พี่ชายใหญ่ของจางซื่อเอ่ยกับหวังจื้อด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ“น้องเขย ต้องขออภัยเจ้าแล้วจริงๆ”
นี่คือการออกเรือนครั้งที่สามของจางซื่อ อีกทั้งยามนี้ตระกูลหวังก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวันร่ำรวยถึงขนาดอาศัยอยู่ในเรือนอิฐแล้ว
ตระกูลจางกลัวว่าหวังจื้อจะขอหย่าขาดจากจางซื่อและขับไล่จางซื่อออกจากครอบครัวสกุลหวัง
เฮ้อ หากตระกูลหวังยังคงมีวันคืนที่แสนยากจนข้นแค้นบ้านสกุลจางเองก็คงไม่ต้องเป็นห่วงจางซื่อถึงเพียงนี้
บิดาของจางซื่อมองสีหน้าของหวังจื้อก่อนเอ่ยพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
หลี่ชิงชิงเข้าใจหัวอกของสตรีในยุคสมัยนี้พวกนางช่างไร้ที่ยืนอย่างถึงที่สุด นางเอ่ยขึ้นว่า “มิใช่พี่สะใภ้คนเดียวเสียหน่อยที่ให้กำเนิดเด็กคนนี้หากไม่มีพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ก็มิอาจให้กำเนิดบุตรได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อเหลือบสายตามองหวังจื้อ ก่อนเอ่ยว่า“ไม่เลว” หากหวังจื้อยังมีท่าทีสิ้นหวังเช่นเดิมอีกนางจะไม่มีทางไว้หน้าหวังจื้อต่อหน้าครอบครัวตระกูลจางอย่างแน่นอน
หวังจื้อคือบุตรชายคนโตของครอบครัวถัดจากเขายังมีน้องชายและน้องสาวหลิวซื่อย่อมมิอาจยืนดูหวังจื้อใช้ชีวิตด้วยความโง่เขลาเช่นนี้ต่อไปได้
ยังดีที่หวังจื้อได้สติเพราะถูกหลิวซื่อด่ามาชุดใหญ่ชายหนุ่มจึงไม่ได้ชักสีหน้าใส่ทั้งพ่อตาและพี่เขย เขาทำเพียงส่ายศีรษะและถอนหายใจยาวก่อนเอ่ยว่า “นี่คือชะตาชีวิตของข้า ฟ้าลิขิตให้ข้ามิอาจมีบุตรชายได้มิใช่ความผิดของจางซื่อเลยขอรับ”
“เอ่ยได้ถูกต้องยิ่งนัก” หลิวซื่อพยักหน้าหลังจากนั้นนางก็เอ่ยกับบิดาและพี่ชายใหญ่ของจางซื่อว่า “บ้านสกุลจาง พวกเจ้าวางใจเถิดภรรยาของหวังจื้อมอบหลานให้ข้าถึงสี่คน ยามปกตินางก็กตัญญูต่อพวกข้าสองสามีภรรยาบ้านเราย่อมไม่มีทางรังเกียจนาง เมื่อครอบครัวปรองดองทุกคนย่อมมีความสุข ครอบครัวย่อมเจริญรุ่งเรือง!”
ผู้เฒ่าหวังเองก็พยักหน้าเช่นกันในฐานะพ่อเลี้ยง แม้เขาจะไม่ต้องการเลี้ยงหลานสาวบุญธรรมเพิ่มทว่าเขาเองก็เห็นด้วยสุดใจกับแนวคิดของหลิวซื่อเรื่องทุกคนปรองดองครอบครัวย่อมเจริญรุ่งเรือง
ในเมื่อหวังเฮ่าบุตรชายคนโตที่เป็นสายเลือดตรงของเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเรื่องการแยกบ้านดังนั้นผู้เฒ่าหวังเองก็จะเชื่อคำพูดของหวังเฮ่า พักเรื่องแยกบ้านไว้ชั่วครู่และใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดี อย่าทำให้หวังจื้อมีใจคิดอยากหย่าขาดจากจางซื่อ เพราะนางมอบบุตรสาวให้เขาอีกก็เป็นพอ
“ขอบคุณยิ่งนัก”
“ครอบครัวสกุลจางของพวกเจ้าล้วนเป็นคนดีวันคืนต่อจากนี้ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน”
หลังจากที่บิดาและพี่ชายใหญ่ของจางซื่อได้รับคำยืนยันจากสองสามีภรรยาหลิวซื่อและผู้เฒ่าหวังแล้วในใจย่อมคลายความกังวลลงไปไม่น้อย รอกระทั่งได้พูดคุยกับจางซื่อเป็นการส่วนตัวพวกเขาก็กำชับให้จางซื่อเคารพและเชื่อฟังพ่อแม่สามีให้ดี
จางซื่อซาบซึ้งจนน้ำตาร่วงเผาะนางเอ่ยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ทั้งแม่สามีและพ่อสามีล้วนดีต่อข้า ข้าทราบดีเจ้าค่ะข้าจะเคารพเชื่อฟังพวกเขาราวกับพ่อแม่แท้ๆ ของตนเอง”
บิดาของจางซื่อทอดถอนหายใจด้วยความหดหู่“เจ้าเองก็โชคดี ได้แต่งงานกับครอบครัวที่ดีแม้จะให้กำเนิดบุตรสาวสี่คนก็ยังไม่โดนรังเกียจ”
ในหมู่บ้านที่ตระกูลจางตั้งถิ่นฐานอยู่สตรีรุ่นราวคราวเดียวกับจางซื่อ มีสตรีนางหนึ่งที่มิอาจให้กำเนิดบุตรชายได้นางจึงถูกครอบครัวของสามีรังเกียจ ถูกสามีทุบตีอย่างอำมหิต สามวันก่อนหน้านี้ที่นางมิอาจอดทนได้อีกต่อไปจึงแขวนคอตายสงสารก็เพียงบุตรสาวทั้งสามคนของสตรีผู้นั้น ร่างของมารดายังไม่ทันเย็นเยียบเด็กน้อยทั้งสามก็ถูกครอบครัวของตนเองยกให้ผู้อื่นหรือไม่ก็ขายทิ้งเสียแล้ว และสามีของสตรีผู้นั้นยังแต่งงานใหม่อีกด้วย
ครอบครัวสามีของสตรีผู้นี้เป็นเพียงครอบครัวชาวนาที่มีที่ดินไม่กี่สิบหมู่มิอาจสู้ตระกูลหวังที่มั่งคั่งร่ำรวยได้
เฮ้อ บิดาของจางซื่อย่อมมิกล้าเล่าข่าวนี้ให้จางซื่อที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรฟัง
และเพราะว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนั่นเองบ้านสกุลจางจึงเป็นห่วงจางซื่อสุดหัวใจ พวกเขานำไข่และแม่ไก่สองตัวที่มีในบ้านมามอบให้บ้านสกุลหวังทั้งหมด
หลี่ชิงชิงกำลังตุ๋นไก่อยู่ในครัวนางเอ่ยกับหวังเยวี่ยที่กำลังหั่นผักอยู่ด้วยกันว่า“คนบ้านสกุลจางไม่เลวเลยนะเจ้าคะ”
“บ้านพ่อตาแม่ยายของพี่ชายใหญ่เป็นท่านแม่ที่เลือกสรรด้วยตนเองสายตาของท่านแม่เฉียบแหลมยิ่งนัก” หวังเยวี่ยเองก็มิได้รู้สึกว่า การที่จางซื่อให้กำเนิดบุตรสาวถึงสี่คนเป็นเรื่องไม่ดีแต่อย่างอันใด
“คนสกุลจางเองก็ฉลาดหลักแหลมเลือกที่จะเกี่ยวดองกับบ้านของพวกเรา”
ในช่วงที่บ้านสกุลจางมาช่วยครอบครัวสกุลหวังสร้างเรือนอิฐทั้งๆ ที่ทราบดีว่าคนในบ้านสกุลหวังหาเงินได้ไม่น้อยจากการขายอาหารทว่าพวกเขากลับไม่เคยเอ่ยปากขอให้ครอบครัวสกุลหวังช่วยเหลือเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และนี่ก็เป็นส่วนที่ทำให้หลี่ชิงชิงรู้สึกว่าบ้านสกุลจางนั้นฉลาดหลักแหลม
หวังเยวี่ยเอ่ยพร้อมทอดถอนใจว่า“หากในปีนั้นข้าเชื่อคำท่านแม่ก็คงจะดีข้าก็คงมิต้องออกเรือนไปกับครอบครัวสกุลโจว”
หลี่ชิงชิงผลิรอยยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “คราวหน้าที่ท่านเลือกสามีก็แค่เชื่อฟังคำท่านแม่เป็นพอเจ้าค่ะ”
วันรุ่งขึ้น ยามที่ครอบครัวสกุลจางกำลังจะออกเดินทางหลิวซื่อก็มอบผ้าฝ้ายขนาดสองจั้ง ปุยฝ้ายสี่จิน น้ำตาลสองจินให้เป็นของขวัญกลับคืนย่างใกล้ฤดูหนาวแล้วผ้าฝ้ายและปุยฝ้ายเหล่านี้สามารถนำไปใช้ทำเสื้อผ้าและกางเกงได้หลายชุดส่วนน้ำตาลก็สามารถเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายไม่หนาวเย็นของขวัญชุดนี้นับว่ามีประโยชน์มากมายทีเดียว
พ่อลูกครอบครัวสกุลจางยิ่งทวีความประทับใจมากกว่าเดิม
หวังจื้อเองก็ถูกหลิวซื่อสั่งให้เดินทางไปส่งครอบครัวสกุลจางจนถึงถนนเส้นหลัก
บรรยากาศอบอุ่นในบ้านทำให้หวังจื้อรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อวานทว่าอย่างไรก็ตาม...
ชาวบ้านที่รู้ข่าวว่าหวังจื้อได้บุตรสาวเพิ่มมาอีกหนึ่งคนส่วนใหญ่จะเข้ามาอวยพรแสดงความยินดีมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มองหวังจื้อด้วยความอิจฉา เนื่องจากเขาได้อาศัยความสามารถของสามีภรรยาหวังเฮ่ากับหลี่ชิงชิงจนสามารถมีชีวิตที่ดีได้...
ยามที่หวังจื้อปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านคนเหล่านี้ก็ตรงเข้ามาหาเขาทีละคนเพื่อเอ่ยคำเยาะเย้ยถากถางและท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีคนที่เป็นสายเลือดตระกูลหวังสายตรงอยู่สองคน
“ยังไม่มีบุตรชายอีกหรือ?”
“หวังจื้อ เจ้าทำอันใดของเจ้ากัน? ทั้งครอบครัวได้อาศัยในเรือนอิฐแล้วทว่าเจ้ายังไม่มีทายาทสืบทอดต่ออีกหรือ?”
“ไม่มีบุตรชายไม่ได้นะมิเช่นนั้นหลังจากผ่านไปร้อยปี เจ้าคงไม่มีผู้ใดทุบอ่าง [1] ให้แน่”
“ฮ่าฮ่าฮ่าคืนนั้นข้าฝันว่าหวังจื้อจะได้บุตรชาย คิดไม่ถึงว่าความจริงกลับสลับกันเจ้าได้บุตรสาวอีกแล้ว”
“ครอบครัวของเจ้ามีทรัพย์สินมากมายเจ้าเป็นถึงบุตรชายคนโต หากไม่มีบุตรชาย แล้วมรดกทั้งเรือนอิฐที่นาจะมอบให้ผู้ใด?”
หากเป็นหวังจื้อในอดีต เขาคงจะหุบปากไม่เอ่ยสิ่งใดทว่าวันนี้บ้านเขาร่ำรวยแล้ว ได้ออกไปขายของได้ดูโลกกว้างได้พบผู้คนมากหน้าหลายตาชายหนุ่มพลันด่ากราดกลับว่า “เกี่ยวอันใดกับพวกเจ้ากัน ข้ายินดีกับบุตรคนนี้!”
“ข้าไม่มีบุตรชายทว่าชีวิตของข้าผ่านไปอย่างดียิ่งนัก ในภายภาคหน้าข้าย่อมมีหลานชายข้าย่อมไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวล”
“เจ้าจะจ้องข้าทำไมหากเจ้ามีฝีมือจริงก็จงออกไปสู่โลกกว้างแล้วหาเงินเสีย บุตรชายของบ้านเจ้าจะได้ไม่ต้องเปลือยก้นหนาวสั่นในฤดูหนาว!”
“ไสหัวไปให้ไกลเลยไป!”
คนที่ซื่อสัตย์จริงใจมาตลอด จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นคนฝีปากแรงกล้าที่ด่ากราดผู้อื่นทำให้คนที่โดนด่าเหล่านั้นยากที่จะรับไหว รอกระทั่งสติกลับมาครบถ้วนหวังจื้อก็เดินสะบัดแขนจากไปไกลแล้ว
หวังจื้อกลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้เป็นเช่นแต่ก่อนชายหนุ่มมิได้เอาแต่เก็บเรื่องที่ถูกผู้อื่นเย้ยหยันไว้ในใจทว่ากลับเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนในบ้านได้ฟัง
หลังจากฟังจบ หลี่ชิงชิงก็ถลึงตาก่อนเอ่ยว่า“ท่านพ่อ ท่านแม่ ต่อจากนี้ไป หากครอบครัวพวกเรามีเรื่องมงคลใดก็อย่าไปเชิญพวกเขาอีกนะเจ้าคะต่อให้เป็นคนในตระกูลสองคนนั้นก็ไม่ต้องเรียกมานะเจ้าคะ”
หลิวซื่อตบโต๊ะดังป๊าบ นางเอ่ยด้วยความโมโหว่า“ต่อจากนี้หากมีสูตรลับเช่นการทำพริกใดๆ ก็ไม่ต้องมอบให้พวกเขาแล้ว”
ยามนี้คนในตระกูลเริ่มทำพริกสับดองออกไปขายตามในอำเภอและในเมืองแล้วรายได้ไม่เลวเลยทีเดียว เงินที่ได้ดีกว่าขายพริกสดธรรมดายิ่ง
คนในตระกูลทั้งสองคนนั้นที่เอ่ยถากถางหวังจื้อ ก็อาศัยการค้าพริกสับดองหาเงินเช่นกันอีกทั้งยังสามารถหาเงินเข้ากระเป๋าได้เรื่อยๆ
“ข้าจะออกไปบอกอาเจ็ดสักครู่”ผู้เฒ่าหวังมิอาจกลืนโทสะนี้กลับลงคอไปได้ ชายชรามุ่งหน้าไปหาหวังชีเพื่อเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง
หลังจากหวังชีได้ทราบเรื่องนี้เขาก็ด่าคนในตระกูลทั้งสองคนนั้นอย่างสาดเสียเทเสีย อีกทั้งยังเอ่ยว่า “พี่ห้าข้าเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้ไปหากบ้านพวกท่านมีเรื่องมงคลใดก็ไม่ต้องไปเรียกพวกเขาข้าเองก็จะไม่ออกหน้าเอ่ยปากแทนพวกเขาเช่นกัน”
“ต่อหน้าได้รับประโยชน์จากคนในตระกูลหวังทว่าลับหลังกลับไปรังแกหวังจื้อ ผู้ใดกันที่ช่างใจดำอำมหิตเช่นนี้”
“ช่างเนรคุณจริงๆ”
“หากไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นข้าเองก็คงจะมองไม่ออกเช่นกันว่าสองคนนั้นจิตใจเลวร้ายเช่นนี้ เฮอะต่อจากนี้ไปหากบ้านพวกเรามีเรื่องน่ายินดีอันใด ก็อย่าได้ไปเรียกพวกเขาอีก”
หลังจากที่ผู้เฒ่าหวังจากไปคนในครอบครัวของหวังชีก็เริ่มเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้เช่นกัน
คนในตระกูลสองคนนั้นเพียงปากสุนัขพูดไม่คิด พวกเขาหลงคิดว่าหวังจื้อจะเป็นเช่นแต่ก่อนยามถูกด่าว่าเป็นคนพิการก็ไม่ทำสิ่งใดและยังไม่ฟ้องคนในตระกูล หารู้ไม่ว่าคราวนี้หวังจื้อได้เปลี่ยนไปแล้ว
เฮ้อ ต่อให้ยามนี้มานึกเสียใจภายหลังก็สายเกินไปเสียแล้ว
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลังจากอาบน้ำให้หวังชงเยวี่ยเป็นครั้งที่สามเสร็จเรียบร้อยนกกางเขนสองสามตัวก็เปล่งเสียงร้องอยู่บนต้นไม้ในสวนของบ้านสกุลหวังสมาชิกในครอบครัวที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำซาลาเปาเพียงเงยหน้ามองมันอยู่สองสามครา
กระทั่งล่วงเข้ายามสาย บุรุษสองคนในอาภรณ์สีเขียวพร้อมวัวหนึ่งตัวก็ปรากฏกายที่นอกบ้านสกุลหวัง
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] การทุบอ่าง (摔盆)เป็นประเพณีที่สำคัญมากในวัฒนธรรมงานศพของชาวบ้านมักจัดขึ้นก่อนงานศพและมีหลายความหมาย ในปัจจุบัน ธรรมเนียมการทุบอ่างยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ทางภาคเหนือ