ความเดิมตอนที่แล้ว
หลายปีผ่านไป เดซี่ยังคงรักและเฝ้ามองจียงอยู่ห่าง ๆ แม้เขาจะมีชื่อเสียงมากขึ้นจนดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม และแม้ข่าวความรักของเขาจะทำให้เธอเ็ปอยู่เสมอ แต่เดซี่ก็ยังไม่เคยลืมความทรงจำในโลกทุ่งดอกเดซี่ เธอตั้งใจสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่เกาหลี เพราะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงทั้งหมดได้ คือการได้ไปพบเขาด้วยตัวเองสักครั้ง
ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
เดซี่
ฉันกับเพื่อน ๆ สอบชิงทุนผ่านกันทั้งสามคน ถึงแม้จะไม่ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่อย่างน้อยพวกเราก็ได้ไปเกาหลีด้วยกัน แค่คิดว่าหลังจากนี้ฉันจะไม่ได้เดินไปบนเส้นทางนั้นเพียงลำพัง หัวใจก็เบาลงอย่างบอกไม่ถูก
ตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ลากกระเป๋าเดินทางผ่านไปมา เสียงประกาศเที่ยวบินดังขึ้นเป็ระยะ ปะปนกับเสียงล้อกระเป๋าที่เสียดสีกับพื้นเงาวับของสนามบิน ทุกอย่างดูวุ่นวาย แต่สำหรับฉัน เวลารอบตัวกลับเหมือนเดินช้าลงกว่าปกติ
แม่ของฉัน แม่ของมาย และแม่ของบิว ต่างก็มาส่งพวกเราพร้อมรอยยิ้มและคำอวยพร แต่ฉันรู้ดีว่ารอยยิ้มของแม่ฉันมีความเศร้าซ่อนอยู่ข้างใน แม่พยายามทำตัวเข้มแข็ง พยายามไม่ร้องไห้ต่อหน้าฉัน แต่ดวงตาของท่านกลับแดงก่ำจนฉันเห็นแล้วหัวใจเจ็บแปลบ
ฉันเดินเข้าไปกอดแขนแม่ แล้วเงยหน้ามองท่านด้วยรอยยิ้มอ้อน ๆ
“แม่ขา ทำหน้าดีหน่อยสิคะ หนูไปเรียนนะ ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”
แม่ถอนหายใจเบา ๆ มือของท่านยกขึ้นลูบผมฉันอย่างทะนุถนอม เหมือนยังเห็นฉันเป็เด็กตัวเล็ก ๆ คนเดิมที่เพิ่งหัดเดิน ไม่ใช่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปอีกประเทศ
“เฮ้อ ฉันรู้สึกเหมือนแกเพิ่งฟื้นมาคุยกับฉันได้ไม่กี่วัน ก็จะไปอีกแล้วเหรอ”
ประโยคนั้นทำให้รอยยิ้มของฉันสั่นไปเล็กน้อย
ฉันรู้ว่าแม่ยังจำวันนั้นได้ชัดเจน วันที่ฉันหลับไปโดยไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาอีกไหม วันที่แม่ต้องนั่งรออยู่หน้าห้อง ICU ด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย สำหรับฉัน เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว แต่สำหรับแม่ ความกลัวในวันนั้นอาจยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ฉันจับมือแม่ไว้แน่น แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสดใสที่สุด
“แม่คะ ไม่กี่วันอะไรล่ะคะ ั้แ่วันนั้นผ่านมาเป็ห้าหกปีแล้วนะคะ หนูสัญญาว่าจะวิดีโอคอลหาแม่ทุกวันเลย นะ นะ ยิ้มให้หนูหน่อย”
แม่มองฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มุมปากของท่านยกขึ้นเล็กน้อย
“อือ แต่สัญญากับแม่แล้วนะว่าจะโทรมาหาทุกวัน”
ฉันยกมือขึ้นทำท่าตะเบ๊ะเหมือนทหารรับคำสั่ง
“สัญญาครับผม”
แม่มองท่าทางของฉันแล้วหลุดยิ้มออกมาในที่สุด รอยยิ้มนั้นทำให้ฉันโล่งใจขึ้น แม้จะรู้ว่าแม่ยังเป็ห่วงมากแค่ไหน แต่ฉันก็อยากให้ท่านเห็นว่าฉันเข้มแข็งพอที่จะไปแล้วจริง ๆ
หนูต้องไปค่ะแม่
ไม่ใช่เพียงเพราะเื่เรียน
แต่เพราะหัวใจของหนู มีใครบางคนรออยู่ในประเทศนั้น
ระหว่างนั้น มายกับบิวที่จัดการลากกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้ามาเรียก
“มึง ไปได้แล้ว”
ฉันพยักหน้าเบา ๆ
“โอเค”
ฉันหันกลับไปมองแม่อีกครั้ง คราวนี้แม่มีน้ำตาคลออยู่เต็มดวงตา ภาพนั้นทำให้น้ำตาของฉันเอ่อขึ้นมาตามอย่างห้ามไม่ได้ ฉันรีบกะพริบตาถี่ ๆ พยายามไม่ให้มันไหล เพราะถ้าฉันร้องไห้ แม่คงร้องตามแน่ ๆ
“แม่ หนูไปแล้วนะคะ ถึงแล้วจะโทรหานะ”
ฉันเข้าไปกอดแม่แน่น หอมแก้มท่านฟอดใหญ่ ๆ เหมือนอยากเก็บกลิ่นของบ้านและความอบอุ่นของแม่ไว้กับตัวให้นานที่สุด
บิวเดินเข้ามายิ้มให้แม่ฉันอย่างมั่นใจ
“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ พวกหนูจะดูแลมันเอง”
แม่ยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้า
“จ้ะ ฝากด้วยนะลูก บิว ไปดีมาดีนะเด็ก ๆ”
ฉันโบกมือบ๊ายบายแม่ น้ำตาคลออยู่เต็มเบ้า แต่ไม่อยากให้แม่เห็น จึงรีบหันกลับไปพร้อมลากกระเป๋าเดินตามมายกับบิวไปอย่างรวดเร็ว ฉันไม่กล้าหันกลับไปมองอีก เพราะรู้ว่าถ้ามองกลับไป ฉันอาจเห็นแม่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น และฉันอาจจะใจอ่อนจนเดินกลับไปกอดท่านอีกครั้ง
หกชั่วโมงผ่านไป
หน้าทางออกสนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี
ทันทีที่เดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า ลมเย็นของประเทศเกาหลีก็แตะผิวหน้าฉันเบา ๆ อย่างแรกที่รู้สึกได้คืออากาศที่ต่างจากเมืองไทยอย่างชัดเจน ทั้งเย็นกว่า แห้งกว่า และมีกลิ่นบางอย่างที่ฉันไม่คุ้นเคย กลิ่นของสถานที่ใหม่ กลิ่นของการเริ่มต้น และบางทีอาจเป็กลิ่นของความฝันที่ฉันเฝ้ารอมานานหลายปี
มายลากกระเป๋าเดินตามออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที่
“โอ๊ย เมื่อย ไม่เคยนั่งเครื่องนานขนาดนี้”
บิวยกมือบีบไหล่ตัวเองแล้วพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“นั่นสิ นึกว่านั่งเครื่องจะสบาย ที่ไหนได้ มันรถทัวร์ลอยฟ้าดี ๆ นี่เอง”
มายหันมามองฉันที่ยังยืนมองรอบ ๆ สนามบินด้วยแววตาตื่นเต้น
“เดซี่ มึงไม่เป็อะไรเลยเหรอ”
ฉันหันไปยิ้มให้มัน
“ไม่อะ เฉย ๆ มาก”
มายหรี่ตามองฉันเหมือนรู้ทัน
“สงสัยพลังใจมันเยอะว่ะ ปะ ลุย”
ฉันหัวเราะ ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา
“แป๊บนึง ถ่ายรูปก่อน แล้วส่งไปให้แม่ ๆ เราก่อน มา ๆ เอานะ หนึ่ง สอง...”
พวกเราสามคนขยับเข้ามาชิดกันหน้าทางออกสนามบินอินชอน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตั้งเรียงอยู่ข้าง ๆ มายทำหน้าสวยแบบตั้งใจเกินเหตุ บิวชูสองนิ้ว ส่วนฉันกดถ่ายพร้อมรอยยิ้มที่กว้างกว่าหลายวันที่ผ่านมา
แชะ
บิวรีบชะโงกหน้าเข้ามาดูทันที
“มึง เอารูปมาดูก่อน กูทำหน้าสวยไหม”
ฉันเหลือบมองรูปแล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“สวย มึงเชื่อกู”
มายรีบยื่นมือมาทันที
“อย่า เอามาเดี๋ยวนี้ พวกกูไม่ใช่มึงนะ ที่นอนอ้าปากหวอยังสวย เอามาเดี๋ยวนี้”
“อ่ะ ๆ ดูซะ กูบอกว่าสวยก็ไม่เชื่อ”
มายกับบิวก้มดูรูปอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกันด้วยสีหน้าพอใจ
“อ่ะ โอเค ส่งได้”
ฉันหัวเราะแล้วกดส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนทันที
“อ่ะ กดส่งแล้ว แต่เดี๋ยวกูโทรหาแม่ก่อน พวกมึงก็ด้วย โทรบอกแม่ด้วย เดี๋ยวแม่เป็ห่วง”
หลังจากโทรหาแม่เรียบร้อย พวกเราก็ลากกระเป๋าเดินทางไปยังทางขึ้นรถไฟฟ้า AREX เพื่อเดินทางเข้าโซล ระหว่างเดินผ่านสนามบินอินชอน ฉันมองผู้คนรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ป้ายภาษาเกาหลี เสียงประกาศภาษาเกาหลี ผู้คนที่เดินสวนไปมา ทุกอย่างที่เคยอยู่ในหน้าหนังสือ ในเพลง ในซีรีส์ และในโลกของจียง ตอนนี้กลายมาเป็ความจริงตรงหน้าฉันแล้ว
ฉันมาแล้วนะ...จียง
นี่น่ะเหรอ ประเทศที่คุณอยู่
อากาศที่คุณหายใจ
พื้นดินที่เท้าของคุณเคยัั
ตอนนี้ฉันเข้ามาใกล้คุณอีกหนึ่งก้าวแล้วนะ
// ฉันหวังว่าเราจะได้พบกัน และฉันจะได้รู้ความจริงเสียที ว่าคุณใช่จียงของฉันไหม //
สี่สิบนาทีผ่านไป
พวกเรามาถึงสถานีปลายทาง สถานีโซล สถานีใหญ่และคึกคักกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มาก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา บางคนลากกระเป๋า บางคนรีบขึ้นรถไฟ บางคนยืนรอใครสักคนอยู่ใต้ป้ายบอกทาง ภาษาที่ได้ยินรอบตัวเป็ภาษาเกาหลีแทบทั้งหมด ทำให้ฉันรู้สึกทั้งตื่นเต้นและประหม่าไปพร้อมกัน
พวกเรานัดเจอกับพี่เนย์ที่นี่ ฉันกำลังจะกดโทรหาเธอ แต่ยังไม่ทันที่สายจะโทรออก เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของสถานี
“เดซี่! มาย! บิว! ทางนี้!”
ฉันหันขวับไปทันที แล้วเห็นพี่เนย์กำลังโบกมือเรียกพวกเราอย่างร่าเริง เธอวิ่งเข้ามาหาเหมือนในซีรีส์ฉากพบกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอนาน พอเห็นแบบนั้น ฉัน มาย และบิวก็รีบลากกระเป๋าวิ่งเข้าไปหาเธอทันที
พวกเราสี่คนกอดกันกลมอยู่กลางสถานีโซล ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาโดยไม่สนใจอะไร แต่สำหรับฉัน อ้อมกอดนี้เหมือนสะพานที่เชื่อมเมืองไทยกับเกาหลีเข้าด้วยกัน หลังจากไม่ได้เจอกันหลายปี พี่เนย์ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนเดิม อบอุ่น เสียงดัง และเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของฉันเสมอ
“ออนนี่ คิดถึงมากเลย” ฉันกอดเธอแน่นขึ้น ก่อนจะผละออกมามองหน้า “ว่าแต่ผอมลงนะเนี่ย สวยขึ้นด้วย”
พี่เนย์ยิ้มอย่างภูมิใจ
“แหม ปากหวาน”
มายรีบถามขึ้นทันที
“พี่เนย์ แล้วจุนโฮโอปป้าไม่มาด้วยเหรอคะ”
“ติดธุระที่บ้านน่ะ บอกว่าเดี๋ยวเสร็จธุระจะบินตามมาจ้ะ” พี่เนย์เหมือนนึกขึ้นได้ รีบล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า “อ้อ ลืมไปเลย โอปป้าบอกว่าถึงแล้วให้วิดีโอคอลไป แป๊บนะ โทรแจ้งสามีก่อน”
พี่เนย์รีบกดวิดีโอคอลหาจุนโฮโอปป้าทันที ไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าของผู้ชายเกาหลีใจดีที่พวกเราคุ้นเคยจากรูปถ่ายและวิดีโอคอลหลายครั้งก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นพวกเรายืนเบียดกันอยู่ข้างพี่เนย์
พวกเราผลัดกันทักทายโอปป้าด้วยภาษาเกาหลีปนไทยแบบมั่ว ๆ บิวกับมายพยายามพูดเกาหลีอย่างตั้งใจจนพี่เนย์หัวเราะ ส่วนฉันมองพี่เนย์ที่ยืนคุยกับสามีด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแล้วรู้สึกบางอย่างในใจขยับขึ้นมาเบา ๆ
พี่เนย์กับจุนโฮโอปป้าอยู่คนละประเทศก็ยังได้พบกัน ได้รักกัน ได้วิดีโอคอล ได้วางแผนชีวิตร่วมกัน และสุดท้ายก็ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจริง ๆ
แล้วฉันกับจียงล่ะ
เราจะมีวันเป็แบบพวกเขาได้ไหมนะ
หลังจากวิดีโอคอลเสร็จ พี่เนย์ก็รีบพาพวกเราเดินทางไปยังโรงแรมที่จองไว้ให้ พวกเราจะพักกันที่โรงแรมในโซลประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะเดินทางไปที่บ้านพี่เนย์ที่เกาะเชจูต่อ เพราะ่นี้พี่เนย์กับจุนโฮโอปป้ามีธุระที่โซลพอดี จึงต้องอยู่ที่นี่อีกประมาณสี่ถึงห้าวัน
ณ โรงแรมในกรุงโซล
โรงแรมที่พี่เนย์จองไว้ให้เป็โรงแรมเล็ก ๆ ไม่ได้หรูหราโอ่อ่า แต่ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็ส่วนตัว คนไม่พลุกพล่านมากนัก ล็อบบี้มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้และกาแฟ พนักงานยิ้มแย้ม พอเดินขึ้นมาถึงห้องพัก ฉันก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่ดีมากพอแล้วสำหรับพวกเรา
ฉันกับเพื่อน ๆ ต่างเดินสำรวจห้องอย่างตื่นเต้น เตียงนอนสองเตียงใหญ่จัดวางอย่างเรียบร้อย มีโต๊ะเล็ก ๆ ข้างหน้าต่าง โซฟานุ่ม ๆ และระเบียงที่มองออกไปเห็นถนนในกรุงโซล แสงยามเย็นค่อย ๆ แตะอาคารรอบ ๆ จนเมืองทั้งเมืองดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“ว้าว พี่เนย์ ห้องสวยมากค่ะ” ฉันพูดออกมาอย่างอดไม่ได้
บิวรีบเดินไปเปิดประตูระเบียงแล้วชะโงกหน้าออกไปดูวิว
“ใช่ วิวตรงระเบียงก็สวยด้วย”
มายทิ้งตัวลงบนเตียงทันที ก่อนจะหลับตาพริ้มเหมือนได้พบ์
“ฉันชอบเตียง นุ่มมากกก”
ฉันหันไปมองพี่เนย์ด้วยความซึ้งใจ
“พี่เนย์ ขอบคุณมากนะคะ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย ถ้าไม่มีพี่ พวกเราคงมาแบบไม่รู้อะไรเลย ขอบคุณนะคะ”
มายรีบลุกขึ้นจากเตียง แล้วพูดพร้อมโค้งตัวแบบคนเกาหลี
“นั่นสิคะ คัมซาฮัมนิดา ออนนี่”
บิวก็ทำตามทันที โค้งตัวจนเกือบหัวทิ่ม
“คัมซาฮัมนีดา”
ฉันกับพี่เนย์มองหน้ากัน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันกับท่าทางเว่อร์เกินเบอร์ของสองคนนั้น
พี่เนย์โบกมืออย่างไม่ถือสา
“อย่ามากพิธี คนกันเอง ปะ เก็บของแล้วไปหาอะไรกินกัน วันนี้เจ้เลี้ยงเองจ้าเด็ก ๆ”
ฉัน มาย และบิวหันมามองหน้ากันทันที ก่อนจะประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง
“ชินจ๊ะ?”
พี่เนย์ยักคิ้วให้
“มุลลนีจี”
เพียงเท่านั้น พวกเราสามคนก็ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความดีใจ
“คาจา!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้องพักเล็ก ๆ แห่งนั้น ฉันมองเพื่อน ๆ ที่กำลังรีบเปิดกระเป๋าหยิบของจำเป็ออกมา มองพี่เนย์ที่ยืนบ่นว่าพวกเราช้าแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วหัวใจก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้นอย่างเงียบ ๆ
ฉันมาถึงแล้ว
มาถึงประเทศของเขาแล้ว
และไม่ว่าหนทางหลังจากนี้จะพาฉันไปพบคำตอบแบบไหน อย่างน้อยวันนี้ ฉันก็ได้ก้าวเข้ามาใกล้ความจริงอีกก้าวหนึ่งแล้วจริง ๆ