ในวันที่สองหลังจากออกเดินทางในที่สุดเทียนเฟิงก็มาถึงหมู่บ้านหมีดำ่ประมาณห้าโมงเย็น แม้จะเป็่เย็นแล้วแต่ภายในหมู่บ้านก็ยังเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธที่มารวมกลุ่มกันเพื่อเตรียมขึ้นเขาไปล่าสัตว์อสูรในวันรุ่งขึ้นอีกทั้งยังมีเหล่าพ่อค้าซึ่งมารับซื้อชิ้นส่วนของสัตว์อสูรถึงที่หมู่บ้านอีกด้วย
ซึ่งก่อนจะถึงหมู่บ้านหมีดำระยะหนึ่งเขาได้ถอดชุดศิษย์หลักของสำนักกระบี่์ออกแล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดของศิษย์สายในแทน
เนื่องจากชุดของศิษย์หลักอาจดึงดูดสายตามากเกินไปตัวเขาในตอนนี้ไม่อาจนำพาปัญหาวุ่นวายมากมายมาให้แก่ตัวเองได้เพราะฉะนั้นรอบคอบไว้ก่อนเป็ดีที่สุด
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็หมู่บ้านแต่ขนาดของมันก็ใหญ่กว่าหมู่บ้านทั่วไปมากจนเกือบจะเทียบได้เท่ากับเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่งเลยทีเดียวมีกำแพงสูงที่ดูแข็งแรงล้อมรอบหมู่บ้านทั่วทิศช่วยป้องกันเหตุการณ์อสูรบุกเมืองเนื่องจากเป็หมู่บ้านที่อยู่ติดกับเทือกเขาหมื่นอสูรแม้จะอยู่แค่รอบนอกเทือกเขาแต่ก็มีบางครั้งที่มีสัตว์อสูรผลัดหลงมาโจมตีหมู่บ้านอยู่บ้างดังนั้นเื่ความแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างอย่างเช่นกำแพงเมืองจึงเน้นหนักเป็พิเศษ
เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านหมีดำเทียนเฟิงก็นำม้าอสูรวายุไปขายที่ร้านรับซื้อ-ขายม้าอสูรหลังจากนั้นก็เช่าโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนหนึ่งคืน
หลังจากพักผ่อนมาเป็เวลาหนึ่งคืนเทียนเฟิงก็ออกไปซื้อเสบียงแห้งมาไว้เพื่อเป็เสบียงฉุกเฉินและเตรียมสิ่งของที่จำเป็ต้องใช้บางอย่าง
เมื่อเตรียมตัวพร้อมเสร็จสรรพแล้วเขาก็เดินขึ้นเทือกเขาหมื่นอสูรไป
จากข้อมูลที่เขารู้สมุนไพริญญาหญ้าแสงตะวันชอบขึ้นอยู่ในที่ๆแสงแดดส่องถึง เพราะการเจริญเติบโตของมันต้องอาศัยการดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์นี่ก็คือเหตุผลที่มันได้ชื่อว่าหญ้าแสงตะวัน
เทือกเขาหมื่นอสูรจะแบ่งเป็เขตทั้งหมดสามเขตเก้าระดับคือชั้นนอก ชั้นกลางและชั้นใน ส่วนอีกเก้าระดับคือ ชั้นนอกระดับหนึ่งชั้นนอกระดับสองและชั้นนอกระดับสาม ชั้นกลางและชั้นในก็แบ่งออกเป็สามระดับเช่นกัน
ส่วนที่ลึกที่สุดของเทือกเขาหมื่นอสูรก็คือชั้นในระดับสาม ซึ่งเป็ที่ๆ ว่ากันว่าไม่เคยมีผู้ใดได้กลับออกมาหลังจากเข้าไปและเป็สถานที่ๆเล่าลือกันว่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งสุดยอดอาศัยอยู่
เขตชั้นนอกระดับหนึ่งคือเขตที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ฝึกยุทธเป็เขตที่สัตว์ป่าธรรมดาหรือสัตว์อสูรระดับหนึ่งซึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกายอาศัยอยู่แต่ก็แน่นอนว่าทรัพยากรที่หาได้จากพื้นที่นี้ก็ธรรมดามากเช่นกัน ของดีๆส่วนใหญ่มักจะถูกเก็บไปหมดแล้ว
บริเวณที่สมุนไพริญญาหญ้าแสงตะวันขึ้นอยู่ก็คือชั้นนอกระดับสองซึ่งเป็พื้นที่ๆเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสองที่เทียบเท่าได้กับผู้ฝึกยุทธระดับเบิกชีพจรปราณอาศัยอยู่
สัตว์อสูรจะถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับแต่ละระดับแบ่งออกเป็ ขั้นต่ำ ขั้นกลางและขั้นสูง โดยสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำจะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่หนึ่งถึงสามสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางจะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่สี่ถึงหกและสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงจะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่เจ็ดถึงเก้าและจะแบ่งแบบนี้ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่แน่นอนว่าสัตว์อสูรมีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายมากกว่าผู้ฝึกยุทธเพราะฉะนั้นการจะล่าสัตว์อสูรได้นั้นผู้ฝึกยุทธธรรมดาจึงจะต้องรวมกลุ่มกันประมาณสามถึงสี่คนจึงจะสามารถรับประกันความปลอดภัยได้
จากระดับพลังของเทียนเฟิงขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นหกระดับสัตว์อสูรที่เขาสามารถรับมือได้คือสัตว์อสูรระดับสองขั้นกลาง แต่เขาไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้จริงๆมาก่อนดังนั้นเขาจึงยังไม่ตรงเข้าไปในเขตพื้นที่ชั้นนอกระดับสองแต่กลับวนเวียนหาสัตว์อสูรระดับหนึ่งเพื่อมาฝึกฝีมือการต่อสู้อยู่ที่เขตชั้นนอกระดับหนึ่งแทน
นี่ก็คือเหตุผลที่แท้จริงที่เขามาที่เทือกเขาหมื่นอสูรเขา้าจะมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ที่แท้จริงเพราะงั้นเื่การตามหาหญ้าแสงตะวันจึงเป็ภารกิจที่รับมาเพื่อบังหน้าเท่านั้น
หลังจากเดินตามหาสัตว์อสูรมาได้สักพักหนึ่งหูของเทียนเฟิงก็พลันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ข้างหน้าห่างไปไม่ไกลนักเขาเข้าสู่การระมัดระวังตัวขั้นสูงสุดทันทีมือเอื้อมไปจับกระบี่ที่สะพายอยู่บนหลัง
จู่ๆข้างหน้าก็มีสัตว์อสูรตัวหนึ่งะโออกมาจากพุ่มไม้นั้น มันเป็สัตว์อสูรรูปร่างเหมือนเสือแต่ตรงกลางหน้าผากมีเขางอกออกมาหนึ่งเขาลำตัวมีขนสีดำเป็เงาสะท้อนแสง
ในสมองของเทียนเฟิงปรากฏข้อมูลของสัตว์อสูรตัวนี้ขึ้นมาทันทีระหว่างที่ฝึกยุทธอย่างหนักเขาก็ได้แบ่งเวลาออกมาอ่านคัมภีร์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรต่างๆเ้านี่คือพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงาาของเหล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง ว่องไวปราดเปรียวและมีพละกำลังที่แข็งแกร่งพลังของมันเทียบได้กับสัตว์อสูรระดับสองขั้นต่ำเลยทีเดียว
“ชิ ไม่นึกเลยว่าสัตว์อสูรตัวแรกที่ข้าเจอจะเป็เ้านี่เสียได้”สรุปแล้วดวงข้าดีหรือไม่ดีกันแน่นะ เทียนเฟิงคิดในใจอยู่เงียบๆ
ร่างกายของเทียนเฟิงเข้าสู่สภาวะตึงเครียดแม้ว่าระดับพลังของเขาจะสูงกว่าพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวมากแต่เขาไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้จริงๆเลยสักครั้งหลังจากเข้าสำนักกระบี่นภาเขาก็ฝึกฝนอย่างเดียววิชายุทธทั้งหลายที่ได้ร่ำเรียนมายังไม่เคยที่จะนำมาใช้จริงเลยสักครั้ง
“ใจเย็นๆไม่ต้องตื่นตระหนกไป หายใจเข้าออกช้าๆ สงบสติอารมณ์แล้วจับจ้องการเคลื่อนไหวของมันให้ดีจากนั้นนึกย้อนถึงเหล่าวิชายุทธที่เ้าได้เรียนมาและเอาพวกมันมาปรับใช้ตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น”เสียงของเหล่าเจี้ยนดังขึ้นในสมองของเทียนเฟิง
“ตกลงข้าแค่ตื่นเต้นเกินไปหน่อย ยังไงนี่ก็เป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นสัตว์อสูรตัวเป็ๆ”
“โฮกกกกกก”
พยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวคำรามก่อนที่จะพุ่งกระโจนเข้ามาใส่เทียนเฟิง มันกวาดกรงเล็บอันแหลมคมเข้ามาทางหัวของเขา
“เวรไอเ้านี่มันกะจะเอาข้าให้ตายั้แ่แรกเลยนี่หว่า” เทียนเฟิงสบถออกมาและรีบใช้วิชาตัวเบาปักษาวายุทะยานฉีกหลบออกมา
“โฮกกกก”
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของมันพลาดเป้าพยัคฆ์เขาเดียวคำรามอย่างเกรี้ยวกราดจากนั้นก็กระโจนเข้ามาโจมตีเทียนเฟิงต่ออย่างรวดเร็ว
เคร้งงง!!!
เสียงกระบี่ปะทะกับกรงเล็บของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
จากการปะทะกันครั้งนี้เทียนเฟิงได้รับรู้ว่าในด้านพละกำลังเขาเหนือกว่าพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวมากเมื่อรู้ดังนี้เขาจึงไม่ได้รู้สึกกดดันตัวเองอีกต่อไปและหันมาใช้พยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวเพื่อฝึกทั้งกระบวนท่ากระบี่ วิชาตัวเบาอีกทั้งในบางจังหวะเขายังใช้กระบวนท่าหมัดต่อยมันกลับไปอีกด้วย
หลังจากผ่านมาได้สักพักเทียนเฟิงยิ่งสู้ก็ยิ่งชำนาญในวิชากระบี่และกระบวนท่าต่างๆมากยิ่งขึ้น ส่วนที่เคยติดขัดตอนฝึกฝนก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
กลับกันฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวที่ยิ่งสู้ก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆในความคิดของมันมันรู้สึกว่าเ้ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าและกำลังสู้กับมันอยู่ในตอนนี้กำลังหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของมันอย่างรุนแรงเ้าหมอนี่กำลังทำราวกับว่ามันเป็แค่สัตว์ธรรมดาที่จะหยอกล้ออย่างไรก็ได้
พยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวยิ่งสู้ก็ยิ่งบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆการโจมตีเองก็ยิ่งรุนแรง
“เอาละน่าจะได้เวลาจบเสียทีฝึกฝนได้พอประมาณแล้วจะได้ไปหาสัตว์อสูรตัวอื่นเพื่อฝึกรูปแบบการโจมตีแบบต่างๆดูบ้าง”หลังจากการต่อสู้ได้เริ่มต้นมาพอสมควรแล้ว เทียนเฟิงจึงตัดสินใจที่จะจบการต่อสู้นี้เสียที
“กระบี่วายุโหมกระบวนท่าที่หนึ่งวายุโชย”
เทียนเฟิงเบี่ยงหลบการโจมตีของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวด้วยวิชาตัวเบาปักษาวายุทะยานออกมาข้างๆตัวของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวจากนั้นก็ใช้กระบี่วายุโหมกระบวนท่าที่หนึ่งวายุโชยฟันเข้าไปที่ลำคอของมัน
หัวของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวกระเด็นออกจากลำตัวแต่ด้วยแรงโจมตีสุดท้ายก่อนตายของมันทำให้ลำตัวของมันยังคงพุ่งไปข้างหน้าก่อนที่จะล้มลงเืพุ่งกระฉูดไปทั่วบริเวณ
“การต่อสู้จริงนี่มีประโยชน์มากจริงๆตอนที่ฝึกฝนมีหลายจุดที่ข้าไม่เข้าใจแต่การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้กระจ่างแจ้งถึงปัญหาเ่าั้ได้ทั้งหมด”
“การโคจรพลังปราณตอนใช้วิชาและกระบวนท่าก็ไหลลื่นขึ้นด้วยช่างแตกต่างจากตอนฝึกฝนยิ่งนัก” เทียนเฟิงพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจหลังจากการต่อสู้ครั้งนี้จบลงสิ่งที่เขาได้รับมีมากมายจริงๆ
“นั้นก็เพราะว่าเ้าไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้จริงๆเลยอย่างไรล่ะเพราะอย่างนั้นตอนที่ฝึกวิชาจึงมีบางจุดที่เ้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้หลังจากนี้เมื่อเ้ามีประสบการณ์แล้วการฝึกวิชาหรือการทำความเข้าใจต่อปัญหาระหว่างการฝึกก็จะง่ายขึ้น”เหล่าเจี้ยนแสดงความเห็นออกมา
“ข้าขอแนะนำให้เ้าต่อสู้จริงและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากๆในระหว่างที่เ้ายังอยู่ในเทือกเขาชั้นนอกระดับหนึ่งก่อนจะดีกว่ายังไงสะเ้าพวกนี้ก็ระดับพลังต่ำกว่าเ้าเพียงพอให้เ้าฝึกฝีมือได้พอดี”
“เพราะถ้าเข้าไปในเขตเทือกเขาชั้นนอกระดับสองด้วยประสบการณ์เพียงแค่นี้ของเ้าข้าว่าเ้าอาจจะไม่รอดออกมา ฮ่าฮ่าฮ่า”เมื่อพูดถึงตอนสุดท้ายเหล่าเจี้ยนก็หัวเราะออกมาเสียงหัวเราะของเขาดังก้องอยู่ในหัวของเทียนเฟิง
“นี่คิดจะแช่งข้างั้นเหรอตาแก่”เส้นเืที่ข้างขมับของเทียนเฟิงเต้นตุ๊บๆ ด้วยความโมโห
“เปล่านี่ข้าก็แค่พูดความจริงเฉยๆ ทำไม รับไม่ได้งั้นเหรอ”
“ข้าว่านะก่อนที่เ้าจะมาเถียงกับข้าข้าว่าเ้าเอาเวลาไปหาสัตว์อสูรเพิ่มอีกสักตัวสองตัวมาฝึกต่อสู้เพิ่มน่าจะดีกว่า”เหล่าเจี้ยนแซะมาอีกหนึ่งดอก
“เออ ข้ารู้แล้ว”แม้ในใจเทียนเฟิงไม่อยากจะยอมรับแต่ก็รู้ว่าสิ่งที่เหล่าเจี้ยนพูดออกมานั้นถูกต้องทุกอย่าง
“ก่อนจะไปข้าต้องเอาเขาของเ้านี่ไปด้วย”พูดจบเทียนเฟิงก็เดินไปที่หัวของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวจากนั้นก็ใช้กระบี่ตัดเขาของมันออกมา
เขาของมันเป็สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในร่างกายของมันแล้วอันที่จริงส่วนอื่นเช่นหนังและกรงเล็บของมันก็มีค่าเช่นกันแต่เทียนเฟิงไม่อยากเสียเวลาไปกับการจัดการวัตถุดิบเ่าั้ อีกทั้งเขาก็ไม่อยากแบกของพะรุงพะรังมากเกินไปเลยเลือกแค่ส่วนที่มีค่ามากที่สุดของมันก็พอ
เนื่องจากสัตว์อสูรระดับหนึ่งและระดับสองไม่มีแก่นอสูรอยู่ในร่างกายแต่ร่างกายส่วนอื่นของมันก็มีประโยชน์เช่นกันสามารถนำไปเป็วัตถุดิบในการหลอมอาวุธหรือหลอมโอสถก็ได้
ส่วนสัตว์อสูรที่จะมีแก่นอสูรต้องเป็สัตว์อสูรระดับสามขึ้นไปเท่านั้นที่จะมีแก่นอสูรอยู่ในร่างกายแต่สัตว์อสูรขั้นสามก็เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธมนุษย์ขั้นผสานชีพจรมีน้อยคนนักที่จะล่าพวกมันได้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็ศิษย์ที่ร่ำเรียนในสำนักเท่านั้นที่จะล่าได้ พวกผู้ฝึกยุทธพเนจรไร้สำนักมักจะล่ากันไม่ไหว