แสงอรุณของเช้าวันใหม่สาดส่องลอดผ่านม่านหมอกหนาทึบของนครไร้ใจ ทว่าบรรยากาศกลับเงียบเหงาราวกับเมืองร้าง ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดสนิท มีเพียงเสียงฝีเท้าของทหารยามตระกูลไป๋ที่เดินตรวจตราด้วยท่าทางตื่นตระหนก ข่าวเื่มือสังหารเงาสามคนกลายเป็คนเสียสติในชั่วข้ามคืนแพร่สะพัดไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง
เยี่ยฉินนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างของโรงเตี๊ยมท้ายเมืองที่ดูซุดโซม เขากำลังจิบน้ำชาสีจางด้วยท่วงท่านิ่งสงบ เบื้องหน้าของเขามีมู่หย่งที่นั่งหลับตาโคจรพลัง แสงสีม่วงดำจางๆ ไหลเวียนรอบกายเด็กชายดุจดั่งรังไหมที่รอการฟักตัว
‘สามวัน... ตระกูลไป๋มีเวลาเพียงเท่านี้ที่จะเลือกระหว่างความอยู่รอดหรือความพินาศ’ เยี่ยฉินวางถ้วยชาลง สายตาของเขาจับจ้องไปที่ "เข็มทิศิญญา" ที่วางอยู่บนโต๊ะ เข็มของมันเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เป็สัญญาณว่ามีขุมพลังมหาศาลกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้านับสิบตัวหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยม ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลายัทะยานฟ้าเดินนำเข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจ เขาคือ "ไป๋เจิ้น" ผู้นำตระกูลไป๋คนปัจจุบัน ผู้พลังระดับ แก่นแท้มนุษย์ ขั้นที่ 6
"ใครคือคนที่บังอาจข่มขู่ตระกูลไป๋?" เสียงของไป๋เจิ้นดังกังวานจนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นะเื
เยี่ยฉินไม่ได้ลุกขึ้น เขาเพียงปรายตามองผ่านหมวกงอบที่วางอยู่ข้างตัว "ข้าคือคนที่ให้โอกาสเ้ามีชีวิตอยู่ต่อ... ไป๋เจิ้น ศิลาิญญาาอยู่ที่ไหน?"
ไป๋เจิ้นแค่นหัวเราะ "เ้ามันก็แค่ไอ้หนูที่โชคดีมีวิชาแปลกประหลาด คิดหรือว่าพลังเพียงแค่นี้จะท้าทายรากฐานร้อยปีของตระกูลไป๋ได้? ทหาร! จับมันมาตัดลิ้นและถลกหนังประจาน!"
ทหารนับสิบพุ่งเข้าใส่โรงเตี๊ยมพร้อมอาวุธครบมือ ทว่าเยี่ยฉินกลับเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ
"เขตแดนกาลเวลา: กรงขังนิรันดร์"
พริบตานั้น ทุกสรรพสิ่งในโรงเตี๊ยมหยุดนิ่ง ทหารที่พุ่งเข้ามาค้างอยู่ในท่าเดิมกลางอากาศ ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในแสงแดดหยุดนิ่งดุจถูกแช่แข็ง มีเพียงไป๋เจิ้นที่พอจะขยับตัวได้ด้วยพลังปราณที่หนาแน่น แต่เขาก็รู้สึกเหมือนถูกูเาทั้งลูกทับถมอยู่
"นะ... นี่มันพลังระดับใดกัน!" ไป๋เจิ้นหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพราก "เ้าเป็ใครกันแน่! หรือว่าจะเป็ยอดฝีมือจาก วิหารเทพ?"
เยี่ยฉินลุกขึ้นเดินเข้าหาไป๋เจิ้นช้าๆ แต่ละก้าวของเขาทำให้ความกดดันในห้องเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว "วิหารเทพ? พวกนั้นยังไม่คู่ควรจะขานนามข้า... ไป๋เจิ้น เ้าจำ 'กระบี่หัก' ที่บรรพบุรุษเ้าขโมยมาจากสุสานทิศเหนือได้ไหม?"
ไป๋เจิ้นเบิกตากว้าง "เ้ารู้เื่นั้นได้อย่างไร! นั่นเป็ความลับสุดยอดของตระกูล!"
"เพราะกระบี่เล่มนั้น... คือกระบี่ที่ข้าเคยใช้ปลิดชีพเทพเ้านับร้อยในชาติก่อน" เยี่ยฉินยื่นมือออกไปบีบคอไป๋เจิ้น "ศิลาิญญาาไม่ใช่ของที่พวกเ้าจะได้ มันคือ 'กุญแจ' ที่จะเปิดประตูสู่ขุมนรกที่ข้าสร้างไว้"
เยี่ยฉินกระชากความทรงจำของไป๋เจิ้นออกมาโดยตรงผ่าน ภูตแกนกลางความทรงจำ ภาพห้องลับใต้คฤหาสน์ตระกูลไป๋ปรากฏขึ้นในใจของเขา ศิลาสีเืขนาดเท่ากำปั้นวางเด่นอยู่บนแท่นบูชา
"ในเมื่อเ้าไม่เต็มใจมอบให้... ข้าก็จะไปหยิบมันเองพร้อมกับหัวของคนในตระกูลเ้า"
เยี่ยฉินสะบัดมือ พลังกาลเวลาที่หยุดนิ่งะเิออกกลายเป็แรงกระแทกมหาศาล ร่างของทหารตระกูลไป๋ะเิกลายเป็ละอองเืในทันที โรงเตี๊ยมถล่มลงมาเป็เถ้าถ่าน ไป๋เจิ้นถูกเหวี่ยงออกไปกลางถนนในสภาพสะบักสะบอม
ชาวเมืองนครไร้ใจที่ยืนดูอยู่ต่างตกตะลึง พวกเขาเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากกองเพลิงพร้อมกับเด็กชายตัวเล็กๆ ที่มีดวงตาสีม่วงดำน่าเกรงขาม
"มู่หย่ง... วันนี้ข้าจะสอนบทเรียนที่สองให้เ้า" เยี่ยฉินกล่าวเสียงเรียบ "หากศัตรูไม่สยบด้วยคำพูด จงทำให้มันสยบด้วยความตายที่ทรมานที่สุด"
เยี่ยฉินลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังจาก ภูตพิรุณเยือกแข็ง และ ภูตแกนกลางชีวิต ผสานกันสร้างพายุหิมะสีเขียวมรกตที่แฝงไปด้วยพิษกัดกร่อนปกคลุมคฤหาสน์ตระกูลไป๋ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วนครไร้ใจ เมื่อหิมะแต่ละเกล็ดที่ตกลงมาััิัของสมาชิกตระกูลไป๋ มันจะดูดซับพลังชีวิตและอายุขัยของพวกเขาทีละน้อยจนกลายเป็ซากศพแห้งกรังภายในไม่กี่ลมหายใจ
เยี่ยฉินร่อนลงที่ใจกลางห้องลับใต้ดิน เขาคว้า "ศิลาิญญาา" มาไว้ในมือ ทันทีที่ัั พลังมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเขา ทำให้ระดับพลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ ิญญา์ ขั้นที่ 2 อย่างมั่นคง
เขามองดูไป๋เจิ้นที่คลานเข้ามาหาด้วยความสิ้นหวัง ร่างกายของผู้นำตระกูลบัดนี้ดูเหมือนคนแก่อายุร้อยปี
"ได้โปรด... เหลือสายเืให้ข้าสักคน..." ไป๋เจิ้นอ้อนวอนด้วยเสียงอันสั่นเทา
เยี่ยฉินยิ้มเย็น "สายเืของเ้าจะคงอยู่... ในฐานะิญญาธาตุที่จะคอยเฝ้าประตูนรกให้ข้าตลอดกาล"
เยี่ยฉินใช้ศิลาิญญาาดูดซับิญญาของทุกคนในตระกูลไป๋เข้าไปเก็บไว้ภายใน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหลอมสร้าง "กระบี่ิญญา" เล่มใหม่
เมื่อเยี่ยฉินเดินออกมาจากซากคฤหาสน์ที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน นครไร้ใจที่เคยโกลาหลกลับเงียบสนิทประหนึ่งป่าช้า ทุกคนต่างคุกเข่าลงโดยมิได้นัดหมาย ไม่ใช่ด้วยความเคารพ แต่ด้วยความหวาดกลัวที่สลักลึกเข้าถึงจิติญญา
"นายน้อย... ข้าเห็นแล้ว" มู่หย่งกล่าว แสงในดวงตาของเขาบัดนี้มั่นคงและเ็า "ความแข็งแกร่งคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว"
เยี่ยฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขามองไปทางทิศเหนือ ทิศที่ "สุสานกระบี่นิรันดร์" ตั้งอยู่
‘เยี่ยฟาน... หลิงเซี่ย... และพวกเ้าวิหารเทพ เตรียมตัวให้ดี เพราะจอมมารที่แท้จริงกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว’
—----------------------------
อำนาจที่ได้จากการกดขี่จะล่มสลายในพริบตาเมื่อเผชิญกับอำนาจที่อยู่เหนือโชคชะตา ตระกูลไป๋กลายเป็เพียงเชิงอรรถในหน้าประวัติศาสตร์ที่เยี่ยฉินกำลังเขียนขึ้นใหม่ และเส้นทางของเขานับจากนี้
จะไม่มีคำว่า "เมตตา" ปรากฏอยู่อีกต่อไป