ไตรภพขับรถมาจนถึงประตูทางเข้าของค่ายทหารที่มีตัวอักษรตัวใหญ่โชว์อยู่ติดกับประตูทางเข้า เหนือซุ้มดอกไม้ ‘กองพันทหารจังหวัดน่าน’
“มาทำอะไรครับ”
ทหารรักษาการณ์ตรงประตูเอ่ยถามไตรภพพลางมองสิ่งผิดปกติในรถยนต์ ส่วนทหารอีกคนเดินรอบรถยนต์เพื่อตรวจสอบ
“มาหาพ่อไอชยุตพล”
“!!!”
ไตรภพจำไม่ได้ว่าพ่อของชยุตพลชื่ออะไรจึงบอกไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในขณะที่ทหารที่ได้ยินคำตอบนั้นชี้ปืนไปทางไตรภพทันที
“ลงมาจากรถเดี๋ยวนี้”
ทหารเมื่อได้ยินไตรภพเรียกไม่ให้เกียรติรองผู้บังคับกองพันแบบนี้มันจึงแสดงความเป็ศัตรูกับชายหนุ่มเพราะมันรู้ว่าชยุตพลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจังหวัดมีแค่คนเดียว นั่นคือลูกชายคนเดียวของพันเอกเสถียร
“วอไปแจ้งเบื้องบนว่ามีผู้ก่อกวน”
อั่ก
ไตรภพไม่รอให้ทหารคนนั้นสั่งการใดๆ บีบไปที่ลำคอ ใช้แรงยกตัวทหารลอยขึ้นจนสุดแขน มองไปที่ใบหน้าของมันอย่างเ็า
“พ่อไอชยุตพลอยู่ที่ไหน!!!”
“ปล่อยนะเว้ยถ้าไม่ปล่อยแกโดนยิงแน่”
ทหารอีกคนพอเห็นเพื่อนร่วมเฝ้าประตูตวาดเสียงดังหลังจากเห็นไตรภพได้ทำร้ายเพื่อนทหารของมัน แต่ไตรภพไม่รอช้าใช้มืออีกข้างปล่อยเพลงหมัดเทพอสูร กระบวนท่าแรก ‘เทพอสูรคลั่ง’ เงาของพลังหมัดกระแทกทหารคนนั้นสลบไป
“อย่าร้องทำตัวปกติ ไม่งั้นฉันฆ่าแกแน่”
ไตรภพขู่ทหารที่ชายหนุ่มบีบคออยู่ไม่ให้ทหารคนนั้นส่งเสียง เนื่องจากเกรงว่าทหารจะเรียกทหารคนอื่น ๆ มาที่เกิดเหตุ
กร๊อบ
ไตรภพเพิ่มพลังลมปราณเข้าไปในมือที่กำลังบีบคอทหารคนนั้นอยู่ทำให้มันทรมานจากการขาดอาการหายใจตาเหลือกโปนขึ้นเมื่อไตรภพขู่ให้ทหารคนนั้นหวาดกลัวแล้ว จึงค่อย ๆ คลายมือออก
ทหารคนนั้นหายใจหอบเหมือนกับจะตายไตรภพลากร่างของทหารที่ไตรภพซัดสลบ ไปในป้อมของทหารก่อนที่จะเปลี่ยนชุดของคนนั้นพร้อมลากทหารที่บีบคอเมื่อครู่ไปที่รถทหารซึ่งจอดหลังป้อม
“แกขับไปไปที่พักพ่อไอชยุตพล อย่าตุกติก ฉันฆ่าแกได้ทุกเมื่อ”
ทหารคนนั้นพยักหน้าถี่ๆ ไม่กล้าเหลือบมองชายหนุ่มด้านข้าง มันขับรถทหารเข้าไปบริเวณค่ายจนกระทั่งถึงประตูที่ 2 ซึ่งมีทหารประจำอยู่สิบคนมากกว่าประตูใหญ่ด้านหน้าที่พวกมันประจำอยู่เสียอีกหากถามว่าทำไมพวกมันถึงประจำเพียงแค่สองคนเพราะว่าอยู่ใน่สลับสับเปลี่ยนกำลังพลระหว่างแลกเวรกันอยู่นั่นเอง
“อ่าว หมู่ไม่เฝ้าประตูหละ เข้ามาในนี้ทำไม”
ทหารประตูสองถามทหารที่ขับรถตัวมันเองมีความสนิทสนมคุ้นเคยอยู่พอสมควร จึงแย้มยิ้มถามอย่างไม่ได้สังเกตอะไร
“พอดีท่านรองฯเรียกพบครับ”
ทหารคนนั้นเอ่ยเสียงเบาพยายามที่จะไม่เผยพิรุธใด ๆ ออกมา ทันทีที่ทหารเฝ้าประตู 2 ได้ฟังดังนั้น จึงไม่กล้ารั้งพวกเขาให้อยู่นานปล่อยเข้าไปทันที
ไตรภพนั่งรถทหารผ่านประตูมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงประตูที่ 5ซึ่งเป็ประตูสุดท้ายหน้าอาคารประจำการของรองผู้บังคับบัญชากองทัพจังหวัด ‘พันเอกเสถียร ศิริรุ่งเรืองกูล”ผู้มากอำนาจในค่ายแห่งนี้
“เข้ามาทำอะไร”
ทหารเฝ้าประตูถามเสียงเข้มพลางเดินตรวจรถอย่างละเอียดราวกับรถคันนี้ไม่ใช่รถของทหารซึ่งทหารที่ประจำอยู่บริเวณประตูนี้มาถึงยี่สิบคนเลยทีเดียวได้สะท้อนให้เห็นถึงบารมีของพันเอกเสถียรผู้นี้ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
“พะ พบท่านรอง”
ทหารคนขับบอกตะกุกตะกักเหงื่อเม็ดโป้งไหลรินบริเวณใบหน้าขาสั่นจนเกิดเสียงที่เกิดจากการกระแทกคอนโซลด้านล่างของรถ
“จอดรถด้านนู้น แล้วลงมา”
ทหารเฝ้าประตูหลังจากตรวจคุ้นรถเสร็จแล้วจึงให้ทหารสองคนที่อยู่บนรถ เดินออกมาจากรถทั้งยังตรวจร่างกายของพวกเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง
“เฮ้ย ทำไมหน้าแกไม่เหมือนในบัตร”
ทหารคนนั้นมองบัตรซึ่งติดอยู่กับเสื้อสลับกับหน้าของไตรภพมันเป็ใบหน้าที่ไม่ตรงกับในบัตร มันจึงโวยวายถามชายตรงหน้าทันที
ปัก
ไตรภพปัดข้อมือของทหารคนนั้นซึ่งกำลังจับบัตรบริเวณหน้าอกของไตรภพอยู่จนมันร้องไม่เป็ภาษา ก่อนที่ไตรภพจะคว้าลำคอของทหารคนนั้นเช่นเดียวกับทหารที่หน้าประตู1
“ไปบอกพ่อไอชยุตพลให้ออกมา”
ทหารบริเวณประตูที่เหลือต่างชี้ปืนM16ในมือมาที่ไตรภพทันที พวกมันล้อมไตรภพหน้ากระดานซึ่งทหารที่ขับรถมาให้กับไตรภพก็รีบเดินไปหลบด้านหลังของทหารเ่าั้
“มีรายงานที่ประตู1 ว่ามีผู้บุกรุกครับ”
ทหารคนหนึ่งที่ถือปืนอยู่ได้รับรายงานจึงได้แจ้งให้กับผู้บังบัญชาของมันในขณะนี้ให้ทราบพวกมันมองหน้าไตรภพอย่างโกรธแค้น
“แกปล่อยผู้หมวดซะ”
ทหารคนหนึ่งะโไปทางไตรภพที่กำลังบีบคอผู้บังคับหมวดประจำประตูอยู่ ดูเหมือนไตรภพจะไม่ลดแรงที่บีบลงแม้แต่นิดเดียว
“ฉันจะพูดครั้งที่2ไปตามพ่อไอชยุตพลมา!!!!!!!!!!!!”
อั่ก
ผู้บังคับหมวดซึ่งโดนบีบคออยู่เริ่มหายใจไม่ออกมือแกว่งไปมาราวกับอยากจะคว้าอะไรสักอย่างเพื่อให้หายจากการทรมานเช่นนี้
“แจ้งไปทางท่านรองเร็ว”
ทหารที่ล้อมวงอยู่นั้นรีบแจ้งไปทางหน้าห้องของพันเอกเสถียรทันทีเพียงระยะเวลา 2 นาทีได้ปรากฎทหารจำนวนร้อยกว่าคน อาวุธครบมือ เดินตามหลังของทหารผู้หนึ่งอายุประมาณสี่สิบปีบนยศประดับบ่า ‘พันโท’ ที่แท้มันคือพันโทอดิสรมือขวาของพันเอกเสถียรนั่นเอง
“ไอเด็กน้อยแกเป็ใครกัน มาสร้างความวุ่นวายที่นี่”
พันโทอดิสรเดินมาเผชิญหน้ากับไตรภพด้านหลังของมันมีทหารอาวุธครบมือมากกว่าหนึ่งร้อยนายชี้ปืนไปยังไตรภพพร้อมที่จะลั่นะุได้ทุกเมื่อ
“พ่อของไอชยุตพลจับแม่และน้องของฉันมา”
“แกคือไตรภพ?”
พันโทอดิสรประมวลความคิดโดยเร็วจากการได้รับรายงานไม่ใช่ชายหนุ่มตรงหน้าเสียชีวิตในกองปราบจังหวัดไปแล้วหรอกหรอแล้วเหตุใดถึงปรากฏอยู่ตรงหน้ามันหละ
“ใช่ ฉันเอง แกสินะที่ไปจับแม่และน้องฉันมา”
ไตรภพพูดเสียงเย็นมันจับเสียงอดิสรได้จากปลายสายประสาทััของผู้บ่มเพาะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญจะสามารถเทียบเคียงได้
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกออกจากคุกได้อย่างไง แต่ในเมื่อแกมาถึงที่แล้ว ฉันคงปล่อยแกไว้ไม่ได้”
พันโทอดิสรเค้นเสียงพูดกับไตรภพการนำชายหนุ่มไปมอบให้กับพันเอกเสถียรตัวมันเองต้องได้รับคำชมทั้งยังเพิ่มตัวประกันในการต่อรองกับพันตรีชัยยุทธ์อีกทางหนึ่ง
“มีอะไรกัน”
เสียงพันเอกเสถียรดังขึ้นตัวมันเองอยู่ในชุดทหารเต็มยศ เดินออกมาจากอาคาร มองความวุ่นวายด้านนอกด้วยเสียงแปลกใจด้านหลังของมันมีทหารองครักษ์เดินตามอยู่สองคนเพื่ออารักขา
“รายงานครับท่านเด็กคนนี้ชื่อไตรภพ เป็หลานของพันตรีชัยยุทธ์ซึ่งกระผมได้รายงานกับท่านไปแล้วครับ”
พันโทอดิสรตะเบ๊ะแบบท่าทางทหารรายงานให้แก่พันเอกเสถียรฟัง ซึ่งพันเอกเสถียรรับฟังรายงานแต่ดวงตากลับจ้องเขม็งไปที่ไตรภพ
“หน้าไม่เห็นเหมือนพันตรีชัยยุทธ์เลยเป็หลานของมันจริงรึเปล่าวะ เอ็งเช็คแน่ใจรึยัง”
“ท่านครับไม่ผิดตัวแน่นอนครับ”
พันเอกเสถียรจ้องมองไตรภพอย่างพินิจใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าที่จับผู้บังคับหมวดของมันไว้ ดูหล่อเหลา สะอาดสะอ้านไม่เหมือนพันตรีชัยยุทธ์ที่มีผิวคล้ำ ใบหน้าหยาบกร้านเลยแม้แต่นิดเดียวจึงอดแปลกใจไม่ได้
“แกเอาแม่กับน้องฉันไปไว้ที่ไหน!!!”
ไตรภพเมื่อเห็นพันเอกเสถียรจึงเค้นเสียงถามออกมาด้วยอารมณ์ตอนนี้สติของไตรภพเริ่มพร่าเลือน ความ้าฆ่าทะลักไปทั่วร่างกายพร้อมที่จะสังหารทุกคนที่อยู่ตรงนี้
“ฉันเป็คนสั่งให้จับมาเองแกเองสินะที่ทำร้ายลูกฉัน จนลูกฉันต้องเข้าโรงพยาบาล”
“ลูกเป็สุนัขอย่างไรพ่อก็ไม่มีวันเป็สิงโตได้ฉันนั้น”
ไตรภพแค่นเสียงตอบเยาะเย้ยเมื่อได้ยินพันเอกเสถียรพูดถึงชยุตพล ไตรภพไม่มีความเกรงกลัวใด ๆเลยท่ามกลางการรายล้อมของบรรดาทหาร
“แกปากดีนักนะ”
“ถ้าแกไม่ปล่อยแม่และน้องฉันภายในสิบวิฉันจะทำให้พวกแกเสียใจจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
บรรดาทหารที่ถือปืนเล็งมาที่ไตรภพกลั้นขำไว้ไม่ไหวชายหนุ่มอ่อนแอตรงหน้าช่างคุยโม้โอ้อวดเสียจริงพูดราวกับว่าปืนร้อยกระบอกไม่สามารถทำอะไรกับตัวมันได้
“เหอะไอเด็กอวดดี”
พันเอกเสถียรสบถออกมามันมองไตรภพอย่างเกลียดชัง ไอเด็กโอหังด้านหน้าดูไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เลย ความคิดที่จะจับชายหนุ่มไว้เป็ตัวประกันดูเหมือนต้องคิดทบทวนใหม่
“สิบ”
“เก้า”
“แปด”
“เจ็ด”
“หก”
“ห้า”
“สี่”
“สาม”
“สอง”
“หนึ่ง”
ไตรภพนับถอยหลังจากสิบพูดออกมาให้บรรดาหทารที่ล้อมมันอยู่ได้ยิน เมื่อนับตัวเลขถอยหลังลงเรื่อย ๆทหารเ่าั้ต่างสอดนิ้วไปยังไกปืน เพ่งสมาธิไปยังตัวของไตรภพพร้อมที่จะยิงทุกเมื่อ
“ดูสิแกจะทำอะไรได้”
ผลัก
ไตรภพถีบทหารที่ชายหนุ่มจับเป็ตัวประกันไว้ไปเบื้องหน้าร่างของมันกระแตกใส่บรรดาทหารที่ถือปืนอยู่จนกระเด็นถอยหลังไปเกือบสิบคน
ฟ้าว
ชายหนุ่มใช้วิชาตัวัเทพเคลื่อนย้ายด้วยพลังลมปราณชนชั้นสีม่วงร่างของไตรภพเลือนหายไปจากเบื้องหน้า ปรากฏอยู่ด้านหลังของกองกำลังทหาร
ผลัก ผลัก ผลักผลัก
โอย โอย โอยโอย
ไตรภพใช้เพลงหมัดเทพอสูรกระบวนท่าที่หนึ่ง ‘เทพอสูรคลั่ง’ กระบวนท่านี้เหมาะสำหรับการจัดการศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าเป็ลักษณะของการตะลุมบอนรังสีจากเพลงหมัดจะกระจายเป็วงกว้างกระแทกใส่ศัตรูตามรัศมีของวงกลมข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือมันไม่อาจจะแยกแยะถึงมิตรและศัตรูได้