บทที่7 ความลับที่ตกทอดในตระกูลอู๋
"สองสิ่งนอนอยู่ในหีบ รอมานาน ไม่ได้รอคนต่อไป แต่รอครั้งต่อไปที่สองิญญานั้นจะพบกัน"
"กุ้ยหยูมาถึงมือของเขา มันเรืองแสง ไม่ใช่แสงเทียนที่ทำให้มันเรืองแต่มันจำมือนั้นได้
ดาบมาถึงมือของเขา ไม่มีเสียง แต่มือที่ถือมัน ทำให้มันรู้ว่าอยู่ในที่ที่ถูกต้องแล้ว
สองสิ่ง รอมาหลายรุ่นจึงได้พบสองคนนี้ รอมาหลายชาติจึงได้พบสองิญญานี้
และสองิญญานั้น ก็รอมานานจึงได้พบกัน วันนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้น วันนี้คือการดำเนินต่อ"
☽ อารัมภบท ก่อนที่ฉางอันจะรู้ว่ามีพายุซ่อนอยู่ใต้งานเลี้ยง☽
มีคืนหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนในชาติที่ยังไม่มีชื่อในตำราใดๆ
เ้าหญิงในชุดขาวล้มลงกลางลานกว้างที่เต็มไปด้วยคนาเ็มือสองข้างที่เรืองแสงมาตลอดคืนดับลงในที่สุดเพราะพลังชีวิตของเธอหมดสิ้นก่อนที่งานจะเสร็จ
แต่ก่อนที่เธอจะล้มถึงพื้น
มีมือหนึ่งรับเธอไว้
มือที่ไม่มีแสง ไม่มีพลังวิเศษไม่มีอะไรพิเศษเลยนอกจากว่า
มันอยู่ที่นั่น เสมอ ทุกครั้ง ก่อนที่เธอจะล้ม
"ข้าบอกว่าอย่าใช้มากเกินไป" เสียงนั้นพูดเบาๆในชาติที่ไม่มีชื่อ
และเ้าหญิงในชุดขาวที่ตาเริ่มจะมืดลงก็ยังยิ้มได้
"เ้ามาทันเสมอ" เธอพูด
"ข้าจะมาทันเสมอ"
นั่นคือคำมั่นสัญญาของชาติแรก
และในทุกชาติที่ตามมามือนั้นก็ยังคงอยู่ที่นั่น แม้จะจำไม่ได้แล้วว่าเคยสัญญาไว้
☁ กลับถึงฉางอันและสิ่งที่รอ ☁
ฉางอัน เก้าวันก่อนงานเลี้ยงตระกูลเว่ย
พวกเขากลับถึงฉางอันเมื่อพระอาทิตย์เอียงต่ำ
แสงเย็นสีทองอมส้มของบ่ายวันหนาวตกลงบนกำแพงเมืองสูงทำให้หินสีเทาดูอบอุ่นกว่าที่เป็จริงประตูเมืองใหญ่เปิดรับผู้คนที่ไหลเข้าออกในจังหวะที่ไม่หยุด เสียงก้าวเท้าเสียงล้อเกวียน เสียงพ่อค้าร้องเรียกลูกค้ารวมกันเป็ดนตรีที่ฉางอันเล่นอยู่ตลอดเวลา
หลิงซางขี่ม้าผ่านประตูเมืองรู้สึกถึงความคุ้นเคยของเมืองที่เขาเกิดและเติบโต แต่ครั้งนี้มีบางสิ่งต่างออกไปเขาออกไปสิบสองวันและกลับมาพร้อมกับสิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมใจจะนำกลับมา
ไม่ใช่หลักฐานของคดี
ไม่ใช่ข้อมูลที่้า
แต่เป็บางสิ่งที่เบากว่านั้นและหนักกว่านั้นในเวลาเดียวกัน
เซิ่นอวี๋ขี่ม้าเคียงกันมองเมืองหลวงด้วยดวงตาของคนที่รู้จักมันจากอีกมุมหนึ่งมุมของคนที่ต้องซ่อนตัวในฝูงชน ต้องรู้ว่าตรอกไหนหนีออกได้เร็วต้องจำว่าหน้าต่างบ้านไหนที่เ้าของปิดไม่สนิท
แต่ครั้งนี้เขาเข้าเมืองโดยไม่ได้คิดเื่ทางออก
คิดแค่เื่ที่ต้องทำ
"แยกกันก่อนไหม" เซิ่นอวี๋ถามขณะที่ม้าเดินผ่านตลาดเช้า
"ไม่จำเป็" หลิงซางตอบ
เซิ่นอวี๋หันมองหน้าเขา มีบางอย่างในคำตอบสั้นๆนั้นที่ทำให้มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
"งั้นไปโรงหมอก่อน" เขาพูด "แล้วค่อยวางแผน"
"และแวะรับจดหมายจากซ่งหยูเฟย" หลิงซางพูดต่อ "เธอบอกว่าจะส่งข้อมูล"
"ท่านรู้จักเธอดีไหม" เซิ่นอวี๋ถามเบาๆไม่ใช่ถามเพื่อสอดรู้ แต่ถามเพราะ้าเข้าใจ
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"รู้จักในฐานะที่ควรจะรู้จักกันแต่ไม่รู้จักในแบบที่ควรจะรู้จักกันถ้าสิ่งที่ควรจะเป็นั้นเป็จริง"
เซิ่นอวี๋หยุดม้าชั่วครู่ มองหน้าหลิงซาง
"ท่านหมอพูดวกวนที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยิน"
"ข้าพูดตรง" หลิงซางแก้ไข
"ตรงในแบบที่คนทั่วไปเดินตามไม่ทัน"
หลิงซางมองหน้าเขา
"หมายความว่าเราเป็คู่หมั้นในนามแต่ไม่เคยเป็ในใจของทั้งสองฝ่าย เธอรู้ ข้ารู้แต่ยังไม่มีใครพูดออกมาอย่างเป็ทางการ"
เซิ่นอวี๋ฟังคำอธิบายนั้น พยักหน้าช้าๆ
"ข้าเข้าใจ" เขาพูด แล้วก็หันหน้าขับม้าต่อ
แต่มีบางสิ่งในดวงตาของเขาที่สว่างขึ้นเล็กน้อยราวกับได้ยินสิ่งที่อยากได้ยิน โดยไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้ยินมาก่อน
โรงหมอตระกูลอู๋ใน่บ่ายนั้นเงียบกว่าปกติ
หยูหลานวิ่งออกมาต้อนรับเมื่อได้ยินเสียงม้าใบหน้าของเธอแสดงความโล่งใจออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่จะถูกปิดไว้ด้วยท่าทางปกติ
"ท่านซางกลับมาแล้ว" เธอพูด ตาเลื่อนไปที่เซิ่นอวี๋ "และท่านเซิ่นก็กลับมาด้วยครบถ้วนดี"
"มีจดหมายมาไหม" หลิงซางลงจากม้า
"สามฉบับ" หยูหลานบอก "หนึ่งจากตระกูลซ่งหนึ่งจากราชสำนัก และหนึ่งที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง"
"ราชสำนัก?" หลิงซางขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ตราประทับแพทย์หลวง" หยูหลานพูด แล้วก็เงียบท่าทางที่บอกว่ายังมีอะไรที่ไม่ได้พูด
"อะไรอีก" หลิงซางรู้จักหยูหลานดีพอ
"ท่านบิดามาเยี่ยมเมื่อเมื่อวาน" หยูหลานพูด "รออยู่ครึ่งวันแล้วก็กลับไป แต่ฝากคำไว้ว่า ให้ท่านซางไปพบทันทีที่กลับมา"
หลิงซางและเซิ่นอวี๋มองหน้ากัน
"อ่านจดหมายก่อน" เซิ่นอวี๋พูด "แล้วจึงไปพบท่านบิดา"
จดหมายจากซ่งหยูเฟยนั้นสั้นแต่มีข้อมูลมาก
เธอเขียนว่าพบหลักฐานว่าถ้วยหยกชุดนั้นถูกนำเข้ามาจากพ่อค้าชายแดนคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยมาสิบปีและบิดาของเธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองถูกใช้เป็เครื่องมือเธอบอกว่าบิดาพร้อมให้ข้อมูลแก่คนที่สามารถพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจและในตอนท้ายของจดหมาย เธอเพิ่มบรรทัดสั้นๆ
"งานเลี้ยงของตระกูลเว่ยในอีกเก้าวันจะมีแขกพิเศษที่ท่านหมออู๋ควรรู้จัก แต่ไม่ควรพบในที่สาธารณะ"
จดหมายจากราชสำนักนั้นสั้นกว่าเป็คำสั่งอย่างเป็ทางการให้แพทย์อู๋หลิงซางรายงานตัวเข้าพบแพทย์หลวงสูงสุดภายในสองวัน
จดหมายที่ไม่มีชื่อผู้ส่งนั้น
เป็กระดาษว่างเปล่า
แต่เมื่อหลิงซางถือมันขึ้นใกล้แสงเทียน
มีตัวอักษรปรากฏขึ้นราวกับเขียนด้วยน้ำอ่านได้เพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป
"ไม่มีใครรู้จักลูกดีกว่าพ่อแต่พ่อก็มีสิ่งที่ไม่รู้เช่นกัน มา ข้าจะบอกความจริงแก่เ้า"
ลายมือนั้น
หลิงซางจำได้ทันที
????บ้านตระกูลอู๋และความจริงที่บิดาซ่อนไว้????
บ้านตระกูลอู๋ คฤหาสน์ใหญ่ย่านขุนนางเย็นวันเดียวกัน
บ้านตระกูลอู๋ใหญ่กว่าโรงหมอล้อมรอบด้วยกำแพงสูงที่มีไม้ไผ่ปลูกเรียงตามแนวลานกว้างด้านหน้าที่มีต้นสนเก่าแก่ยืนเฝ้าอยู่สองต้นอาคารหลักสองชั้นที่หน้าต่างทุกบานดูแลรักษาสม่ำเสมอ
หลิงซางมาเพียงคนเดียว ตอนแรก
"ข้าจะรอที่โรงหมอ" เซิ่นอวี๋บอก
"มาด้วยกัน" หลิงซางพูด แค่นั้น
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง
"ท่านแน่ใจไหม ท่านบิดาอาจไม่—"
"มาด้วยกัน" หลิงซางพูดซ้ำ เสียงเดิมไม่เปลี่ยน
เซิ่นอวี๋พยักหน้า
อู๋ เจิ้งหยวน รอลูกชายอยู่ในห้องรับแขกส่วนตัวห้องที่ไม่ได้ใช้รับแขกทั่วไปมีแค่โต๊ะสองตัวเก้าอี้สี่ตัวและชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราแพทย์รุ่นเก่า
เมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาพร้อมกับเซิ่นอวี๋ชายชราไม่แสดงความแปลกใจ เพียงแต่มองเซิ่นอวี๋นานกว่าปกติ
"นั่งลงเถิด" เขาพูด "ทั้งสองคน"
พวกเขานั่ง
ชาถูกเทออกมาโดยคนรับใช้ที่ถูกส่งออกไปทันทีหลังจากนั้นประตูห้องปิดเงียบ
"หลิงซาง" เจิ้งหยวนเรียกชื่อลูกชายด้วยน้ำเสียงที่หลิงซางรู้จักดีน้ำเสียงที่พ่อใช้เฉพาะเมื่อจะพูดสิ่งที่ไม่อยากพูด "มีสิ่งที่พ่อซ่อนไว้จากเ้ามาหลายปีถึงเวลาแล้ว"
"เื่ตำนานเ้าหญิงหิมะ" หลิงซางพูด
เจิ้งหยวนหยุดนิ่ง
"เ้ารู้แล้ว"
"บางส่วน" หลิงซางตอบ "แต่ยังไม่ครบ"
เจิ้งหยวนมองลูกชาย จากนั้นมองเซิ่นอวี๋
"และท่านเซิ่น..." เขาพูดเงียบๆ "เ้ารู้ว่าตัวเองเป็ใครหรือยัง"
เซิ่นอวี๋มองชายชราตรงๆ
"รู้บางส่วน" เขาตอบ
"ท่านพ่อรู้จักข้าหรือ" เซิ่นอวี๋ถาม
เจิ้งหยวนถอนหายใจยาว เสียงที่บ่งบอกว่ากำลังปล่อยสิ่งที่แบกไว้นานออกมา
"รู้จักในแบบที่พ่อไม่ควรรู้จัก" เขาพูดช้าๆ
เื่ที่อู๋ เจิ้งหยวนเล่านั้นยาวและทุกคำหนักกว่าที่ควร
เขาเล่าว่าสามสิบปีก่อนเมื่อเขายังเป็แพทย์หนุ่มที่เพิ่งเริ่มรับใช้ราชสำนักเขาพบตำราโบราณในห้องสมุดส่วนตัวของแพทย์หลวงรุ่นก่อนตำราที่เขียนถึงตำนานเ้าหญิงหิมะอย่างละเอียด
ไม่ใช่ตำนาน แต่เป็บันทึกทางการแพทย์
บันทึกว่าในทุกรุ่นผู้ที่สืบทอดพลังนั้นจะต้องเผชิญกับอันตรายเดิมซ้ำๆเพราะพลังที่เยียวยาคนอื่นได้ทุกอย่างนั้นเป็สิ่งที่คนบางคนโลภมาก
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เจิ้งหยวนพูด เสียงต่ำลง "ไม่ใช่คนใหม่ในเื่นี้ปู่ของเขาพยายามยึดพลังนั้นจากแม่ของพ่อปู่ของพ่อก็เผชิญกับบรรพบุรุษของตระกูลเว่ยเช่นกัน"
"มันวนซ้ำทุกรุ่น" หลิงซางพูด
"ทุกรุ่น" เจิ้งหยวนยืนยัน "เพราะพลังนั้นไม่ได้หายไปเมื่อผู้สืบทอดตายมันเวียนกลับมาในรุ่นถัดไป และตระกูลเว่ยก็รู้เื่นี้มาตลอด พวกเขารอ"
"แล้วในทุกรุ่น" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นเสียงช้าและตั้งใจ "มีใครที่ปกป้องผู้สืบทอดพลังนั้นด้วยไหม"
เจิ้งหยวนมองเซิ่นอวี๋นาน
"มี" เขาพูดในที่สุด "ในบันทึกทุกรุ่นมีผู้ปกป้องปรากฏตัวขึ้นเสมอ บางครั้งเป็ทหาร บางครั้งเป็คนรับใช้บางครั้งเป็คนแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้ที่มา แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน"
"อะไร" เซิ่นอวี๋ถามแม้จะรู้สึกว่ารู้คำตอบแล้ว
"รอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้าย" เจิ้งหยวนพูด "ในตำราเขียนไว้ว่ามันคือรอยของคำสัญญาที่ทำไว้ในชาติแรกสัญญาที่ว่าจะปกป้องตราบเท่าที่ิญญายังเวียนว่ายอยู่"
ห้องเงียบสนิท
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋
เซิ่นอวี๋มองลงที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง มือช้าๆยกผ้าพันแขนขึ้น
รอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ซีดขาวและสะอาดไม่ใหม่ ไม่เก่า แต่อยู่ที่นั่นมาตลอด
"ั้แ่เมื่อไหร่" เซิ่นอวี๋ถามเบาๆ
"จำไม่ได้" เขาตอบคำถามตัวเองก่อนใครจะตอบ "มีมาตลอดที่จำความได้"
เจิ้งหยวนเล่าต่อและส่วนที่เล่าต่อมานั้นหนักกว่าส่วนแรก
เขาเล่าว่าสิบห้าปีที่แล้วเมื่อหลิงซางอายุสิบสาม และพลังในตัวเขาเริ่มปรากฏขึ้นชัดเจน
มีคนของขุนนางเว่ยมาสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลอู๋แล้ว
เจิ้งหยวนรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาและใน่เวลาเดียวกันนั้น เขารู้ว่าผู้ปกป้องที่บันทึกว่าจะปรากฏตัวนั้น
มีเด็กชายคนหนึ่งในเมืองชายแดนเว่ยหยาง
"พ่อรู้จักตัวิ" หลิงซางพูดขึ้น เข้าใจทันที
"พ่อส่งคนไปสืบหาและพบว่ามีเด็กชายที่มีรอยแผลนั้น" เจิ้งหยวนยืนยัน "ตัวิเป็คนรายงานให้พ่อทราบมาตลอดหลายปี"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นาน ใบหน้าไม่เปลี่ยนแต่มีบางอย่างขยับอยู่เื้ั
"ท่านรู้ว่าข้าอยู่ที่เว่ยหยาง" เขาพูดช้าๆ "แต่ไม่เคยส่งคนไปพบ"
"เพราะยังไม่ถึงเวลา" เจิ้งหยวนพูดเสียงมีบางสิ่งที่ฟังดูเหมือนขอโทษ "ถ้าพ่อดึงเข้ามาก่อนตระกูลเว่ยจะรู้ตำแหน่งของท่านเร็วขึ้น พ่อต้องรอให้พวกเขาพบกันเองตามเวลา"
"แล้วแม่ของข้า" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเงียบลงอีก
เจิ้งหยวนนิ่ง
"ท่านรู้เื่นั้นด้วยไหม" เซิ่นอวี๋ถาม เสียงยังเรียบแต่หลิงซางที่นั่งข้างๆ รู้สึกถึงความตึงที่เพิ่มขึ้นในอากาศรอบตัวเขา
"พ่อรู้ว่าเธอถูกใส่ร้าย" เจิ้งหยวนพูดตรงๆ "และพ่อส่งเงินผ่านทางหมอในเมืองเพื่อให้เธอได้รับการดูแลระหว่างอยู่ในคุก" เขาหยุด "แต่พ่อมาสายเกินไปสำหรับเื่อื่นๆและนั่นเป็สิ่งที่พ่อขอโทษไม่ได้พอ"
ความเงียบหนักอึ้ง
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ เห็นมือของเขากำแน่นบนเข่าแล้วค่อยๆ คลายออก
"ข้าไม่โกรธ" เซิ่นอวี๋พูดในที่สุดเสียงที่ควบคุมได้อย่างน่าประหลาดใจ "แต่ข้า้าเวลาสักครู่เพื่อประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน"
เจิ้งหยวนพยักหน้า
"มีเวลา" เขาพูด "แต่ไม่มากนักเพราะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนงานเลี้ยง"
????ความลับชั้นสุดท้ายและอาวุธที่ซ่อนในดาบ????
เจิ้งหยวนลุกขึ้น เดินไปที่ชั้นหนังสือดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
แต่ไม่ใช่หนังสือ
เมื่อวางลงบนโต๊ะมันเป็กล่องไม้แกะสลักที่ทำให้ดูเหมือนหนังสือ ข้างในมีสิ่งของสองอย่าง
สิ่งแรกคือกุ้ยหยูสีขาวนวลแกะสลักเป็รูปดอกหิมะ มีแสงจางๆ เรืองออกมาเมื่อวางอยู่ในแสงเทียน
สิ่งที่สองคือดาบขนาดเล็กฝักสีดำที่มีลวดลายหิมะแกะไว้ตลอดความยาว
"กุ้ยหยูนี้เป็ของที่ตกทอดมากับพลังเ้าหญิงหิมะ" เจิ้งหยวนพูด "ในทุกรุ่นผู้สืบทอดพลังจะพบว่ามันช่วยควบคุมพลังที่มากเกินควบคุมได้ป้องกันไม่ให้ใช้มากเกินจนร่างกายพัง"
หลิงซางมองกุ้ยหยูนั้น
รู้สึกถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยอย่างประหลาดราวกับเคยถือมันมาก่อนในรูปแบบอื่น
"และดาบ" เจิ้งหยวนพูดต่อ มองเซิ่นอวี๋ "ในทุกรุ่นผู้ปกป้องจะมีอาวุธที่ตกทอดมาเช่นกันพ่อไม่รู้ว่าท่านเซิ่นมีดาบของตัวเองหรือเปล่าแต่นี่คือสิ่งที่บันทึกบอกว่าเป็ของผู้ปกป้องในชาติแรก"
เซิ่นอวี๋มองดาบนั้น ไม่ยื่นมือไปหยิบทันที
"ข้ามีดาบแล้ว" เขาพูด
"ข้ารู้" เจิ้งหยวนพูด "แต่ลองจับดาบนี้ดูก่อน"
เซิ่นอวี๋มองชายชรา จากนั้นมองดาบ
ยื่นมือออกไปช้าๆ จับฝักดาบขึ้น
ในทันทีที่มือััฝักรอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้ายของเขา เรืองแสงจางๆ ขึ้นมา
ไม่สว่างมาก แต่ชัดเจน
เซิ่นอวี๋สูดลมหายใจเข้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาดึงดาบออกจากฝัก
คมดาบสีเงินที่ยังคมราวกับเพิ่งลับมาเมื่อวานแม้จะเก็บไว้ในกล่องไม้ที่ไม่รู้กี่ปี และที่แนวกลางคมดาบ มีลวดลายที่ไม่ใช่การแกะสลักแต่เป็ส่วนหนึ่งของเนื้อโลหะ รูปเมฆหมอกที่ดูราวกับเคลื่อนไหวเมื่อดาบรับแสง
เซิ่นอวี๋ถือดาบนั้นในมือรู้สึกถึงน้ำหนักที่พอดีราวกับทำมาสำหรับมือของเขาโดยเฉพาะ
"ชื่อว่า หยินซา" เจิ้งหยวนพูด "หมายถึงหมอกเงิน"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ที่ถือดาบนั้นมองนานพอที่จะจดจำภาพนั้นไว้
และมีบางอย่างในใจที่รู้สึกว่าเคยเห็นภาพนี้มาก่อนในความฝันที่จำไม่ได้
"ขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เจิ้งหยวนพูดต่อเมื่อเซิ่นอวี๋สวมดาบใหม่เข้ากับฝักและเก็บไว้ "เขา้าอะไรจริงๆไม่ใช่แค่พลังรักษาของลิงซาง แต่้าวิธีถ่ายโอนพลังนั้น"
"ถ่ายโอนไปที่ใคร" หลิงซางถาม
"ไปที่ตัวเอง" เจิ้งหยวนพูด เสียงหนัก "ถ้าทำได้เขาจะมีพลังเยียวยาทุกโรค กลายเป็คนที่จักรพรรดิไม่อาจอยู่ขาดกลายเป็อำนาจที่ไม่มีใครโค่นได้"
"และวิธีนั้น" เซิ่นอวี๋พูดเสียงเงียบ "อยู่ในตำราที่เขาขโมยไป"
"อยู่ในตำราที่เขาขโมยไป" เจิ้งหยวนยืนยัน "แต่ตำรานั้นไม่ครบมันบอกวิธีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่นี่" เขาแตะที่หน้าอกตัวเอง "อยู่ในความทรงจำที่พ่อท่องจำไว้ไม่เคยเขียนลงกระดาษ"
"ซึ่งหมายความว่าเขา้าพ่อด้วย" หลิงซางพูด
"งานเลี้ยงในอีกเก้าวัน" เจิ้งหยวนพูด "คำเชิญที่ส่งมาถึงพ่อนั้นไม่ใช่คำเชิญปกติมันเป็การบอกว่า มาเอง หรือไม่ก็ส่งสิ่งที่ข้า้ามาแทน"
ห้องเงียบ
หลิงซางมองบิดามองนานพอที่จะเห็นทั้งความแก่ชราและความกังวลที่ซ่อนอยู่ในรอยตีนกาข้างดวงตา
"พ่อจะไปไหม" เขาถาม
"ไม่" เจิ้งหยวนตอบ "เ้าจะไป"
????เก้าวันแห่งการเตรียมการ????
เก้าวันนั้นผ่านไปอย่างเงียบและเต็มไปด้วยการทำงาน
ในตอนกลางวัน หลิงซางรักษาคนไข้ตามปกติ เขาไม่ยอมหยุดไม่ว่าจะมีเื่อะไรเพราะในห้องรักษา ทุกอย่างชัดเจน มีปัญหา มีทางแก้ มีเหตุมีผลไม่มีความซับซ้อนที่ต้องตีความ
ในตอนเย็น เขาและเซิ่นอวี๋นั่งคุยแผนการ บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกระดาษแผนที่คฤหาสน์ตระกูลเว่ย เส้นทางออก ชื่อของแขกที่จะมาร่วมงาน
และใน่เวลาระหว่างกลางวันและเย็นที่ไม่ได้นับว่าเป็ส่วนหนึ่งของการทำงาน—
มีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น
วันที่สาม
เซิ่นอวี๋มาที่โรงหมอพร้อมกับรอยแผลใหม่บนหลังมือไม่ลึก ไม่น่าเป็ห่วง แต่หลิงซางก็หยิบผ้าพันแผลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
"ไม่จำเป็ต้องพัน" เซิ่นอวี๋พูด
"ฝุ่นที่เว่ยหยางทำให้แผลติดเชื้อง่าย" หลิงซางพูด จับมือของเซิ่นอวี๋ขึ้นเริ่มพัน
เซิ่นอวี๋นั่งนิ่ง ไม่เถียงต่อ
แต่มองมือที่กำลังพันแผลให้เขาอยู่นานนานกว่าที่จำเป็
หลิงซางรู้ว่ากำลังถูกมอง แต่ก็ไม่ยกหน้าขึ้นทำงานต่อไปอย่างเงียบๆ
"ท่านหมอพันแผลเรียบร้อยมาก" เซิ่นอวี๋พูด
"ข้าฝึกมาสิบห้าปี"
"ไม่ใช่เื่นั้น" เซิ่นอวี๋พูด "ข้าหมายถึงว่าระมัดระวัง ราวกับว่ามันสำคัญ ทั้งที่แค่แผลเล็กน้อย"
หลิงซางหยุดมือ มองขึ้นมาที่เซิ่นอวี๋
"แผลทุกแผลสำคัญ" เขาพูด
"ต่อคนไข้ทุกคนหรือต่อบางคน"
คำถามนั้นแขวนอยู่ในอากาศ
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ก้มหน้าลงพันแผลต่อ
"ต่อคนที่มีาแมาให้รักษาบ่อยพอที่จะทำให้รู้ว่าแต่ละครั้งนั้นแตกต่างกัน" เขาพูดเบาๆ
เซิ่นอวี๋ฟังคำนั้น ไม่พูดอะไรแต่มุมปากของเขาขยับขึ้นอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว
วันที่ห้า
ซ่งหยูเฟยมาที่โรงหมอในตอนเช้าตรู่ก่อนที่คนไข้รายแรกจะมาถึง
เธอนั่งลงตรงข้ามเซิ่นอวี๋และหลิงซางมองทั้งสองคนสลับกัน แล้วก็พูดตรงๆ ในแบบที่หลิงซางเคารพ
"บิดาข้าพร้อมให้การ" เธอพูด "เขาได้รับถ้วยหยกมาโดยไม่รู้ว่าข้างในมีพิษคนที่มอบให้บอกว่าเป็ของโบราณจากแคว้นตะวันตกบิดาข้าชอบสะสมของเก่าและตกหลุมพรางนั้น"
"เขาจะยืนยันต่อหน้าพยานได้ไหม" เซิ่นอวี๋ถาม
"ได้" หยูเฟยตอบ "แต่ข้า้าสิ่งหนึ่งเป็การตอบแทน"
"อะไร"
เธอมองหลิงซาง ในดวงตาของเธอไม่มีความขุ่นเคืองมีแค่ความชัดเจนของคนที่รู้ว่าตัวเอง้าอะไร
"ข้า้าให้การหมั้นของเราสิ้นสุดลงอย่างเป็ทางการ" เธอพูดตรงๆ "ไม่ใช่เพราะข้าโกรธท่านอู๋แต่เพราะถ้าข้าต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง ข้าควรทำในฐานะตัวของตัวเองไม่ใช่ในฐานะคู่หมั้นของใคร"
หลิงซางมองเธอ
"ข้าเห็นด้วย" เขาพูด ไม่ลังเล
หยูเฟยพยักหน้าบางอย่างในไหล่ของเธอหย่อนลงเล็กน้อย
"ดีแล้ว" เธอพูด "งั้นเราช่วยกัน"
เซิ่นอวี๋มองการสนทนานั้นโดยไม่พูดแต่หลิงซางที่นั่งข้างๆเขารู้สึกว่าอุณหภูมิรอบตัวเซิ่นอวี๋อุ่นขึ้นเล็กน้อยในทางที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ
วันที่เจ็ด
เซิ่นอวี๋ฝึกดาบในลานหลังโรงหมอ
หลิงซางออกมาโดยบังเอิญ หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนโดยบังเอิญเพื่อหยิบสมุนไพรที่ตากแดดไว้ที่ราวไม้
แล้วก็ยืนอยู่ที่นั่นนานกว่าที่จำเป็สำหรับการหยิบสมุนไพร
ดาบ หยินซาในมือของเซิ่นอวี๋เคลื่อนไหวต่างจากดาบทั่วไป ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือแต่เพราะดาบนั้นราวกับรู้ว่าตัวเอง้าเคลื่อนไปไหนทุกท่วงท่าราบรื่นราวกับน้ำที่ไหลหาทางลงเอง ไม่มีแรงต้าน ไม่มีการบังคับ
และที่รอยแผลเป็บนข้อมือซ้าย เรืองแสงจางๆตามจังหวะการเคลื่อนไหว ราวกับพลังในดาบและพลังในรอยนั้นสื่อสารกัน
หลิงซางมองอยู่โดยไม่รู้ตัวว่ามองนานแค่ไหน
จนกระทั่งเซิ่นอวี๋หยุดดาบ หันมา
ทั้งสองตาสี่ตา
เซิ่นอวี๋ไม่พูดว่า "ท่านหมอมองอะไรอยู่" เพราะนั่นอาจทำให้หลิงซางต้องหาคำอธิบาย
แต่เขายิ้ม รอยยิ้มที่ถึงตา เบาๆ เป็ส่วนตัวไม่ใช่รอยยิ้มที่ใช้กับโลก
หลิงซางหยิบสมุนไพรที่เพิ่งจำขึ้นมาว่า้าหันกลับเข้าไปในโรงหมอ
แต่ก่อนที่จะหายเข้าไปเขาพูดโดยไม่หันหลังกลับมา
"ท่ามือซ้ายต่ำไปเล็กน้อยในท่าที่สาม"
เซิ่นอวี๋มองหลังที่เดินจากไปแล้วก็มองมือซ้ายตัวเอง
ยิ้ม
ฝึกต่อ
วันที่แปด
หยูหลานเดินเข้ามาในห้องทำงานของหลิงซางที่กำลังเขียนบันทึกอยู่
วางชาลงบนโต๊ะ ไม่พูดอะไร
แต่ยืนอยู่ตรงนั้น
หลิงซางรู้ว่าเธอมีอะไรจะพูด
"อะไร" เขาถามโดยไม่หยุดเขียน
"ข้าเห็นท่านซางมองท่านเซิ่นฝึกดาบเมื่อวาน" หยูหลานพูด
"ข้าแค่ผ่านมา"
"ผ่านมายี่สิบนาที"
หลิงซางวางปากกาลง หันมามองหยูหลาน
"ท่านจะพูดว่าอะไร"
"ไม่มีอะไร" หยูหลานยิ้ม รีบๆ ก่อนจะหันออกไปแล้วก็พูดจากที่ประตู "แค่คิดว่า ยี่สิบนาทีนั้นนานพอที่จะรู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไรถ้าท่านซางยังไม่รู้"
ประตูปิดลง
หลิงซางนั่งอยู่คนเดียวในห้องมองถ้วยชาที่หยูหลานวางไว้
จากนั้นก็หยิบปากกาขึ้น เขียนต่อ
แต่บรรทัดที่เขียนออกมานั้น ไม่ใช่บันทึกทางการแพทย์อีกต่อไป
มันคือสี่ตัวอักษรที่เขาขีดทับออกทันทีที่เขียนเสร็จ
"หัวใจมีที่ที่มันอยู่แล้ว"
"กุ้ยหยูและดาบไม่ใช่สองสิ่งแต่คือสองด้านของสัญญาเดียว
สัญญานั้นพูดว่า 'ไม่ว่าเ้าจะเป็แสงหรือเงา ข้าและเ้าอยู่ในเื่เดียวกันชาตินี้เป็เช่นนั้น ทุกชาติเป็เช่นนั้น'
"มีบางอย่างที่ถูกส่งต่อมาส่งไม่ใช่แค่วัตถุ แต่คือเื่ราวที่อาศัยอยู่ในวัตถุ
กุ้ยหยูถูกส่งต่อมา ทุกรุ่นถือมัน ไม่จำเป็ต้องรู้ว่ามันคืออะไรแต่มันรู้จักมือของทุกรุ่น รู้ว่ามือนั้นใช่มือที่มันรออยู่หรือเปล่า
ดาบก็ถูกส่งต่อมา ทุกรุ่นผู้พิทักษ์พกมันไม่จำเป็ต้องรู้ที่มา แต่มันรู้จักไหล่ของทุกรุ่น รู้ว่าไหล่นั้นใช่ไหล่ที่มันรออยู่หรือเปล่า
สองสิ่งรอมาหลายรุ่นแล้ว รอจนถึงสองคนในวันนี้พวกมันรู้ว่า 'ครั้งนี้ใช่แล้ว'"
♥️"กุ้ยหยูจำทุกิญญาที่เคยถือมันดาบจำทุกิญญาที่เคยพกมัน และิญญาเ่าั้ ล้วนเป็สองดวงเดิมเสมอ"♥️
..สุสาส์นราคะ...