ปลายพู่กันเรียวเล็กแต้มลิปสติกสีแดงก่ำลงบนริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเบามือ ก่อนที่ ‘ฟ้า’ เพื่อนสนิทร่วมคณะจะจับไหล่ทั้งสองข้างของมินตราให้หันไปเผชิญหน้ากับบานกระจกเงาบานใหญ่
"พระเ้าช่วย... มิ้นท์ แกสวยมาก สวยจนฉันขนลุกไปหมดแล้ว!"
มินตรากะพริบตาถี่ๆ มองเงาสะท้อนของตัวเองด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน เด็กสาวสวมแว่นตาหนาเตอะในชุดนักศึกษารุ่มร่ามหายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าซาตินสีเขียวมรกตที่ขับผิวขาวจัดให้ดูผุดผ่อง เส้นผมที่เคยถูกมัดลวกๆ ปล่อยสยายดัดลอนใหญ่ระแผ่นหลัง คอนแทคเลนส์ที่เพิ่งเคยใส่เป็ครั้งแรกทำให้ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักถูกซ่อนไว้โดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"มัน... ไม่โป๊ไปเหรอฟ้า ฉันไม่ชินเลย" มินตรายกมือขึ้นปิด่อกที่เว้าลึกกว่าปกติ ผิวเนื้อสั่นระริกด้วยความไม่มั่นใจ
"โป๊อะไรล่ะ! งานเฟรชชี่ไนท์ปีนี้ธีมแกสบี้ แกเป็ถึงพี่ปีสี่ จะให้ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปคุมน้องหรือไง" ฟ้าตีมือเพื่อนเบาๆ "เลิกทำตัวซ่อนรูปได้แล้ว คืนนี้แกต้องเฉิดฉาย ให้พวกผู้ชายในคณะที่เคยมองข้ามแกตาค้างไปเลย!"
มินตราฝืนยิ้ม แม้จะยังประหม่าแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ เธอเองก็อยากลองก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ดูสักครั้ง ั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลธนพ เธอต้องทำตัวลีบเล็กและรองรับอารมณ์ร้ายกาจของอาชวินจนแทบไม่มีอากาศหายใจ คืนนี้... เธอแค่อยากเป็ตัวของตัวเอง อยากสนุกกับชีวิตวัยรุ่น่สุดท้ายก่อนจะเรียนจบ
มือเล็กคว้ากระเป๋าคลัตช์ใบเก่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวออกจากห้องนอน
เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็จังหวะเชื่องช้าขณะที่มินตราเดินลงบันได ทว่าก้าวของเธอต้องชะงักค้างเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น
อาชวินอยู่ในชุดลำลอง เสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นลวกๆ ในมือถือแก้ววิสกี้ เขากำลังเลื่อนดูข้อมูลในแท็บเล็ตด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เสียงฝีเท้าที่ผิดแปลกไปทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมอง
วินาทีที่ดวงตาคมกริบสบเข้ากับร่างบางบนบันได มือหนาที่จับแก้วคริสตัลเผลอบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก้อนน้ำแข็งในแก้วหยุดกระทบกัน อาชวินรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
ชุดเดรสสีมรกตที่แนบไปกับส่วนโค้งเว้า รอยผ่าด้านข้างที่เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนยามก้าวเดิน และดวงตากลมโตที่ไร้กรอบแว่นตาบดบัง... มันดึงดูดสายตาจนเขารู้สึกรุ่มร้อนในอกอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีที่คิดว่าจะมีผู้ชายคนอื่นได้เห็นเธอในสภาพนี้
เขากระแทกแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่นจนมินตราสะดุ้ง
"แต่งตัวร่านๆ แบบนี้ กะจะไปเสนอตัวให้ใคร?"
คำทักทายแรกที่หลุดออกจากปากชายหนุ่มทำลายความมั่นใจที่ฟ้าอุตส่าห์ปั้นแต่งให้จนป่นปี้ มินตราเม้มริมฝีปากที่เคลือบสีแดงสดแน่น พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
"ฉันแค่แต่งตามธีมงานของคณะค่ะ มันคืองานเลี้ยง ไม่ใช่งานวัด"
อาชวินผุดลุกขึ้นยืน สาวเท้าเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีคุกคาม มินตราก้าวถอยหลังไปหนึ่งขั้นตามสัญชาตญาณ แต่เขาก็ตามมาประชิดจนปลายรองเท้าแทบจะชนกัน สายตาดุดันกวาดมองเนินอกที่โผล่พ้นขอบเดรส ก่อนจะตวัดขึ้นมองใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีต
"ธีมงาน หรือธีมหาผัวกันแน่" เขาแค่นหัวเราะ กระซิบชิดใบหูจนเธอได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ "ไอ้หน้าจืดนั่นคงน้ำลายหกสิท่า ตอนเห็นเธอแก้ผ้า... เอ้ย ถอดแว่นตาออกน่ะ"
"คุณคินน์! หยุดดูถูกฉันเดี๋ยวนี้นะ!" มินตราเชิดหน้าขึ้น สบตากับเขาตรงๆ "ฉันจะมีสิทธิ์แต่งตัวยังไง มันก็ร่างกายของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์"
"มีสิ" มือหนาคว้าหมับเข้าที่ปลายคางมน บีบเบาๆ แต่แฝงไปด้วยการบังคับ "ในฐานะคนที่ต้องใช้นามสกุลเดียวกับเธอเพื่อบังหน้าสังคม ฉันขอสั่งห้าม... กลับมาเกินเที่ยงคืน ถ้าเธอช้าไปแม้แต่นาทีเดียว ฉันจะล็อกประตูบ้าน แล้วเธอก็ไปนอนข้างถนนซะ"
เขาสะบัดมือออกราวกับรังเกียจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาจิบ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเธออีก มินตราระบายลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาทางปาก ขอบตาร้อนผ่าวแต่เธอรีบกะพริบไล่มันกลับไป เธอจะไม่ยอมร้องไห้ให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้เห็นเด็ดขาด
เด็กสาวหมุนตัวเดินออกไปขึ้นรถแท็กซี่ที่ฟ้าเรียกมารอไว้ อาชวินมองตามแผ่นหลังบอบบางที่กลืนหายไปในความมืดผ่านกระจกบานใหญ่ ฟันกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็สันนูน ความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้พุ่งทะยานจนเขาแทบอยากจะปาแก้วในมือทิ้ง
แสงไฟสปอตไลต์หลากสีสาดส่องไปทั่วบริเวณลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงเบสจากลำโพงตัวใหญ่ดังกระหึ่มจนพื้นะเื บรรยากาศงานเฟรชชี่ไนท์เต็มไปด้วยความคึกคักของนักศึกษาหลายร้อยชีวิต
ทันทีที่มินตราปรากฏตัว เสียงพูดคุยรอบข้างก็เงียบลงชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบกระซาบและสายตาที่จับจ้องมาเป็จุดเดียว
"นั่นพี่มิ้นท์ปีสี่จริงดิ... บ้าไปแล้ว โคตรสวยเลย"
เตชินท์ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดคิวรุ่นน้องบนเวทีหันมาตามเสียงฮือฮา ทันทีที่เห็นร่างระหงในชุดสีเขียวมรกต ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รอยยิ้มอบอุ่นถูกประดับขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขารีบฝ่าฝูงชนเดินตรงเข้ามาหาเธอทันที
"มิ้นท์..." เตชินท์ครางชื่อเธอเสียงแ่ สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย "เต้แทบจำไม่ได้เลย สวย... สวยมากๆ"
"ขอบใจนะเต้ ฟ้ามันบังคับแต่งน่ะ เราเองก็ทำตัวไม่ค่อยถูกเหมือนกัน" มินตรายิ้มเขินๆ ยกมือขึ้นลูบต้นแขนตัวเองแก้เก้อ
"ไม่ต้องเกร็งหรอก คืนนี้มิ้นท์สวยที่สุดในงานแล้ว" เตชินท์เอื้อมมือมาแตะข้อศอกเธอเบาๆ "ไปนั่งตรงโซนวีไอพีของพวกสตาฟฟ์ดีกว่า ตรงนี้คนเบียดเยอะ เดี๋ยวมิ้นท์จะอึดอัด"
เตชินท์พามินตรามานั่งที่โต๊ะมุมสุดซึ่งค่อนข้างเป็ส่วนตัว เขาดันแก้วน้ำอัดลมมาให้และนั่งคุยเป็เพื่อนเธอได้เพียงไม่นาน เสียงวิทยุสื่อสารที่เอวของเขาก็ดังขัดจังหวะ
‘พี่เต้ครับ! แอมป์ฝั่งซ้ายช็อตครับ ควันขึ้นเลย พี่รีบมาดูด่วน!’
เตชินท์สบถเบาๆ ด้วยความขัดใจ เขามองหน้ามินตราอย่างลังเล "มิ้นท์ เต้ต้องไปดูเครื่องเสียงหลังเวทีแป๊บนึงนะ มิ้นท์นั่งอยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวเต้รีบกลับมา"
"ไปเถอะเต้ ไม่ต้องห่วงเรา นั่งตรงนี้ไม่ได้ไปไหนหรอก" มินตราพยักหน้ารับรอง
เตชินท์วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มินตรานั่งอยู่ตามลำพัง ท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยเมื่อไม่มีใครมาจับจ้องใกล้ๆ ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก
"น้องมิ้นท์ใช่ไหมครับ?"
เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง มินตราหันไปมองและพบกับ ‘ท็อป’ รุ่นพี่ที่เรียนจบช้ากว่าเกณฑ์ เขาเป็คนดังในคณะด้วยฐานะที่ร่ำรวยและชื่อเสียงเื่ความเป็เพลย์บอย ท็อปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เธอพร้อมกับรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ไปไม่ถึงดวงตา
"พี่ท็อป... สวัสดีค่ะ" มินตรายกมือไหว้ตามมารยาท
"ไม่ยักรู้ว่าไข่มุกเม็ดงามของคณะเราจะซ่อนรูปขนาดนี้" ท็อปถือวิสาสะกวาดสายตามองเรือนร่างของเธออย่างจาบจ้วง ก่อนจะเลื่อนแก้วค็อกเทลสีสวยที่ถือติดมือมาด้วยวางลงตรงหน้าเธอ "ชนแก้วกับพี่หน่อยสิ ถือซะว่าฉลองที่น้องมิ้นท์ยอมสลัดคราบสาวแว่น"
"เอ่อ... มิ้นท์ไม่ค่อยดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ" มินตราปฏิเสธอย่างสุภาพ พยายามขยับตัวออกห่าง
"แค่น้ำผลไม้ผสมวอดก้านิดหน่อยเองน่า ไม่เมาหรอก ถ้าน้องมิ้นท์ไม่ดื่ม พี่เสียใจแย่เลยนะ อุตส่าห์เดินเอามาให้ถึงที่" ท็อปตื๊อไม่เลิก น้ำเสียงเริ่มแกมบังคับ
ด้วยความขี้เกรงใจและไม่อยากมีปัญหาในงานของคณะ มินตราจึงจำใจเอื้อมมือไปหยิบแก้วค็อกเทลนั้นขึ้นมาแตะริมฝีปาก เธอจิบไปเพียงอึกเล็กๆ รสชาติหวานปะแล่มของผลไม้กลบกลิ่นแอลกอฮอล์จนมิด
"แค่นี้พอแล้วนะคะ" เธอวางแก้วลง
"เก่งมากครับ" ท็อปกดยิ้มลึก
เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงห้านาที ท่ามกลางจังหวะเพลง EDM ที่บีทหนักหน่วง มินตราเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาจากภายใน ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด อุณหภูมิในร่างกายร้อนผ่าวขึ้นอย่างฉับพลันราวกับมีไฟสุมอยู่ใต้ิั ภาพแสงไฟสปอตไลต์ตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและหมุนเคว้ง
เธอสะบัดศีรษะแรงๆ พยายามสูดอากาศเข้าปอด แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกวิงเวียน มือเล็กจิกขอบโต๊ะแน่นจนเล็บเปลี่ยนสี อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่อาการเมาแอลกอฮอล์ธรรมดาแน่ๆ
"มิ้นท์... เป็อะไรหรือเปล่า หน้าแดงหมดแล้ว" ท็อปขยับเข้ามาใกล้จนไหล่แทบจะเกยกัน มือหนาและชื้นเหงื่อของเขาเอื้อมมาลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธออย่างถือวิสาสะ
มินตราขนลุกซู่ด้วยความขยะแขยง เธอพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่กล้ามเนื้อกลับอ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย "อย่า... มาโดนตัวฉัน ฉันจะไปหาเต้..."
"ไอ้เต้มันยุ่งอยู่หลังเวทีนู่น ไม่ว่างมาดูแลน้องมิ้นท์หรอก" ท็อปกระซิบ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็คุกคามชัดเจน เขาฉวยโอกาสสอดแขนเข้าที่เอวคอด รั้งร่างที่เริ่มโอนเอนไร้สติให้เข้ามาแนบชิด "น้องมิ้นท์เมามากแล้ว ไปพักที่รถพี่ดีกว่านะ เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้"
"ไม่... ปล่อย..." มินตราพยายามเค้นเสียง แต่มันกลับแ่เบาเหมือนเสียงกระซิบ ความหวาดกลัวพุ่งทะลุขีดสุดเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งกลืนอะไรลงไป ยาเสียสาว... เธอเคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต แต่งานของคณะที่มีคนพลุกพล่านแบบนี้ เธอไม่คิดเลยว่าจะมีคนกล้าทำ
ในจังหวะที่สติกำลังจะดับวูบ แรงสั่นะเืจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าคลัตช์ก็ดังขึ้น มินตรารวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายล้วงมือเข้าไปหยิบมันออกมา หน้าจอสว่างวาบโชว์ชื่อสายเรียกเข้า
‘อาชวิน’
ผู้ชายที่เพิ่งขู่จะทิ้งเธอไว้ข้างถนนกำลังโทรมาหา นิ้วหัวแม่มือของเธอสั่นเทา พยายามจะเลื่อนปุ่มรับสายเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ภาพตรงหน้ามันเบลอจนมองไม่เห็นทิศทาง
"ว้า... มีคนโทรมาขัดจังหวะซะได้"
ท็อปแย่งโทรศัพท์ไปจากมือเธออย่างง่ายดาย เขากดตัดสายทิ้งแล้วยัดมันกลับลงไปในกระเป๋า ก่อนจะรวบตัวมินตราที่บัดนี้ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านขึ้นประคอง
"ไม่ต้องรับหรอกครับ คืนนี้ยาวไกล... เรามีเื่ต้องทำความรู้จักกันอีกเยอะ"
ดวงตาของมินตราเบิกค้าง น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลรินลงมาอาบแก้ม ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก่อนที่สติสัมปชัญญะจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด คือรอยยิ้มหิวหายของมัจจุราชที่กำลังพยุงเธอเดินออกไปทางประตูหลังที่ไร้ผู้คน
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นอีกครั้งเป็ครั้งที่สอง ทว่าคราวนี้... ไม่มีใครสามารถกดรับมันได้อีกต่อไป