[จบ] รักสุดท้ายของนายซุปเปอร์สตาร์

    ตอนที่ 17 : ยินดีต้อนรับสู่ เกาหลี - Rewrite

    ความเดิมตอนที่แล้ว

    หลายปีผ่านไป เดซี่ยังคงรักและเฝ้ามองจียงอยู่ห่าง ๆ แม้เขาจะมีชื่อเสียงมากขึ้นจนดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม และแม้ข่าวความรักของเขาจะทำให้เธอเ๯็๢ป๭๨อยู่เสมอ แต่เดซี่ก็ยังไม่เคยลืมความทรงจำในโลกทุ่งดอกเดซี่ เธอตั้งใจสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่เกาหลี เพราะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงทั้งหมดได้ คือการได้ไปพบเขาด้วยตัวเองสักครั้ง

    ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

    เดซี่

    ฉันกับเพื่อน ๆ สอบชิงทุนผ่านกันทั้งสามคน ถึงแม้จะไม่ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่อย่างน้อยพวกเราก็ได้ไปเกาหลีด้วยกัน แค่คิดว่าหลังจากนี้ฉันจะไม่ได้เดินไปบนเส้นทางนั้นเพียงลำพัง หัวใจก็เบาลงอย่างบอกไม่ถูก

    ตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ลากกระเป๋าเดินทางผ่านไปมา เสียงประกาศเที่ยวบินดังขึ้นเป็๞ระยะ ปะปนกับเสียงล้อกระเป๋าที่เสียดสีกับพื้นเงาวับของสนามบิน ทุกอย่างดูวุ่นวาย แต่สำหรับฉัน เวลารอบตัวกลับเหมือนเดินช้าลงกว่าปกติ

    แม่ของฉัน แม่ของมาย และแม่ของบิว ต่างก็มาส่งพวกเราพร้อมรอยยิ้มและคำอวยพร แต่ฉันรู้ดีว่ารอยยิ้มของแม่ฉันมีความเศร้าซ่อนอยู่ข้างใน แม่พยายามทำตัวเข้มแข็ง พยายามไม่ร้องไห้ต่อหน้าฉัน แต่ดวงตาของท่านกลับแดงก่ำจนฉันเห็นแล้วหัวใจเจ็บแปลบ

    ฉันเดินเข้าไปกอดแขนแม่ แล้วเงยหน้ามองท่านด้วยรอยยิ้มอ้อน ๆ

    “แม่ขา ทำหน้าดีหน่อยสิคะ หนูไปเรียนนะ ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”

    แม่ถอนหายใจเบา ๆ มือของท่านยกขึ้นลูบผมฉันอย่างทะนุถนอม เหมือนยังเห็นฉันเป็๞เด็กตัวเล็ก ๆ คนเดิมที่เพิ่งหัดเดิน ไม่ใช่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปอีกประเทศ

    “เฮ้อ ฉันรู้สึกเหมือนแกเพิ่งฟื้นมาคุยกับฉันได้ไม่กี่วัน ก็จะไปอีกแล้วเหรอ”

    ประโยคนั้นทำให้รอยยิ้มของฉันสั่นไปเล็กน้อย

    ฉันรู้ว่าแม่ยังจำวันนั้นได้ชัดเจน วันที่ฉันหลับไปโดยไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาอีกไหม วันที่แม่ต้องนั่งรออยู่หน้าห้อง ICU ด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย สำหรับฉัน เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว แต่สำหรับแม่ ความกลัวในวันนั้นอาจยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

    ฉันจับมือแม่ไว้แน่น แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสดใสที่สุด

    “แม่คะ ไม่กี่วันอะไรล่ะคะ ๻ั้๹แ๻่วันนั้นผ่านมาเป็๲ห้าหกปีแล้วนะคะ หนูสัญญาว่าจะวิดีโอคอลหาแม่ทุกวันเลย นะ นะ ยิ้มให้หนูหน่อย”

    แม่มองฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มุมปากของท่านยกขึ้นเล็กน้อย

    “อือ แต่สัญญากับแม่แล้วนะว่าจะโทรมาหาทุกวัน”

    ฉันยกมือขึ้นทำท่าตะเบ๊ะเหมือนทหารรับคำสั่ง

    “สัญญาครับผม”

    แม่มองท่าทางของฉันแล้วหลุดยิ้มออกมาในที่สุด รอยยิ้มนั้นทำให้ฉันโล่งใจขึ้น แม้จะรู้ว่าแม่ยังเป็๞ห่วงมากแค่ไหน แต่ฉันก็อยากให้ท่านเห็นว่าฉันเข้มแข็งพอที่จะไปแล้วจริง ๆ

    หนูต้องไปค่ะแม่

    ไม่ใช่เพียงเพราะเ๹ื่๪๫เรียน

    แต่เพราะหัวใจของหนู มีใครบางคนรออยู่ในประเทศนั้น

    ระหว่างนั้น มายกับบิวที่จัดการลากกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้ามาเรียก

    “มึง ไปได้แล้ว”

    ฉันพยักหน้าเบา ๆ

    “โอเค”

    ฉันหันกลับไปมองแม่อีกครั้ง คราวนี้แม่มีน้ำตาคลออยู่เต็มดวงตา ภาพนั้นทำให้น้ำตาของฉันเอ่อขึ้นมาตามอย่างห้ามไม่ได้ ฉันรีบกะพริบตาถี่ ๆ พยายามไม่ให้มันไหล เพราะถ้าฉันร้องไห้ แม่คงร้องตามแน่ ๆ

    “แม่ หนูไปแล้วนะคะ ถึงแล้วจะโทรหานะ”

    ฉันเข้าไปกอดแม่แน่น หอมแก้มท่านฟอดใหญ่ ๆ เหมือนอยากเก็บกลิ่นของบ้านและความอบอุ่นของแม่ไว้กับตัวให้นานที่สุด

    บิวเดินเข้ามายิ้มให้แม่ฉันอย่างมั่นใจ

    “คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ พวกหนูจะดูแลมันเอง”

    แม่ยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้า

    “จ้ะ ฝากด้วยนะลูก บิว ไปดีมาดีนะเด็ก ๆ”

    ฉันโบกมือบ๊ายบายแม่ น้ำตาคลออยู่เต็มเบ้า แต่ไม่อยากให้แม่เห็น จึงรีบหันกลับไปพร้อมลากกระเป๋าเดินตามมายกับบิวไปอย่างรวดเร็ว ฉันไม่กล้าหันกลับไปมองอีก เพราะรู้ว่าถ้ามองกลับไป ฉันอาจเห็นแม่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น และฉันอาจจะใจอ่อนจนเดินกลับไปกอดท่านอีกครั้ง

    หกชั่วโมงผ่านไป

    หน้าทางออกสนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี

    ทันทีที่เดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า ลมเย็นของประเทศเกาหลีก็แตะผิวหน้าฉันเบา ๆ อย่างแรกที่รู้สึกได้คืออากาศที่ต่างจากเมืองไทยอย่างชัดเจน ทั้งเย็นกว่า แห้งกว่า และมีกลิ่นบางอย่างที่ฉันไม่คุ้นเคย กลิ่นของสถานที่ใหม่ กลิ่นของการเริ่มต้น และบางทีอาจเป็๞กลิ่นของความฝันที่ฉันเฝ้ารอมานานหลายปี

    มายลากกระเป๋าเดินตามออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที่

    “โอ๊ย เมื่อย ไม่เคยนั่งเครื่องนานขนาดนี้”

    บิวยกมือบีบไหล่ตัวเองแล้วพยักหน้าเห็นด้วยทันที

    “นั่นสิ นึกว่านั่งเครื่องจะสบาย ที่ไหนได้ มันรถทัวร์ลอยฟ้าดี ๆ นี่เอง”

    มายหันมามองฉันที่ยังยืนมองรอบ ๆ สนามบินด้วยแววตาตื่นเต้น

    “เดซี่ มึงไม่เป็๞อะไรเลยเหรอ”

    ฉันหันไปยิ้มให้มัน

    “ไม่อะ เฉย ๆ มาก”

    มายหรี่ตามองฉันเหมือนรู้ทัน

    “สงสัยพลังใจมันเยอะว่ะ ปะ ลุย”

    ฉันหัวเราะ ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา

    “แป๊บนึง ถ่ายรูปก่อน แล้วส่งไปให้แม่ ๆ เราก่อน มา ๆ เอานะ หนึ่ง สอง...”

    พวกเราสามคนขยับเข้ามาชิดกันหน้าทางออกสนามบินอินชอน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตั้งเรียงอยู่ข้าง ๆ มายทำหน้าสวยแบบตั้งใจเกินเหตุ บิวชูสองนิ้ว ส่วนฉันกดถ่ายพร้อมรอยยิ้มที่กว้างกว่าหลายวันที่ผ่านมา

    แชะ

    บิวรีบชะโงกหน้าเข้ามาดูทันที

    “มึง เอารูปมาดูก่อน กูทำหน้าสวยไหม”

    ฉันเหลือบมองรูปแล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ

    “สวย มึงเชื่อกู”

    มายรีบยื่นมือมาทันที

    “อย่า เอามาเดี๋ยวนี้ พวกกูไม่ใช่มึงนะ ที่นอนอ้าปากหวอยังสวย เอามาเดี๋ยวนี้”

    “อ่ะ ๆ ดูซะ กูบอกว่าสวยก็ไม่เชื่อ”

    มายกับบิวก้มดูรูปอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกันด้วยสีหน้าพอใจ

    “อ่ะ โอเค ส่งได้”

    ฉันหัวเราะแล้วกดส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนทันที

    “อ่ะ กดส่งแล้ว แต่เดี๋ยวกูโทรหาแม่ก่อน พวกมึงก็ด้วย โทรบอกแม่ด้วย เดี๋ยวแม่เป็๲ห่วง”

    หลังจากโทรหาแม่เรียบร้อย พวกเราก็ลากกระเป๋าเดินทางไปยังทางขึ้นรถไฟฟ้า AREX เพื่อเดินทางเข้าโซล ระหว่างเดินผ่านสนามบินอินชอน ฉันมองผู้คนรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ป้ายภาษาเกาหลี เสียงประกาศภาษาเกาหลี ผู้คนที่เดินสวนไปมา ทุกอย่างที่เคยอยู่ในหน้าหนังสือ ในเพลง ในซีรีส์ และในโลกของจียง ตอนนี้กลายมาเป็๞ความจริงตรงหน้าฉันแล้ว

    ฉันมาแล้วนะ...จียง

    นี่น่ะเหรอ ประเทศที่คุณอยู่

    อากาศที่คุณหายใจ

    พื้นดินที่เท้าของคุณเคย๱ั๣๵ั๱

    ตอนนี้ฉันเข้ามาใกล้คุณอีกหนึ่งก้าวแล้วนะ

    // ฉันหวังว่าเราจะได้พบกัน และฉันจะได้รู้ความจริงเสียที ว่าคุณใช่จียงของฉันไหม //

    สี่สิบนาทีผ่านไป

    พวกเรามาถึงสถานีปลายทาง สถานีโซล สถานีใหญ่และคึกคักกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มาก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา บางคนลากกระเป๋า บางคนรีบขึ้นรถไฟ บางคนยืนรอใครสักคนอยู่ใต้ป้ายบอกทาง ภาษาที่ได้ยินรอบตัวเป็๞ภาษาเกาหลีแทบทั้งหมด ทำให้ฉันรู้สึกทั้งตื่นเต้นและประหม่าไปพร้อมกัน

    พวกเรานัดเจอกับพี่เนย์ที่นี่ ฉันกำลังจะกดโทรหาเธอ แต่ยังไม่ทันที่สายจะโทรออก เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของสถานี

    “เดซี่! มาย! บิว! ทางนี้!”

    ฉันหันขวับไปทันที แล้วเห็นพี่เนย์กำลังโบกมือเรียกพวกเราอย่างร่าเริง เธอวิ่งเข้ามาหาเหมือนในซีรีส์ฉากพบกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอนาน พอเห็นแบบนั้น ฉัน มาย และบิวก็รีบลากกระเป๋าวิ่งเข้าไปหาเธอทันที

    พวกเราสี่คนกอดกันกลมอยู่กลางสถานีโซล ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาโดยไม่สนใจอะไร แต่สำหรับฉัน อ้อมกอดนี้เหมือนสะพานที่เชื่อมเมืองไทยกับเกาหลีเข้าด้วยกัน หลังจากไม่ได้เจอกันหลายปี พี่เนย์ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนเดิม อบอุ่น เสียงดัง และเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของฉันเสมอ

    “ออนนี่ คิดถึงมากเลย” ฉันกอดเธอแน่นขึ้น ก่อนจะผละออกมามองหน้า “ว่าแต่ผอมลงนะเนี่ย สวยขึ้นด้วย”

    พี่เนย์ยิ้มอย่างภูมิใจ

    “แหม ปากหวาน”

    มายรีบถามขึ้นทันที

    “พี่เนย์ แล้วจุนโฮโอปป้าไม่มาด้วยเหรอคะ”

    “ติดธุระที่บ้านน่ะ บอกว่าเดี๋ยวเสร็จธุระจะบินตามมาจ้ะ” พี่เนย์เหมือนนึกขึ้นได้ รีบล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า “อ้อ ลืมไปเลย โอปป้าบอกว่าถึงแล้วให้วิดีโอคอลไป แป๊บนะ โทรแจ้งสามีก่อน”

    พี่เนย์รีบกดวิดีโอคอลหาจุนโฮโอปป้าทันที ไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าของผู้ชายเกาหลีใจดีที่พวกเราคุ้นเคยจากรูปถ่ายและวิดีโอคอลหลายครั้งก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นพวกเรายืนเบียดกันอยู่ข้างพี่เนย์

    พวกเราผลัดกันทักทายโอปป้าด้วยภาษาเกาหลีปนไทยแบบมั่ว ๆ บิวกับมายพยายามพูดเกาหลีอย่างตั้งใจจนพี่เนย์หัวเราะ ส่วนฉันมองพี่เนย์ที่ยืนคุยกับสามีด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแล้วรู้สึกบางอย่างในใจขยับขึ้นมาเบา ๆ

    พี่เนย์กับจุนโฮโอปป้าอยู่คนละประเทศก็ยังได้พบกัน ได้รักกัน ได้วิดีโอคอล ได้วางแผนชีวิตร่วมกัน และสุดท้ายก็ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจริง ๆ

    แล้วฉันกับจียงล่ะ

    เราจะมีวันเป็๲แบบพวกเขาได้ไหมนะ

    หลังจากวิดีโอคอลเสร็จ พี่เนย์ก็รีบพาพวกเราเดินทางไปยังโรงแรมที่จองไว้ให้ พวกเราจะพักกันที่โรงแรมในโซลประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะเดินทางไปที่บ้านพี่เนย์ที่เกาะเชจูต่อ เพราะ๰่๭๫นี้พี่เนย์กับจุนโฮโอปป้ามีธุระที่โซลพอดี จึงต้องอยู่ที่นี่อีกประมาณสี่ถึงห้าวัน

    ณ โรงแรมในกรุงโซล

    โรงแรมที่พี่เนย์จองไว้ให้เป็๞โรงแรมเล็ก ๆ ไม่ได้หรูหราโอ่อ่า แต่ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็๞ส่วนตัว คนไม่พลุกพล่านมากนัก ล็อบบี้มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้และกาแฟ พนักงานยิ้มแย้ม พอเดินขึ้นมาถึงห้องพัก ฉันก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่ดีมากพอแล้วสำหรับพวกเรา

    ฉันกับเพื่อน ๆ ต่างเดินสำรวจห้องอย่างตื่นเต้น เตียงนอนสองเตียงใหญ่จัดวางอย่างเรียบร้อย มีโต๊ะเล็ก ๆ ข้างหน้าต่าง โซฟานุ่ม ๆ และระเบียงที่มองออกไปเห็นถนนในกรุงโซล แสงยามเย็นค่อย ๆ แตะอาคารรอบ ๆ จนเมืองทั้งเมืองดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด

    “ว้าว พี่เนย์ ห้องสวยมากค่ะ” ฉันพูดออกมาอย่างอดไม่ได้

    บิวรีบเดินไปเปิดประตูระเบียงแล้วชะโงกหน้าออกไปดูวิว

    “ใช่ วิวตรงระเบียงก็สวยด้วย”

    มายทิ้งตัวลงบนเตียงทันที ก่อนจะหลับตาพริ้มเหมือนได้พบ๼๥๱๱๦์

    “ฉันชอบเตียง นุ่มมากกก”

    ฉันหันไปมองพี่เนย์ด้วยความซึ้งใจ

    “พี่เนย์ ขอบคุณมากนะคะ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย ถ้าไม่มีพี่ พวกเราคงมาแบบไม่รู้อะไรเลย ขอบคุณนะคะ”

    มายรีบลุกขึ้นจากเตียง แล้วพูดพร้อมโค้งตัวแบบคนเกาหลี

    “นั่นสิคะ คัมซาฮัมนิดา ออนนี่”

    บิวก็ทำตามทันที โค้งตัวจนเกือบหัวทิ่ม

    “คัมซาฮัมนีดา”

    ฉันกับพี่เนย์มองหน้ากัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันกับท่าทางเว่อร์เกินเบอร์ของสองคนนั้น

    พี่เนย์โบกมืออย่างไม่ถือสา

    “อย่ามากพิธี คนกันเอง ปะ เก็บของแล้วไปหาอะไรกินกัน วันนี้เจ้เลี้ยงเองจ้าเด็ก ๆ”

    ฉัน มาย และบิวหันมามองหน้ากันทันที ก่อนจะประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง

    “ชินจ๊ะ?”

    พี่เนย์ยักคิ้วให้

    “มุลลนีจี”

    เพียงเท่านั้น พวกเราสามคนก็ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความดีใจ

    “คาจา!”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้องพักเล็ก ๆ แห่งนั้น ฉันมองเพื่อน ๆ ที่กำลังรีบเปิดกระเป๋าหยิบของจำเป็๞ออกมา มองพี่เนย์ที่ยืนบ่นว่าพวกเราช้าแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วหัวใจก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้นอย่างเงียบ ๆ

    ฉันมาถึงแล้ว

    มาถึงประเทศของเขาแล้ว

    และไม่ว่าหนทางหลังจากนี้จะพาฉันไปพบคำตอบแบบไหน อย่างน้อยวันนี้ ฉันก็ได้ก้าวเข้ามาใกล้ความจริงอีกก้าวหนึ่งแล้วจริง ๆ