นางกำนัลนามว่าตงฉิงอายุยังน้อย หน้าตาสะสวยผุดผ่อง ดูท่าทางเป็คนว่าง่ายยิ่งนัก
ทันทีที่ได้รับคำสั่งเรียก นางก็รีบมาปรากฏตัวต่อหน้านางหลี่ว์เพื่อรอรับคำสั่ง
“เ้าไปจัดการเปลี่ยนคนทางฝั่งนั้นออกให้หมด โดยเฉพาะพวกขันทีที่อยู่ข้างกาย ให้เปลี่ยนเป็คนของเราให้หมด”
นางหลี่ว์กำชับด้วยเสียงเข้ม “จงจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของจูอวิ่นเถิง ทุกวันก่อนอาทิตย์ตก เ้าต้องสรุปรายงานทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดมาให้ข้า หากเขาคิดจะทำเื่อะไรที่ผิดแปลกไป ต้องรายงานทันที เข้าใจหรือไม่?”
ขณะที่พูด นางก็จ้องมองตงฉิงด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
สายตานั้นเ็าขึ้นเรื่อย ๆ จนเจือไปด้วยกลิ่นอายสังหารเลือนราง ความใจกล้าและการแสดงออกถึงความสามารถที่ผิดหูผิดตาของจูอวิ่นเถิงในวันนี้ อยู่เหนือความคาดหมายของนางหลี่ว์
นางมั่นใจว่าแต่ก่อนจูอวิ่นเถิงต้อง ‘ซ่อนคม’ เอาไว้ และวิธีซ่อนตัวของเขาก็ลึกล้ำจนแม้แต่นางก็ยังมองไม่ออก นั่นแสดงว่าการเฝ้าระวังที่ผ่านมานั้นไม่เพียงพอ
นางหลี่ว์เริ่มหวาดระแวงว่าจูอวิ่นเถิงจะยังมีความลับอะไรปกปิดอยู่อีก นางจึงต้องเพิ่มการเฝ้าระวัง จับตาดูทุกย่างก้าวให้มิดชิดกว่าเดิม
ในตำหนักบูรพานี้ คำพูดของนางหลี่ว์คือประกาศิต
นางเชื่อว่าต้องควบคุมจูอวิ่นเถิงให้ได้โดยสมบูรณ์ และจะไม่ยอมให้เขามีโอกาสทำเื่ใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของนางได้อีก
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ” ตงฉิงก้มหน้าตอบรับ
“แล้วก็ยังมี...”
น้ำเสียงของนางหลี่ว์ยิ่งทวีความเยือกเย็น นางเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ฝั่งนั้นมีนิสัยชอบใช้เครื่องหอมกำยานมาแต่ไหนแต่ไร เ้าเอาเครื่องหอมที่ท่านพ่อข้าส่งมาให้คราวนั้นไปแบ่งให้ที่นั่นใช้เสียหน่อย เมื่อก่อน... พี่หญิงฉางก็ใช้เครื่องหอมชนิดนี้นั่นแหละ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตงฉิงก็ถึงกับใจกระตุกวาบ แต่นางก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว เื่ประเภทนี้รับรู้ไว้เป็พอ นางจึงตอบว่า “เพคะ!”
“ไปได้แล้ว” นางหลี่ว์สะบัดมือเบา ๆ
เมื่อเห็นตงฉิงออกไปจัดการตามสั่งแล้ว ความไม่สบายใจในอกของนางถึงพอจะทุเลาลงบ้าง
ความตื่นตะลึงและภัยคุกคามที่จูอวิ่นเถิงก่อไว้ในวันนี้ สะกิดแผลใจและกระตุ้นความริษยาของนางอย่างรุนแรง
นางหันกลับมามองจูอวิ่นเหวินที่ยืนสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่ข้าง ๆ แล้วตำหนิด้วยความเข้มงวด
“จะกลัวอะไรนักหนา? อย่าสั่น ยืนตัวตรง! พรุ่งนี้เช้าเ้าต้องรีบไปเข้าเฝ้าเสด็จปู่ จำไว้ว่าเ้าไม่มีอะไรที่สู้จูอวิ่นเถิงไม่ได้”
“ลูก... ลูกทราบแล้ว”
จูอวิ่นเหวินเชื่อฟังคำสั่งนางหลี่ว์ทุกอย่าง หากปราศจากมารดาแล้ว เขาก็แทบจะไม่มีความคิดความอ่านเป็ของตัวเองเลย โดยเฉพาะในเื่สำคัญคอขาดบาดตายเช่นนี้
...
ฝ่ายหลานอวี้และคนอื่น ๆ เมื่อแยกย้ายจากวังหลวง ก็มารวมตัวกันที่จวนเหลียงกั๋วกง
เหล่าขุนศึกแห่งหวยซีต่างนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องโถงใหญ่อยู่นาน เพื่อปรึกษาหารือกันสองเื่ หนึ่งคือจะช่วยจูอวิ่นเถิงแย่งชิงตำแหน่งได้อย่างไร และสองคือจะรักษาหัวให้หลุดรอดจากเพชฌฆาตจูไปได้อย่างไร
วันนี้คำพูดแทงใจของจูอวิ่นเถิงได้สั่นระฆังเตือนสติพวกเขาจนดังระงม
ทุกคนต่างััได้ว่า มีดาบอาญาสิทธิ์เล่มหนึ่งกำลังแขวนอยู่เหนือศีรษะของตน
ทว่าคนพวกนี้คือกลุ่มนักรบบ้าระห่ำ ปรึกษากันไปปรึกษากันมาก็ยังหาทางออกที่เป็รูปธรรมไม่ได้ ได้แต่นั่งอึ้งเงียบกริบอยู่บนเก้าอี้
“เฝิงเซิ่ง ไอ้เวรเอ๊ย! ในหมู่พวกเรา เ้าน่ะอ่านตำรามามากที่สุด รีบคิดหาวิธีมาสักหน่อยสิ!”
อิ่งกั๋วกงฟู่โหย่วเต๋อ หมดความอดทนเป็คนแรก เขาใช้ข้อศอกกระทุ้งเฝิงเซิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ชายชาติทหาร มีเพียงเฝิงเซิ่งคนเดียวที่ทั้งกล้าหาญและมีสติปัญญา
“ความจริงแล้วสองเื่นี้ สามารถมองให้เป็เื่เดียวกันได้”
เฝิงเซิ่งลังเลเล็กน้อย แต่ก็เอ่ยปากออกมาในที่สุด “ขอเพียงพวกเราช่วยพระนัดดาสามชิงตำแหน่งได้ พวกเราก็จะไม่ตาย สองเื่นี้สามารถแก้ไขไปพร้อมกันได้”
“มันก็ใช่”
ฉางเซิงเองก็รู้ดีว่าการ่ชิงตำแหน่งนี้สำคัญต่อความมั่นคงของพวกเขาเพียงใด “แต่ประเด็นสำคัญคือ เราจะช่วยพระนัดดาสามได้อย่างไร?”
สายตาของเฝิงเซิ่งมองไปทางหลานอวี้แล้วเอ่ยถาม “ท่านเหลียงกั๋วกง ท่านทราบหรือไม่ว่า เหตุใดเมื่อครู่นี้พระนัดดาสามถึงได้ตบหน้าท่านฉาดใหญ่?”
“ข้ามันลืมตัว ยั่วโทโสะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปส่งเสียงเอะอะตะคอกในท้องพระโรงน่ะสิ” หลานอวี้ยังไม่เข้าใจซึ้งถึงแก่นว่าตัวเองผิดที่ตรงไหน จึงตอบโพล่งออกไป
“ผิดแล้ว”
เฝิงเซิ่งวิเคราะห์ “เมื่อก่อนพระนัดดาสามจะต้องแสร้งทำเป็โง่เขลาแน่ ๆ ความจริงแล้วเขาน่ะฉลาดกว่าพวกเราทุกคน ที่ตบท่าน ก็เพื่อผลดีต่อตัวท่านเอง และเพื่อผลดีต่อเขาเองด้วย อันที่จริงนั่นคือการช่วยชีวิตท่านเอาไว้ต่างหาก”
“แม่เ้า! อ้อมค้อมไปมาอยู่ได้ พูดประโยคเดียวให้มันรู้เื่ไปเลยไม่ได้หรือไง?”
หลานอวี้แทบจะมึนงงกับคำพูดวกวนของเขา อะไรคือเพื่อตัวเอง แล้วยังเพื่อจูอวิ่นเถิงอีก คิดตามไม่ทันจริง ๆ
พวกขุนศึกเหลานี้ชอบยกบิดามารดามาอ้างในวงสนทนาจนเป็เื่ปกติ ทุกคนที่นั่นจึงไม่มีใครถือสา
เฝิงเซิ่งถอนหายใจก่อนกล่าวสรุป “พูดให้ง่ายก็คือ หากองค์รัชทายาทจูเปียวยังอยู่ ต่อให้ท่านเหลียงกั๋วกงจะมีคุณงามความดีล้นพ้น หรือจะหยิ่งพยองเพียงใด ก็นับเป็การ ‘สร้างจุดด่างพร้อยเพื่อลดความระแวง’ เพราะองค์รัชทายาททรงเอาท่านอยู่ แต่ยามนี้องค์รัชทายาทไม่อยู่แล้ว หากท่านยังคงจองหองเช่นนี้ ฝ่าาจะไม่ทรงระแวงหรอกหรือว่า ไม่ว่าจะเป็พระนัดดารองหรือพระนัดดาสาม จะมีใครสามารถสยบพยศท่านได้จริงหรือไม่? ถ้าจะช่วยพระนัดดาสาม ท่านต้องเริ่มจากการเปลี่ยนนิสัยตนเองเสียก่อน ท่านมันแข็งกร้าวเกินไป 'อำนาจขุนนางนอก ที่แทรกแซงภายใน' คือสิ่งที่ฝ่าาทรงหวาดระแวงและเกลียดชังที่สุด”
พอเฝิงเซิ่งพูดเช่นนี้ ในที่สุดหลานอวี้ก็เข้าใจ
ดูเหมือนจะเป็อย่างนั้นจริง ๆ
“ข้ายอมรับ ว่าข้าทำตัวกำเริบเสิบสานไปหน่อย”
สีหน้าหลานอวี้ดูเก้อเขินไปถนัดตา แต่เพราะหนังหน้าหนากว่าใครเพื่อน เขาจึงแก้ตัวหน้าตาย “ข้าจะแก้เสียั้แ่วันนี้แหละ”
ในเมื่อเื่นี้มันเกี่ยวกับความเป็ความตายของตระกูลขุนศึกแห่งหวยซี ย่อมไม่มีคำว่าประนีประนอม ต้องปรับปรุงตัวใหม่เท่านั้น
“แล้วแผนการขั้นต่อไปล่ะ?” หวังปี้เอ่ยถาม
“หลังจากนี้ ไม่ว่าพระนัดดาสามจะรับสั่งอะไร เราก็จะทำตามนั้น ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น ให้เชื่อฟังคำสั่งเขาแต่เพียงผู้เดียว”
เฝิงเซิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะสำทับว่า “จากนั้น... ก็ไม่มีอะไรแล้ว เื่อื่นไม่ต้องสอดปากสอดคำเข้าไปยุ่ง”
“ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?” เฉาเจิ้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “อิ่งกั๋วกง ท่านอย่ามาหลอกพวกเราเลย การ่ชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์มันง่ายเพียงนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
เฝิงเซิ่งหัวเราะอย่างจนใจ “มันก็ง่าย ๆ เช่นนี้แหละ หน้าที่หลักของพวกเราคือการสนับสนุนพระนัดดาสาม ส่วนเื่ชิงตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท เป็เื่ของเขาเอง พวกเราไม่สามารถก้าวก่ายได้มากนัก พูดเช่นนี้ก็แล้วกัน ฝ่าาจะทรงแต่งตั้งใคร ฝ่าาย่อมต้องเป็ผู้ชี้ขาด พวกเราสามารถเปลี่ยนพระประสงค์ของฝ่าาได้หรือ?...แน่นอนว่าไม่ได้!
หากพระนัดดาสาม้าจะเป็พระนัดดารัชทายาท มีเพียงต้องแสดงความสามารถเพื่อแย่งชิงมาด้วยตัวเองเท่านั้น พวกเรามีหน้าที่ฟังการจัดเตรียมของเขา แล้วก็ทำตัวให้อยู่ในร่องในรอย แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว อย่าได้ล้ำเส้นเป็อันขาด พวกท่านไม่เข้าใจ ฝ่าา้าเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้พวกเราไปช่วยเลือก แล้วก็เื่ของเหลียงกั๋วกง…”
เฝิงเซิ่งมองไปทางหลานอวี้แล้วกล่าวต่อ “ฝ่ามือฉาดนั้น คือการตักเตือนที่พระนัดดาสามมีต่อท่าน ท่านจะไปเป็ตัวถ่วงเขาไม่ได้เด็ดขาด”
เมื่อพวกเขาได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
พอลองนึกถึงนิสัยของฮ่องเต้เฒ่าอย่างจริงจังแล้ว ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยว่ามันเป็เช่นนั้นจริง ๆ
“แก้! ข้าจะเปลี่ยนตัวเสียใหม่ั้แ่ตอนนี้!”
หลานอวี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “เห็นแก่หลานข้า จะให้ทำอะไรก็ได้ ต่อให้ไปตายข้าก็ไม่หวั่น!”
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มสุดตัว!
การหารือของเหล่าแม่ทัพหวยซีจบลง หลังจากที่เฝิงเซิ่งสรุปประเด็นเสร็จสิ้น ก็สลายตัวกันไปอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างกลับไปทำหน้าที่ของตน หรือไม่ก็รอรับคำสั่งจากจูอวิ่นเถิง
...
ทางด้านจูอวิ่นเถิง เขาปลีกตัวออกมาจากตำหนักเฉียนชิง อาศัยความทรงจำเลือนรางเดินย้อนกลับไปยังตำหนักบูรพา
ช่วยไม่ได้จริง ๆ พระราชวังใหญ่โตเกินไป หากไม่ระวังก็อาจจะหลงทางเอาได้
ปัจจุบันนางหลี่ว์กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในตำหนักบูรพา ซึ่งในตอนนั้นเรียกขานว่า 'ตำหนักชุนเหอ' บริเวณหน้าพระตำหนักมีการปลูกต้นเหมยไว้เนืองแน่น
จากประตูเฉิงเทียนเข้ามาต้องมุ่งตรงไปทางซ้ายจึงจะเป็ที่พักของจูอวิ่นเถิง พี่หญิงทั้งสอง และน้องหญิงตัวน้อยอีกสองคน
ตำแหน่งที่พำนักตรงนี้สภาพอาจจะไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะจุดที่อากาศถ่ายเทสะดวกและฮวงจุ้ยดีที่สุด ย่อมถูกพระชายารัชทายาทยึดครองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“น้องสามกลับมาแล้วหรือ?”
ทันทีที่จูอวิ่นเถิงย่างเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไป ก็พบดรุณีในชุดฉลองพระองค์แบบฝ่ายในเดินปรี่เข้ามารับด้วยใบหน้าเป็กังวล
ด้านหลังพวกนางยังมีเด็กหญิงตัวน้อยวัยสิบขวบเศษ ๆ อีกสองคนติดตามมาติด ๆ
สองสตรีเบื้องหน้าคือพี่หญิงร่วมพระมารดาของจูอวิ่นเถิง ได้แก่ จูหลิงเยว่และจูหลิงอี๋ ส่วนน้องหญิงตัวน้อยสองคนหลังนั้นไม่ได้เกิดจากสายเืของนางฉาง
หลังจากที่จูเปียวถูกฝังพระศพ เหล่าสนมทั้งหมด ยกเว้นเพียงพระชายาเอก ล้วนต้องถูกส่งไปฝังร่วมเพื่อตามเสด็จรับใช้ในปรโลกตามธรรมเนียมทั้งสิ้น พวกนางจึงกลายเป็ลูกกำพร้าที่ถูกทิ้งอยู่เื้ั
แต่นางหลี่ว์รังเกียจที่จะเลี้ยงไว้ดูเล่น จึงถีบหัวส่งให้มาอาศัยอยู่ร่วมกับจูอวิ่นเถิง พวกนางมีนามว่า จูหลิงฮว่าและจูหลิงซิ่ว
เด็กน้อยทั้งสองมีความผูกพันและเข้าหาได้เพียงพี่ชายที่เติบโตมาด้วยกันคนนี้เท่านั้น พวกนางจึงรีบออกมาต้อนรับด้วยความคิดถึงและความห่วงใยอย่างที่สุด