บทที่ 13 บ้านตระกูลใหญ่
ใช้เวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่ชั่วโมงพวกเทพินก็ออกเดินทางเข้าสู่เมืองชั้นในการที่คนจากเมือชั้นนอกจะเข้าสู่เมืองชั้นในได้ต้องมีใบอนุญาตซึ่งกว่าจะได้มานั้นหลายขั้นตอนทีเดียวแต่กับคนที่มาจากเมืองชั้นในอยู่แล้ว การจะผ่านเข้าไปได้เพียงมีตราสัญลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนเท่านั้นซึ่งตราของเทพินเป็ตรารูปโล่สีเงิน
ตระกูลภาคีพิทักษ์นั้นอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองชั้นในขับรถไปอีกกว่าหกชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย ซึ่งพระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว
เสียงรถเบรกดังขึ้นตามด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่หายไป เด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนแบบทั่วไปก้าวลงมาจากรถมือข้างหนึ่งยกมือขึ้นเสยผมสีดำสนิทที่ปกปิดดวงตาสีม่วงออก ก่อนจะปรายตามองจิ้งจอกอสูรในร่างมนุษย์ผู้ชายเดินลงจากรถมา
เบื้องหน้าเป็คฤหาสน์สีขาวขนาดใหญ่ที่ถูกถึงสี่ชั้นมีตัวบ้านแยกออกไปอีกหลายหลังเป็บ้านพักของคนรับใช้สวนหน้าบ้านจัดตกแต่งไว้อย่างดีไม่มีเหี่ยวเฉา โรงจอดรถที่พวกเขาเพิ่งออกมาก็มีรถจอดอยู่เป็สิบคันแทบไม่ซ้ำยี่ห้อ
"ฮัดเช้ย! หนาวชะมัด" เทพินบีบจมูกไปมาแล้วทำหน้าไม่พอใจ
"ก็เข้า่ฤดูหนาวแล้วนี่นาระวังเป็หวัดล่ะ" เคไนน์เตือนด้วยความหวังดี นี่ก็ต้นเดือนพฤศจิกายนแล้วด้วยเป็่เปลี่ยนฤดูพอดีถึงอากาศจะไม่หนาวเท่าไหร่แต่ก็มีโอกาสเป็หวัดได้เหมือนกัน
เทพินพยักหน้ารับเนิบๆ"ถ้างั้นเราเข้าบ้านกันดีกว่า จะได้อุ่นๆ"
"อื้ม" จิ้งจอกอสูรขานตอบ ก่อนจะเปลี่ยนร่างให้อยู่ในรูปของจิ้งจอกแคระขนสีขาวก่อนจะเกาะบ่าเด็กหนุ่มเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ สาวใช้ที่รออยู่แล้วก็เปิดประตูให้อย่างนอบน้อมแต่สายตาที่มองมานั้นไม่ค่อยจะมีความเคารพอยู่สักเท่าไหร่ เทพินก็มองไปรอบๆคฤหาสน์ ในสายตาไม่มีร่องรอยของความคิดถึงหรือโหยหาใดๆดวงตาสีม่วงคู่นั้นมีเพียงความว่างเปล่าไร้อารมณ์กับสถานที่อยู่อาศัยของตระกูลอันโด่งดัง
ตระกูล 'ภาคีพิทักษ์' เป็ตระกูลไกราที่สืบทอดต่อกันทางสายเื มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกทั้งยังโด่งดังในหลายวงการเพราะพรเทพที่พวกเขามีนั้นเป็เอกลักษณ์มากกว่าใครๆ
ภาคีพิทักษ์สายเืตรงจะได้รับพรเทพมากกว่าหนึ่งสายโดยเทพที่ประทานพรให้ส่วนใหญ่ล้วนได้รับพรจากเทพระดับสูงทั้งนั้นเพราะอย่างนั้นตระกูลของเขาถึงได้มีชื่อเสียงมาก
กับเด็กที่เกิดมาไม่ได้รับพรอย่างเทพินถือเป็ความด่างพร้อยอย่างที่สุดพวกญาติๆ ในตระกูลต่างเหยียดหยาม แต่เขาไม่ค่อยจะสนใจนักหรอกแค่ไม่ล้ำเส้นเขามากเกินไปก็พอ
เดินมาจนถึงกระทั่งประตูห้องหนึ่งเทพินหยุดเดินแล้วเงยหน้ามองประตูบานใหญ่ ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนใจ
หลังจากทำใจเสร็จแล้วก่อนจะยกมือขึ้นแตะบานประตูกระแสไฟฟ้าแล่นเปรี๊ยะในชั่วพริบตาแล้วประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นห้องกว้างหรูที่มีโต๊ะประชุมตัวยาว
ที่เก้าอี้เกือบทุกตัวมีคนนั่งอยู่ที่นั่งไม่ได้เรียงลำดับเอาไว้ชัดเจนแต่เท่าที่พวกเขาเห็นมันก็เป็การนั่งกับคนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ใครลูกใครก็แบ่งกันไปแต่ในบรรดาที่นั่งทั้งหมดนั่นกลับไม่มีที่ตรงไหนให้เทพินแทรกเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อยทำให้เด็กหนุ่มยืนทื่ออยู่ที่เดิมอย่างทำอะไรไม่ได้และทนรับสายตาดูถูกของบรรดาญาติตระกูลรองทั้งหลายอย่างไม่ใส่ใจ
"ว่าไงหลานชาย ไม่ได้ดูต่างไปจากเมื่อก่อนเลยนะแล้วนั่นยังให้อสูรชั้นต่ำเกาะอยู่ได้อีก" เสียงแหลมบาดหูดังขึ้นเทพินปรายตาสีม่วงไปมองแล้วยกยิ้มขึ้นมุมปากเล็กน้อย
"สงสัยคุณน้าจะสายตาฝ้าฟางแล้วนะครับถึงได้มองว่าเขาเป็อสูรชั้นต่ำผมให้โอกาสมองใหม่อีกครั้ง" เทพินยิ้มตอบน้อยๆดวงตาสีม่วงวาวโรจน์อย่างอ่านไม่ออก
และก่อนที่น้าสาวจะได้ตอบโต้เคไนน์ก็เปลี่ยนร่างมาอยู่ในร่างกึ่งมนุษย์ ชายหนุ่มรูปงามผู้มีหูและหางจิ้งจอกสีเงินสลวยปรากฏขึ้นตรงหน้าท่าทางองอาจสง่างามและหยิ่งยโสอย่างผู้มีฐานันดรสูงกว่าดวงตาสีทองมองต่ำไปที่ญาติผู้นั้นของเทพิน
"ข้าเป็อสูรชั้นสูง มนุษย์ระวังปากของเ้าด้วย"
"นะ... นี่มัน..."
"พอแล้วเคไนน์ คนอื่นเขาแตกตื่น"
"อื้ม" จิ้งจอกอสูรยอมรับอย่างว่าง่ายแต่ก็ไม่ได้กลับไปอยู่ในร่างจิ้งจอกแคระอีกเขายังคงว่าท่าข่มขวัญคนในตระกูลภาคีพิทักษ์ต่อไปอย่างไม่เกรงกลัว
ท่าทางที่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องของอสูรชั้นสูงทำให้หลายคนถึงกับอึ้งไม่คิดเลยว่าอสูรชั้นสูงถึงกับยอมมาเป็ผู้ติดตามให้กับเด็กหนุ่มที่ไม่มีใคร้าของตระกูลไปซะได้แต่จิ้งจอกตนนี้ก็ติดตามเทพินมานานหลายปีแล้วด้วย
"แล้วไม่ทราบว่าที่นั่งของผมอยู่ตรงไหนหรือ?"
"ไม่มีที่นั่งสำหรับนายหรอกไอ้คนนอกคอก!"เสียงตอบกลับมาเป็ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง คำว่านอกคอกที่ดังชัดเจนนั้นทำให้จิ้งจอกอสูรหันขวับไปมองตาขวางในทันทีบรรยากาศภายในห้องเย็นลงอย่างฉับพร้อมกับไอพลังที่แผ่ออกมาจากอสูรชั้นสูง
"ปากดีนักนะเ้าหนู"เคไนน์หัวเราะในลำคออย่างชั่วร้าย
"พอแล้วเคไนน์ เด็กก็แบบนี้แหละ ผมไม่ถือสา"
"แต่ว่า..."
"..."
"ข้าจะอยู่เงียบๆ ก็ได้"จิ้งจอกอสูรยอมให้เพียงแค่ถูกมองจากดวงตาสีม่วงคู่นั้น ่นี้เทพินค่อนข้างน่ากลัวเป็พิเศษทำให้เขาค่อนข้างจะเกรงใจ
ไม่กล้าเอาแต่ใจมาก
"สรุปว่าที่นั่งสำหรับผมไม่มีสินะ"เทพินกวาดตามองเหล่าญาติทั้งหลาย ไม่มีใครยอมตอบ ทำเพียงยิ้มเย้ยหยันมาเท่านั้นเด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปทางจิ้งจอกอสูร
"ข้าสร้างให้ก็ได้นะเก้าอี้น่ะ" เสียงดีดนิ้วดังขึ้นครั่งหนึ่งเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏเก้าอี้ตัวยาวสุดหรูบุผ้ากำมะหยี่สีแดงอย่างดีร่างสูงของจิ้งจอกอสูรเดินนำเด็กหนุ่มไปก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้นั้นให้ดูว่ามันเป็ของจริงไม่ใช่ภาพลวงตาเทพินยกยิ้มมุมปากแล้วเดินไปนั่งด้วย เก้าอี้ตัวนี้นั่งสบายจริงๆ
"ฝีมือดีนี่ครับ" เทพินกล่าวชม
"แน่นอน ข้าสร้างอย่างประณีตเพื่อเ้าเลยนะ"จิ้งจอกหนุ่มยืดอกอย่างภูมิใจ หางสีเงินฟูฟ่องกระดิกไปมาน่าเอ็นดู ท่าทางดูเหลิงออกหน้าออกตาจนน่าหมั่นไส้
แอ๊ด...
เสียงประตูห้องเปิดออกชัดจังหวะสองหนุ่มที่แสดงท่าทางน่าเอ็นดูพร้อมกับร่างสูงที่สง่างามน่าเกรงขามสองคนเดินเข้ามาภายในห้องสายตาของเขาที่กวาดตามองเหล่าทายาทของตระกูลนั้นช่างเรียบเฉย ก่อนที่สายตาจะมาหยุดที่เก้าอี้ตัวหรูที่ผิดแปลกที่สุดในห้องทั้งยังมีบุคคลไม่คุ้นหน้าอยู่ด้วยหนึ่งตน
เหล่าทายาททุกคนลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหาชายชราและชายหนุ่มที่เดิมตามหลังเขามาก่อนจะค่อมหัวทำความเคารพ
"สวัสดีครับ/ค่ะ"ทั้งหมดให้ความเคารพกับชายชรามากที่สุด ซึ่งดูแล้วคงไม่พ้นเป็ผู้นำตระกูลเป็แน่เทพินและเคไนน์ก็ลุกขึ้นด้วย เพื่อเป็การให้เกียรติต่อชายชราคนนั้น
"ตามสบายทุกคน" ชายชราพูด คนทั้งหมดนั่งลงเมื่อได้รับอนุญาต
เทพินนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมข้างเคไนน์และเพราะแบบนั้นจิ้งจอกอสูรในร่างมนุษย์เลยได้รับสายตาที่ดุเดือดและเต็มไปด้วยจิตสังหารแรงกล้าจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินตามหลังชายชรามาด้วยเขาตวัดสายตาไปมองทันที
"พี่ชา/อริชา" เทพินและเคไนน์เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
'พี่ชา' หรือ 'อริชา' คือพี่สาวแท้ๆ ที่อายุมากกว่าเทพินหกปีผู้ได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะของตระกูลสายตรง ร่างสูงเพรียวบาง ดวงตาสีน้ำเงินไพลินสวยเรือนผมสีดำสนิทยาวถึงบั้นท้าย ผิวขาวอมชมพูสุขภาพดี เสื้อผ้าที่สวยใส่ก็เสริมบุคลิกของเธอให้ดูสง่างามสูงส่งใบหน้างดงามเย่อหยิ่งดูราวกับราชินีก็ไม่ปาน
เคไนน์นั้นพบเห็นอริชาอยู่หลายครั้ง อีกฝ่ายก็เช่นกันเพียงแต่เธอยังไม่เคยเห็นเคไนน์ในรูปร่างของมนุษย์มาก่อนจึงมองเขาด้วยสายตาระแวงและมุ่งร้ายก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงทรงอำนาจชองชายชราที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็ดังขึ้น
"เอาล่ะ พวกเธอกินอะไรกันมาหรือยัง?"
ถามเื่แค่นี้ถึงกับต้องใช้เสียงทรงอำนาจเลยเรอะ!
กับคนอื่นอาจจะชินแล้วสำหรับผู้นำที่ไม่ว่าถามด้วยคำถามไร้สาระแค่ไหนก็รู้สึกว่าเหมาะสมชายคนหนึ่งเอ่ยตอบเพื่อแทนทุกคนในที่นี้
"พวกเราทานกันมาเรียบร้อยแล้วครับท่าน"
"งั้นเหรอถ้าอย่างนั้นก็เริ่มประชุมกันเลยก็แล้วกัน" ชายชรากล่าว "ก่อนจะเริ่มการประชุมขอให้พวกเ้าทุกคนเรียกภูตประจำตัวออกมาด้วย"
เหล่าผู้มีสายเืภาคีพิทักษ์พยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียวก่อนจะดีดนิ้วเรียกเหล่าภูตตัวจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือให้ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขานี่คือภูตตัวแทนพลังของผู้ได้รับพรจากเทพ ภูตทั้งหมดลอยตัวอย่างสง่างาม แต่เมื่อเห็นหน้าเทพินต่างก็ส่งยิ้มอย่างนอบน้อมชวนฉงนมาให้ซึ่งเทพินก็ชินกับท่าทางแบบนี้ของเหล่าภูตเช่นกัน
ภูตไม่ว่าจะของใครในตระกูล ถ้าได้ปรากฏตัวออกมาให้เขาเห็นอีกฝ่ายจะนอบน้อมต่อเขาเสมอไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเหมือนกัน เขาไม่เคยได้มีโอกาสถามภูตของคนอื่นสักที
"ภูตพวกนั้นเคารพเ้าไม่เปลี่ยน" เคไนน์ก็เห็นจนชินจากสงสัยเริ่มคิดไปว่ามันเป็เื่ปกติไปแล้วสำหรับภูตในตระกูลนี้ที่จะเคารพคนจากสายเืหลัก
"ก็คงเคารพคนสายเืหลักตามปกติ"เทพินยิ้มน้อยๆ "จะสนใจไปทำไมล่ะ จะจับกินหรือไง"
"ใครจะไปจับกินกันเล่า" จิ้งจอกอสูรหันมามองค้อน"แล้วเรียกภูตออกมากันทำไมล่ะ"
ปกติแล้วถ้าไม่ใช่ยามที่จะใช้พลังพรแห่งเทพก็ไม่เรียกให้ปรากฏตัวออกมาง่ายๆการเรียกภูตนั้นไม่ได้สิ้นเปลืองพลังแต่เขาไม่เรียกพร่ำเพรื่อกันอยู่แล้วเพราะมันดูเป็การไม่ให้เกียรติเทพผู้มอบพรให้
"ก่อนจะตอบคำถามนั้น ต้องถามก่อนว่านายรู้หรือเปล่าว่าภูตประจำตัวของไกราแต่ละคนเกิดจากอะไร?"
"ไม่ใช่ว่าเป็พรของเทพหรือ"จิ้งจอกหนุ่มตอบกลับ
"ก็ส่วนหนึ่ง ที่ถูกต้องจริงๆ คือเกิดจากพลังของเทพเสี้ยวหนึ่งและเสี้ยวิญญาของไกราที่หลอมรวมกัน"เทพินวนนิ้วไปมาในอากาศขณะอธิบาย"ตัวภูตถือเป็สื่อกลางในการใช้พลังของเทพที่มอบพรให้และถือเป็ตัวแทนแห่งเทพ ฉะนั้นการเรียกภูตออกมาในการประชุมจึงถือเป็พยานในการประชุมสำคัญที่้าความสุจริตและชอบธรรม"
"เข้าใจล่ะ" เคไนน์พยักหน้าในการประชุมของไกราบางครั้งก็ยุ่งยากอย่างนี้เอง
"อะแฮ่ม! เข้าเื่กันเลยนะทุกคนที่ฉันเรียกพวกเธอมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกเื่พิธีขอพรจากทวยเทพและการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป..."
"เดี๋ยวก่อนนะคะท่านพ่อ ไม่ใช่ว่าอริชาเป็ผู้สืบทอดแล้วหรือคะ?"หญิงสาวคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม สายตาของเหล่าทายาทหันไปมองชายชราอย่างรอคอยคำตอบ
"อริชาเป็ผู้สืบทอดแล้วก็จริงแต่นั่นก็เป็แค่การคัดเลือกกันเองของผู้ใหญ่แต่ในความเป็จริงแล้วก็ยังต้องมีพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดกันอีกอยู่ดี มันเป็ธรรมเนียมปฏิบัติทั้งแต่อดีตแล้วพวกเธอก็น่าจะรู้ดี"ชายชราบอกเื่ของตระกูลเหล่าทายาททุกคนต้องศึกษาเพื่อให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของตระกูลและปฏิบัติตนให้สง่างามเหมาะสมต่อให้เป็เด็กนอกคอกก็ไม่เคยให้ละเลยเื่เหล่านี้
"แล้วจะจัดพิธีที่ว่าเมื่อไหร่ครับท่านตา"เด็กหนุ่มคนหนึ่งถาม
"จะจัดขึ้นในอีกสามวัน"
"อะไรนะ! สามวันงั้นเหรอ!!" เมื่อได้ฟังคำตอบทุกคนต่างตะลึงตาโต ก่อนจะหันมองหน้ากันเองอย่างกระวนกระวายเทพินถอนหายใจเฮือกหลังจากที่ฟังจบ ก็คิดไว้แล้วว่าต้องมีพิธีนี้แน่ๆแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีใน่ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวแบบนี้แถมยังกระชั้นชิดอีก...ตาเฒ่านี่้าอะไรกันแน่ถึงได้ทำแบบนี้
แต่จะว่าไปมันก็ดูไม่มีเหตุผลั้แ่ส่งหีบทองคำใบนั้นไปให้เป็ของขวัญวันเกิดเขาแล้ว
"พวกเธอที่มีอายุสิบห้าถึงสามสิบปีนั้นจะต้องเข้าร่วมพิธีด้วย"ชายชรายิ้มบางๆ "ส่วนรายละเอียดในพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดพวกเธอก็ศึกษากันมาแล้วคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเท่าไหนสินะ"
"ไม่มีปัญหาที่ไหนล่ะคะท่านปู่ ปัญหาใหญ่เลยเชียวล่ะท่านก็รู้ว่าพิธีคัดเลือกมันไม่ใช่ของง่ายๆ หากพลาดไปเพียงนิดอาจจะเจ็บสาหัสเลยนะคะ"อริชาเอ่ยแย่งเสียงแข็งก่อนจะเหลือบตามองเทพินเล็กน้อยแล้วพูดต่อ "แล้วเทพินล่ะคะคนที่ไม่มีภูตอย่างเขาจะต้องเข้าร่วมด้วยหรือเปล่า คงไม่สินะ..."
"เทพินก็ต้องเข้าร่วมด้วยเช่นกัน อายุเขาก็เกินสิบห้าปีไปแล้วนี่"
"แต่เขาไม่มีภูต!" อริชาพยายามค้าน
"นั่นสิ เด็กนั่นไม่ควรเข้าร่วมเลย" คนอื่นๆในตระกูลเองก็คัดค้านด้วยเช่นกัน แต่ความรู้สึกในการคัดค้านนั้นช่างต่างจากพี่สาวคนนั้นโดยสิ้นเชิง
พี่สาวออกตัวคัดค้านเพื่อปกป้อง คนอื่นๆคัดค้านเพื่อขัดขวาง
"ทำไมเล่าเทพินเองก็มีสายเืภาคีพิทักษ์นี่ถึงจะนอกคอกเื่พลังไปหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอกส่วนเื่ภูตเองก็ไม่มีปัญหา ให้จิ้งจอกอสูรแทนภูตก็ได้"ชายชรากว่าแล้วจ้องเขม็งมาที่จิ้งจอกหนุ่มราวกับรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายดี
เคไนน์เหยียดยิ้มแล้วกล่าวกลับไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ดีแล้วงั้นหรือที่จะให้ข้าเป็ภูตให้เทนน่ะมันจะขี้โกงคนอื่นไปหน่อยกระมัง"
"มีแค่อสูรมาช่วยมันจะขี้โกงขึ้นตรงไหน" ญาติคนอื่นหันมองด้วยสีหน้าไม่ชอบใจกับท่าทางหยิ่งผยองของจิ้งจอกอสูรสีเงินเทพินก็เลิกคิ้วมองด้วยเช่นกัน
"จะไม่โกงได้อย่างไร ก็ข้าเก่งมากนี่นา"จิ้งจอกหลงตัวเองไหวไหล่ ก่อนจะได้รับรางวัลเป็สันมือแข็งๆจากเด็กหนุ่มข้างตัวไปหนึ่งที
"เคไนน์อย่าหลงตัวเอง"
"ก็ข้าเก่งจริงๆ นี่นา เ้าก็รู้"
"ผมรู้ แต่ไม่ต้องประกาศโจ่งแจ้งได้ไหม หมั่นไส้ครับ"
"แล้วเธอจะเอายังไงเทพินจะเข้าร่วมพิธีผู้สืบทอดด้วยหรือเปล่า" ชายชราเอ่ยถามเด็กหนุ่มตรงๆไม่สนใจเสียงคัดค้านของใครทั้งสิ้น ดวงตาสีส้มของชายชราสบกับดวงตาสีม่วงอ่อนนั้นจริงจังมากทีเดียวแต่ก็ไม่ได้กดดันหรือบังคับขู่เข็นใดๆ
"ถ้ามันเป็พิธีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ผมก็จำเป็ต้องเข้าร่วมเท่านั้นล่ะครับ"เทพินยิ้มเหยียดตอบกลับไป "ส่วนเื่ตัวแทนผมว่าไม่ต้องหรอกเดี๋ยวมีคนแพ้แล้วจะพาล"
คำพูดแม้จะดูสุภาพและหน้าตาก็นิ่งสงบแต่ไม่รู้ทำไมกลับกระตุ้นให้ผู้อื่นเดือดดาลได้อย่างบอกไม่ถูกญาติหลายคนจิกตามองเทพินจนแทบจะทำให้ร่างเล็กๆ นี่ทะลุเป็รู
"งั้นก็ตามใจ" ชายชราตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก"มาว่าด้วยเื่ของพิธีขอพรจากทวยเทพตระกูลเรามีเด็กพอทีจะเข้าร่วมพิธีขอพรได้แล้ว พิธีจะจัดขึ้นที่พอประชุมใหญ่ใจกลางเมืองในวันที่สี่หลังจากที่มีการคัดเลือกว่าที่ผู้นำเสร็จแล้วขอให้ผู้ปกครองของเด็กๆ เตรียมตัวให้พร้อมด้วย อย่าทำให้ฉันขายหน้าล่ะ"
"ครับ/ค่ะ!"คนทั้งหมดตอบรับอย่างขันแข็ง
"รวมๆ ก็มีเท่านี้"ชายชรากล่าวแล้วกระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ "การประชุมจบแล้ว พวกเธอทุกคนไปพักกันก่อน...ส่วนเทพิน เธอต้องอยู่คุยกับปู่ก่อน"
"ครับ"คนที่ต้องอยู่คุยตอบกลับแล้วโคลงหัวไปมา ส่วนคนอื่นๆที่ได้รับอนุญาตให้ไปพักได้แล้วก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องไปสายตาของพวกเขาไม่ได้เหลียวแลหรืออิจฉาใดๆ มาทางเด็กหนุ่มตาสีม่วงตอนนี้ในสมองของพวกเขาน่าจะมีแต่เื่ของพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดเพียงอย่างเดียว
ในห้องตอนนี้เหลือชายชรา อริชา เทพินและจิ้งจอกอสูรเท่านั้นสายตาของบุรุษทั้งหลายเหลือบไปมองอริชาที่ไม่ยอมออกจากห้องไปอย่างไม่เข้าใจ
"เธอจะอยู่ฟังด้วยหรือไงอริชา" ชายชราถามหลานสาวอีกคนของตน
"แน่นอนค่ะ ถ้าเป็เื่ที่เกี่ยวกับเทนหนูเองก็อยากจะรับรู้ด้วย"อริชาตอบกลับเสียงขึงขัง
"ถ้าอย่างนั้นก็เข้าเื่กันเลยแล้วกัน"ชายชราถอนหายใจเฮือกหันไปทางจิ้งจอกอสูร "ขอแนะนำตัวกับคนที่ไม่รู้จักก่อนแล้วกันฉันชื่อนิกร ภาคีพิทักษ์ เป็ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน"
"ข้ารู้อยู่แล้ว" เคไนน์กล่าว
"รู้ได้ยังไง เทนเล่าให้ฟังหรือ"อริชาถามอย่างฉงน ดูแล้วเทพินไม่น่าจะเป็คนเล่าเื่ครอบครัวให้ใครฟังง่ายๆโดยเฉพาะกับอสูรที่เหมือนจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
"ก็ข้าอยู่ที่นี่มาตั้งนานนี่นา"จิ้งจอกอสูรยิ้ม "นี่เ้าจำข้าไม่ได้หรืออริชา ข้าเคไนน์ไงล่ะ"
"เอ๊ะ? จิ้งจอกแคระเมื่อตอนนั้น!!"
"ไม่แคระเฟ้ย!แค่แกนพลังปริร้าวขนาดตัวเลยเล็กลง ตอนนี้ซ่อมแล้ว!!"
"อ้อ มิน่าถึงได้นั่งใกล้เทนได้ทั้งที่เด็กคนนี้ไม่เคยยอมให้ใครแท้ๆ"
"ก็เห็นยอมให้ข้าตลอดนี่นา" จิ้งจอกอสูรพูดอย่างอวดๆท่าทางน่าหมั่นไส้สมควรตบรางวัลให้สักทีสองทีซึ่งเทพินก็ไม่พลาดตบอีกฝ่ายตกเก้าอี้ไปเลย
"พูดมากน่าเคไนน์"
นิกรและอริชาหัวเราะกับท่าทางสนิทสนมกันของทั้งคู่เทพินที่ดูมีชีวิตชีวาอย่างนี้ไม่ได้พบเห็นง่ายๆ ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ดูท่าว่าการส่งอีกฝ่ายไปข้างนอกจะเป็ทางเลือกที่ดี
"แล้วท่านปู่มีเื่อะไรจะคุยงั้นหรือ?"เทพินถามกลับเข้าเื่
"ก็ว่าจะคุยตามประสาปู่หลานนี่แหละ สองปีมานี้สบายดีหรือเปล่าเทน"
"ก็สบายดีครับ ดีกว่าอยู่ที่นี่"
"ก็ดีแล้ว" นิกรพยักหน้าอย่างพอใจ"แล้วชอบของขวัญที่ส่งไปให้หรือเปล่า นั่นปู่ตั้งใจหามากเชียวนะ"
"หมายถึงหีบทองคำนั่นน่ะเหรอครับไม่ถูกใจเลยสักนิด"
"หีบทองคำอะไร?"นิกรและอริชาเอียงคอมองอย่างฉงนดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่ของขวัญที่พวกเขาส่งไปให้เด็กคนนี้นะเทพินและเคไนน์ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงหันมามองหน้ากันเอง
"ของที่ส่งไปให้ไม่ใช่อันนี้เหรอ?"เคไนน์ดีดนิ้วเรียกเอาหีบทองคำออกมา หีบใบเล็กเ้าปัญหานี่จิ้งจอกอสูรพบมันติดตัวตลอดสองปู่หลานขมวดคิ้วมองหีบนั่นเงียบๆ
"ไม่นะ ท่านปู่ไม่เคยส่งของชิ้นนี้ให้เทนเลยของที่ส่งพี่กับท่านปู่เป็คนเลือกเองกับมือ มันเป็แล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดน่ะ"อริชาตอบอย่างจริงจัง
"หา? แล็ปท็อป..." เทพินรู้สึกรับไม่ได้"แล็ปท็อปกลายเป็หีบทองคำ นี่มันเป็การแลกที่ไม่คุ้มค่าเลยสักนิดใครบังอาจขโมยแล็ปท็อปรุ่นใหม่ของผมไป!"
"ข้าว่าเ้าไม่น่าห่วงเื่นั้น"เคไนน์เคาะหัวเด็กหนุ่มที่เหมือนจะหลงประเด็น นิกรและอริชาเองก็ส่งสายตาเอือมระอามาให้ความสุภาพยังไม่ช่วยกลบความพิลึกของเด็กคนนี้ได้เลย
"นั่นสินะ เราต้องหาตัวคนร้ายขโมยแล็ปท็อปก่อน"
"คนที่เปลี่ยนสิ่งของในกล่องต่างหาก!"
"เหมือนกันแหละ แล้วท่านปู่กับพี่ชาคิดว่ายังไงล่ะครับเป็ฝีมือใครได้บ้าง" เทพินหันไปถามคนที่น่าจะรู้
สิ่งของที่ส่งจากเมืองชั้นในออกไปนั้นล้วนตราด้วยผนึกอย่างดีจากไกราสายผนึกผู้ที่จะแกะสิ่งของนั้นได้มีเพียงผู้ที่ถูกระบุชื่อลงบนหน้าซองหรือกล่องเท่านั้นทำให้ของทุกชิ้นปลอดภัยจนถึงมือผู้รับและตอนรับมาเทพินก็รู้สึกว่ากล่องของเขาเป็แค่กล่องธรรมดาไม่ลงผนึก...
"เื่นี้ปู่เองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จะสืบให้" การที่มีคนมาเปลี่ยนสิ่งของที่ส่งให้หลานชายของเขาอย่างนี้นิกรไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน
"งั้นก็ฝากด้วยนะครับท่านปู่"เขาฝากความหวังไว้กับปู่ว่าจะเอาแล็ปท็อปคืนมาให้ได้ เครื่องหนึ่งราคาไม่ใช่น้อยๆแถมเครื่องเก่าของเขาก็สภาพร่อแร่แล้วด้วย ยังไงก็ต้องได้เครื่องใหม่มาเปลี่ยนให้ได้
"แล้วเื่พิธีสืบทอดนั่นเ้าจะให้เทนเข้าร่วมจริงๆหรือ" จิ้งจอกอสูรหันไปถามนิกรสีหน้าเขาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดของชายชรา
"มันช่วยไม่ได้ กฎต้องเป็กฎ"
"แต่ว่าเทน... ่นี้... เอ่อ..."จิ้งจอกอสูรไม่กล้าบอกความจริง ่นี้เทพินพลังน่ากลัวมากควบคุมความเสถียรของพลังได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นพาเด็กหนุ่มไปทดสอบด้วยเขากลัวสนามจะทนพลังไม่ได้จะะเิเละเทะน่ะสิ
"ผมบอกจะเข้าร่วมก็ต้องเข้าสิเคไนน์"เทพินเอ็ดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังแต่จิ้งจอกอสูรที่อยู่ด้วยกันมานานก็ยังอดห่วงไม่ได้
"ไม่เข้าไม่ได้หรือเทน มันอันตรายนะ"
"นายเคยห่วงอันตรายต่อตัวผมด้วยหรือไงเคไนน์เมื่อเดือนก่อนนั่นไม่เห็นพูดอย่างนี้"
"อุ๊!" การที่ถูกเชือดเฉือนด้วยสายตาและวาจาทำให้เคไนน์พูดไม่ออกเหมือนถูกตอกย้ำด้วยความจริง
ชายชราและหญิงสาวคนงามไม่ได้รู้เื่อะไรจึงมองทั้งสองคนตาปริบๆแต่เห็นจิ้งจอกอสูรเถียงเทพินไม่ได้ก็เป็อันสรุปว่าเทพินจะต้องเข้าร่วมพิธีอย่างแน่นอน
"มีอะไรจะคุยอีกหรือเปล่าท่านปู่"เทพินเอ่ยถามขึ้นมาก่อนจะยิ้มน้อยๆ อย่างคนที่ดูจะสบายอกสบายใจ นิกรเหลือบมองเคไนน์อยู่ครู่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรอีกแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาแต่ชายชราจึงเงียบแล้วส่ายหน้าไปมาพลางตอบ
"ไม่มีอะไรจะคุยแล้วล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นผมจะได้ไปพักสักทีเหนื่อยจะแย่แล้ว" เทพินลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปมองจิ้งจอกอสูรที่หงอยลงไปถนัดตา"ไปกันเถอะเคไนน์ นั่งนานๆ แล้วปวดหลังชะมัด"
"อื้อ แต่ข้าหิวมากกว่า"
"งั้นไปหาอะไรกินก่อนค่อยไปหาโรงแรมพักก็แล้วกัน"
"เดี๋ยวสิ! ทำไมต้องไปพักที่อื่นทำไมไม่พักที่บ้านล่ะเทน!!" คุณพี่สาวเอ่ยรั้งก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินไปที่ประตูเด็กหนุ่มตาสีม่วงหันมองเธอแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วถามกลับไป
"ที่นี่มีห้องพักสำหรับผมด้วยเหรอ?"
"มีแน่นอนอยู่แล้ว ห้องเดิมของนายไงเทน!"อริชาพูดแล้วยิ้มมุมปากน้อยๆ เื่ห้องนอนน้องชายนั้นเธอไม่เคยทิ้งร้างไว้หรอกนะ
"ขอบคุณมากครับพี่สาว"เทพินยิ้มให้อย่างนุ่มนวล รอยยิ้มจริงใจไม่เสแสร้งนั้นสร้างพลังทำลายต่อหัวใจพี่สาวแท้ๆคนนี้นัก อริชายิ้มแก้มปริทันที
"งั้นไปพักก่อนเถอะส่วนมื้อเย็นพี่จะให้คนเตรียมให้"
"ครับ"เทพินพยักหน้าก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของเขาที่เคยอาศัยอยู่ที่นี้มาก่อนเมื่อเด็กหนุ่มตาสีม่วงและจิ้งจอกอสูรออกไปจากห้องแล้ว หญิงสาวผู้สง่างามก็เปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิง
"ว๊ายๆ เทนเทนยิ้มด้วยล่ะ น่ารักจังเลยน้องพี่เสียดายจริงๆ ไม่มีกล้องถ่ายรูป ท่านปู่ๆเราแอบไปติดกล้องที่ห้องของเทนดีไหมคะ"หญิงสาวหันมาส่งสายตาเป็ประกายให้กับชายชราที่กำลังมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
"ให้ความเป็ส่วนตัวน้องบ้างอะไรบ้างอริชา"
"แหม ก็ให้ไปตั้งสองปีแล้วนี่นา่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันฉันคิดถึงจะแย่แล้ว ไม่ได้การต้องไปเก็บภาพเทนเข้าคอลเล็กชั่นเพิ่มแล้ว สองปีมานี้โตขึ้นมาก ส่วนสูงก็เพิ่มไม่รู้จะมีอะไรเพิ่มอีกไหม เหะๆ เหะๆ"
สติของอริชาปลิวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ นิกรถอนหายใจออกมายาวๆอย่างเหนื่อยใจและลำบากใจในตัวหลานทั้งสองคนของเขาและเป็ห่วงเทพินเป็พิเศษที่มีพี่สาวเป็สตอล์กเกอร์ตามถ่ายรูปมาเก็บเป็อัลบั้มไว้หลายสิบเล่มก็ได้แต่หวังว่าเด็กหนุ่มจะรู้ตัวและระวังตัวเองจากพี่สาวบ้าง
อริชาเช็ดน้ำลาย "ต้องใช้พลังพรเทพอำพรางตัวไปถ่ายแล้วล่ะ"
ซึ่งดูแล้วคงยากพิกล ปู่ขอไว้อาลัยให้หลานชาย...