“ครับ”
มุมปากข้างหนึ่งของเคลยกขึ้นทำอาหารบ้าบออะไรกัน ถึงจะบอกว่าทำอาหาร แต่คงจะเรียนรู้เกี่ยวกับการทรมานคนอยู่หรือไม่บีครอสกับรอนก็คงกำลังชื่นชมกับทักษะดาบของชเวฮันอยู่มากกว่าต่อให้ไม่เห็นกับตาแต่นั่นเป็เื่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว
เคลเดินไปนั่งที่โต๊ะของตนเองตามปกติแล้วโยนคำถามใส่ฮันส์ที่กำลังยืนใจลอย
“หมอนั่นขอให้นายทำอะไรให้”
“เอ่อ”
ฮันส์ทำเสียงอึกอักกับคำถามของเคลที่จู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหันแต่เพียงครู่เดียวก็เริ่มรายงานพร้อมทำสีหน้าจริงจังซึ่งย่อมเป็เื่ที่เคลรู้อยู่แล้ว
ขณะที่ฮันส์เล่าถึงโศกนาฏกรรมในหมู่บ้านแฮร์ริสเขาก็เก็บงำความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจไว้ไม่อยู่และบอกว่าตนกับชเวฮันได้มอบป้ายชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านที่นำติดตัวมาด้วยให้แก่ท่านเ้าเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
“ท่านพ่อเจอกับเ้านั่นแล้วเหรอ”
“ครับท่านเคานต์มีคำสั่งลงไปที่ปราสาททันทีว่าให้ส่งผู้ตรวจสอบ อัศวินและทหารไปสืบสวนข้อเท็จจริงพร้อมกับจัดงานศพให้น่ะครับ”
“อืม”
ฮันส์ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แต่ว่าแขกคนนั้นกลับบอกว่าเขาจะไม่ไปด้วยน่ะสิครับ”
ฮันส์หวนคิดถึงท่าทางของชเวฮันขณะพูดคุยกับท่านเ้าเมืองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมทว่าปลายนิ้วกลับสั่นเทาจากที่ได้ยินมาเ้าตัวบอกว่าตนเองอายุสิบเจ็ดปีเพราะมัวแต่เข้าไปขุดหาสมุนไพรในป่าตามลำพังเลยทำให้กลับมาถึงหมู่บ้านช้าด้วยเหตุนั้นจึงรอดชีวิตมาได้แต่การต้องเห็นภาพเพื่อนบ้านและพวกพ้องที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันล้มหายตายจากไปหมดตอนที่อายุแค่นั้นเขาจะต้องใขนาดไหนกันนะ
“แบบนั้นจะเป็อะไรไหมครับ”
ดังนั้นฮันส์จึงต้องมาถามเคลว่าจะเป็อะไรหรือไม่หากชเวฮันไม่ไปบอกลาครั้งสุดท้าย
“เ้าตัวเป็คนเลือกเองนี่”
เคลเมินคำถามของฮันส์และเปลี่ยนเื่เขารู้ว่าทำไมชเวฮันถึงทำอย่างนั้นเด็กหนุ่มกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายไปแล้วขณะฝังศพคนในหมู่บ้าน สิ่งที่เหลืออยู่สำหรับเขาตอนนี้มีเพียงการแก้แค้นให้กับชาวบ้านที่ถูกพรากอนาคตไปเท่านั้น
“รอนคอยดูแลเขาตลอดเลยเหรอ”
“ครับคุณรอนคอยจัดเตรียมอาหารให้ทุกมื้อและดูแลเป็อย่างดีเลยละครับ”
ดูเหมือนทั้งสามจะเข้ากันได้ดีตามคาด
“อ้อ”
ดูเหมือนฮันส์จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงพูดต่อ
“ดูเหมือนตอนที่ทำงาน่บ่ายคุณรอนจะได้รับาเ็อีกแล้วเพราะเขามีผ้าพันแผลเพิ่มมาที่ข้อมือด้วยครับ”
“งั้นเหรอ หายาให้เขาด้วยล่ะ”
คงไปฆ่าใครมาอีกสินะ เคลตอบอย่างเนือย ๆก่อนจะได้ยินเสียงฮันส์ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“...กระผมจะถ่ายทอดคำพูดและความห่วงใยของนายน้อยให้ถึงคุณรอนอย่างแน่นอนครับ”
“อืม ตามใจเถอะ”
เมื่อเห็นท่าทางไม่ใส่ใจของเคลฮันส์ก็อ้าปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่างเพิ่มเติมทว่ากลับมีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในห้องหนังสือเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงการมาถึงของชเวฮันนั่นเองเมื่อฮันส์เปิดประตูออก เคลก็มองเห็นชเวฮันที่ยืนอยู่ตรงข้างประตูได้เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ฮันส์ออกไป ผู้ช่วยพ่อบ้านจึงค้อมศีรษะแล้วปลีกตัวออกจากห้องหนังสือไปอย่างเงียบเชียบในห้องจึงเหลือเพียงแค่ชเวฮันกับเคลเท่านั้น
เคลชี้ไปยังเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“มานั่งสิ”
ชเวฮันกวาดตามองไปรอบห้องหนังสือช้า ๆแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่ฝั่งตรงข้ามเคลให้เวลาเด็กหนุ่มได้มองสำรวจห้องหนังสือจนกว่าจะพอใจ
วีรบุรุษผู้เฉลียวฉลาดและมีจิตใจที่บริสุทธิ์อย่างชเวฮันนั้นชอบหนังสือทันทีที่ออกมาจากป่าแห่งความมืดและกลับมาอยู่ในหมู่บ้านแฮร์ริสเขาก็เริ่มเรียนหนังสือจากหัวหน้าหมู่บ้าน หลังจากมองสำรวจรอบห้องอยู่พักหนึ่ง สายตาของชเวฮันก็วนกลับมาหาเคลในที่สุด
“ค่าอาหารที่ว่าคืออะไรเหรอครับ”
ถามกันตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยแฮะ
เคลฉีกยิ้มให้กับความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายที่เริ่มมาก็เข้าประเด็นสำคัญทันที
‘ค่าอาหาร’ชเวฮันจริงจังเสมอหากเป็เื่เกี่ยวกับหนี้ที่เขาติดค้างไว้
เคล — คิมรกซูตระหนักว่าตนได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหา่แรกของนิยายกำเนิดวีรชนไปแล้ว และตัวแปรที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นก็เริ่มปรากฏให้เห็นทีละน้อยดังนั้นเขาจึงพยายามเดินหน้าต่อไปโดยบิดเบือนเื่ราวให้น้อยที่สุด
เขาต้องไปเมืองหลวง จากนั้นตัวแปรก็จะใหญ่ขึ้น
เคลวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะและจ้องมองไปที่ชเวฮัน
“ฉันมีงานให้นายทำเพื่อตอบแทนค่าอาหารก็จริงแต่ก่อนอื่นฉันต้องประเมินดูก่อนว่านายจะทำได้หรือเปล่า พูดง่าย ๆก็คือการสัมภาษณ์นั่นเอง”
“ว่ามาได้เลยครับ”
เมื่อพูดเกี่ยวกับเื่คุณสมบัติที่มีชเวฮันก็ตอบรับด้วยความยินดีทันที ดังนั้นเคลจึงเริ่มตั้งคำถามกับเขา
“นายรู้วิธีปกป้องคนหรือเปล่า”
“...หมายความว่ายังไงเหรอครับ”
ชเวฮันชะงักไปในทีแรกและตอบกลับหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งเขามองเคลด้วยสายตาที่เฉียบคมขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยในขณะที่เคลหลุบตามองกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ
ถึงจะเป็การเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหันแต่นี่อาจมีประโยชน์กับเขามากกว่าแผนเดิมก็ได้เคลต้องทำให้พวกของชเวฮันเอาพลังโบราณไปไม่ได้ ในทางกลับกันก็คงจะดีมากหากเขายึดบรรดาพลังที่จำเป็มาเป็ของตนเองเพราะอย่างไรเสียจะมีหรือไม่มีพลังเ่าั้ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับพวกชเวฮันอยู่แล้ว
เคลยังคงวางสายตาไว้ที่กระดาษขณะพูดต่อด้วยท่าทีไม่แยแส
“จะหมายความว่ายังไงได้ล่ะฉันก็ถามว่าถ้าไม่ใช่การฆ่าคน แต่เป็การปกป้องคนแทนนายทำได้ไหม”
มีเพียงความเงียบงันเข้าปกคลุมไม่มีคำตอบใดจากชเวฮัน เคลละสายตาจากกระดาษและมองไปยังคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
ชเวฮันก้มหน้าลงก่อนจะตอบกลับมาหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง
“ผมเองก็ไม่รู้ครับ”
“จิ๊”
เคลเดาะปากนี่คือเหตุผลว่าทำไมชเวฮันในตอนนี้ถึงแตะต้องหรือยุแหย่ได้ยาก
“นายฆ่าคนได้ไหม”
คราวนี้อีกฝ่ายตอบรับอย่างง่ายดาย
“ได้ครับ”
“ถ้างั้นนายก็ปกป้องคนได้เหมือนกันน่ะสิ”
ดวงตาของชเวฮันวูบไหวไปครู่หนึ่ง
“เื่นั้นคงยากครับ”
“ยากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นี่”
บนโลกนี้มีเื่ที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้เพียงเพราะมันยากลำบากไม่มากนักหรอกตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาล้วนเป็แบบนั้นมาตลอด ดังนั้นการได้มาอยู่ในร่างคนเสเพลอย่างเคลที่สามารถใช้ชีวิตลอยชายไปวันๆ จึงเป็เื่น่ายินดีอย่างยิ่ง แต่ก็เป็เวรกรรมจริง ๆที่ดันมีูเาลูกหนึ่งซึ่งต้องก้าวข้ามไปให้ได้เพื่ออนาคตอันสุขสบายโผล่ขึ้นมา
และเคลก็กำลังจ้องมองไปยังคนที่จะมาแบกเขาข้ามูเาลูกนั้นไป
ชเวฮันหัวเราะออกมาอย่างแ่เบา
“นั่นสินะครับ”
“ดี ถ้าอย่างนั้นคำถามข้อสุดท้าย”
“ครับ ถามมาได้เลยครับ”
เขาสบกับดวงตาที่ใสกระจ่างจากนั้นเคลก็โยนคำถามสุดท้ายไป
“นายชื่ออะไร”
“ท่านไม่รู้เหรอครับ”
ก็ต้องรู้สิ นายเป็ผู้ชายที่จะมากระทืบฉันเชียวนะ
“เคยได้ยินจากคนอื่นอยู่บ้างแต่ฉันอยากได้ยินชื่อจากปากนายเอง”
“ชเวฮัน”
ชเวฮันยื่นมือออกมา
“ชเวฮันครับ”
เคลจับมือข้างนั้นไว้
“ดี ฉันชื่อเคล เฮนิทุส”
การสนทนาสั้น ๆที่เรียกว่าการสัมภาษณ์นั้นจบลงอย่างรวดเร็วและแน่นอนว่าชเวฮันต้องผ่านอยู่แล้วเคลเลื่อนกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“งานสำหรับตอบแทนค่าอาหารของนายง่ายนิดเดียว”
บนกระดาษแผ่นนั้นมีชื่อของคนสองคนเขียนเอาไว้พร้อมกับสถานที่นัดพบ
“นายต้องไปเมืองหลวงพร้อมกับสองคนนี้”
พวกเขาคือเพื่อนร่วมทางที่ชเวฮันจะได้พบระหว่างเดินทางไปเมืองหลวงในนิยายเล่มที่ห้าของกำเนิดวีรชน บีครอสกับสองคนนี้ได้กลายเป็เพื่อนร่วมทางของชเวฮันและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
‘โรซาลีน’ และ ‘ล็อก’
คนหนึ่งเป็เ้าหญิงจากอาณาจักรใกล้เคียงที่รอดชีวิตจากการลอบสังหารและกำลังจะเดินทางกลับประเทศของตนส่วนอีกคนเป็เด็กหนุ่มที่ได้รับาเ็ซึ่งเป็ผู้สืบทอดของาาหมาป่าที่ว่ากันว่าสามารถแปลงร่างเป็หมาป่าได้
นอกจากนี้เ้าหญิงจากอาณาจักรเพื่อนบ้านอย่างโรซาลีนนั้นทั้งแข็งแกร่งและสุขุมเยือกเย็นเธอมีพลังทำลายล้างอันแข็งแกร่งรองจากชเวฮันและใช้ประโยชน์จากพลังนั้นอย่างมีสติหญิงสาวไม่สนใจการขึ้นครองบัลลังก์เพราะเป้าหมายของเธอคือการสร้างหอคอยเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปและต่อมาก็ได้เติบโตขึ้นเป็วีรสตรีขณะที่ไล่ตามความฝันนั้น
แกรนด์ดยุกของอาณาจักรที่พยายามลอบสังหารเธอถูกบีครอสทรมานในเวลาต่อมา
หัวใจเคลสั่นสะท้านเพราะฉากทรมานที่ว่านั่นถูกบรรยายไว้ในหนังสืออย่างละเอียดยิบเขารู้สึกว่า่นี้หัวใจตนเองจะเต้นแรงบ่อยเกินไปหน่อยแล้ว
“โรซาลีน ล็อก”
เคลพยักหน้ากับเสียงของชเวฮันที่เอ่ยชื่อนั้นออกมา
“ใช่ สองคนนั้นแหละ นายอ่านหนังสือออกนี่โล่งอกไปที”
ชเวฮันจ้องชื่อทั้งสองจนกระดาษแทบทะลุสายตาของเคลมองตามดวงตาที่เคลื่อนไหวไปมา ก่อนจะสะดุดตรงคำที่เขียนไว้ว่า ‘ล็อก’
โลกนี้มีเอลฟ์ คนแคระและเหล่ามนุษย์สัตว์ดำรงอยู่ ในบรรดาเผ่าพันธุ์เ่าั้ตัวตนที่ลึกลับที่สุดก็คือพวกมนุษย์สัตว์
พวกเขาไม่ได้มีเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงนกและสัตว์เลื้อยคลานต่าง ๆ อีกด้วยซึ่งพวกมนุษย์สัตว์นั้นแตกต่างจากสัตว์ประหลาดทั่วไปตรงที่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์
ล็อกมีสายเืที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเผ่าหมาป่า
ล็อกสืบสายเืของผู้ปกครองเหล่าหมาป่ายิ่งมนุษย์สัตว์มีสายเืที่บริสุทธิ์มากเท่าไรพวกมันก็ยิ่งอ่อนแอและดูธรรมดามากเท่านั้นในตอนที่กลายร่างเป็สัตว์หรือเป็มนุษย์แต่ในยามคลุ้มคลั่งพวกมันกลับโเี้อำมหิตยิ่งกว่าใครแถมล็อกยังเป็ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของเผ่าหมาป่าสีครามอีกด้วย
เคลหยิบแผนที่ออกจากลิ้นชักแล้วกางลงบนโต๊ะ
“ก่อนอื่นนายต้องไปที่นี่กับฉันก่อน”
เขาชี้นิ้วไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“จากนั้นเราค่อยแยกกันระหว่างทางแล้วนายก็ไปจัดการตามที่ฉันเขียนไว้บนกระดาษ”
ชเวฮันรับฟังเงียบ ๆ โดยไม่เผยท่าทีสงสัยใด ๆต่อคำพูดเ่าั้ เคลสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
เขามีเหตุผลว่าทำไมถึงต้องไปกับชเวฮันจนถึงครึ่งทาง
เพราะต้องหลีกเลี่ยงัคลั่งยังไงล่ะ
ในตอนต้นของนิยายเื่กำเนิดวีรชน มีตัวร้ายอีกคนที่ปรากฏตัวต่อจากเคลทว่าตัวร้ายคนนั้นไม่ใช่ตัวประกอบที่โผล่มาแล้วถูกเขี่ยทิ้งง่าย ๆ เหมือนกับเขา
ตัวร้ายที่ว่าคือมาร์ควิสผู้นำกลุ่มขุนนางซึ่งคอยก่อกวนองค์รัชทายาทและชเวฮันในทุกเหตุการณ์แน่นอนว่าเขาถูกกำจัดไปประมาณเล่มที่สอง และนี่ก็เป็จุดที่ชเวฮันและมาร์ควิสคนนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกันเป็ครั้งแรก
เ้าบ้านั่นเป็คนเลี้ยงัคลั่งสินะ
มันเป็ัคลั่งสมชื่อแม้จะเป็ลูกัที่ยังไม่โตเต็มวัยแต่มันกลับถูกทารุณอยู่ในกรงขังที่สร้างขึ้นลับ ๆโดยผู้สืบทอดตำแหน่งมาร์ควิสคนปัจจุบัน และถูกฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งของมาร์ควิส
บ้าไปแล้ว ไม่ใช่ว่าัคือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหรอกเหรอเอาัมาฝึกให้เชื่องนี่มันเป็ไปได้หรือไง
ใช่ ก็เป็ไปได้น่ะสิ
หลังจากที่มาร์ควิสหาไข่ัมาได้ผ่านองค์กรลับทันทีที่มันเกิดมา เขาก็จับลูกัใส่ตรวนล่ามแขนขาพร้อมสวมปลอกคอควบคุมมานาเอาไว้
ถึงขนาดหาไข่ัมาได้แบบนี้กระทั่งเคลเองก็ยังคงไม่รู้เลยว่าองค์กรลับที่ว่านี่แข็งแกร่งแค่ไหน
ทว่าัไม่ได้ถูกขนานนามว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกโดยไร้เหตุผล
ต่อให้ัดำตัวนั้นจะเป็ลูกัที่อายุไม่ถึงห้าปีแต่อย่างไรเสียมันก็เป็ัและในท้ายที่สุดมันก็คลุ้มคลั่งและหนีออกจากที่คุมขัง
แม้ว่าจะอายุยังน้อยแต่มันก็สามารถะเิพลังมานาออกมาได้รุนแรงพอจะทำลายปลอกคอซึ่งพลังนั้นมาจากการสละพลังชีวิตของตนเพื่อเปลี่ยนมานาให้กลายเป็ะเิ
ลูกัที่ถูกเลี้ยงดูในถํ้าโดยไม่เคยเห็นแสงเดือนแสงตะวันสุดท้ายมันยอมเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่ออิสรภาพและเ้าัที่หลบหนีออกมาด้วยวิธีนั้นก็คลุ้มคลั่งและออกอาละวาดในท้ายที่สุด
การะเิในครั้งนั้นทำให้อันตรายแ่งกว้างไปถึงหมู่บ้านที่ชเวฮันอาศัยอยู่เขาจึงได้เผชิญหน้ากับัดำตัวนั้น
‘ชเวฮันมองไปยังัตัวเล็กที่สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรทว่าร่างเล็ก ๆ นั่นกลับเป็สาเหตุที่ทำใหู้เาถล่มลงมาและชาวบ้านก็ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตแต่ถึงอย่างนั้น ชเวฮันก็ไม่อาจบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปโจมตีัตัวนั้นได้ ดวงตาที่คลุ้มคลั่งคู่นั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและเศร้าโศกทว่าปากของัดำกลับแย้มยิ้ม ช่างเป็เื่ที่น่าเศร้ายิ่งนัก’
ชเวฮันสังหารัดำและมอบอิสรภาพที่เรียกว่าความตายให้แก่มันเป็ของขวัญ
เคลต้องไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น
ชเวฮันจะเป็คนจัดการมัน หรือจะไปขัดขวางและปล่อยันั่นออกมาก่อนที่มันจะคลุ้มคลั่งกันนะ
ต่อให้อยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นแต่เคลก็ไม่มีทางเลือกมากนักเพราะนั่นคือทางผ่านหากไม่ผ่านเข้าไปในหมู่บ้านก็ต้องใช้ทางอ้อมซึ่งกินเวลานานกว่าและอาจส่งผลต่อการดำเนินเื่ได้เพราะเขาจะไปถึงเมืองหลวงช้าลงกว่าเดิม
แต่เห็นว่ามันน่ารักมากจนไม่เข้ากับชื่อัคลั่งเลย
ในนิยายเขียนเอาไว้ว่ามันเป็ัสีดำที่มีแขนขาสั้นป้อมแสนน่ารักแถมยังบรรยายอีกด้วยว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตแบบนั้นเกิดคลุ้มคลั่งและอาละวาดขึ้นมาก็ยิ่งสร้างความสะพรึงกลัวมากกว่าเดิมแต่ตอนนี้เขาควรพักเื่ัเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงหันมอบคำสั่งแก่ชเวฮัน
“หลังจากนั้นนายก็ไปที่เมืองหลวงพร้อมกับเ้าของชื่อสองคนนี้นั่นแหละคือค่าอาหารของนาย”
ชเวฮันถามขึ้น
“...ผมแค่ปกป้องพวกเขาก็พอใช่ไหมครับ”
“อยากทำอะไรก็ตามใจเลย”
พวกเขาน่าจะแข็งแกร่งมากพอจนไม่จำเป็ต้องปกป้องด้วยซํ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเ้าหญิงโรซาลีนต่อให้เคลที่ถือครองโล่คงกระพันจำนวนหนึ่งคันรถบรรทุกพุ่งเข้าไปโจมตีเธอก็น่าจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“นายอยากทำอะไรก็ตามใจแต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปที่เมืองหลวงให้ได้ และต้องมาพบฉันด้วยใบหน้าที่ไร้รอยขีดข่วนด้วยนายคงจะดูแลตนเองได้ใช่ไหม”
หลังจากนั้นเคลกับชเวฮันก็จะไม่มีเื่ให้ต้องเจอกันอีกเพราะความขัดแย้งระหว่างชเวฮันกับองค์กรลับจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเข้าไปพัวพันกับล็อกซึ่งหลังจากที่ได้พบกันแล้วชเวฮันก็จะคิดหาวิธีขัดขวางอันตรายที่จะเกิดขึ้นในเมืองหลวงเหมือนกับที่ในหนังสือบอกไว้
“ทำไมไม่ตอบล่ะ นายทำได้ใช่ไหม”
แววตาของชเวฮันทอประกายชัดเจนยิ่งขึ้น
“ครับ ทำได้ครับ”
เขาใช้วิธีการพูดที่สุภาพมากกว่าเดิมซึ่งเคลก็ปล่อยให้เป็แบบนั้นไป เมื่อเห็นชเวฮันเก็บกระดาษใส่เข้าไปในอกเสื้อความตึงเครียดในร่างกายของเคลก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
อย่างน้อยเขาน่าจะดื่มไปคุยไปการเผชิญหน้ากับชเวฮันในร่างของเคลทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเป็บ้า
“ไปได้แล้ว”
เคลโบกมือส่ง ๆ เพื่อไล่ชเวฮันให้ออกไปแล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พลางเฝ้ามองอีกฝ่ายตรงไปที่ประตูแต่ก่อนที่ชเวฮันจะเปิดประตู เคลก็เอ่ยขึ้นว่า
“นายรู้ใช่ไหมว่าทุกอย่างในวันนี้เป็ความลับ”
ชเวฮันหมุนลูกบิดประตูพลางเอ่ยตอบโดยไม่หันกลับมา
“ทราบครับ”
ไม่รู้ทำไมในนํ้าเสียงนั้นฟังราวกับเจือไปด้วยรอยยิ้มแต่นั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของเคล