต่เขากลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เขาจึงเดินตามลายอักษรนั้นไปและแล้วเมื่อเขาตามมาได้สักพักก็พบว่าลวดลายที่ว่านั้นก็หายไป ทำให้เขารู้สึกเซ็งที่ต้องเสียเวลาเดิมตามอย่างเสียเวลาเปล่า
ทว่าเมื่อเขาหันหลังกลับก่อนที่เขาจะจากไปเขาก็ได้ยินเสียงลมรอดออกมาจากด้านหลัง อากิระจึงรีบหันไปมองแล้วเพ่งดูกำแพงหินบริเวณนั้น เขาดูอยู่นานก็สังเกตเห็นรอยตัดบางเฉียบจนแทบจะมองไม่เห็น พอเขาไล่สายตาดูเขาก็พบว่ารอยตัดนั้นเหมือนกับทางเข้าของถ้ำเขาจึงอกแรงผลักดูแต่มันก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย อากิระจึงทดลองใช้เวทย์มนต์ทำลายกำแพงตรงนั้นดู แต่กลับไม่ได้ผลเวทมนต์ที่ยิงเข้าใส่กำแพงกลับถูกดูดหายไปอย่างง่ายดาย แม้แต่ใช้เคียวฟาดแล้วก็ยังสามารถทำลายได้เลย
อากิระเห็นแบบนั้นก็เข้าใจว่าต้องมีกลไกอะไรบางอย่างในการเปิดอย่างแน่นอน เขาจึงเริ่มทำการค้นหาทั่วพื้นที่นั้นอย่างเต็มที่ เขาค่อยๆไล่สายตาหาชนิดที่ว่าต่อให้เป็เส้นผมเล็กๆก็ไม่มีทางที่จะรอดพ้นสายตาเขาไปได้อย่างเด็ดขาด
ผ่านไปจนถึงค่ำในที่สุดอากิระก็สามารถเปิดหินที่มีลักษณะเหมือนปากถ้ำได้สำเร็จ และก็ปรากฏให้เห็นปากทางเข้าถ้ำขนาดกว้างพอให้คนตัวใหญ่หนึ่งคนเดินได้สบายๆ โดยที่กลไกนั้นก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่ต้องกดสวิตช์สี่สวิตช์เรียงกันตามลำดับให้ถูกเท่านั้นซึ่งสวิตช์แรกถูกซ่อนไว้ใต้ก้อนหินอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกราวๆ 100 เมตร สวิตช์ต่อมามีลักษณะเดียวกับหินที่กำแพงอยู่บนกำแพงผาหินอีกด้านซึ่งหากนับจากสวิตช์แรกแล้วก็คือทิศใต้ สวิตช์ต่อมาอยู่ทางทิศตะวันตกประมาณ 50 เมตรมันอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่มีลักษณะเป็เนื้อเดียวกับโขดหินนั้น และสุดท้ายคือกำแพงผาหินด้านเดียวกับที่มีถ้ำ และนี่แหละคือสวิตช์ที่เป็ตัวหลอกเพราะมันเป็สวิตช์เพียงจุดเดียวที่มีสัญลักษณ์แปลกๆอยู่ ทำให้อากิระเสียเวลากับมันไปนาน
หลังจากที่ทางเขาเปิดออกอากิระก็เดินเข้าไปในถ้ำนั้นจากนั้นหินก้อนเดิมก็เลื่อนมาปิดทางเข้าของถ้ำลง และเมื่อทางเข้าถูกปิดภายในถ้ำก็มือลงจนมองอะไรไม่เห็นทันที อากิระจึงต้องร่ายเวทย์แล้วหน่วงไว้จนเกิดลูกแก้วเวทมนต์หลายลูกราวกับเป็หิงห้อยที่ช่วยส่องแสงนำทางให้กับอากิระ แต่เพราะเวทย์ระดับต่ำนั้นหายไปบทหนึ่งจึงทำให้จำนวนเวทย์ที่อากิระหน่วงเอาไว้เพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าเดิม
แล้วอากิระก็เดินต่อไปเขาเดินไปเรื่อยๆ แม้ในถ้ำนี้จะไม่มีสัตว์อสูรออกมาแม้แต่ตัวเดียวแต่เขาก็ต้องเสียเวลามากพอดูเพราะเส้นทางนั้นช่างคดเคี้ยว และยังมีหินงอกหินย้อยจำนวนมากทำให้เขาเดินได้ลำบากอีกด้วย
เขาเดินมานานร่วมๆ 5 ชั่วโมงในที่สุดเขาก็เห็นปลายทางของถ้ำที่ห่างไปราวๆ 500เมตร มีสิ่งปลูกสร้างสีขาวสะอาดและมันยังคงงดงามสว่างไสวแม้จะอยู่ในถ้ำที่มืดมิดเช่นนี้ก็ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
อากิระมาถึงหน้าสิ่งปลูกสร้างนั้นในที่สุด สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็วิหารที่ทำมาจากหินควอตซ์สีขาวใสทั้งวิหาร ตัววิหารมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมคล้ายกับวิหารพาร์เธนอน ในเมืองเอเธนส์ เขาไม่รอช้าแล้วเดินเข้าไปด้านในทันที
ภายในของวิหารนั้นเป็เป็ห้องโถงที่มีเสาทำจากหินควอตซ์เช่นเดียวกับด้านนอกเรียงอยู่สิบสองต้น และที่กลางห้องนั้นมีรูปปั้นอยู่เป็รูปปั้นที่ทำจากหินผลึกสีฟ้าอ่อน เป็รูปร่างของคนในชุดคลุมที่ยกฮู้ดคลุมร่างหัวไว้ทำให้มองเห็นหน้าไม่ถนัดนัก แต่เท่าที่เห็นคร่าวๆก็พอจะระบุได้ว่าเป็ชายอย่างแน่นอน รูปปั้นนั้นใส่เสื้อคลุมยาวคลุมร่างที่บ่ามีเกราะที่มีลวดลายงดงามอยู่
พออากิระเดินเข้าไปใกล้รูปปั้นนั้นก็ปรากฏแสงสว่างจ้าขึ้นมา แล้วก็ปรากฏร่างของชายคนหนึ่ง เป็ชายใส่แว่นที่มีใบหน้าเรียวดูเป็ผู้ใหญ่ที่ทรงภูมิ มีรูปร่างผอมสูงดูเปราะบาง เขามีสีผมและั์ตาสีเงิน สวมใส่ชุดหนังรัดรูปไว้ด้านในและมีเกราะเบาสีเงินที่มีลวดลายงดงามราวกับเกราะของอัศวินแห่ง์ใส่ผ้าคลุมสีน้ำเงินและที่บริเวณหลังมีผ้าที่คล้ายปีกนกสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏออกมา เขามองมาที่ใบหน้าของอากิระอยู่ไม่นานนักที่เท้าของอากิระก็ปรากฏวงเวทย์สีขาวขึ้นมาแล้วตามด้วยกำแพงแสงที่ขึ้นมาล้อมรอบตัวอากิระไว้เป็วงกลม จากนั้นไม่นานชายคนนั้นก็เอ่ยออกมา
“สวัสดีครับยินดีต้อนรับสู่มหาวิหารแห่งา กระผมมีนามว่าราซิเอล เป็ผู้พิทักษ์ในวิหารแห่งนี้ครับ” ชายที่มีนามว่าราซิเอลกล่าวออกมาอย่างสุภาพ
“วิหารแห่งา…เหรอ” อากิระเพียงพึมพำออกมาเบาๆ
“ท่านคือผู้ที่จะมาทดสอบเพื่อรับพลังที่ถูกเก็บไว้ในวิหารแห่งนี้สินะครับ” ราซิเอลกล่าวออกมา “เงื่อนการเข้าทดสอบคือท่านต้องเคยััสิ่งที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคโบราณของโลกนี้สามชนิดขึ้นไป และต้องมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในยุคโบราณในอย่างน้อยหนึ่งชนิด ซึ่งท่านได้ผ่านเงื่อนไขที่จะเข้ารับการทดสอบแล้วครับ”
พอราซิเอลพูดจบอากิระก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดออกมา แต่ที่เขานึกได้นั้นยังไงเขาก็ไม่น่าจะได้ััสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในโลกนี้ถึงสามอย่างเลย
“เท่าที่ผมนึกออกที่ผมเคยได้ััก็น่าจะมีวิหารแห่งวิทยาการ กับภาพสลักนี้” พอพูดจบเขาก็หยิบหินภาพสลักที่มีรูปของัทะเลอยู่ นี่คือภาพสลักหินที่เขาได้มาจากประภาคารมายาที่ถูกลืม
“ถูกแล้วครับ ทั้งสองสิ่งนั้นคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในโลกแห่งนี้” ราซิเอลตอบออกมา
“แล้วอีกสิ่งล่ะครับ” อากิระถามออกมา
“สร้อยคอที่ท่านสวมอยู่ไงครับ นั่นคือสร้อยอัญมณีแห่งความว่างเปล่า มันเป็สิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิหารนี้โดยตรง” ราซิเอลตอบพลางมองมาที่สร้อยคอของอากิระ
อากิระที่ได้ยินเข้าก็ตกตะลึงเล็กน้อยที่สร้อยคอความสามารถต่ำซึ่งไม่มีแม้แต่ระดับดาวที่เขาซื้อมาเพียงเพราะลวดลายของมันน่าสนใจเท่านั้นกลับมามีประโยชน์เอาตอนนี้
“เอาล่ะครับ ท่านจะเข้ารับการทดสอบเลยหรือไม่ครับ” ราซิเอลถามอากิระที่หายจากอาการตกตะลึงได้อย่างรวดเร็ว
อากิระครุ่นคิดซักครู่ก็กล่าวออกมา “ตกลงครับ”
พอสิ้นเสียงตอบรับของอากิระ ทั่วทั้งวิหารก็เปล่งประกายแสงสีขาวออกมาสว่างไสวจนอากิระยังต้องหลับตา และแล้วเมืองสว่างแสงสิ้นสุดลงอากิระก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
ภาพที่เขาเห็นด้านหน้าคือเมืองโบราณที่งดงาม อาคารบ้านเรือนต่างๆจนไปถึงถนนนั้นทำจากหินควอตซ์ที่ขาวสะอาดและดูสว่างไสวเช่นเดียวกับวิหารแห่งา มีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ในเมือง ผู้คนต่างพากันยิ้มแย้มออกมาแล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
‘ภาพที่เ้าได้เห็นนั้น คือภาพของนครา ไวท์เฟียร์’
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวของอากิระ เป็เสียงที่ทุ้มใหญ่นุ่มนวล แต่กลับมีน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยปรากฏออกมาให้สามารถรู้สึกได้
‘ในตอนนี้ตัวเ้าจะอยู่ในร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็วีรบุรุษของโลกในยุคานี้ และนอกจากนี้เ้าจะได้รับความรู้ทั้งหมดที่ตัวเขามีในตอนนั้น จากนี้ไปเ้าจะต้องอยู่ในฐานะของเขา และใช้ชีวิตในเส้นทางเดียวกับเขา เติบโตไปพร้อมกับเขา และมีความรู้สึกร่วมกับเขา และสุดท้ายเ้าก็จะพบตัวเลือกอันแสนสำคัญเช่นเดียวกับเขา จากนี้ไปตัวข้าจะคอยเฝ้าดูการตัดสินใจของเ้า’
แล้วเสียงนั้นก็เงียบหายไป อากิระจึงทำการสำรวจตัวเองและพื้นที่รอบด้าน ในห้องนี้เป็ห้องเรียบๆที่มีเพียงเตียงนอน เสื้อผ้าที่แขวนไว้ กระจก และหนังสือมากมายเท่านั้น จากนั้นเขาก็เดินไปที่หน้ากระจกแล้วมองไปยังกระจกที่อยู่ในห้อง
ภาพในกระจกคือร่างของชายหนุ่มอายุราวๆ สิบห้าปี เขามีใบหน้าหล่อเหลา มีั์ตาสีเขียวมรกต และเส้นผมที่ยาวถึงกลางหลังเป็สีขาวสวยงามและนุ่มราวกับแพรไหม แต่ทว่าเป็คนที่ผอมมากอีกทั้งยังมีร่างกายที่มีความสามารถทางกายภาพต่ำ
ข้อมูลที่ไหลเข้ามาในหัวของอากิระ ทำให้เขารู้ว่าชายคนนี้มีนามว่า ฟริเซออน เขาเป็ชายหนุ่มที่มีร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เด็กพ่อแม่ของพวกเขาตายในการต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อปกป้องเมืองนี้เอาไว้ เขาจึงต้องเติบโตมาโดยอาศัยอยู่กับยายเพียงลำพังแค่สองคน
แต่ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกน้อยใจใดๆ ที่เขาไม่มีพ่อแม่คอยดูแลตรงกันข้ามเขากลับยิ่งยกย่องพ่อแม่ของเขามาก เขาภูมิใจและรู้สึกชื่นชมที่พ่อและแม่ของเขาเป็ถึงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็ว่าในที่สุด ฟริเซออนก็อยากกลายเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ อยากที่จะเป็เหมือน ไม่สิอยากที่จะเป็วีรบุรุษที่เหนือกว่าพ่อแม่เขา
จากนั้นฟริเซออน ก็ได้ทำการเรียนรู้ศาสตร์เวทมนต์ต่างๆ ถึงแม้เขาจะมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ทว่าเขากลับเป็คนที่ฉลาดมาก เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถเรียนรู้เวทย์มนต์ระดับสูงได้หลายบท เพียงไม่นานเขาก็มีความสามารถเหนือกว่า จอมเวทย์ระดับสูงในประเทศนี้
ฟริเซออนเข้าร่วมการต่อสู้กับเหล่าปีศาจมากมายจนมีชื่อเสียง และได้รับการยกย่องจากผู้คนมากมาย เขามีชีวิตรุ่งโรจน์ตามความฝันของตน แต่ทว่าเขากลับรู้สึกว่าเปล่า เขาขาดสิ่งที่มนุษย์ควรจะมีนั่นความรัก
และแล้วในที่สุดจุดเปลี่ยนในชีวิตเขาก็มาถึงเมื่อเขาได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกจับมาในฐานะเชลยศึก ชื่อของเธอคือ นาซิส เมื่อฟริเซออนได้เห็นสภาพของเธอที่ก็รู้สึกสงสารเขาจึงรับเธอมาดูแล และในเวลาเพียงไม่นานเขาและนาซิสก็ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความรัก จากนั้นไม่นานพวกเขาก็แต่งานกัน
เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดชัง และอิจฉา ในเวลาต่อมาาก็เข้ามาประชิดเมืองของเขา ทว่าก่อนที่ฟริเซออนจะออกรบเขาก็ได้รับคำเตือนจากเพื่อนพ้องที่ร่วมรบว่ามีผู้ปองร้ายเขาและครอบครัว ฟริเซออนจึงให้อัศวินกลุ่มหนึ่งคอยคุ้มครองนาซิสก่อนที่เขาจะออกไปรบ
ทว่าเพื่อนสนิทของฟริเซออนที่ได้ฟังว่าฟริเซออน นั้นได้สั่งให้อัศวินคอยคุ้มครองนาซิสก็เกิดเป็ห่วงขึ้นมา เขารู้ดีว่าฟริเซออนเป็คนมองโลกในแง่ดีและเชื่อใจคนง่ายจึงกล่าวตักเตือนออกมา จนฟริเซออนเริ่มหนักใจว่าเขาจะเชื่อใจพวกอัศวินที่เขามอบหมายให้ปกป้องนาซิสดีหรือ กลับไปหานาซิสด้วยตัวเองดี และในตอนนั้นเองที่สติของอากิระเข้ามาแทนที่
‘นี่น่ะเหรอที่เราต้องเลือกน่ะ’
ทว่าอากิระนั้นไม่แม้แต่จะคิดเขาที่อยู่ในร่างของฟริเซออนนั้นทิ้งา ทิ้งชื่อเสียง ทิ้งความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็วีรบุรุษ ทิ้งประเทศที่ต้องปกป้อง แล้วมุ่งหน้ากลับไปหานาซิส
เมื่อไปถึงเขาก็พบว่าพวกอัศวินที่ฟริเซออน สั่งให้คุ้มครองนาซิสกำลังทำร้ายนาซิสอยู่ แล้วสติของฟริเซออนก็กลับมา เขาจึงใช้เวทมนต์จัดการกับพวกมันทันที
ฟริเซออนพบว่านาซิสนั้นแม้จะปลอดภัยแต่ก็มีาแอยู่บนร่างกาย เขาพึ่งจะได้เข้าใจในตอนนี้เองว่าสิ่งที่สำคัญของเขาคือสิ่งใด
จากนั้นฟริเซออนก็พานาซิสมาที่กำแพงเมืองเพื่อที่จะได้คุ้มครองเธอได้ของมองไปยังกองทัพมากมายขณะที่เขากำลังคิดหาทางไล่ศัตรูกลับไปนั้นสติของอากิระก็เข้าครองร่างอีกครั้ง และก็เป็อีกครั้งที่อากิระไม่รีรอใดๆเขารีบใช้มหาเวทย์หลายบทในความทรงจำของฟริเซออนทำลายทัพศัตรูจนหมดสิ้น แล้วเขาก็ถอนตัวออกจากกองทัพและพานาซิสไปอยู่ด้วยกันในที่ไกลแสนไกล ในระหว่างนั้นเขาก็ทำการช่วยเหลือผู้คนไปตลอดการเดินทางของเขา ทำให้แม้จะไม่ได้รับการสรรเสริญ แต่เขาก็สามารถเป็วีรบุรุษที่ช่วยเหลือผู้คนได้ อีกทั้งเขายังมีคนรักคอยอยู่เคียงข้างตราบนานเท่านาน แล้วภาพทั้งหมดก็หายไปกลายเป็วิหารา
“จบการทดสอบแรกแล้วครับ” ราซิเอลกล่าวออกมา “ส่วนผลการทดสอบนั้นไว้ผ่านการทดสอบในรอบนี้ไปได้ก่อน แล้วค่อยไปฟังจากผู้ทดสอบที่แท้จริงนะครับ”
อากิระนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา “แล้วการทดสอบรอบนี้คือ”
“การทดสอบความสามารถ และคุณจะผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อแสดงความสามารถที่ทำให้ผมยอมรับได้เท่านั้นครับ” ราซิเอลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
‘ผู้เล่นถูก ทูติ์แห่งมนตรา ราซิเอล สัตว์อสูรชั้นอัศวิน ระดับ 25 โจมตี หากผู้เล่นถูกสังหารจะถูกลดระดับลง 5 ระดับค่ะ’
“กะแล้วว่าต้องเป็แบบนี้” อากิระกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา มันคือรอยยิ้มแห่งความสนุกเช่นเคย