ติงเหว่ยยิ้มและยกชามกระเบื้องเคลือบออกไปป้าหลี่มองแล้วก็ถามด้วยความสงสัยว่า “เมื่อครู่นี้ข้าว่าจะถามอยู่พอดีแม่นางติงเจ้าจะเอาข้าวไปแช่น้ำให้นิ่มเพื่อทำของกินอะไรอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยใส่ข้าวสารลงไปในรูกรอกข้าวสารที่ด้านบนจากนั้นก็ค่อยๆ ดันหินโม่อย่างช้าๆ ไปด้วยและตอบออกมาด้วยรอยยิ้มว่า“ข้าอยากจะทำโจ๊กให้อันเกอเอ๋อร์สักหน่อย ข้าว่าจะลองให้เขาหย่านมดู!”
ป้าหลี่ตกใจและตะโกนออกมาว่า“ยังมีเฉิงเหนียงจื่ออยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่มีน้ำนมแล้วล่ะข้าจะบอกเจ้าให้ว่ากินตัวนิ่มจะช่วยขับน้ำนมได้ดีที่สุด ในเมืองก็มีคนขายอยู่หากไปซื้อจากในเมืองกลับมาและต้มเป็นน้ำแกงให้นางดื่ม ก็จะมีน้ำนมแล้ว!”
“ไม่ใช่”ติงเหว่ยส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มว่า “การดื่มแต่น้ำนมบ่อยๆ นั้นไม่ดีหากอันเกอเอ๋อร์กินอาหารเร็วขึ้นสักหน่อย เขาก็จะเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น!”
ป้าหลี่คิดอยู่ครู่หนึ่งนางพยักหน้าแล้วพูดว่า “นั่นก็จริง”
เด็กในชนบทไม่ได้ถูกเลี้ยงอย่างประคบประหงมมากนักหากว่าแม่มีน้ำนมก็กินน้ำนม หากไม่มีน้ำนมก็กินข้าวหรือแป้งนิ่มๆ เพื่อเติบโตขึ้นมาแต่ละคนล้วนแข็งแรงเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนเด็กในเมืองที่ท่าทางอ่อนแอและบอบบาง
เด็กๆควรจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างตรากตรำเสียหน่อย พวกเขาจะได้ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
เครื่องโม่หินเล็กนี้ๆดูแล้วไม่ใหญ่แต่เวลาดันกลับหนักเป็นอย่างมากติงเหว่ยเอาข้าวสารครึ่งหนึ่งในถ้วยกระเบื้องเคลือบใส่ลงไปเพื่อบดให้เป็นผงและนางก็เหนื่อยจนแทบจะยกแขนไม่ขึ้น
เสี่ยวชิงที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องจนหายอายแล้วในที่สุดก็จำได้ว่ามีงานต้องทำนางก็เลยยกถ้วยที่ใส่เมล็ดงาและถั่วลิสงออกมาไม่ต้องรอให้ติงเหว่ยลงมืออะไร นางก็ออกแรงบดมันจนเสร็จอย่างรวดเร็ว
พละกำลังของนางกลับแข็งแกร่งกว่าติงเหว่ยเล็กน้อยทำให้ติงเหว่ยรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง นางตั้งใจว่ากลับไปจะซ้อมเข็มบินให้มากขึ้นเพื่อจะได้เพิ่มความแข็งแรงของข้อมือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็บีบข้าวสารที่บดไปแล้วหนึ่งรอบและพบว่าเนื้อยังหยาบอยู่เล็กน้อยดังนั้นนางจึงอดทนบดอีกครั้ง ในที่สุดก็ได้ผงข้าวสารที่ละเอียดออกมา
เตาไฟในครัวเล็กๆที่ยังไม่ได้ดับมาตลอดทั้งวัน นางยกผงข้าวสารเข้าไปแล้วเติมน้ำเพื่อทำเป็นโจ๊กแล้วก็เติมน้ำแกงไก่ที่ตุ๋นอยู่บนเตากว่าครึ่งวัน จากนั้นก็ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยสุดท้ายก็ใส่ผักที่สับอย่างละเอียดแล้วก็ใส่น้ำมันงาสองหยด รอให้เดือดสักครู่หนึ่งหลังจากที่เปิดหม้อออกก็ได้กลิ่นหอมฉุยลอยออกมา
ผู้อาวุโสเหว่ยที่มีจมูกว่องไวที่สุดเดิมทีเขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าสมุนไพรในห้องฝั่งตะวันออก ปรากฏว่าเมื่อเขาได้กลิ่นหอมลอยมาก็ออกมาที่ด้านนอกเคราสีขาวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยอะไรสักอย่างเขาตะโกนออกมาทางครัวด้านนอกอย่างสุดเสียงว่า “แม่นางน้อย เจ้ากำลังทำของอร่อยๆอะไรอยู่?รีบเอามาให้อาจารย์สักชามหนึ่งเร็วเข้า ข้ากำลังจะหิวตายอยู่แล้ว!”
ในขณะที่พูดอยู่เขาก็ลูบท้องไปด้วย และท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องดังโครกครากออกมาพร้อมกัน
ลุงอวิ๋นที่กำลังจะออกมาจากห้องหลักเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของผู้อาวุโสเหว่ยเขาก็จ้องมองด้วยความรังเกียจว่า“เหอะ หนวดเคราของเจ้าก็ใหญ่ตั้งเท่านี้แล้วยังแย่งอาหารของเด็กอย่างหน้าไม่อายอีกหรือ!”
ผู้อาวุโสเหว่ยโกรธมากจนกระโดดขึ้นลงไปมาเขาเป่าหนวดและถลึงตามองพร้อมด่าว่า “เจ้าเฒ่าเจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน!ข้ากำลังขออาหารจากลูกศิษย์ของข้า แล้วเจ้าจะมาโวยวายอะไรข้าไม่ได้จะกินเจ้าสักหน่อย!”
ลุงอวิ๋นเองก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอเขาเดินเอามือไพล่หลังและก้าวเข้ามา “เจ้าจะกินอะไรก็ได้ แต่โจ๊กถ้วยนี้แม่นางติงใช้เวลาทำเป็นเวลานานและไว้สำหรับให้อันเกอเอ๋อร์กินโดยเฉพาะ”
ติงเหว่ยที่อยู่ในห้องครัวได้ยินเสียงของสองผู้อาวุโสโต้ริมฝีปากกันใบหน้าของนางก็เคร่งขรึมขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกคนต่างก็บอกว่าเมื่ออายุมากแล้วคนเฒ่าคนแก่ก็เหมือนเด็กน้อยคำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องโกหกเลยแม้แต่น้อยผู้อาวุโสทั้งสองคนนี้อาจจะเคยเป็นศัตรูกันในชาติก่อน ชาตินี้พบหน้าเมื่อไรก็ทะเลาะกันเมื่อนั้นหากจะบอกว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีทว่าทั้งสองต่างก็ปกป้องกันและกันเป็นอย่างมาก เขายอมให้ตนเองพูดเรื่องไม่ดีของอีกฝ่ายแต่ไม่ยอมให้คนอื่นพูดช่วยแม้แต่ประโยคเดียว
……
ทุกคนในสกุลอวิ๋นต่างก็สนิทสนมและเป็นกันเองเสี่ยวชิงเข้ามาอยู่ที่เรือนในนานขนาดนี้ก็ยังไม่รู้สึกว่านายท่านทั้งหลายจะเข้มงวดสักเท่าไรดังนั้นตอนนี้นางเองก็มีความกล้าขึ้นมาอยู่บ้างนางยื่นหน้าออกมาและพูดอย่างยุติธรรมประโยคหนึ่งว่า“ท่านหมอเทวดาเหว่ยในหม้อกำลังต้มผงข้าวสารอยู่”แต่เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสเหว่ยกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เขาเบิกตาและตะโกนออกมาว่า“ข้ารักษาอาการป่วยให้กงจื้อหมิงทำให้เขาสามารถกลับขึ้นหลังม้าและฟาดฟันศัตรูได้อีกครั้งไม่ต้องพูดถึงกินข้าวของเขาสักคำเลยต่อให้เขาเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้แก่ข้าก็ถือว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว!”
ลุงอวิ๋นพยายามอดกลั้นแล้วแต่เขาก็กลั้นความโกรธเอาไว้ไม่ไหวและด่าออกมาว่า “เจ้าเฒ่าละโมบโลภมากหมอคนอื่นต่างก็รักษาอาการบาดเจ็บและช่วยชีวิตคนมีแต่เจ้านั่นแหละที่เสแสร้งทำเป็นคนดีมีคุณธรรม”
ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็โมโหจนกระโดดไปมาและผู้อาวุโสทั้งสองคนที่อายุรวมกันเกือบจะร้อยห้าสิบปีก็เริ่มเปิดศึกในลานอีกครั้ง
เสี่ยวชิงตกใจจนแลบลิ้นออกมาแล้วรีบหดศีรษะกลับเข้าไปด้านใน
ติงเหว่ยถอนหายใจนางเองก็ไม่อยากจะเปลืองแรงไปเกลี้ยกล่อมเหล่าผู้อาวุโสที่จิตใจเป็นเด็ก นางจึงแค่กวักมือเรียกเสี่ยวชิง“มาช่วยข้ายกโจ๊กหน่อย”
เสี่ยวชิงก็รีบวิ่งเข้ามาทันทีเมื่อเห็นโจ๊กสีเขียวขจี และมีกลิ่นหอมของงาดำ จมูกน้อยๆของนางก็ฟุดฟิดไปมาโดยไม่อาจควบคุมได้ และก็พึมพำออกมาว่า “หอมจังเลย!”
ติงเหว่ยลูบไปที่ศีรษะเล็กของนางและพูดด้วยความเอ็นดูว่า “วางใจเถอะ ข้าแบ่งไว้ให้เจ้าแล้วถ้วยหนึ่งเดี๋ยวอีกสักพักค่อยมาลองชิมดู”
เสี่ยวชิงมีความสุขมากและยิ้มจนตาหยีนางพยักหน้าซ้ำไปซ้ำมา และพูดขอบคุณ “ขอบคุณพี่ติง”
ติงเหว่ยเดินออกไปด้วยรอยยิ้มเป็นอย่างที่คาดเอาไว้จริงๆ สองผู้อาวุโสที่ยังทะเลาะกันอยู่ในลานเมื่อสักครู่พอได้กลิ่นหอมก็หุบปากลงในทันทีและพากันชะเง้อศีรษะออกมามอง
ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ไม่เกรงใจลูกศิษย์ของเขาอีกต่อไปเขาเดินมาข้างหน้าและมองโจ๊กสีเขียวขจี แล้วก็กลืนน้ำลาย “นี่คือโจ๊กอะไรกันทำไมถึงหอมขนาดนี้?”
ติงเหว่ยยิ้มและอธิบายออกมาว่า“ท่านอาจารย์ นี่คือโจ๊กที่ใช้น้ำแกงไก่ต้ม ถึงเวลาที่อันเกอเอ๋อร์จะหย่านมแล้วข้าก็เลยจะทำอาหารให้เขาประหลาดใจสักหน่อย จะได้ลองดูว่าเขาจะกินได้หรือไม่”
เมื่อผู้อาวุโสเหว่ยได้ยินว่าหลานศิษย์ของเขากำลังจะหย่านมเขาก็ถลึงตาขึ้นมาในทันที “อายุน้อยขนาดนี้จะหย่านมแล้วหรือหากทำให้เขาเติบโตช้าลงจะดีได้ยังไง!”
ใบหน้าของติงเหว่ยยังคงยิ้มเหมือนเดิมแต่ท่าทีของนางก็ยังมั่นคงแน่วแน่“เด็กคนนี้อายุเกินหนึ่งปีแล้วถึงเวลาที่จะหย่านมได้แล้วเป็นการดีกว่าที่เด็กเล็กๆ จะกินธัญพืชมากสักหน่อย และยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย”
อันที่จริงผู้อาวุโสเหว่ยก็เข้าใจวิธีการดูแลสุขภาพอยู่บ้างแต่เขาแค่เป็นห่วงหลานชายก็เท่านั้น จึงมักจะทำตัวไม่สมเหตุสมผลไปบ้างเมื่อเห็นท่าทีของลูกศิษย์เขายามนี้ เขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าและบอกว่า“เช่นนั้นก็ดี ให้กินธัญพืชมากสักหน่อยจะได้เติบโตอย่างแข็งแรงเดี๋ยวอีกสักสองปีข้าจะเตรียมยาสมุนไพรสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกหรือจะให้ดีที่สุดก็เลี้ยงดูและบำรุงออกมาให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์”
ริมฝีปากของติงเหว่ยกระตุกเล็กน้อยนางนึกภาพไม่ออกจริงๆว่าหากเจ้าลูกชายตัวอ้วนของนางเรียนศิลปะการต่อสู้จะมีท่าทางเป็นอย่างไร
ลุงอวิ๋นฟังอยู่ข้างๆสักพักก็เดินเข้ามา เขาเอ่ยเปิดปากเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นางติงจวนเราก็ใช่ว่าจะไม่มีแม่นมทำไมไม่ให้อันเกอเอ๋อร์ดื่มนมต่อสักสองปีล่ะ?ข้าเองก็ไปถามเฉิงเหนียงจื่อมาแล้วนางก็มีน้ำนมเพียงพอ”
คนรุ่นก่อนมักคิดว่าการให้เด็กกินนมแม่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
อีกอย่างเด็กในครอบครัวใหญ่ๆทุกคนต่างก็กินนมจนถึงอายุสามสี่ขวบถึงได้หย่านม เด็กๆแต่ละคนเติบโตมาทั้งฉลาดเฉลียวและว่านอนสอนง่าย
ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรเจ้าลูกชายตัวอ้วนของนางมีผู้อาวุโสหลายคนรักและเอ็นดูขนาดนี้เขายังจะสามารถเติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ได้หรือไม่?
“ลุงอวิ๋น ให้อันเกอเอ๋อร์กินโจ๊กธัญพืชกับน้ำนมด้วยกันจะดีกว่า เขาจะต้องเติบโตอย่างแข็งแรงแน่นอนท่านไม่ได้ยินที่อาจารย์ของข้าเมื่อครู่ก็เอ่ยปากเห็นด้วยและตกลงแล้วหรือ?”
ลุงอวิ๋นยังอยากจะพูดอะไรต่อทว่าติงเหว่ยกลับเดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
ลุงอวิ๋นถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้เขาหันกลับไปมองผู้อาวุโสเหว่ยที่ชะเง้อคอตามเพื่อดมกลิ่นหอมของโจ๊กชามนั้นแล้วก็พูดด้วยความโกรธว่า “กับเด็กเจ้าก็ยังจะแย่งกินอีกอย่างนั้นหรือช่างหน้าไม่อายเสียจริง!”
ผู้อาวุโสเหว่ยโกรธมากจนหนวดเคราของเขาชี้ขึ้นมาและกำลังจะเริ่มทะเลาะกับลุงอวิ๋นอีกครั้ง
ลุงอวิ๋นกลับกวักมือเรียกอวิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ใต้ชายคาให้เข้ามาหาและกำชับนางให้ระวังมากขึ้นหากนางเห็นว่าคุณชายน้อยกินโจ๊กเข้าไปแล้วมีอะไรผิดปกติ ให้รีบมารายงานเขาโดยทันที
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเกรงว่าคุณชายน้อยของเขาจะต้องตกระกำลำบากและรู้สึกน้อยใจต่อตนเองเอาได้
ถึงแม้ในใจของอวิ๋นอิ่งจะคิดว่าติงเหว่ยที่เป็นแม่แท้ๆจะไม่มีวันทำร้ายลูกชายของตนเอง แต่นางก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว และลุงอวิ๋นก็เดินออกจากลานไป
……
ในเวลานี้กงจื้อหมิงไม่อยู่ที่จวนยอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินทั้งสี่กลุ่มก็ติดตามเขาไปปฏิบัติภารกิจสำคัญโดยปริยายดังนั้นในเรือนเล็กตอนนี้เหลือเพียงองครักษ์เงาแล้วก็มีผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อยสามถึงห้าคน ดูแล้วกลับรู้สึกเงียบเหงาไม่น้อย
อาจเป็นเพราะว่าโจ๊กที่ติงเหว่ยทำนั้นรสชาติไม่เลวนางไม่จำเป็นต้องเกลี้ยกล่อมเจ้าเด็กอ้วนอันเกอเอ๋อร์เลยด้วยซ้ำเขาก็อ้าปากและกินโจ๊กเข้าไปถึงครึ่งชาม สุดท้ายยังเรอออกมาอย่างสบายๆด้วยความอิ่มท้อง
ติงเหว่ยกอดลูกชายอย่างมีความสุขจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดปากให้เขาเมื่อเห็นว่าเขากินอิ่มแล้วก็นอนกางแขนกางขาอยู่บนม้านั่งตัวเล็กๆ ท่าทางเหมือนกับลูกหมูน้อยจอมขี้เกียจไม่มีผิดนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพร้อมลูบไปที่พุงน้อยๆ ของเขาเบาๆ“เจ้าเด็กคนนี้กินเก่งไม่เบา”
“กินเก่งถือว่ามีความสุข!” สีหน้าของเฉิงเหนียงจื่อดูไม่สบายใจเล็กน้อยแต่นางก็รีบชมออกไปทันทีที่ได้ยิน
ติงเหว่ยเหลือบมองเฉิงเหนียงจื่อด้วยรอยยิ้มและเดาออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ จึงชี้ไปที่เตียงเตาข้างหน้าและพูดว่า“เฉิงเหนียงจื่อ มานั่งลงคุยกันหน่อยเถอะ”
เฉิงเหนียงจื่ออยู่กับนายหญิงมาเป็นเวลานานแล้วนางเองก็พอเข้าใจอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ ของนายหญิงและนางก็รู้ดีว่าที่นายหญิงให้นั่งนั้นพูดอย่างจริงใจจริงๆ ดังนั้นนางจึงนั่งลงข้างเตียงเตาอย่างระมัดระวังและสีหน้าก็เต็มไปด้วยความเคารพ
ติงเหว่ยถอนหายใจในใจและก็ไม่ได้บังคับอะไร นางแค่อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า“ข้าตัดสินใจว่าจะให้อันเกอเอ๋อร์ค่อยๆ หย่านมแต่ก็ไม่สามารถให้เขาหย่านมในชั่วข้ามคืนได้ ก็แค่ต่อไปนอกจากกินนมแล้วทุกวันให้เขากินโจ๊กหนึ่งมื้อ ข้าเองก็ยุ่งไม่น้อยยังต้องให้เจ้าช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์ด้วย!”
เฉิงเหนียงจื่อก็รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยนางเกรงว่าถ้าอันเกอเอ๋อร์หย่านมแล้วนายหญิงจะไม่ต้องการความช่วยเหลือของนางอีกต่อไปและขับไล่พวกนางทั้งครอบครัวดังนั้นนางก็เลยรีบรับปากไม่หยุดว่า “แม่นางโปรดวางใจข้าจะดูแลอันเกอเอ๋อร์เป็นอย่างดีแน่นอน จะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่นด้วย”
นางหยุดไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดว่า “โจ๊กธัญพืชนั้นต่อไปแม่นางก็ไม่จำเป็นต้องทำด้วยตนเองปล่อยให้ข้าทำก็พอแล้ว”
ติงเหว่ยไม่ได้คัดค้านกับความภักดีที่นางแสดงออกมาจากนั้นก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “หากว่าข้ายุ่งอยู่ก็คงต้องรบกวนเฉิงเหนียงจื่อแล้ว”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกนิดหน่อยจากนั้นติงเหว่ยก็พาลูกชายของนางออกมาเดินย่อยอาหาร ปรากฏว่านางกลับเห็นเสี่ยวชิงที่กำลังยืนทำปากจู๋อยู่ด้านนอกห้องครัวท่าทางเหมือนกับว่าไม่มีความสุข ติงเหว่ยรู้สึกแปลกใจจึงเอ่ยปากถามไปว่า“ทำไมเจ้าไม่ไปเฝ้าน้ำแกงที่ตุ๋นอยู่ในหม้อ แล้วออกมาทำอะไรข้างนอกหรือ?”
เสี่ยวชิงส่ายศีรษะไปมาแต่ใบหน้าเล็กๆ ของนางกลับยับยู่ยี่ราวกับซาลาเปา
ติงเหว่ยก็ยิ่งรู้สึกขบขันขึ้นไปอีกและพูดหยอกล้อว่า “มีอะไรที่พูดกับข้าไม่ได้ หรือว่าเจ้าจะวิ่งไปอ้อนป้าหลี่อย่างนั้นหรือ?”
ตั้งแต่ที่เสี่ยวชิงเข้ามาที่บ้านสกุลอวิ๋นนางก็สนิทสนมกับติงเหว่ยมากที่สุดเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของติวเหว่ยก็ไม่ลังเลอีกต่อไปนางพูดออกมาด้วยความกลัวและกังวลว่า “โจ๊กที่แม่นางติงวางไว้ในห้องครัวเมื่อสักครู่ไม่รู้ว่าใครกินไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง แล้วเหลือไว้ให้ข้าแค่สองคำเอง!”
ติงเหว่ยได้ฟังแล้วก็งุนงงในใจของนางก็คาดเดาอะไรไว้บ้างแต่ก็ไม่เหมาะที่จะพูดออกมา นางจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า“เกรงว่าในครัวจะมีหนูหรือเปล่า มันอาจจะปีนขึ้นไปแอบกินก็ได้!”
เสี่ยวชิงไร้เดียงสาเมื่อได้ยินเช่นนี้นางก็หันหน้ากลับไปถ่มน้ำลาย “แหวะๆ สกปรกเกินไปแล้วข้ากลับกินของเหลือจากหนูจริงๆ อย่างนั้นหรือ!ข้าจะบอกพี่เสี่ยวฝูและขอให้เขาหาคนไปในเมืองเพื่อเอายาเบื่อหนูกลับมาสักหน่อย”
หลังจากพูดจบนางก็วิ่งออกไปเรือนนอกทันที
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้ห้ามนางเอาไว้ทว่านางก็เห็นผู้อาวุโสที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นพลับราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรยากๆ เกี่ยวกับการรักษาเคราที่เปรอะเปื้อนก่อนหน้านี้ของเขายามนี้เปียกไปด้วยน้ำของโจ๊กเล็กน้อยหรือก็คือหลักฐานของขโมยได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของนางอย่างชัดเจน
ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะใช้มือปิดปากตนเองไว้ถึงได้ไม่หลุดเสียงหัวเราะออกมา