“เ้าค่ะ เหล่าไท่จวิน”ฉีเมี่ยวทำความเคารพแล้วเดินช้าๆ ไปหน้าเตียง
เมื่อเข้าใกล้ขึ้นหน่อยก็เห็นหน้าตาของชายหนุ่มชัดเจนยิ่งขึ้นหน้าตาของเขายังคงดูดีแม้ป่วยหนักซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก
ไม่รู้เหตุใดเมื่อเห็นไป๋ซื่อจื่อที่เป็เช่นนี้ หยดน้ำตาของฉีเมี่ยวก็พรั่งพรูดั่งด้ายขาดหน้าอกเ็ปดุจมีดกรีด นางอดคว้าสาบเสื้อแน่นไม่ได้ร่างกายเหมือนมีจิตสำนึกของตน โศกเศร้าจนนางพูดไม่ออก
สตรีในชุดแต่งงานสีแดงยืนอยู่ข้างเตียงมองคนที่ลมหายใจรวยรินหลั่งน้ำตาทำให้ผู้พบเห็นเศร้าใจโดยแท้
ไป๋เหล่าไท่จวินมีแววตาสงสาร
สตรีวัยยี่สิบต้นๆอีกคนก็หยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
แต่หญิงวัยกลางคนที่สวมเสื้อกั๊กยาวสีแดงกุหลาบแต่งดอกไม้และกระโปรงจับจีบสีทองเข้มกลับโยนถ้วยชาอย่างหงุดหงิด“ร้องไห้อะไรกัน คนยังไม่ไปก็ถูกเ้าร้องไห้จนป่วยไข้! เข้ามาไม่พูดดีหน่อยรู้จักแต่ร้องไห้!เอาเ้ามาทำอะไร! ข้าว่าเ้าไม่ใช่ดาวนำโชค แต่เป็หายนะ!”
“หายนะ” ฉีเมี่ยวน้อยใจจนแทบทนไม่ไหวนึกว่านางอยากร้องไห้หรืออย่างไร นางถูกทิ้งไว้ที่นี่อย่างอธิบายไม่ได้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือปัญหายุ่งเหยิง นางไม่ร้องไห้ได้หรือ
ความคิดเปลี่ยนไปฉีเมี่ยวเริ่มร้องไห้เพื่อตนเองแล้ว
เหล่าไท่จวินพูดว่า“พอแล้ว เ้าอย่าตำหนิภรรยาจาวเกอเอ๋อร์ร้องไห้สักหน่อยเพื่อชะตาชีวิตของตนก็ไม่ผิดหรอก”
ฉีเมี่ยวใจเต้นดังตึกตักหญิงสูงวัยท่านนี้พูดแทนนางใช่หรือไม่ เหตุใดฟังแล้วไม่สบอารมณ์ถึงเพียงนี้!
อานลู่โหวฮูหยินจางซื่อ[1]ฮึดฮัด “เหล่าไท่จวินพูดได้ไม่ผิด พอได้ยินว่าต้องแต่งให้จาวเกอเอ๋อร์นางก็รีบร้อนเดินนำหน้าไปยมโลกสำรวจเส้นทางก่อนแล้วไม่ใช่หรือยามนี้ร้องไห้เพราะตนเองตายไม่สำเร็จกระมัง!”
ฉีเมี่ยวโกรธจนแทบกระอักเื
คนเสียสติปากร้ายท่านนี้เป็แม่แท้ๆของท่านซื่อจื่อจริงหรือ เหตุใดด่านางไม่เลี่ยงคำด้วยซ้ำซ้ำยังดูเหมือนแทบอยากให้ซื่อจื่อไปตาย?
ในยามนี้เองคนบนเตียงตั่งเปล่งเสียงแหบแห้งจากลำคอ “ท่านแม่”
สตรีที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างดีใจ“ฟื้นแล้วๆ ซื่อจื่อฟื้นแล้ว!”จากนั้นจับมือของฉีเมี่ยวอย่างตื่นเต้น “น้องสะใภ้วางใจซื่อจื่อเป็คนดี์คุ้มครอง จะต้องไม่เป็ไร”
น้องสะใภ้? ซื่อจื่ออยู่ลำดับที่สอง เห็นได้ชัดว่าข้างบนมีพี่ชายคนโตในอนุภรรยา
จางซื่อโน้มตัวแต่ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจกระตือรือร้นมากนักเช่นเดียวกับเหล่าไท่จวินที่ยังคงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้กลม พูดอย่างไม่ร้อนไม่หนาว “จาวเกอเอ๋อร์ฟื้นแล้ว? รีบดูภรรยาเ้าเถอะรู้จักหน้าค่าตากันก่อน อนาคตจะได้สนิทสนมกันไว้”
พูดเหมือนขอเพียงเขาสิ้นใจนางก็จะ ‘ส่ง’ฉีเมี่ยวลงไปเป็เพื่อนทันที
ฉีเมี่ยวมองแม่สามีกับเหล่าไท่จวินอย่างแปลกใจซื่อจื่อไม่เป็ที่ชื่นชอบถึงเพียงนี้ ทั้งสองคนทำราวกับแทบอยากจะให้เขาตายหรือ
ไป๋ซีอวิ๋นราวกับไม่ได้ยินคำพูดเสียดสีเยาะเย้ยของมารดาเขาเพียงหรี่ตา มองฉีเมี่ยวอย่างไม่คุ้นเคยกับแสงสว่าง เอื้อมมือออกมาหานาง
ฉีเมี่ยวย่อตัวนั่งข้างเตียงจับมือของเขาอย่างอึดอัดอยู่บ้าง เมื่อทั้งสองจับมือกันฉีเมี่ยวรู้สึกเพียงศีรษะอื้ออึงไปหมด เส้นประสาทในหัวราวกับถูกเข็มทิ่มแทงแสงเงาหมุนวนตรงหน้า
ข้างหูเป็เสียงทุ้มต่ำแหบแห้งของไป๋ซีอวิ๋น“เ้ายังจะมาที่นี่”
นึกว่าผู้ใดก็ชอบมาหรือ!
หัวใจของนางกรีดร้องแต่จิตสำนึกกลับค่อยๆ เลือนราง
ก่อนที่จะหมดสตินางได้ยินเสียงะโอย่างตื่นตระหนก “มาเร็วเข้าซื่อจื่อฮูหยินโศกเศร้าจนเป็ลมไปแล้ว!”
ฉีเมี่ยวฝันในภวังค์นางเดินอยู่ในสวนดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม อากาศโชยกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆบอกไม่ได้ว่าเป็กลิ่นดอกไม้หรือผลไม้สรุปแล้วเบาบางทั้งไม่ฉุนและทำให้ได้กลิ่นแล้วอดสูดหายใจลึกไม่ได้
นางยกชายกระโปรงชุดเ้าสาวสีแดงเข้มสาวเท้าวิ่งไปข้างหน้าไล่ตามฝีเท้าของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง ะโว่า “อาจาวรีบกลับมา!”
แต่คนผู้นั้นกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นไม่ฟังเสียงเรียกของนางด้วยซ้ำ
ดอกไม้รอบด้านถูกพายุหมุนพัดปลิวว่อนก่อตัวเป็เกลียวคลื่นพุ่งตรงมาบนร่างนาง นางถูกพัดขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรุนแรงมองดูกลีบดอกไม้สีสันหลากหลายบิดเกลียวหลั่งไหลเข้าสู่หน้าอกของนางไหลไปสู่แขนขาและกระดูก
นางะโเสียงดังใตื่นขึ้น ยามนี้นางปวดหัวแทบแตกในหัวมีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของนางเพิ่มขึ้นมา ในอากาศมีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆจากในความฝัน สิ่งที่เห็นกลับเป็ใบหน้าเจ็บป่วยอ่อนแอ
นี่คือไป๋ซื่อจื่อสามีที่เพิ่งแต่งงานของนางไม่ใช่หรือ
“เ้าตื่นแล้ว” ไป๋ซีอวิ๋นอ่อนแอยิ่งนักมองนางด้วยสายตาน่ากลัว
อย่างไรเสียฉีเมี่ยวก็ไม่เคยนอนเตียงเดียวกับบุรุษเวลานี้กลับฟื้นมาโดยมีคนอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันคนผู้นี้ซูบผอมจนรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป ซ้ำยังมองนางด้วยสายตาแปลกๆ...
นางใจนใจเต้นรัวยิ้มเกร็งๆ ให้เขาพลางพูดว่า “อรุณสวัสดิ์ ซื่อจื่อ”
ไป๋ซีอวิ๋นมุมปากกระตุกเหมือนจะโค้งเป็รอยยิ้ม เสียงแหบแห้งเอ่ย “อรุณสวัสดิ์” จากนั้นขยับตัวเข้าใกล้ฉีเมี่ยวอย่างยากลำบาก
สองคนนอนอยู่บนหมอนผ้าปักลายลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองใบเดียวกันตะแคงข้างหันหน้าเข้าหากัน ผมยาวแผ่อยู่บนหมอน เห็นไป๋ซีอวิ๋นเข้ามาใกล้ปลายจมูกแทบจะแตะนางแล้ว
...จู่ๆเข้าใกล้ถึงเพียงนี้จะทำอะไร เราสองคนสนิทกันถึงขั้นนี้หรือ
ฉีเมี่ยวถอยหลังอย่างหวั่นใจ
ไป๋ซีอวิ๋นกลับสูดหายใจ“เ้าหอมนัก”
จะป่วยตายแล้วไม่ใช่หรือท่าทางบ้ากามเช่นนี้นี่มันอะไรกัน
แม้นางจะเป็ภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน(แก้เคล็ด) ของเขา แต่ร่างกายเขาเป็เช่นนี้แล้วยังคิดจะสูดกลิ่นบนร่างนางว่าหอมหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าในยามที่ไม่ป่วยก็มิใช่คนดีอะไร
ความประทับใจที่มีต่อไป๋ซื่อจื่อลดลงฮวบฮาบ
ฉีเมี่ยวถอยหลังอีกหน่อยในลมหายใจได้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ เช่นในความฝัน ปากพูดอย่างเกรงใจ “จริงหรือ ข้าไม่รู้สึกเลย”
ไป๋ซีอวิ๋นมองใบหน้างดงามบอบบางของฉีเมี่ยวอดขบขันไม่ได้
แม้นางไม่เปลี่ยนสีหน้ามากนักแต่มุมปากเม้มเล็กน้อย เสียงแฝงความเ็าเบาบาง เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจเขาเกรงว่ากำลังตำหนิเขาอีกด้วย
นางยังคงน่ารักเช่นนั้นเหมือนเช่นนั้นที่เขารักลึกซึ้ง
ตรงหน้าไป๋ซีอวิ๋นปรากฏอีกภาพหนึ่ง
จวนโหวถูกไฟไหม้กลืนกินคนของสำนักดับเพลิงกับกองกำลังพิทักษ์เมืองข้างนอกบุกเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำิญญาที่ไม่ไปผุดไปเกิดของเขาลอยเข้าเรือนในอย่างร้อนใจกลับเห็นฉีเมี่ยวที่เสียโฉมรูปร่างซูบซีดในยามนั้นใช้ผ้าไหมรัดคอไป๋ซีมู่อย่างรุนแรงมองศพพ่อแม่สามีและคนอื่นๆ ในลานบ้าน พึมพําอย่างสิ้นหวัง “อาจาว ข้าแก้แค้นให้ท่านแล้ว”
หลังจากแน่ใจว่าไป๋ซีมู่ตายแล้วนางก็พาดผ้าไหมยาวไว้บนข้อพับ หันหลังพุ่งเข้าห้องหลักที่ลุกไหม้อย่างห้าวหาญปล่อยให้เปลวไฟกลืนกินนาง
แม้เขาอยากกอดนางไว้เพื่อขัดขวางนางเพียงใดแต่ยามนั้นเขาเป็เพียงิญญาที่ได้แต่มอง เมื่อเขาตายไปภรรยาของเขาถูกน้องชายคนดีของเขาพูดจาแทะโลมเอาเปรียบอย่างไรลูกของเขาถูกอานลู่โหวฮูหยินโยนลงบ่อน้ำอย่างไร...สุดท้ายยังต้องมองภรรยารักของเขาสูญเสียลูกชายและแก้แค้นให้เขาอย่างสิ้นหวังก่อนเดินสู่เส้นทางแห่งความตาย
เขาก็เดินตามเข้าทะเลเพลิงรู้สึกถึงไฟไหม้แผดเผาิญญาตามใจปรารถนา
แต่เมื่อได้สติอีกครั้งเขากลับนอนอยู่บนเตียงนี้ เห็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือนในความทรงจำสตรีที่เขารักลึกซึ้งสวมชุดเ้าสาวเดินมาข้างเตียงเขา
เขานึกว่านั่นคือภาพหลอนจึงยื่นมือไปหานาง
เมื่อนางจับมือของเขาก็วูบหมดสติก่อนจะถูกอานลู่โหวฮูหยินมารดาของเขาสั่งคนอุ้มขึ้นเตียงด้วยเจตนาร้ายให้เขาััใบหน้าของนางอย่างลำพองใจในที่สุดไป๋ซีอวิ๋นก็เข้าใจว่า์มีเมตตาต่อเขาให้เขากลับสู่ปีที่เขาอายุยี่สิบปีให้นางผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องนุ่มนวลอ่อนโยนกลับสู่ข้างกายเขา
สายลมพัดหวนในใจไป๋ซีอวิ๋นแต่ในฐานะคนที่ป่วยนานแรมปีผอมเหมือนศพแห้ง ต่อให้ยิ้มแย้มก็น่ากลัวเหมือนผีไม่ต้องพูดถึงยามที่ความรู้สึกของเขาซับซ้อนเช่นนี้?
ฉีเมี่ยวมองสีหน้าน่ากลัวที่บิดเบี้ยวซับซ้อนของไป๋ซีอวิ๋นเพียงใตัวสั่นจนลุกขึ้น
แต่เ้าผู้นี้ลืมว่าตนเองถอยถึงข้างเตียงแล้วเมื่อลุกขึ้นหัวก็ชนกับช่องแกะสลักลายฉลุรูปจันทร์เสี้ยวของเตียงป๋าปู้พอดีจนเกิดเสียงดังลั่น
“โอ๊ย!” ฉีเมี่ยวกลับขึ้นไปบนเตียงคลึงตรงนั้นที่กระแทก ถ้าอนาคตสมองนี้ของนางโง่ไม่รู้ควรโทษการกระแทกอย่างกล้าหาญของเ้าของร่างเดิมหรือโทษการกระแทกอย่างซุ่มซ่ามของตน
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า‘เ้าขี้โรค’ ข้างกายนางกังวลยิ่งกว่านางเสียอีกรีบยกมือคลึงหัวของนางอย่างลำบาก น้ำเสียงแฝงด้วยความร้อนใจสีหน้าบิดเบี้ยวราวกับิญญาร้าย “เมี่ยวเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่”
หรือว่าเ้าของร่างเดิมกับท่านซื่อจื่อผู้นี้รู้จักกันมาก่อน?
สมัยโบราณนี่เรียกว่าอะไรนะลักลอบคบกัน?
แต่ค้นหาความทรงจำโดยละเอียดก็หาเศษเสี้ยวเกี่ยวกับคนผู้นี้ไม่เจอแม้แต่น้อยหรือว่าความทรงจำของนางไม่สมบูรณ์?
ฉีเมี่ยวสับสนอยู่บ้างส่ายหน้า “ไม่เป็ไรๆ ท่านรีบนอนลง”ประคองเขานอนลง จากนั้นคลึงตรงจุดกระแทกบริเวณท้ายทอย แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าบนหน้าผากนางน่าจะมีาแ คราวนี้เกรงว่าจะยิ่งบวมอีกทั้งจะเืคั่งเขียวม่วง
นางปล่อยมวยผมแล้วาแตรงหน้าผากนั้นคงไม่อาจซ่อน?ถ้าท่านซื่อจื่อเห็นเข้า เกรงว่าคงไม่สบายใจ...
ฉีเมี่ยวจึงลงพื้นเดินไปนั่งบนม้านั่งริมหน้าต่าง หยิบหวีครึ่งวงกลมส่องกระจกทองแดงแกล้งทำเป็หวีผมแต่พบว่ารอยบวมบนหน้าผากหายไปอย่างมหัศจรรย์!
ฉีเมี่ยวใจเย็นไม่ลงแล้วโน้มตัวเข้าใกล้กระจกเพื่อมองอย่างละเอียด
จริงด้วยแผลนั้นหายไปแล้ว หน้าผากเกลี้ยงเกลาเหมือนก่อน ราวกับไม่เคยได้รับาเ็ด้วยซ้ำอีกทั้งระหว่างเคลื่อนไหว บนร่างกายนางมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ โชยออกมาเหมือนในความฝัน!
นางใจเต้นรัวมั่นใจว่าเมื่อวานที่เพิ่งมาแผลบนศีรษะนั้นสาหัสอย่างไรเสียเ้าของร่างเดิมตั้งใจฆ่าตัวตายจึงพุ่งชนกำแพงสุดชีวิตยามนี้นางสืบทอดความทรงจำของเ้าของร่างเดิมย่อมจำได้ว่ายามนั้นเ้าของร่างเดิมถูกมารดาเลี้ยงกับบิดาผู้ให้กำเนิดบีบบังคับจนสิ้นหวังอย่างไรอีกทั้งในเมื่อนางมาถึงที่นี่ได้ก็เห็นได้ชัดว่าเ้าของร่างเดิมตายเพราะอาการาเ็นั้นจริงๆ
แผลกระแทกที่ถึงตายได้กลับกลายเป็ว่านอนหลับสักตื่นก็หายดีแล้ว?!
ฉีเมี่ยวนิ่งอึ้งมองใบหน้าเพริศแพร้วแต่แปลกหน้าในกระจกทองแดงความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนั้นปีนป่ายสู่สันหลังอีกครั้งกระตุ้นให้ขนลุกทั่วสันหลัง
ภายหลังไม่อยากส่องกระจกแล้ว!
ฉีเมี่ยวลุกขึ้นแต่เห็นไป๋ซีอวิ๋นกำลังมองนางเงียบๆ สายตาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งทำให้สันหลังเย็นวาบเช่นเดียวกัน
นางมีความอาฆาตพยาบาทอะไรกับโลกนี้กันแน่!
ไป๋ซีอวิ๋นเห็นนางยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งก็พยายามปลอบโยนเพียงแต่ระหว่างเขาป่วยนั้นเสียงแหบแห้ง ซ้ำยังหอบหายใจอยู่บ้าง เอ่ยปากทีก็แหบพร่ายิ่งเพิ่มความรู้สึกอึมครึม “เมื่อคืนเหล่าไท่จวินบอกว่าสาวใช้และหญิงรับใช้ก็เป็ลูกมีพ่อมีแม่อย่าได้ส่งต่อโรคภัยไข้เจ็บให้พวกเขาจึงให้พวกเขาอยู่ห่างจากพวกเราหน่อยอีกเดี๋ยวให้พวกเรากลับไปเรือนชิ่นหยวน”
ไม่ให้คนรับใช้กลับปล่อยไปตามยถากรรมหรือ
[1] ซื่อ หมายถึงแซ่เป็คำเรียกต่อท้ายหญิงที่แต่งงานแล้ว