“คุณชายต่งนั่นเอง มีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ” เหม่ยอิงไม่อยากมีสัมพันธ์กับคนผู้นี้นัก ใบหน้าสีขาวเหมือนพังพอน ั์ตาที่ดูเ้าเล่ห์ ริมฝีปากยกขึ้นสูงเต็มไปด้วยความมั่นใจ เห็นแล้วทำให้นึกถึงดาราบางคน
“ข้าแค่ประทับใจกับคำที่แม่นางเอ่ยออกมาเมื่อครู่ จึงเข้ามาทำความรู้จัก” ต่งเฉียนซูกล่าวเถรตรง จากนั้นหันไปมองเย่เฟิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเหม่ยอิง ดวงตาเขาหรี่เล็กลงโดยไม่ตั้งใจ
“อย่างนี้นี่เอง แต่ถ้าไม่มีอะไรแล้วช่วยออกไปก่อนได้ไหม ข้ากำลังกินข้าวกับลูกๆ อยู่”
ถ้อยคำของเหม่ยอิงทำให้ใครหลายคนกังวลใจ นี่คือคุณชายต่งจากบ้านสกุลต่งเชียวนะ ถือเป็บุคคลยิ่งใหญ่แห่งเมืองฉางเล่อ แต่ในสายตานางผู้นี้ราวกับหินข้างทางหาได้วิเศษเช่นหยกล้ำค่าไม่
เย่เฟิงไม่แปลกใจกับคำพูดของนาง ท่านเซียนยิ่งใหญ่เหนือเก้าชั้นฟ้า กับอีแค่ชายหนุ่มจากสกุลเล็กๆ มีอะไรให้น่าชื่นชม
“นี่เ้าพูดอะไรออกมา รีบมาขอโทษคุณชายต่งเดี๋ยวนี้นะ!” ผู้ติดตามต่งเฉียนซูตวาดเสียงใส่ มือขวาจับด้ามดาบ ตั้งท่าพร้อมสั่งสอน
ต่งเฉียนซูโบกมือ “อย่าทำให้ข้าขายหน้า”
“แต่ว่าคุณชาย ผู้หญิงนางนี้...”
“หุบปาก! หากไม่มีคำสั่งของข้าเ้าจงยืนเงียบๆ ไว้”
“ขอรับ”
ต่งเฉียนซูหันกลับมาแย้มยิ้ม ตามด้วยกล่าว “ไม่ทราบว่าแม่นางชื่ออะไรหรือ”
“ใยต้องถามมากความ มีอะไรก็พูดมาเลยดีกว่า” เย่เฟิงไม่ถูกโฉลกกับชายผู้นี้เลย แค่เห็นหน้าก็เสียอารมณ์แล้ว
“หาได้มีสิ่งใดไม่ ก็อย่างที่บอกว่าข้าชื่นชมคำพูดของแม่นางท่านนี้ มิได้เข้ามาหาเื่เช่นคนผู้นั้นที่เพิ่งก้าวออกไปจากร้านเหลา”
“ข้าชื่อเหม่ยอิง เป็สาวบ้านๆ ทีนี้คุณชายต่งรู้แล้วใช่หรือไม่ เราหาได้อยู่ระดับเดียวกันไม่ ดังนั้นไปเสียเถิด” เหม่ยอิงวางตะเกียบลง เตรียมตัวเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาเก็บตังค์แล้วออกจากร้าน
“ชื่อไพเราะมาก เอาล่ะข้ารู้จักชื่อแม่นางแล้วก็ควรไป แต่คืนนี้ที่ศาลาหวงจิ่นมีงานน้ำชาประชันบทกวี หากแม่นางอยากไปรับชมข้ายินดีต้อนรับ”
“ไว้ข้าจะคิดดู” เหม่ยอิงเคยอ่านนิยายออนไลน์มาก็เยอะ ดังนั้นงานน้ำชาประชันบทกวีสำหรับนางจึงไม่ใช่เื่แปลก อีกอย่างถ้อยคำที่นางเพิ่งเอ่ยไปเช่น -หนึ่งคำหลุดออกจากปาก แม้ใช้ม้าถึงสี่ตัวก็ยากจะตามกลับคืน- ก็เอามาจากอินเตอร์เน็ต หาได้คิดเองไม่
ต่งเฉียนซูมองเหม่ยอิงจากไปพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ
ผู้ติดตามที่อยู่ข้างๆ กล่าวถาม “คุณชาย เหตุใดท่านจึงสนใจผู้หญิงนางนั้น จากที่ข้าดูนางเป็เพียงผู้หญิงบ้านๆ และเสื้อผ้าที่ใส่ก็ราคาถูกมาก คาดว่าที่พาลูกๆ มากินคงเป็มื้อสุดท้ายก่อนผูกคอตาย”
“พูดจาให้เป็มงคลหน่อย” คุณชายต่งจับพัดด้วยมือซ้ายแล้วฟาดหน้าผู้ติดตามปากมากไปทีหนึ่ง การกระทำของต่งเฉียนซูทำให้ทุกคนหุบปากเงียบ ไม่กล้าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อ
......
หลังออกมาจากร้านเหลาเหม่ยอิงก็พาลูกสาวลูกชายไปซื้อเสื้อผ้า ชุดที่ใส่อยู่ทุกวันนี้เก่าแล้ว สีซีดผ่านการซักล้างมานับนานปี ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเป็ชุดสีแจ่มๆ เหม่ยอิงที่เกิดใหม่เป็แม่ที่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็กๆ แต่กระนั้นนางหาได้ตระหนี่เช่นเหม่ยอิงคนก่อนไม่ กลับกันนางใช้เงินมือเติบ
มองดูห่อผ้าที่อยู่ในมือเด็กๆ เหม่ยอิงจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ ซื้อเสื้อผ้าเสร็จแล้วที่ต่อไปคือเมล็ดพันธุ์เพาะปลูก เนื่องจากนางมีที่ดินอันแสนวิเศษ วิธีสร้างรายได้ก็ค่อนข้างง่าย คิดจะใช้ที่ดินผืนนั้นทำการเกษตรขนาดใหญ่ คาดว่าใช้เวลาไม่ถึงวันผลผลิตก็คงเติบใหญ่พร้อมเก็บมาขาย แต่อย่างใดก็ตามที่ดินหนึ่งร้อยหมู่นั้นมีขนาดกว้างขวางมาก เป็เื่ยากสำหรับนางที่จะทำคนเดียว
“ท่านเซียน...คุณหนู ถือของเต็มไม้เต็มมือเช่นนั้นฝากไว้ที่ข้าดีกว่า” เย่เฟิงแนะนำเมื่อเห็นของเต็มสองมือนางและเด็กๆ สามคน
เหม่ยอิงยังไม่ได้ตอบแต่เป็หลี่จุนถาม “พี่ชายจะเก็บไว้ที่ไหน พี่ชายมีแค่สองมือนะ”
“ถุงจักรวาล” เย่เฟิงตบถุงที่อยู่ข้างเอว “นี่คือถุงวิเศษ ภายในมีพื้นที่ประมาณหนึ่งห้องหับ สามารถเก็บของที่ซื้อมาวันนี้ได้สบาย”
“วิเศษยิ่ง ถ้าเช่นนั้นก็ฝากด้วยนะพี่ชาย”
เพราะเหตุนี้จึงสามารถจัดการสัมภาระได้ หลังจากนั้นจึงซื้อของได้อย่างสบายใจ
เหม่ยอิงถูกหลี่เหนียงลากเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์สำหรับทำอาหาร ที่นั่นมีกระทะขนาดใหญ่สีดำ ตะหลิวไม้ กระชอนไม้หวาย หม้อนึ่งซาลาเปา หม้อสีดำขนาดไว้สำหรับทำอาหารประเภทต้ม ฯลฯ
อุปกรณ์เ่าั้ถูกวางลงไปในถุงจักรวาล พวกมันมีราคาถูกมากดังนั้นจึงไม่เป็ปัญหาสำหรับเหม่ยอิงที่ซื้อเยอะ ถัดจากนี้คือร้านขายเมล็ดพันธุ์ เหม่ยอิงเดินเข้าไปดูพบหญิงชราผู้หนึ่งเป็เ้าของร้าน ที่นี่มีเมล็ดพันธุ์ไม่มากนัก โดยมีพริก แตงกวา หัวไชเท้า ข้าวโพด ผักกาดขาว ฯลฯ
“ไม่มีไม้ดอกไม้ประดับงั้นหรือ” เหม่ยอิงถาม ตอนนี้ที่นาของนางขาดสิ่งสวยงามเติบโต ดังนั้นนางจึงอยากได้พันธุ์ไม้สวยๆ ไปปลูกที่นั่น
“ไม่มีหรอก หากท่านอยากได้เมล็ดพันธุ์ประเภทนั้นคงต้องไปเมืองเหยียนหนาน ที่นั่นมีดอกไม้หลายประเภท” หญิงชราเ้าของร้านแนะนำ
“เข้าใจล่ะ งั้นข้าเอาเท่านี้แล้วกัน”
“ทั้งหมดนี้เลยหรือ” เ้าของร้านถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะเหม่ยอิงเลือกเมล็ดพันธุ์มาทั้งหมดร้าน และมันก็มีราคาค่อนข้างแพง
“ถูกต้องแล้ว ทั้งหมดนี้แล” หญิงสาวพยักหน้า
“งั้นข้าจะรีบห่อให้นะ” สำหรับหญิงชรานี่คือลูกค้ารายใหญ่ ดังนั้นนางจึงต้องปฏิบัติเป็พิเศษ
ซื้อเมล็ดพันธุ์เสร็จหลี่กุ้ยก็ชี้ไปที่ร้านขายสัตว์
“ท่านแม่ ข้าว่าซื้อหมูไปสักตัวสองตัวดีไหมขอรับ ข้าไม่อยากกินแต่ผักและผลไม้ ร่างกายของข้ากำลังเติบโต จำเป็ต้องกินเนื้อสัตว์ให้มากๆ”
เ้าเด็กตะกละว่าเช่นนั้นแล้วก็จับท้องตัวเองลูบๆ เขาเพิ่งกินอาหารในโรงเตี๊ยมมาหมาดๆ ดูท่าว่าจะหิวอีกแล้ว
“ได้สิ แต่ว่าการนำมันกลับไปค่อนข้างลำบาก” เหม่ยอิงตกอยู่ในความคิด ขบวนวานิชย์สกุลต่งจะเดินทางแค่ครั้งละวัน และตอนนี้ก็เย็นแล้วคงกลับหมู่บ้านกวนปิงไม่ได้ นอกจากนั้นหากการเดินทางเต็มไปด้วยสัมภาระเช่นสัตว์ราคาค่าเดินทางจะแพงขึ้นเป็เท่าตัว
แต่ในขณะนั้นเองเย่เฟิงกล่าวว่า “อย่าซื้อเลยขอรับ ข้าว่าจับหมูป่ามาเลี้ยงเองจะดีกว่า”
“เ้ารู้เช่นนั้นหรือว่าหมูป่าจับได้ที่ไหน” ั้แ่ข้ามมายังโลกนี้เหม่ยอิงยังไม่เคยเห็นหมูป่าตัวเป็ๆ ดังนั้นจึงอดประหลาดใจไม่ได้กับคำพูดของบุรุษหนุ่ม เขาคงต้องเห็นหมูป่ามาแน่ถึงได้กล้าพูด
และก็เป็จริงดังว่า เย่เฟิงกล่าว “เมื่อวานนี้ที่ข้ากำลังขุดถ้ำเพื่อพักผ่อน บังเอิญพบหมูป่าที่หลังเขาขอรับ”
“เป็เช่นนั้น งั้นก็ไม่ต้องซื้อจับเอาแล้วกัน” อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด เหม่ยอิงไม่อยากเสียเงินโดยไร้ประโยชน์
หลังจากนั้นนางจึงหันไปสนใจไก่ในเล้า มันจะดีมากถ้ามีไข่ไก่กินทุกวัน ด้วยอาหารชนิดนี้นางสามารถเข้าครัวทำเองได้ แค่โยนไข่ลงในกระทะแล้วทอดง่ายจะตาย ดังนั้นเหม่ยอิงจึงซื้อแม่ไก่ไปไว้ออกไข่สองตัว
จากที่เย่เฟิงกล่าวถุงจักรวาลเก็บได้เพียงสิ่งของเท่านั้น สิ่งมีชีวิตเช่นไก่หรืุ์ไม่สามารถเก็บได้ ดังนั้นจึงต้องถือเอง
“ท่านแม่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แบบนี้กลับบ้านไม่ทันแน่” หลี่เหนียงดึงชายเสื้อเหม่ยอิงแล้วชี้ให้ดูท้องฟ้า
ท้องฟ้ายามนี้งดงามยิ่ง หากมีกล้องถ่ายรูปสักตัวคงดี คงสามารถถ่ายภาพความประทับใจไว้เป็ที่ระลึกได้
เหม่ยอิงลูบศีรษะลูกสาว “วันนี้คงกลับไม่ทัน งั้นเอาเช่นนี้เรามาพักที่โรงเตี๊ยมกันเถอะ”
“ท่านแม่พูดจริงหรือเ้าคะ” หลี่เหนียงถามย้ำ ดูเหมือนนางอยากจะพักที่เมืองฉางเล่อมาก
“จริงสิ” เหม่ยอิงตอบสั้นๆ จากนั้นจึงหาโรงเตี๊ยมสำหรับนอนพักผ่อน หลังจากเดินหาได้ครึ่งชั่วยามนางก็ไม่ถูกใจสักที่ สุดท้ายจึงเลือกพักที่โรงเตี๊ยมเหลา โดยชั้นที่อยู่อาศัยคือชั้น 3 ชั้น 1-2 มีไว้สำหรับทานอาหาร
เหม่ยอิงมาทั้งหมด 5 คนจึงเลือกไปสองห้อง นางต้องนอนกับลูกสามคนส่วนเย่เฟิงเป็บุรุษจึงต้องนอนแยก เมื่อขึ้นมาบนชั้นสาม เดินเข้าไปในห้องเด็กๆ ก็ดูกระตือรือร้นเป็พิเศษ แต่สำหรับเหม่ยอิงการตกแต่งที่นี่ธรรมดายิ่ง แล้วหมอนก็ค่อนข้างแข็งแต่ก็ดีกว่านอนโดยไม่มีหมอน
.......
เหม่ยอิงเปลี่ยนใส่เสื้อตัวใหม่ที่ยังไม่ได้ซัก ใบหน้าถูกล้างให้สะอาด อาศัยกระจกทองเหลืองในห้องส่องรูปลักษณ์ตัวเองนางจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าวันนี้ตัวเองเปลี่ยนไปเช่นไร
จมูกเชิ่ดน้อยๆ ริมฝีปากบาง ั์ตากลมโต ผิวขาวแก้มมีเืฝาด ผมสีดำยาวถูกปล่อยสยาย คิ้วโค้งเหมือนจันทร์เสี้ยว
“ท่านแม่สวยจัง ชุดที่ซื้อมาวันนี้เข้ากับท่านมาก” หลี่เหนียงเอ่ยชม นางไม่เคยเห็นเหม่ยอิงเป็เช่นนี้มาก่อนดังนั้นจึงประหลาดใจเป็อย่างมาก เช่นเดียวกับพี่ชายสองคน เข้ามาสำรวจเหม่ยอิงไม่ห่าง
คำพูดของเด็กเขาว่าไม่โกหก ดังนั้นใบหน้าของเหม่ยอิงจึงแดงปลั่งราวพวงองุ่นลูกโต
“เป็เช่นนั้นหรือ ปากหวานจริงนะ” เหม่ยอิงป้องปากเล็กๆ
“ท่านแม่ดูโคมไฟสีแดงตรงนั้นสิ ที่นั่นมีงานอะไรนะถึงมีคนเยอะแยะมากมาย” หลี่จุนชี้มือออกไปบนหน้าต่างชั้นสาม เหม่ยอิงไม่ได้สังเกตภายนอกเพราะมัวแต่มองตัวเองในกระจก พอผินหน้าไปมองจึงเห็นโคมสีแดงถูกประทับไว้เต็มสองข้างทาง นางพลันนึกถึงคำพูดของคุณชายต่งเมื่อบ่ายของวัน งานน้ำชาประชันบทกวี