บทที่ 1 ตอนที่ 4 พิธีศีล (1/2)
แล้ววันนี้ก็มาถึง วันนี้เป็แม้วันหนึ่งใน่ฤดูกาลอันหนาวเหน็บ แต่ก็มีข้อแตกต่างกว่าปกติเล็กน้อย นั่นคือ วันนี้ท้องฟ้านั้นแจ่มใสเป็พิเศษแม้จะมีหมู่เมฆหนาอยู่บ้างปะปลาย ภายในพระราชวังปราสาทใหญ่วันนี้ค่อนข้างจะคึกคัก
และครื้นเครงเป็พิเศษ ไม่เพียงแต่ในพระราชวังแต่ยังรวมไปถึงภายในเมืองที่ผู้คนต่างออกมาตั้งร้านค้าแผงลอยกันอย่างคึกครื้นราวกับงานเทศกาลยังไงอย่างนั้น ที่จริงจะบอกว่าเป็เทศกาลก็ไม่ผิดนักหรอก เพราะวันนี้คือ วันนั้นยังไงล่ะ
“ท่านพี่ของหนูหล่อที่สุดเลย~!”
“อย่างนั้นหรือ…?”
พอได้รับคำชมน้องสาวผู้แสนน่ารักน่าเอ็นดูแล้ว เด็กชายในวัย 5 ขวบ ก็เบนสายตาของตัวเองไปที่กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของตนออกมา---เส้นผมสีดำรัตติกาล นัตย์ตาสีน้ำเงินเข้ม ผิวกายนั้นเป็สีขาวผองสว่าง
เด็กชายนั้นสวมเครื่องแต่งกายอย่างเป็ทางการไม่ว่าจะเป็เสื้อโค้ทยาวสีดำตัดขลิบสีน้ำเงิน ซึ่งมาพร้อมกับผ้าคลุมไหล่ซ้ายที่ยาวลงมาจนถึง่หัวเข่า กระดุมเม็ดนั้นเป็สีทอง แต่สัญลักษณ์ที่สลักอยู่นั้นเป็รูปของัสีดำ…
พอเห็นแบบนี้แล้ว ทำให้ความทรงจำสมัยเขายังเป็เพียงผู้กล้าธรรมดาสามัญที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อปกป้องราษฎร์จากทรราชร้ายทั้งปวง หากเป็ในสมัยนั้น ตัวเขานั้นค่อนข้างภาคภูมิใจ และหยิ่งทรนงตนในศักดิ์ศรีอย่างมาก…แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งเ่าั้ช่างไร้ค่า
เซอซิลเบนสายตาจากกระจกกลับมามองเด็กหญิงข้างกาย---เส้นผมสีเงินเงาประกาย นัตย์ตาสีฟ้าสดใส ผิวกายนั้นข้างนวล เช่นเดียวกับใบหน้าอันคมสวย น้องสาวฝาแฝดของเขาซึ่งกำลังจะเข้าพิธีศีลเช่นเดียวกับเขาในวันนี้
เธอนั้นสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว และมีประกายแสงระยิบระยับโปรยปรายตกลงมาอยู่ตลอดเวลา ชุดกระโปรงนี้นั้นได้รับการสั่งตัดอย่างเป็พิเศษเพื่อดึงความงดงามของน้องสาวของเขาออกมาอย่างเต็มที่ โดยที่มีเครื่องประดับนั้นเป็เพียงผ้าคลุมไหล่สีขาวเช่นเดียวกับชุดที่เธอสวม…
“น้องสาวของพี่เองก็ช่างงดงามปานนางฟ้าเทพธิดา์…”
“ฮะ-ฮร้าย~!?”
เซอซิลใช้มือขวาโอบแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของน้องสาวเข้ามา พร้อมกับก้มศีรษะตนลงเล็กน้อยให้ชนเข้ากับหน้าผากของผู้เป็น้องสาว ไม่เพียงเท่านั้น มือซ้ายที่ยังว่างอยู่ และถูกผ้าคลุมไหล่ปิดเอาไว้ยกขึ้นจับมือของเธอเอาไว้ด้วย
เฟลิเซียซึ่งถูกพี่ชายของตัวเองจู่โจมกะทันหันทั้งจากการเอ่ยชม และการััทางกาย ก็ได้ร้องออกไปเบาๆ อย่างใ ปนเขินจนใบหน้าร้อนแ่แก้มแดงระเรื่อ---แต่ภายในห้องเตรียมตัวนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ทั้งสองคน…
“นายน้อย คุณหนู ได้เวลาแล้วเ้าค่ะ”
“มาเรียน่าอิจฉาหนูอ๋อ~?”เด็กหญิงหันไปหากับผู้ที่ขัดความสุขของเธอกับพี่ชายผู้ซึ่งหล่อแบบเศร้าๆ อย่างมีเอกลักษณ์
“หามิได้เ้าค่ะ คุณหนู”เด็กสาวในชุดเมดแบบกระโปรงยาวสีดำกล่าวพร้อมคลี่ยิ้มบางๆ
เส้นผมสีน้ำตาล-แดงยาวสลวยมัดรวบข้างเดียว นัตย์ตาสีน้ำตาลคมเข้ม ผิวกายขาวนวลเนียนนุ่มน่าัั พร้อมกับรูปร่างอันผอมเพรียวสูงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเช่นเดียวกับหน้าอกหน้าใจ เด็กสาวผู้นี้คือ คนเดียวกับที่ดูแลเขากับน้องสาวมาั้แ่ครั้งอดีต
จากเด็กสาววัยแรกแย้มสุดแสนน่ารักน่าเอ็นดู บัดนี้ได้กลายเป็เมดสาวสวยวัยบานสะพรั่งที่มีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็สติปัญญาอันหลักแหลม ความงามอันไม่เป็สองรองใคร และพลังเวทอันมากล้นเต็มเปี่ยมเกินกว่าจะหาใครเทียบ
นอกจากรูปลักษณ์ และความสามารถที่เพิ่มพูนแปรเปลี่ยนตามเวลา หลายสิ่งของเมดสาวของเขา และน้องสาวก็เปลี่ยนไปมากขึ้นด้วย---ไม่ว่าจะกิริยาท่าทางอันอ่อนช้อย และงดงามมากไปด้วยเสน่หาอันมากล้นจนไม่อดไม่ได้ที่จะชายตามองตาม
หรือจะเป็การแต่งกายที่ครั้งหนึ่ง เคยสวมเครื่องแบบเมดที่มิดชิดจนไม่อาจเห็นได้แม้แต่ผิวกายใต้ร่มผ้า แต่ในเวลานี้ อาจเพราะเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น เครื่องแบบเมดที่สวมอยู่จึงเปลี่ยนไป…ทั้งน้อยชิ้น และบางลงราวกับว่าจะไม่ช่วยให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวได้
“ที่จริงวันนี้เป็วันเฉลิมฉลอง…มาเรียน่าจะสวมชุดอื่นก็ได้นะ”เพราะเดิมเขาได้ขออนุญาตพวกท่านพ่อท่านแม่ให้แล้วน่ะนะ
“ดิฉันเป็เมดของนายน้อย และคุณหนูเ้าค่ะ ถือเป็ความภาคภูมิใจหากได้สวมเครื่องแบบนี้ส่งท่านทั้งสองเข้าร่วมพิธี”เมดสาวหันตอบเด็กชายผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานชวนให้รู้สึกหลงใหล ขณะแววตาแสดงถึงความลึกซึ้งบางอย่าง…
“แต่หากนายน้อย้าล่ะก็…”เธอลากเสียงยาวพร้อมจับยกชายกระโปรงขึ้นสูงจนเห็นถุงน่องตาข่ายสีดำ และอะไรบางอย่าง…
“มีดสั้น…เตรียมตัวได้ไร้ที่ติเช่นเคยนะ”ฝ่ายเมดสาวถึงกังบชะงักวูบ ส่วนรอยยิ้มนั้นแข็งค้างไปหน่อย ก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว…
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ นายน้อย…”เธอก็นึกว่าผู้เป็นายอาจจะมีอาการแอบมองขาอ่อนใต้ร่มผ้ากระโปรงของเธอสักหน่อย แต่ดันไปมองที่ซ่อนมีดของเธอซะงั้น…แต่ก็สมเป็นายน้อยของเธอดี
“ฮึ่ม~ท่านพี่น่ะไม่หวั่นไหวกับแค่เห็นใต้กระโปรงหรอกนะ!”เฟลิเซียผละออกจากห้อมกอดพี่ชายตัวเอง พร้อมกับกล่าวขึ้นขณะกอดอกอย่างภาคภูมิใจในอะไรบางอย่าง…
“ฮืม~คุณหนูรู้รึเ้าคะ ว่าอะไรทำให้นายน้อยหวั่นไหวได้~?”แน่นอนว่าเธอหยอกไปอย่างนั้นนั่นแหละ เมดสาวเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์
“ไม่รู้หรอก…เพราะขนาดอาบน้ำด้วยกันท่านพี่ยังไม่หวั่นไหวเลย…”เฟลิเซียเอ่ยอย่างเศร้าๆ เพราะขนาดเอาตัวไปถูไถตามคำแนะนำของท่านแม่มิเรียน่าแล้วก็ยังไม่ได้ผล
“……”
ด้วยความสัตย์จริง เธอไม่รู้จะปลอบคุณหนูยังไงดีในเื่นั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะนายน้อยของเธอไม่ได้คิดกับคุณหนูในฐานะเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เป็ในฐานะ ‘น้องสาว’ ซึ่งท่านเลยไม่รู้สึกเคอะเขิน หรืออายแต่อย่างใด…
แต่ถ้าหากมองด้วยมุมกลับกันแล้ว ั้แ่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน เธอเป็คนลงมืออาบน้ำให้ทั้งนายน้อย และคุณหนูด้วยมือของตัวเองคู่นี้ ถึงพักหลังมานี้นายน้อยจะอาบน้ำเองแล้วก็เถอะ…แต่นายน้อยก็ดูไม่ได้เคอะเขินเวลาเธอััร่างกายท่านเลยนะ…
“ทั้งสองคน ไปกันเถอะ”
““… / …””
พอมาคิดดูแล้ว ดูเหมือนจุดยืน และสถานะของพวกเธอทั้งสองคนในสายตาของเ้าตัวแล้ว เหมือนจะเป็ดั่งคนในครอบครัวที่ไม่คิดอะไรต่อกันซะมากกว่า เรียกได้ว่า เป็อุปสรรคที่ใหญ่อย่างสุดๆ---หนึ่งเด็กหญิง และหนึ่งเมดสาว
ได้แต่ลอบสบตากันอย่างระเหี่ยใจในหลายๆ ความหมายต่ออุปสรรคใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะกับมาเรียน่าที่ตอนนี้เป็เด็กสาวสวยวัย 15 ปี ที่เรียกได้ว่า เป็วัยกำลังบานสะพรั่งสวยงดงามสมบูรณ์ที่สุด อยู่ในวัยที่เหมาะแก่การหาผู้มาตกลงปลงใจด้วย…
มาเรียน่า ไม่ว่ายังไงก็ตามเธอนั้นตั้งใจแล้วว่าจะมอบร่างกาย และพรหมจรรย์นี้แด่นายน้อยของเธอ ไม่มีวันยอมให้ผู้อื่นได้ริอาจมาแตะต้องเด็ดขาด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมีเื่ที่ต้องกังวลอย่างมากที่สุดอยู่เื่หนึ่ง…
นั่นคือ ความห่างของ่อายุ แม้ว่าเธอจะได้รับความไว้วางใจจากนายหญิงทั้งสองให้สั่งสอนนายน้อยของเธอในเื่บนเตียงเมื่อถึงเวลาอันสมควร แต่เวลานั้นมันก็เป็เื่ของอีก 2 หรือ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว
อายุของเธอก็จะเป็ 17 ไม่ก็ 20 ซึ่งเลยคำว่า ‘เด็กสาว’ วัยบานสะพรั่งแล้ว เรียกได้ว่าเป็ ‘หญิงสาว’ ได้อย่างเต็มปาก นายน้อยของเธอในเวลานั้น จะรังเกียจผู้หญิงอายุเยอะ(?) อย่างเธอรึเปล่าก็ไม่รู้ หรือเมื่อตอนนั้นแล้ว…
นายน้อยของเธอจะไปหลงรักเด็กสาวน่ารัก น่ารักคนไหนสักคนในบรรดาลูกสาวของพ่อค้าแม่ค้า ขุนนางใหญ่จากประเทศไหนก็เป็ได้ เมื่อถึงจุดนั้น เขาจะยินดีเหรอ ถ้าเกิดต้องมาถูกรับครั้งแรกไปจากหญิงสาวเลขสองอย่างเธอน่ะ…
ขณะที่ก้าวเดินไปยังโถงใหญ่มุ่งหน้าสู่โถงพระราชพิธีนั้น เซอซิลนั้นััได้ถึงความกังวลใจจากเมดสาวข้างกายได้อย่างชัดเจน โดยที่ต่อไม่ให้เห็นออร่าความกังวลที่แผ่ออกมา เขาก็ยังรู้สึกได้โดยไม่แม้จะต้องหันไปมอง…
‘ท่านเซอซิล ฟอน โครเวลส์! และท่านเฟลิเซีย ฟอน โครเวลส์! ได้มาถึงแล้ววว~!!!’
ทันทีที่นายประตูขานนามของเด็กชาย และเด็กหญิง ประตูบานใหญ่ซึ่งสลักภาพอันงดงามก็เปิดค่อยๆ เปิดออกกว้าง พร้อมกับเสียงดนตรีซึ่งบรรเลงขึ้น---เฟลิเซียนั้นตื่นตระหนก และรู้สึกประหม่าปนอายจนเข้ามาหลบด้านหลังของเซอซิลั้แ่ยังไม่ทันก้าวเข้าไป
เมื่อเป็แบบนั้น เขาจึงก้าวเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า และยื่นอกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อหวังจะดึงสายตาจากผู้คนด้านในจากน้องสาวของเขาซึ่งกำลังเขินอายมาให้ได้มากที่สุด---ขณะที่เด็กชาย และเด็กหญิงก้าวเข้าสู่พื้นที่โถงพิธีนั้น
ทั้งสองฝั่งตามเต็มเนื่องไปด้วยผู้คนจากหลากหลายดินแดน ไม่ว่าจากทั้งจักรวรรดิ และราชอาณาจักร จากผู้นำเผ่าท้องถิ่นในดินแดน หรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าใหญ่ และตัวแทนจากกิลด์ต่างๆ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้อยู่ทางฝั่งซ้ายของโถงใหญ่
และทางส่วนฝั่งขวานั้น คือ เหล่าข้าราชการฝ่ายบริหารรวมไปถึงแม่ทัพ นายพลฝ่ายทหาร และอัศวินทั้งหลายซึ่งเป็กำลังหลักสำคัญในการรักษาความสงบ และเรียบร้อยภายในดินแดน เมื่อหากสังเกตพวกเขา และเธอทั้งหลายดีๆ แล้ว
จะพบว่ามีทั้งที่เป็มนุษย์ และไม่ใช่ บางคนนั้นมีเกล็ดตามตัวคล้ายกับกิ้งก่า หรือไม่ก็มีหู และหางละหม้ายคล้ายสุนัขไม่ก็แมว อย่างที่ทุกคนต่างทราบกันดีว่าดินแดนโครเวลส์นั้นเปิดกว้างรับทุกความแตกต่างของเผ่าพันธุ์อย่างไม่มีข้อยกเว้น…
ขณะที่เด็กชาย และเด็กหญิงทั้งสองก้าวเดินไปบนพรมสีแดงขอบสีทองอร่ามนั้น ทุกสายตานั้นได้จับจ้องมายังพวกเขาทั้งสอง ไม่ว่าจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความภักดี และชื่มชม หรือประเมินค่า ไม่ก็วางแผนแรกทุกอย่างล้วนแล้วปะปนกัน…
เมื่อเด็กชาย และเด็กหญิงมาหยุด ณ บริเวณหน้าพระที่นั่งอันคล้ายกับบัลลังก์ของกษัตริย์ บุรุษผู้มีเส้นผมสีดำรัตติกาล และนัตย์ตาสีแดงโลหิตซึ่งในเวลานี้สวมเครื่องแบบอย่างเป็ทางการซึ่งบนอกนั้นเต็มไปด้วยเหรียญตราเครื่องหมายต่างๆ มากมาย
ทั้งหมดทั้งมวลเหรียญตราทั้งหลายนั้น คือ เหรียญตราแห่งการยอมรับ และเป็เหมือนเครื่องหมายแห่งความเคารพที่มีต่อดินแดนโครเวลส์ ไม่เว้นแม้แต่ผ้าคลุมไหล่ซึ่งถูกสรรค์สร้างด้วยศาสตร์ลับซึ่งส่งทอดต่อกันมาในผู้นำดินแดนทุกรุ่นกว่า 700 ปี…และชายผู้เป็ผู้นำนั้น ก็ได้ลุกขึ้นจากพระที่นั่ง
“เราขอขอบใจทุกท่านผู้เดินทางมาจากใดไกล เพื่อร่วมฉลองในพิธีอันน่ายินดีของบุตรชาย และบุตรีของเรา…”เรสซิลกล่าวขณะกล่าวนัตย์ตาสีโลหิตนั้นมองไปทั่วทั้งท้องพระโรงใหญ่ซึ่งเต็มแน่นได้แขกจากต่างแดน และแม่ทัพ-นายกองทั้งหลาย
“และเพื่อมิให้เป็กาลเสียเวลา…”
สายตานั้นมองไปยังมุมหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าลง อุปกรณ์เวทมนตร์บางอย่างค่อยๆ ถูกนำออกมาโดยเหล่าอัศวินที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบสีดำ---อุปกรณ์เวทมนตร์ที่ว่านั้น มีกระจกคริสตัลใสตรงกลางทำหน้าที่บอกถึงพรวิเศษ(Blessing Gift)ที่คนผู้นั้นได้รับ
และลูกแก้วคริสตัลทั้ง 10 ลูกทางซ้ายมือ ซึ่งแต่ล่ะอันมีอักขระอักษรเวทมนตร์ที่บ่งบอกถึงปริมาณพลังเวทย์ที่คนผู้นั้นถือครองอยู่ อีกฝั่งทางขวามือนั้นมีกระจกคริสตัลใสคล้ายอันที่อยู่ตรงกลางทำหน้าที่แสดงสัญลักษ์ออกมาเพื่อบ่งบอกธาตุเวทมนตร์ที่คนผู้นั้นถือครอง…
‘โบราณโดยแท้…’
เมื่อเห็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใช้ในพิธีการนี้ เซอซิลถึงกับอดไม่ได้ที่จะคิดออกไปแบบนั้น ถึงเขาจะรู้ตัวดีว่าไม่ควรว่าคนอื่น ‘โบราณ’ ก็เถอะ แต่ไม่นึกว่าจะได้เห็นอุปกรณ์โบราณแบบนี้อีกครั้งใน่ชีวิตนี้ แต่เขาชักห่วงในเื่ปริมาณพลังเวทตัวเองแล้วสิ…
“ข้ากระหม่อมขอเรียนเชิญ เป็เกียรติแด่ คุณหนูเฟลิเซีย ฟอน โครเวลส์ เป็คนแรกในพิธีพ่ะย่ะค่ะ”นายพิธีการกล่าวขึ้น ทำให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เด็กหญิงผู้อยู่ข้างหลังเด็กชายเป็ตาเดียว
“ทะ-ท่านพี่…”เฟลิเซียเรียกพี่ชายของตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นกังวล
“พี่อยู่ตรงนี้…ไม่ต้องห่วง พี่เชื่อน้องทำได้”เขากล่าวออกไปเบาๆ ราวกับพรายกระซิบ
“อะ-อืม”
เมื่อได้กำลังใจจากผู้เป็ที่รัก เฟลิเซียเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ และพยายามซ่อนความกังวล และความประหม่าไว้ภายใต้ใบหน้าซึ่งประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ อันงดงามนั้นอย่างเต็มที่ พร้อมก้าวออกไปอยู่หน้าอุปกรณ์เวทมนตร์ั์นั้น ก่อนจะวางมือลงไป…
ซึ่งอุปกร์เวทมนตร์นั้นทำงานอย่างทันท่วงที คริสตัลทุกอันต่างเรืองแสงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันตามการทำงานอันปกติ ในฝั่งขวาซึ่งเป็กระจกคริสตัลสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงธาตุที่ผู้ใช้งานเครื่องัันั้น แสดงสัญลักษณ์ออกมาทั้งหมด 2 อัน
ได้แก่สัญลักษณ์รูปเกลียวคลื่นน้ำสีฟ้าครามหนึ่งอัน และสัญลักษณ์รูปคล้ายผลึกน้ำแข็งอีกหนึ่งอัน จากสัญลักษณ์ทั้งสองนั้นเรียกเสียงฮือฮาได้จากแขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายได้อย่างเหลือล้น ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งฝ่ายบริหารภายใน…
เมื่อธาตุที่เด็กหญิงนั้นได้ประจักษ์ออกไปแล้ว อีกฟากฝั่งซ้ายก็ตามาติดๆ อักขระอักษรตัวเลขบนลูกแก้วคริสตัลทั้ง 10 ลูก ต่างสับเปลี่ยนไปมาด้วยความรวดเร็วราวกับตัวเลขบนตู้สล็อตอย่างไงอย่างนั้นทำเอาทุกฝ่ายต่างลุ้นกันตัวโก่ง…จนตัวเลขนั้นหยุดนิ่ง ทุกคนนั้นแทบหยุดหายใจ
“สะ-สองแสน…!?”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ใช่ อักขระอักษรเวทมนตร์ที่แสดงออกมานั้น บอกว่าพลังเวทของเฟลิเซียมากถึง 200,000 หน่วย ซึ่งมันเท่ากับจอมเวทชั้นสูงมากกว่าสิบคนรวมกันซะอีก ซึ่งหากเทียบเป็กำลังทางทหารแล้ว
เด็กหญิงคนนี้ สามารถถล่มกองทหารหนึ่งพันนายได้ด้วยตัวคนเดียวโดยแทบไม่ต้องเสียเหงื่อเลยด้วยซ้ำ หากได้รับการฝึกในฐานะจอมเวท บรรดาแขกจากต่างแดนทั้งหลายตังค์เริ่มวางแผนการขึ้นภายในหัวใจของพวกเขาเพื่อดึงเด็กหญิงคนนี้เข้าเสริมอำนาจของตน…
“ท่านพี่…”เธอรีบกลับมาข้างพี่ชายตัวเองด้วยความรู้สึกหวาดกลัวต่อบรรยากาศที่เปลี่ยนไปซึ่งแผ่ออกมาจากเหล่าแขกผู้มีเกียรติจากแดนไกล
“ไม่ต้องกลัว…”
เซอซิลกล่าวกับผู้เป็น้องสาวด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกับพรายกระซิบ ก่อนจะสบตากับผู้เป็บิดาของตนพร้อมกับพยักหน้าเพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง เรสซิลเข้าใจสิ่งที่ลูกชายนั้น้าสื่อจึงหันไปหานายพิธีการพร้อมออกคำสั่งมาอย่างทางสายตา…
“ละ-ลำดับถัดไป ขอเรียนเชิญ นายน้อยเซอซิล ฟอน โครเซลส์ พ่ะย่ะค่ะ”ในพิธีกล่าวดำเนินพิธีต่ออย่างตื่นตระหนก…
“รอพี่ตรงนี้นะ…”
เขาก้าวไปข้างหน้าไปยังอุปกรณ์เวทมนตร์ั์ที่ทุกคนต่างเลิกสนใจจนไม่เห็นพรวิเศษที่น้องสาวของเขาได้รับ ซึ่งนับว่าเป็โชคดี เพราะหากปล่อยให้มีคนรู้ถึงพรวิเศษนี้มันต้องเกิดความโกลาหลยิ่งกว่านี้เป็แน่แท้ เพราะฉะนั้นแล้ว…
ทันทีที่เซอซิลวางมือลงบนแท่นตรวจสอบ เขาก็ััได้ว่ามานาในกายนั้นถูกดูดออกไปเพียงเล็กน้อย และอุปกรณ์เวทมนตร์ั์นี่ก็เริ่มทำงานอีกครั้งท่ามกลางความโกลาหลจากเฟลิเซียโน่้องสาวผู้เป็ที่รักของเขา…
“โฮ่~ใจคอเ้าจะไม่ปกปิดพลังหน่อยรึ?”เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไม่มีเหตุผลอะไรให้ปกปิดขอรับ…พระองค์เ้า”
พร้อมกันกับเวลารอบตัวนั้นหยุดลง และที่ข้างอุปกรณ์เวทมนตร์นั้น ปรากฏวงเวทสีทองซึ่งมีอัตลักษณ์รูปปีกทั้งสิบสองปรากฏขึ้น พร้อมกับบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากวงเวทนั้นด้วยท่าทางอันโออาจ และสง่าผ่าเผย…
เส้นผมสีเงินแซมขาว นัตย์ตาสีฟ้าครามสดใส ร่างกายกำยำผอมสูงโปร่งราวกับนักรบ เขา คือ ผู้ปกครองสูงสุดแห่งสรวง์ ผู้ดำรงตำแหน่งพระเ้าสูงสุดองค์ปัจจุบัน เทพแห่งการสร้าง ความยุติธรรม และแสงสว่าง…โรเอล
“แล้ว…พระองค์เ้า ทรงมีธุระอะไรกับกระหม่อมหรือขอรับ?”
“นั่นสินะ…”
พระเ้าหนุ่มเอ่ยกล่าวอย่างเลื่อนลอยขณะกวาดสายตาสำรวจไปทั่วโถงพิธีใหญ่ ซึ่งเพลานี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกหยุดนิ่งไม่เว้นแม้แต่ห้วงเวลา แต่ถึงกระนั้นเจตนาที่มุ่งออกมาจากผู้คนในโถงพิธีแห่งนี้ ก็ยังคงชัดเจนเช่นเดิม…นั่นทำให้พระเ้าหนุ่มผู้นี้ต้องลงมาจากสรวง์ อย่างเลี่ยงไม่ได้