“เจี่ยเจียข้าได้ยินจากสหายมาว่า คุณชายเยี่ยชอบสีเหลืองสีส้มเป็พิเศษ วันนี้ท่านแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเหลืองสดดีไหมเ้าคะ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีส้ม และใส่กำไลทองต่างหูทอง” ไป๋ซิงหนี่ว์กล่าวพลางเลือกหยิบอาภรณ์มาให้พี่สาวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
“จริงหรือ! วันนี้ข้าจะใส่สีนี้” ไป๋มี่อิงกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น แต่ั์ตายังคงนิ่งดุจน้ำก้นบ่ออยู่ตามเดิม
เป็ที่รู้กันในเมืองหลวงว่า ไป๋มี่อิงตามเกี้ยวเยี่ยเปามาสามปีกว่าได้แล้ว เขาไม่ยอมปลงใจกับนางเสียที ทุกครั้งที่พบกันในงานเลี้ยง หรือเทศกาลที่จัดขึ้น นางมักจะหาของกำนัล หรือของแทนใจไปให้เขาอยู่เสมอไม่เคยขาด
ปีนี้นางอายุจะครบสิบแปดปีแล้ว ท่านพ่อเองก็เร่งเร้าให้นางแต่งบุรุษเข้าบ้านเสียที บุรุษที่นางหมายปองจะเป็ผู้ใดไปได้ นอกจากเยี่ยเปาบุตรชายคนเล็กของแม่ทัพใหญ่แคว้นซิ่น
ไป๋มี่อิงแต่งกายอยู่นานหนึ่งชั่วยามเต็ม ก็ถึงคราเดินออกมาด้านหน้าคฤหาสน์ที่มีรถม้าคันใหญ่จอดอยู่
“คุณหนูใหญ่เ้าคะ…” เสี่ยวเมิ่งยืนร้อนรนไม่อยู่กับที่ นางไม่รู้ว่าควรจะกล่าวออกไปดีหรือไม่
ว่าคุณหนูของนางแลดูราวกับนกแก้ว มีสีเหลืองสีส้ม และยังปักปิ่นดอกไม้สีชมพูที่ประดับบนผมที่เกล้าทรงสูงอลังการเสียดฟ้านั่นอีก มันหาได้มีความงามอยู่ไม่ มันมีเพียงแต่ความพิสดารอย่างเดียวเท่านั้น
“ว่าอย่างไรหรือเสี่ยวเมิ่ง” ไป๋มี่อิงหันหน้ามากล่าวเนิบช้า แสร้งยิ้มหวานตามที่น้องสาวนางได้กล่าวบอกเอาไว้ว่าคุณชายเยี่ยชอบสตรียิ้มเก่ง และน้ำเสียงใสราวกับเสียงนกร้อง ยามก้าวเดินต้องส่ายสะโพกเหมือนแม่หมู เขาจะถูกใจมากเป็พิเศษ
“เอ่อ…ไม่มีอันใดเ้าค่ะ คุณหนูรีบไปเถิดประเดี๋ยวจะล่าช้าได้” เสี่ยวเมิ่งเองนั้นไม่กล้ากล่าวออกไปตามตรง เพราะทุกคราที่กล่าวบอกออกไปก็จบลงเหมือนเดิมทุกครั้ง
รถม้าคันใหญ่เคลื่อนตัวอยู่บนถนนประมาณสองเค่อ ก็มาหยุดลงที่หน้าจวนท่านเสนาบดีกรมพระคลัง ไป๋มี่อิงเลิกผ้าม่านขึ้นก้าวเท้าลงไป และเดินโยกย้ายส่ายสะโพกเข้าไปในงานเลี้ยง
“เชิญขอรับคุณหนูไป๋” พ่อบ้านจวนเสนาบดีกรมพระคลังเดินมาต้อนรับแขก พานางเดินเข้าไปด้านในสวนที่จัดงานเลี้ยง
ยามนี้สตรีที่สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองสดสะท้อนแสงแดดยามเย็น ประกายส่องแสงกระทบสายตาผู้คนภายในงานเลี้ยงยามนี้
ชวนให้แเื่จับจ้องมองมาที่นางผู้เดียวด้วยความตกตะลึง ดวงตาแต่ละคนเบิกกว้างขึ้นจ้องนางอย่างไม่กะพริบสายตา
ไฉนเลยไป๋มี่อิงจะสนใจ ยามนี้นางกวาดสายตาสำรวจไปทั่วงานเลี้ยงมองหาคุณชายเยี่ย ก่อนเ้าของงานเสียอีก
พลันสายตาของนางที่กวาดไปรอบๆ งานเลี้ยงก็สะดุดลงตรงเยี่ยเปา และมู่เฉินที่ยืนอยู่ข้างโบตั๋นสีเหลืองต้นใหญ่ในสวน นางจึงรีบรุดเดินส่ายสะโพกเข้าไปหาพวกเขาในทันที
“คารวะคุณชายเยี่ยเ้าค่ะ” ไป๋มี่อิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย มองเขาด้วยแววตารักใคร่
เยี่ยเปาพยักหน้ารับเล็กน้อย ดวงน้าหล่อเหลาคมคายราบเรียบ แต่ดวงตาดุจพยัคฆ์หรี่เล็กลงมองสตรีตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณาให้ถี่ถ้วน
ในตอนนี้บทสนทนาย้อนกลับใน่ที่เยี่ยเปาดำเนินเื่ แต่ข้าผู้เป็เทพดวงชะตาจะไม่ยอมให้เขาดำเนินเื่ฝ่ายตนเองผู้เดียว….
ฉะนั้นผู้ฟังเื่เล่าหลังจากนี้อาจจะงงไปเสียหน่อย เพราะข้าผู้เป็เทพดวงชะตาได้เข้ามาแทรกแซงในการเล่าเื่นี้ด้วย
ดังนั้นจะเห็นการแบ่ง่สนทนาที่ดูแปลกปลอมไป จะมีมุมมองของเยี่ยเปาที่เล่าโดยตัวของเขาเอง และตัวข้าที่เป็ฝ่ายเล่าเื่ราวโดยรวมเพื่อให้ความเป็ธรรมทั้งสองฝ่าย
เชิญรับฟังเื่ราวต่อจากนี้ ที่ชวนปวดหัวกับความรักของทั้งคู่ที่มีความแตกต่างกันสุดขั่ว…..