2
คนบางคนควรมีชีวิตอยู่แต่กลับตายจาก ในขณะที่ใครบางคนยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่สมควรตายไปนานแล้ว
เจียงสวินอี้รู้สึกว่าประโยคนี้ช่างเหมาะสมกับตัวเองนักเพราะว่าเขาตายไปแล้วชัด ๆ ตายแบบสมควรถูกประณามหยามเหยียด ทั้งยังถูกที่ถูกเวลาด้วยผลคือตายยังไม่ทันถึงชั่วก้านธูป เขาก็ลืมตาอีกครั้ง
ไม่ได้กลับบ้านตามที่ตกลงกันไว้เลยนี่!
ขณะลืมตานั้นรอบด้านมืดสนิทถึงขั้นมองไม่เห็นมือตัวเองที่ยื่นออกไปหูได้ยินเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังอยู่ข้างกาย ฟังแล้วมีทั้งชายทั้งหญิงและพวกเขาน่าจะอยู่ในพื้นที่ว่างปิดทึบแห่งหนึ่ง เจียงสวินอี้ขยับริมฝีปากพึมพำคาถาไร้เสียงสองสามประโยคแล้วยกมือลูบหว่างคิ้วในที่สุดดวงตาก็มองเห็นชัดแจ้ง
หนุ่มสาววัยเยาว์สิบกว่าชีวิตแออัดอยู่ภายในถ้ำคับแคบแห่งหนึ่งแต่ละคนร่ำไห้คร่ำครวญ โศกเศร้าแทบขาดใจปานมารดาบังเกิดเกล้าสิ้นลมตรงปากถ้ำมีคนสวมหน้ากากในชุดคลุมสีดำปักดิ้นแดงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่สองรายพร้อมหอกยาวในมือ
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ถูกขังอยู่ที่นี่แต่ไม่รู้ว่าเพื่อการใดทั้งยังชัดเจนว่าเจียงสวินอี้มิใช่หนึ่งในหยกคู่ขั้นิญญาจอมอหังการผู้ลือชื่อร่วมกับพระเอกดังเก่าก่อนอีกต่อไปเขาในยามนี้มาสวมร่างผู้อื่นอีกครั้งเสียแล้ว
เจียงสวินอี้ย่นจมูกััได้ว่าบนใบหน้าถูกพอกยาแปลงโฉมจำนวนหนึ่งไว้แน่ ๆทว่าเขาไม่คิดจะมือบอนปาดมันออกแต่อย่างใด
รอบนี้ยังอยู่ในหนังสือรึเปล่า? แล้วยังต้องเป็บอสตัวร้ายอีกไหม? ความรู้สึกเวลาถูกผู้คนด่าทอทุบตีมันไม่น่าพิสมัยสักนิดเขาไม่อยากโดนอีกแล้วนะ! บัดซบ แม่นางน้อยข้าง ๆ นี่เ้าหยุดใช้แขนเสื้อข้าเช็ดน้ำตาเสียทีเถอะ!
เจียงสวินอี้คำรามในใจแต่ใบหน้ายังแต้มรอยยิ้ม เขาอดทนรอจนแม่นางน้อยผู้นั้นเช็ดน้ำหูน้ำตาพักยกชั่วคราวแล้วจึงได้กดข่มนิสัยหยาบกระด้าง เอ่ยถามเ้าหล่อนเสียงอ่อนเสียงหวาน “พอดีว่าข้าเพิ่งฟื้นสมองยังไม่แจ่มชัดเท่าไหร่ แม่นาง ที่นี่คือที่ไหนหรือ”
ดรุณีน้อยได้ยินเสียงเอ่ยข้างหูอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ตื่นกลัวจนตัวสั่นแต่พอจำแนกได้ว่าเป็เสียงของเจียงสวินอี้ก็พลันโยนแขนเสื้อเขาทิ้ง แล้วดุด่าว่า
“เ้าคุณชายรองโง่เง่าสมควรตายนี่ลืมชื่อข้าอีกแล้วรึ ก้อนสมองหมูของเ้าเคยมีวันแจ่มชัดเมื่อใดกันจะตายแล้วยังต้องมาอยู่กับเ้าอีก เพ้ย ข้านี่ช่างโชคร้ายเสียจริง...”
ความอดทนของเจียงสวินอี้พลันลดฮวบแรกสุดเขามั่นใจว่าหลังเสร็จสิ้นภารกิจต้องได้กลับโลกเดิมแน่ แต่ไป ๆ มา ๆกลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ ในใจของเขาย่อมข่มกลั้นความไม่พอใจมาตลอดหน้าจึงเปลี่ยนสีทันทีที่ถูกก่นด่าโดยไร้เหตุผล
ขณะกำลังง้างมือนั่นเองก็ได้ยินเสียงปลอบประโลมแ่เบาอีกเสียงลอยมาจากข้าง ๆ
“พี่ฟางท่านอย่าดุตู้เหิงเลย อย่างไรเขาก็ถูกหลอกมารับเคราะห์แทนนายน้อยเท่านี้ก็น่าสงสารพอแล้ว...”
เจียงสวินอี้ลดมือช้าๆ แล้วตั้งใจฟังเงียบ ๆ
พี่ฟางเอ่ยคร่ำครวญ“น่าสงสารอันใดกัน! คนเช่นนี้มีชีวิตอยู่ก็ถูกผู้คนหยามเหยียดไปทั่วตายไปยังเป็ประโยชน์เสียกว่า จะเหมือนพวกเราได้อย่างไร!ประมุขมารเซวียนหลีกล่าวว่าการหวนคืนโลกมนุษย์ครานี้ต้องใช้บุรุษสตรีที่เกิดในเทศกาลผี[1]สิบแปดคนเป็เครื่องเซ่นสังเวย ข้ารู้ดีว่าคงยากจะหนีเคราะห์นี้พ้นแล้ว...”
จากนั้นนางก็พล่ามยาวเหยียดจนเจียงสวินอี้คร้านจะฟังต่อ‘ประมุขมารเซวียนหลี’ สี่คำนี้ช่างส่งผลกระทบต่อเขานักมันลอยวนในหัวซ้ำไปซ้ำมา
เขายังติดแหง็กอยู่ในนิยายเฮงซวยเื่[เมฆาเคลื่อน์] จริง ๆ ด้วย แม่งเอ๊ย!
เขาไม่ได้หวั่นไหวกับชื่อนี้แต่การดำรงอยู่ของประมุขมารเซวียนหลีส่งผลให้เขาไขว้เขวอีกฝ่ายเป็ตัวร้ายระดับบอสที่เด่นสุดในนิยาย [เมฆาเคลื่อน์]
ตอนเจียงสวินอี้ยังไม่เล่นบทหักหลังคนที่ร่วมกันใช้สารพัดวิธีจัดการประมุขมารท่านนี้ก็คือเขากับพ่อพระเอกอวิ๋นเซียนี่แหละบ้าเอ๊ย!
ประมุขมารเซวียนหวนคืนสู่โลกมนุษย์เรอะ?!
มันไม่ควรเป็แบบนี้สิ!
ตอนนั้นกว่าจะฆ่าได้เหล่าจือ[2]ทุ่มเทแทบตายแล้วไหงบทบอกว่าจะคืนชีพก็คืนชีพเลยหา?!
เจียงสวินอี้คล้ายจะเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรตนจึงยังกลับบ้านไม่ได้
และที่น่าใยิ่งกว่าคือเื่ของตู้เหิง...ร่างของเขาในตอนนี้ต่างหาก
หากพูดถึงตู้เหิงความจริงแล้วประโยคที่ว่า ‘คุณชายรองโง่เง่าสมควรตาย’ของพี่ฟางนั้นนับว่าพูดได้ไม่ผิดเพราะคนผู้นี้โง่เขลาเกินเยียวยามาแต่เกิดจริง ๆ
ปัจจุบันสำนักอันดับเจ็ดในบรรดาสำนักผู้บำเพ็ญตนระดับสูงคือตระกูลตู้แห่งเหอเจ๋อเ้าบ้านตระกูลตู้มีหนึ่งภรรยาหนึ่งอนุ ภรรยาเอกนามว่าเยียนหลิงส่วนอนุนามว่าเฉิงตัน
ทั้งภรรยาและอนุต่างมีกำหนดคลอดวันเดียวกันด้านอนุคลอดเร็วกว่าหน่อย ตั้งชื่อบุตรว่าตู้หลี ชายคนนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือมากขนานนามกันว่าเป็ผู้มีคุณธรรม ก่อนหน้านี้เจียงสวินอี้เองก็ได้ยินมาบ้างแต่ไม่เคยพบหน้า
ส่วนทางด้านภรรยาเอกกลับคลอดยากกว่าจะคลอดบุตรชายสายตรงของตระกูลตู้ออกมาได้ก็กินเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆทว่าขณะคลอดนั้น ทารกน้อยกลับาเ็ตรงศีรษะ จึงกลายเป็เพียงเด็กปัญญาอ่อน
ซ้ำร้ายนอกจากโง่แล้ว มารดาผู้ให้กำเนิดก็ดันป่วยตายั้แ่เขายังแบเบาะในฐานะแม่เลี้ยงใจร้าย หากอนุเฉิงตันไม่กลั่นแกล้งเขาก็คงทำผิดต่อฉายานี้แล้ว
ส่วนสาเหตุที่ตู้เหิงอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้นั้นเป็เพราะตัวโง่งมนี่สติปัญญาบกพร่องจนไม่มีผู้ใดไยดีนั่นเอง
จวบจนกระทั่งประมุขมารเซวียนหลีใกล้จุติพร้อมประกาศว่าจะเลือกบุรุษสตรีสิบแปดชีวิตมาสังเวย เฉิงตันย่อมไม่ยินยอมส่งบุตรแท้ๆ ของตนให้ไปตกตาย จึงบังเกิดความคิดนึกถึงตู้เหิงขึ้นมา
ตู้เหิงกับตู้หลีเป็พี่น้องกันมาแต่เดิมทั้งสองสูงไล่เลี่ยกัน ทั้งยังหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันครึ่งหนึ่งดังนั้นเฉิงตันจึงแต่งหน้าให้ตู้เหิงนิด ๆ หน่อย ๆหลังแปลงโฉมจนกลายเป็พี่ชายแล้วก็ส่งเขาไปยังถ้ำมารครองนภันต์อันเป็ที่พำนักของประมุขมารเซวียนหลี พร้อมหนุ่มสาวอีกสิบเจ็ดคนแต่ไม่รู้ทำไมจึงถูกเจียงสวินอี้มาสิงร่างเสียได้
เจียงสวินอี้ลอบปรับลมหายใจแต่กลับพบว่าพลังิญญาของร่างนี้มีมากมายเหลือล้นเทียบกับร่างเดิมของเขาแล้วยังกล่าวได้ว่าล้ำเลิศยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าตู้เหิงฝึกฝนมาอย่างไรกันแน่
เขาพลันสงบสติอารมณ์แล้วเบนความสนใจไปยังเื่ราวรอบตัวอีกครั้ง
แม่นางที่เมื่อครู่ถูกเรียกว่าพี่ฟางนั้นแซ่เฉิงความจริงแล้วนางเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่ของเหล่าผู้ฝึกตนทั้งยังเป็หลานสาวของเฉิงตัน จึงจำได้ทันทีว่าเขาคือตู้เหิง ไม่ใช่ตู้หลีเวลานี้นางยังคงแผดเสียงร้องไห้คร่ำครวญ
เจียงสวินอี้เอนร่างฟังอยู่ข้างๆ ครู่หนึ่ง เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองคร่าว ๆ แล้ว
ตอนนี้คนสิบแปดชีวิตรวมถึงตัวเขาอยู่ในสถานะรอโดนเชือดยามนี้ถึงเวลาเซ่นสังเวยพวกเขาแด่ประมุขมารแล้ว ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดเซวียนหลีถึงไม่ปรากฏกายเสียทีจิตใจของทุกคนจึงตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กระวนกระวายยิ่ง
เจียงสวินอี้คาบใบหญ้าพลางเอนร่างพิงมุมผนังราวกับบุรุษหนุ่มรูปงามเขาพยายามทำตัวสุขุมอย่างยิ่งยวด แต่ภายในใจกลับสับสนอลหม่าน
หลังจากถูกฆ่าไปครั้งหนึ่ง เื่ราวในโลกนี้ก็เปลี่ยนแปลงสุดกู่จนเขาตามบางส่วนไม่ทันพอครุ่นคิดสักครู่จึงตัดสินใจปักหลักดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ไปก่อน
ทันใดนั้นเองแขนเสื้อของเขาก็ถูกดึงรั้ง เจียงสวินอี้หันหน้าไปมองผู้เข้ามานั่งด้วยเป็แม่นางคนที่ห้ามเฉิงฟางไม่ให้ด่าทอเขาเมื่อครู่นั่นเอง
สตรีผู้นี้มีนามว่าเฉิงเว่ยเป็น้องสาวฝาแฝดของเฉิงฟางแม้พี่น้องคู่นี้จะอยู่ร่วมท้องเดียวและถือกำเนิดพร้อมกันทว่าบุคลิกหน้าตากลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เฉิงเว่ยมองรอบด้านเมื่อพบว่าไม่มีใครสนใจตน ก็หยิบเอาขนมสองสามชิ้นที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “น้องเหิง เ้าหิวหรือไม่ กินอะไรรองท้องหน่อยเถิด”
ร่างนี้ไม่ได้อิ่มทิพย์เจียงสวินอี้ค่อนข้างหิวอยู่บ้างจริง ๆเขาใช้วิชายุทธ์ที่ทำให้เห็นสรรพสิ่งในความมืดได้แล้วกวาดสายตามองรอบหนึ่งเมื่อพบว่าขนมบนผ้าเช็ดหน้าดูสะอาดสะอ้านจึงพึงพอใจมาก เขารับมันมาอย่างไม่เกรงใจ ก่อนเขมือบชิ้นละคำกระทั่งคำขอบคุณยังไม่หลุดออกมาสักแอะ
ไม่ใช่ว่าเขาไร้มารยาทเขาเพียงแค่ทำตัวโง่งมอย่างที่ควรเป็เท่านั้น
เฉิงเว่ยคุ้นชินแล้วจึงไม่ใคร่ถือสาท่าทางของเขาสักนิดกลับลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงน้อย ๆ ของเขาอย่างอ่อนโยนพลางทอดถอนใจเสียงเบา
“เฮ้อไม่รู้ว่าเหตุใดประมุขมารเซวียนหลีถึงได้โเี้ปานนี้ปีนั้นสองศิษย์พี่อวิ๋น-เจียงรึอุตส่าห์ทุ่มชีวิตปิดผนึกถึงเก้าสายจนสยบได้แท้ ๆไม่นึกเลยว่าจะหวนกลับมาเร็วเพียงนี้ น่าเสียดายนักที่นับแต่ศิษย์พี่เจียงจากไปศิษย์พี่อวิ๋นก็ป่วยหนัก ไม่พูดไม่จามาร่วมหลายเดือนแล้วคงเพราะะเืใจอย่างรุนแรงเป็แน่ไม่รู้ครั้งนี้จะยังเร่งมาช่วยเหลือพวกเราได้ทันกาลหรือไม่...”
เจียงสวินอี้กินของว่างรองท้องพลางลอบเบะปากด่าในใจว่าพูดจาเหลวไหลชะมัด ไปฟังข่าวลือในยุทธภพมาจากที่ใดกันเหล่าจือถูกมันฆ่าชัด ๆ จะไปะเืใจอะไรได้ถ้าพบว่าเหล่าจือคืนชีพแล้วก็ว่าไปอย่าง
แต่ ณ ตอนนี้ช่างหาคนที่ยังเอ่ยเรียกเขาอย่างให้เกียรติว่า ‘ศิษย์พี่เจียง’อยู่ได้ยากนัก
แม้ยามปกติเจียงสวินอี้จะทำตัวร้ายกาจไปบ้างทั้งยังไม่ใช่ผู้รักหยกถนอมบุปผาแต่เขาก็ไม่คิดเอ่ยขัดเด็กสาวที่หวังดีต่อตนด้วยเื่ไม่เป็เื่จึงเพียงฟังเงียบ ๆ พลางฉีกยิ้มกว้างแสนโง่งมให้หญิงงามผู้อ่อนโยนอย่างมืออาชีพ
เฉิงเว่ยออกแนวรำพึงรำพันกับตัวเองเสียมากกว่าไม่ได้หวังให้คนข้างกายฟังเข้าใจแต่แรก เมื่อเห็นชายหนุ่มลูบหัวตัวเองก็นึกอยากเอ่ยให้กำลังใจอีกฝ่ายสักสองประโยคพอเป็พิธีคาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ด้านนอกกลับบังเกิดเสียง ‘ปัง’ สั้น ๆ ครั้งหนึ่ง
เสียงเอะอะโวยวายในถ้ำพลันเงียบกริบทุกคนพากันเหลียวมองไปข้างนอก เห็นเพียงคนสวมหน้ากากในชุดคลุมยาวสีดำปักดิ้นแดงสองคนเดินถือหอกเข้ามาผู้เป็หัวหน้ากระแทกหอกกับพื้นแล้วตะเบ็งเสียงกร้าว
“พวกเ้าออกไปกันซะ!”
เจียงสวินอี้หรี่ตาเขาััได้ถึงความแข็งทื่อไม่เป็ธรรมชาติที่ถูกใช้ท่าทีข่มขวัญตบตามันคงเป็หุ่นเชิดมารที่ภักดีต่อเซวียนหลีกระมัง
คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงคล้ายศพเดินได้ที่พอมีสติปัญญาเสียมากกว่า ข้อดีคือมีพลังเก่งกาจส่วนข้อเสียคือความคิดตื้นเขิน
เจียงสวินอี้เคยเป็ผู้นำเหล่าศิษย์ที่แต่งตั้งโดยเ้าสำนักของภาคีิญญาซ่อนหนึ่งในสองสำนักใหญ่ของโลกบำเพ็ญเพียร ทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็ผู้สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนักรุ่นต่อไปชื่อเสียงเลื่องลือั้แ่ยังเยาว์วัยเป็หยกคู่ขั้นิญญาร่วมกับอวิ๋นเซียพระเอกนิยายเื่นี้
กับอีแค่หุ่นเชิดต่อให้มาเป็ร้อยก็ไม่คณนามือหรอก
ทว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวนี่สินิสัยของคนที่ถูกขังมีดีชั่วปะปน หากเจียงสวินอี้สร้างเื่เอิกเกริกโดยการตีฝ่าออกไปด้วยนิสัยอันโเี้ของประมุขมารเซวียนหลีเกรงว่าชีวิตของเด็กน้อยพวกนี้คงถึงคราวจบสิ้นแล้ว
เจียงสวินอี้มิได้บุ่มบ่ามลงมือเขาหยัดกายขึ้นยืนท่ามกลางหนุ่มสาวเยาว์วัยที่เนื้อตัวสั่นเทาอย่างว่าง่ายแล้วก้าวเท้าออกจากถ้ำเป็คนแรก
เบื้องหน้ามีหุ่นเชิดมารเดินนำอยู่มากมายด้านหลังเองก็มีหุ่นเชิดอีกส่วนคอยคุมท้ายขบวนเครื่องเซ่นสังเวยออกมาจากถ้ำดูเหมือนที่กบดานของมารจะอยู่ใต้ดิน ทั้งกลุ่มต้องเดินขึ้นเนินที่ทอดยาวตลอดทางระหว่างนั้นคล้ายจะได้ยินเสียงผู้คนเซ็งแซ่ดังเหนือศีรษะชัดขึ้นทีละน้อย
เขาตั้งใจฟังเพื่อจำแนกเสียงเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งที่แสนคุ้นเคย หัวใจก็พลันกระตุกวูบ ฝีเท้าชะงักงันในพริบตาเจียงสวินอี้รู้สึกได้ถึงเือุ่นระอุที่แล่นพุ่งขึ้นศีรษะราวกับหัวใจจะกระเด้งออกมาจากลำคอ
ร่างนี้ค่อนข้างอ่อนแออยู่แล้วเพียงตื่นใเข้าหน่อย ภาพตรงหน้าก็พลันวูบไหวหุ่นเชิดมารด้านข้างเห็นคนไม่เดินต่อจึงยกหอกในมือกระทุ้งใส่หัวไหล่ของเจียงสวินอี้อย่างดุดัน
ทว่ายังไม่ทันโดนหอกยาวก็ถูกคนปัดป้องเสียก่อน
เจียงสวินอี้ถึงได้สติกลับมาเขาหันหน้าไปมองก่อนชะงักนิด ๆ
คนด้านหลังเขาเป็หนุ่มน้อยชุดฟ้าเ้าของใบหน้าหล่อเหลาแม้จะยังอายุน้อย ทว่าสีหน้าท่าทางกลับอ่อนโยนสง่างามในมือของอีกฝ่ายกำปลายหอกยาวพลางเอ่ยอธิบายให้หุ่นเชิดมารฟังอย่างมีมารยาทว่า
“พี่ชายท่านนี้คุณชายตู้แค่เดินช้าไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง มิได้ตั้งใจฝ่าฝืนคำสั่งของท่านหรอกวอนพี่ชายช่วยผ่อนผันสักหน่อยเถิด อย่าได้ลงมือรุนแรงเลย ข้าจะเร่งเขาให้”
เ้าหนอนหนังสือสุภาพชน
นิสัยซื่อบื้อที่แม้ความตายอยู่ตรงหน้าก็ยังมิวายทำบุญทำกุศลต่อให้ไม่ต้องมองหน้า เจียงสวินอี้ก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือเซวียอิ่งจือศิษย์พี่ใหญ่พรรคน้ะวันที่ถูกเขาและอวิ๋นเซียพากลับมาจากยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะในปีนั้น
เ้าตัวเกิดในวันเทศกาลผีเช่นกัน
ในเมื่ออีกฝ่ายอยู่ที่นี่ด้วยก็ไม่ต้องคิดให้มากความเขาต้องเป็สายที่อวิ๋นเซียส่งมาอย่างแน่นอน
ในใจเขาแอบชมเชยว่าเด็กดีหุ่นเชิดมารตนนั้นคล้ายกับว่าจะถูกโน้มน้าวสำเร็จ มันเก็บหอกยาวในมือกลับไปช้า ๆทว่าจู่ ๆ กลับยกหอกขึ้นใหม่อีกครั้งฉวยโอกาสตอนเซวียอิ่งจือไม่ทันตั้งตัวกระแทกใส่ไหล่เจียงสวินอี้ดังปึกแล้วเอ่ยเสียงกระด้างว่า
“เดิน!”
เจียงสวินอี้ “...”
ไหนบอกว่าไอคิวต่ำไง? ฉลาดกว่าหมอนี่อีกมั้งเนี่ย!
เซวียอิ่งจือเองก็ใมากไม่ต่างกันคล้ายกลัวว่าเจียงสวินอี้จะะเิโทสะตอบโต้เด็กหนุ่มจึงรีบจูงมือเขาไปด้วยกันหลายก้าวแล้วค่อยกระซิบถามว่า
“พี่ตู้ไม่เป็ไรใช่หรือไม่ยามนี้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติอย่างไรก็ขอให้ท่านช่วยทนต่อความอยุติธรรมนี้สักหน่อย...”
เซวียอิ่งจือจะต้องไม่รู้เื่ราวเื้ัเป็แน่ที่ออกปากขนาดนี้คงเพราะเห็นเขาเป็ตู้หลีเจียงสวินอี้ไม่เคยเจอพี่ชายผู้มีคุณธรรมแต่เปลือกมาก่อน เลยไม่รู้ว่าควรพูดจาเช่นไรดีขณะกำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเซวียอิ่งจือกล่าวว่า
“เฮ้ออาการป่วยของพี่ตู้ยังไม่หายดีหรือเมื่อหลายวันก่อนข้าได้ยินเ้าบ้านตระกูลตู้แจ้งข่าวว่าท่านป่วยเป็โรคิญญาสูญยามนั้นข้าไม่ใคร่เชื่อเท่าใดนัก คิดไม่ถึงว่าจะเป็เื่จริง”
“...” เจียงสวินอี้หุบปากฉับเดินต่อไปเงียบ ๆ ไม่พูดจา
ในที่สุดหุ่นเชิดมารก็นำทางพวกเขามาหยุดอยู่หน้าบ่อขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยลาวาสีแดงเข้ม
“ถอดเสื้อผ้าแล้วะโลงไปซะ”
พิธีเซ่นสังเวยครั้งนี้จะดิบเถื่อนเกินไปแล้ว!
เจียงสวินอี้ยืนนิ่งมองลาวาที่กำลังเดือดพล่านตรงหน้าอย่างสงบผู้คนด้านหลังเริ่มถูกผลักให้มายืนล้อมบ่อลาวาเป็วง แต่ละคนหน้าเผือดสีสองขาสั่นระริก ไม่มีใครกล้าะโสักคน
หุ่นเชิดมารหมดความอดทนมันยกหอกยาวขึ้นอีกคราหมายกระทุ้งเฉิงเว่ยให้ตกลงไป เฉิงฟางตระหนกจนหน้าซีด เมื่อเห็นน้องสาวของตนจะถูกผลักตกบ่อแต่นางไม่กล้าส่งเสียงร้องสักแอะ เพียงหลับตาแล้วยกมือปิดปากแน่น
เมื่อไม่ได้ยินเสียงร่างมนุษย์ตกกระแทกลาวาเสียทีเฉิงฟางจึงลืมตา และพบว่าเฉิงเว่ยกำลังยืนทำหน้างงอยู่ข้าง ๆส่วนหุ่นเชิดมารสองตนกลับชกต่อยสู้กันเองอย่างดุเดือดแทน
“...” เฉิงฟางถามเสียงกระซิบ “เกิดอันใดขึ้นกัน”
เฉิงเว่ยพึมพำ “รู้สึกตัวอีกทีข้าก็มาอยู่ตรงนี้แล้วต่อมาคนตรงหน้าก็ใช้หอกโจมตีพวกเดียวกัน ไป ๆ มา ๆ สองคนนั่นจึงสู้กันเองแทน...”
เจียงสวินอี้ยืนเฉยอยู่ด้านข้างสองตากลมโตเหล่มองรอบด้านไปทั่วแสร้งทำไม่รู้เื่รู้ราวขณะเดียวกันก็แอบพลิกนิ้วไปมาใต้แขนเสื้อบังคับเส้นปราณิญญาหลายสายให้ก่อตัวจู่โจมหุ่นเชิดมารอีกหลายตนที่เหลือโดยไร้รูปไร้เสียง
ทั้งที่ควบคุมปราณิญญาหลายชนิดพร้อมกันแต่กลับควบคุมทิศทางได้แม่นยำยิ่ง ยามหุ่นเชิดมารถูกโจมตี พวกมันต่างปัดป้องทันทีทว่าอาวุธกลับกวาดได้เพียงอากาศไปโดนพวกเดียวกันแทนพวกหุ่นเชิดมารปัญญานิ่มจึงยอมไม่ได้ เริ่มทุบตีกันเองรอบบ่อ ภาพฉากนี้ช่างน่าดูชมเป็ที่สุด
เซวียอิ่งจือตกตะลึงกับเหตุไม่คาดฝันก่อนจะรู้สึกว่าด้านหลังมีขุมพลังมหาศาลระลอกหนึ่งพุ่งใส่โดยไม่ทันตั้งตัว จู่ ๆร่างเขาก็ลอยหวืออย่างไม่อาจควบคุมไปกระแทกผนังถ้ำอย่างจัง
วิชายุทธ์ของพรรคน้ะวันนั้นเป็เลิศนับแต่อวิ๋นเซียผู้เป็ประมุขไล่ลงมาถึงสานุศิษย์ในพรรคทุกคนล้วนฝึกวรยุทธ์อย่างหนักหน่วงจนร้อยหมัดไม่อาจกล้ำกรายกันทั้งนั้นเซวียอิ่งจือถูกกระแทกไปทีหนึ่งย่อมไม่าเ็ แต่กลับทำเอาผนังถ้ำทลายเป็วงกว้าง
เจียงสวินอี้หัวเราะคิกคักปรบมือเอ่ยว่า “น่าสนุกจังเลย! น่าสนุกจัง! ข้าอยากเข้าไปเล่นข้างใน”
กล่าวจบร่างก็หายวับเฉียดสวนร่างเซวียอิ่งจือเข้าไปในถ้ำ
เซวียอิ่งจือไม่รู้ตัวสักนิดว่าเพิ่งถูกเจียงสวินอี้เตะกระเด็นอย่างไม่ไว้หน้าพอเห็นอีกฝ่ายเข้าไปแล้วก็ใจนหน้าถอดสี จะรั้งไว้ก็รั้งไม่ทันได้แต่ละล่ำละลักะโว่า “พี่ตู้ ด้านในอันตราย ระวังด้วย!” ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตามไปอย่างไม่ลังเล
เจียงสวินอี้ทำทีร่าเริงวิ่งนำหน้าแต่ในใจกลอกตารังเกียจเสียงหัวเราะโง่ ๆ ของตนเสียเต็มประดาแอบสาบานว่าหากใครรู้เื่ที่เหล่าจือตกต่ำถึงขั้นต้องมาแสร้งโง่อยู่ที่นี่เหล่าจือจะฆ่าล้างโคตรมันให้จงได้ แต่มาคิดดูอีกทีตอนนี้ตัวเขาเปลี่ยนไปกระทั่งร่างกายภายนอก ไม่น่ามีใครรู้หรอกทำให้ค่อยสบายใจขึ้นมาได้หน่อย
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างมองบ่อลาวาเดือดปุดๆ อย่างหวาดผวาพวกเขาอยากฉวยโอกาสหลบหนีขณะหุ่นเชิดมารทั้งกลุ่มกำลังคลั่งโดยไร้สาเหตุอยู่หรอกแต่เพราะไม่มีใครรู้จักถ้ำที่เซวียอิ่งจือชนผนังแตกเลยสักคน จึงไม่กล้าออกหน้านำทาง
ครั้นบัดนี้เจียงสวินอี้ทดลองให้ก่อนเมื่อเห็นว่าเขาะโโลดเต้นไปไกลแล้วยังปลอดภัยดี ก็โล่งใจแล้ววิ่งตามไปทีละคนพร้อมกับลอบหัวเราะเยาะประมุขมารหน้าโง่ที่สร้างทางลับโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้
พวกเขาไม่รู้เลยว่าทางลับหลังถ้ำมีกลไกกับดักหลายชั้นเพื่อป้องกันผู้บุกรุกหลบหนีโดยเฉพาะเจียงสวินอี้เคยบุกมาหลายครั้งรู้จักคุ้นเคยกลไกของที่นี่จนไม่อาจคุ้นไปกว่านี้อีกหากไม่ใช่เพราะเขาทำลายกลไกทุกอย่างจนหมดสิ้นละก็ เกรงว่าตอนนี้คนคงกลายเป็เพียงซากมนุษย์ไปแล้ว
เซวียอิ่งจือนิสัยมีเมตตาเขาไล่หลังเจียงสวินอี้มาแต่แรกด้วยเกรงว่าจะเกิดเื่ไม่คาดฝันกับ ‘พี่ตู้’ผู้เสียสติ แต่ขณะกำลังออกจากถ้ำ ภาพที่เห็นกลับพร่าเลือนพริบตาเดียวคนตรงหน้าก็หายวับไป
เมื่อเจียงสวินอี้ออกมาจากถ้ำนึกไม่ถึงว่าเบื้องหน้าจะเป็พื้นที่ราบกว้างขวางไร้หุ่นเชิดมารอารักขาอย่างที่เคยจินตนาการแต่กลับเป็ภาพศิษย์หลายสำนักในชุดหลากสีวิ่งกันสับสนวุ่นวายแทน
บัดนี้เขาจึงมั่นใจแล้วว่าที่เซวียนหลีนึกครึ้มอยากต้มคนทั้งเป็ครั้งใหญ่น่ะไม่ใช่เพราะคิดพิเรนทร์อยากเปลี่ยนบรรยากาศอะไรหรอก แต่เพราะเจอคนมาหาเื่ต่างหาก
นับั้แ่เขาย้ายร่างระบบที่เคยเด้งโชว์ตัวบ่อย ๆ ก่อนหน้านี้ก็ไม่โผล่มาอีกเจียงสวินอี้ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจจะติดตามพระเอกอย่างไรเสียเื่ราวสำคัญทั้งหมดก็วนเวียนอยู่รอบตัวหมอนั่นนี่นะ
เพียงแต่สหายเก่าผู้เป็อดีตศัตรูคนนี้เขารึก็อำลาไปแล้วแท้ ๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พบหน้ากันเร็วปานนี้เลยจริง ๆ
อารมณ์ของเจียงสวินอี้ค่อนข้างซับซ้อนเขาสูดลมหายใจลึก กล่อมตัวเองว่าพวกเด็กที่ตามมาล้วนมีตระกูลใหญ่หนุนหลังถึงจะไม่เอาอ่าวเพียงใด แต่ตอนนี้คงไม่เกิดอันตรายใดอีกให้อยู่ข้างกายจะมาขัดแข้งขัดขาเสียเปล่า ๆ
ด้วยเหตุนี้ร่างของเขาจึงค่อย ๆ เลือนหายใช้การเคลื่อนไหวในพริบตาสลัดผู้คนไว้ข้างหลังทันใด
[1] หรือเทศกาลผี คือวันที่ 15 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ หรือก็คือวันสารทจีน
[2]คำแทนตนแบบยกตนเป็บิดาของฝ่ายตรงข้าม