เมืองหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายหลักของอาณาจักร ัรุ่งโรจน์ มันจึงมีอีกชื่อเรียกว่า เมืองท่าเรือทองคำ เพราะเป็สถานที่จอดแวะพักที่สะดวกสบายสำหรับบรรดาพ่อค้า และนักเดินทางเกือบตลอดทั้งปี บางครั้งก็มีเรือสินค้าท้องแบน แพ หรือแม้แต่เรือใบขนาดใหญ่จอดเรียงรายเทียบท่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เื่ที่มีมานานแล้ว พอ ๆ กับการที่สำนักปราณพิทักษ์ฟ้าจัดการทดสอบเพื่อรับลูกศิษย์รุ่นใหม่เข้าสำนัก เดี๋ยวนี้ในแต่ล่ะปีจะมี่ที่แม่น้ำคลาคล่ำไปด้วยเรือ ผู้คนพากันมาจากทั่วทุกสารทิศ ไกลนับพันลี้ ด้วยหวังว่าจะได้เห็นนักสู้รุ่นใหม่ที่มีฝีมือเข้าไปอยู่ในสำนักใหญ่อันดับหนึ่งเพื่อสร้างชื่อเสียง และอาจจะกลายเป็ตำนาน เฉกเช่นคนรุ่นก่อน ที่เคยเป็มา
ทุกวันที่ 1 เดือนตุลาคมของทุกปี เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่มีอายุครบกำหนดต่างก็พากันเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อเผชิญการทดสอบสำคัญในชีวิต แม้ว่าในความเป็จริงคนที่จะผ่านเข้าไปเป็ศิษย์ได้นั้นมีน้อยมาก แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะเสี่ยงดู เนื่องจากการได้กลายเป็ศิษย์ของสำนักนั้นหมายถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของตนเอง กับครอบครัว และยิ่งได้เป็หนึ่งในศิษย์หลัก นั้นย่อมแปลว่า ในอนาคตคนผู้นี้จะมีอำนาจ เงินทอง ชื่อเสียงไหลมาไม่ขาดสาย เผลอ ๆ อาจจะได้ไปรับใช้ราชสำนัก และองค์จักรพรรดิก็เป็ได้…
***
ณ ท่าจอดเรือริมแม่น้ำทางทิศตะวันออกของเมือง ยามนี้ได้มีเรือโดยสารลำใหญ่ที่ดูหรูหราราคาแพงลอยมาจอดเทียบท่า ก่อนที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินลงมา พวกเขามิใช่คนอื่น กลุ่มของเฟยฮุ่น อาฟง หนิงอวี่ จางิ่ กับ ห่าวหรานนั้นเอง และหลังจากการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ผมสีเงินทอประกาย บุคลิกประดุจคุณชายผู้งามสง่า ที่มาจากตระกูลร่ำรวย ก็พลันเกิดสร้างเสียงฮือฮาของผู้คนในเมือง ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งมันมีเด็กสาวหน้าตาน่ารัก แสนงดงามอีกคนเดินเคียงข้าง ทั้งสองก็ยิ่งกลายเป็จุดสนใจให้คนที่พบเห็นมากยิ่งขึ้นอีก ส่วนผู้ติดตามอีกสามคนนั้นแทบไม่มีใครมอง (แม้ว่ารูปร่างของจางิ่จะดูกำยำบึกบึนเกินวัยไปมากก็ตาม)
และพอ เ้าอาฟงเห็นมีพวกชาวบ้าน และนักเดินทางชื่นชมคุณชายของมันไม่หยุด มันก็รีบทำหน้าที่ประจบประแจงเพื่ออวดโอ้บารมีของนายมันทันที "หลบไป ๆ พวกเ้าสามัญชน อย่ามาขวางทางคุณชายแห่งบ้านสกุลเฟยของข้า" วาจาของอาฟงที่เปล่งออกมาด้วยท่าทางหยิ่งผยองนั้นยิ่งทำให้เกิดเสียงเซ็งแซ่เพิ่มขึ้น ถึงแม้นสกุลเฟ่ย จะไม่ใช่ตระกูลที่ใหญ่โตกว้างขวางจนผู้คนทั่วไปรู้จัก แถมคฤหาสน์เองก็ยังตั้งอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล แต่ถ้าเป็พวกพ่อค้าวาณิชย์ในเมือง หรือขุนนางในราชสำนักบางคนย่อมรู้จักเป็แน่ เพราะเฟยร้องรำทำเพลงบิดาของเฟยฮุ่นนั่นทำการค้าขายกับคนเหล่านี้อยู่ตลอด
ดังนั้นการมาถึงของบุตรชายเฟยเหลียนจึงนับเป็เื่น่าตื่นเต้นยิ่งนัก
เด็กหนุ่มสาวทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดของเมืองเพื่อพักผ่อนก่อนหนึ่งคืน เพราะงานทดสอบจะเริ่มขึ้นในตอนสาย ๆ ของวันพรุ่งนี้ ระหว่างที่ทุกคนเดินผ่านเมือง พวกเขาก็ได้พบกับการประดับตกแต่งอย่างสวยหรู มีแผงขายของ มีนักเต้นรำ มีการจัดโชว์มายากล และผู้สร้างสรรค์ความบันเทิงทุกรูปแบบ เพื่อต้องรับนักเดินทาง กับผู้ที่มาเข้าร่วมทดสอบ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะเ้าเมืองคนปัจจุบัน ชาวเมืองหลวง และผู้มาเยือนจะเฉลิมฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง ในคืนก่อนวันเข้าทดสอบ และหลังวันเข้าทดสอบอีกสามวัน ทุกคนร้องรำทำเพลง ดื่มเหล้า และหัวเราะสนุกสนานกันจนกระทั่งรุ่งเช้า ก่อนที่่สาย ๆ ทุกคนจะไปชุมนุมกันที่สำนักปราณพิทักษ์ฟ้าเพื่อดูเหล่าผู้ที่จะเข้าทดสอบที่เข้าเป็ศิษย์ในปีนี้...
"สวยจังเลยนี่รึเมืองหลวง.." หนิงอวี่ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นเพราะนางไม่เคยเห็นงานใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน อย่าว่าแต่นางเลยจงิ่ก็เช่นกัน แต่หากหนิงอวี่สนใจพวกของประดับกับเครื่องสำอางประทินโฉมตามประสาเด็กสาวแรกรุ่น สำหรับเ้าจางิ่ก็คงจะเป็ ขาแกะย่างหอม ๆ ซาลาเปาลูกโตที่ส่งกลิ่นชวนหิว น้ำลายของมันไหลอย่างน่ารังเกียจ จนเ้าอาฟงถึงกับทำสีหน้าสะอิดสะเอียน ซึ่งผิดกับ เฟยฮุ่น และ ห่าวหรานที่ดูจะไม่ตื่นเต้นสักเท่าไหร่
เฟยฮุ่นนั้นมันต้องรักษาภาพลักษณ์ของคุณชายที่ดูสุขุมจากสกุลใหญ่ ส่วนห่าวหรานนั้นสนใจพวกนักสู้ที่สะพายอาวุธเดินผ่านไปมามากกว่า มันกวาดตามองพวกเขาด้วยท่าทีสนใจคล้ายกับมันมองเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็นในตัวคนพวกนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ สิ่งของอย่างพวกผลึกสัตว์อสูร หรือ แผ่นป้ายเคล็ดวิชา หากแต่สิ่งที่ห่าวหร่านกำลังเพ่งมองพวกมันอยู่ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ระดับการฝึกฝน
ใช่แล้ว นี่คือความสามารถพิเศษอีกหนึ่งอย่างของ เนตรเทวะรู้แจ้ง ของห่าวหราน มันสามารถมองทะลุผ้าปิดตาที่คาดอยู่ เพื่อดูว่านักสู้ตรงหน้ามี ระดับการฝึกฝนอยู่ชั้นไหน มีพร์ธาตุใด และมี จิตปราณในร่างอยู่เท่าไหร่ ยิ่งมีจิตปราณเยอะก็แสดงว่าคนผู้นั้นมีระดับการฝึกฝนอยู่ในชั้นสูง หรือก็แปลว่า เขาเป็ยอดฝีมือนั้นเอง…
แต่ทว่าในความเป็จริงแล้ว ความสามารถนี้ของห่าวหราน เองก็มิใช่เื่แปลกใหม่อันใด เพราะผู้ที่มีการฝึกฝน อยู่ในชั้นนภาระดับต้นขึ้นไป ก็สามารถรับรู้ ชั้นการฝึกฝนของผู้อื่นได้เช่นกัน หรือถ้า้าจะรู้ให้ง่ายกว่านั้น พวกเขาก็สามารถใช้เครื่องมือพิเศษที่สร้างขึ้นมาโดยปรมาจารย์ระดับสูงตรวจสอบดูได้
ซึ่งจากที่ห่าวหราน เห็นในยามนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็แค่นักสู้ปราณฟ้าดินชั้นปฐีระดับ ต้น และกลางเท่านั้น ไม่มีระดับสูง หรือนักสู้ปราณฟ้าดินชั้นนภาอยู่เลย เดาว่าหากอยากพบ คงจะต้องเข้าไปในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า เสียก่อน
และในขณะที่หน็อยวหรานกำลังกวาดตามองเหล่านักสู้กับ ยอดฝีมือมากมายอยู่นั้น มันก็เหลือบไปเห็นตรอกเล็ก ๆ ตรอกหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ภายในนั้นค่อนข้างมืด แต่ก็พอมองเห็นเงาคน ราง ๆ อยู่ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่างกัน ห่าวหรานหรี่ตามองสักพักก็พบว่า มีชายผู้หนึ่งซึ่งน่าจะดูแก่ชรากำลังนั่งอยู่ที่พื้น และใกล้ ๆ กันก็มีชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาดุดันเหี้ยมเกรียม สองสามคนกำลังยืนล้อมเขาอยู่ พวกมันคงเป็อันธพาลแถวนี้ไม่ผิดแน่ แต่ที่แย่กว่าก็คือ ดูเหมือนคนในเมืองจะมิกล้าสอดมือเข้าไปช่วยชายชราผู้นั้นเสียด้วย
เหตุการณ์นี้หน็อยวหรานไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่เห็น เฟยฮุ่น อาฟง หนิงอวี่ และจางิ่ก็เห็นเช่นกัน ซึ่งห่าวหรานเป็คนที่รักความถูกต้อง และไม่ชอบเห็นผู้ที่อ่อนแอโดนรังแก มันจึงคิดที่จะตรงเข้าไปช่วย แต่ทว่าเฟยฮุ่นก็เอ่ยปากขึ้นมาเสียก่อน "เชอะ ก็แค่ขอทานเฒ่ากับพวกกุ๊ยข้างถนนมีเื่กัน ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน เ้าอยากหาเหาใส่หัว เข้าไปช่วยมันกระนั้นรึ ห่าวหราน..? "
เมื่อห่าวหรานได้ยินวาจาแล้งน้ำใจของคุณชายผู้สง่างามอย่างเฟยฮุ่น มันก็พยักหน้ารับ ก่อนที่เฟยฮุ่นจะเผยรอยยิ้มดูถูกเย้ยหยันส่งให้ และตอบกลับมัน "งั้นก็ตามใจเ้าเลยห่าวหราน แต่เ้าต้องลงมือเพียงลำพังนะ ห้ามจางิ่เข้าไปช่วยเด็ดขาด แล้วถ้าเ้าเกิดาเ็ หรือตายขึ้นมา ข้า..จะไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น เอาล่ะพวกเ้าที่เหลือรีบไปกันเถอะ ข้าร้อน แล้วก็หิวมาก อยากจะรีบพักผ่อนเอาแรง เพื่องานทดสอบวันพรุ่งนี้จะแย่แล้ว"
เมื่อกล่าวจบเฟยฮุ่นก็โบกสะบัดพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะวางมาดคุณชาย และเดินจากไปทันที แน่นอนว่าเ้าอาฟงนั้นรีบตามไปพะเน้าพะนอนายของมันทันที แต่ก็มีอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ที่มันหันแสยะยิ้มเชิงดูถูกใส่ห่าวหราน จางิ่ กับหนิงอวี่เองก็อยากช่วยห่าวหรานใจจะขาด แต่ยามนี้เฟยฮุ่นมีอำนาจมากที่สุดจึงมิมีผู้ใดสามารถขัดคำสั่งมันได้
ทั้งสองจึงต้องรีบตามมันไปอย่างเลี่ยงมิได้ ก่อนจะทิ้งให้ห่าวหรานต้องต่อสู้ลำพัง
"หน็อย เ้าช่างเป็คนแล้งน้ำใจยิ่งนัก เสียดายที่เกิดในสกุลร่ำรวยเพียบพร้อม หากเขาจะมีเมตตาต่อผู้อื่นสักนิดบ้างก็คงดี" ห่าวหรานถอดทอนหายใจออกมา ก่อนที่จะบ่นพึมพำ แต่จากนั้นรอยยิ้มของมันก็ปรากฏชัดขึ้นบนใบหน้า "แต่จะว่าไปก็ดี เพราะพวกเขาจะได้ไม่รู้ว่าข้ามีวรยุทธ์" ห่าวหรานเอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะกำหมัดก้าวเท้าเข้าไปในตรอกแคบตรงหน้า
เมื่อเข้ามาภายในก็มีเสียง ของหนึ่งใน นักเลงอันธพาลร่างใหญ่ตวาดลั่น "เฮ้ย.! ไอ้แก่โสโครก แกกล้าดียังไงถึงได้เดินมาชนข้า ไม่รู้รึ ว่าข้าเป็ใคร..!" เมื่อชายชราผมสีดอกเลาหนวดเคราขาวในชุดสีเทาขาด ๆ ได้ฟังมันก็รีบตอบกลับไปเร็วพลัน "โธ่ พ่อหนุ่ม ข้าก็บอกพวกเ้าไปแล้วไง ว่าไม่ได้ตั้งใจ คนแก่เช่นข้า ดวงตาฝ้าฟาง แข็งขาอ่อนแรง ย่อมเดินไปปรกติ อย่าทำอะไรข้าเลย" และพอเ้านักเลงผู้นั้นได้ยิน มันก็แสยะยิ้มออกมาที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ "ให้พวกข้าปล่อยเ้ารึ? หึ ย่อมได้ แต่ก็นะ…ไหน ๆ เ้าก็ทำชุดข้าเป็รอยยับ เห็นทีคงต้องให้เ้าชดใช้ค่าเสียหายมาสัก…ร้อย สองร้อยเหรียญเงินซะแล้ว"
พอชายชราได้ยินตัวเลขค่าเสียหายที่เ้านักเลงอันธพาลเรียกร้อง มันก็พลันตกตะลึงก่อนจะร่ำร้องออกมาเสียงดัง "แค่ข้าทำเสื้อพวกเ้าเป็รอยนิดเดียว ถึงกับต้องจ่ายร้อยสองร้อยเหรียญเงินเลยรึ! ข้าไม่มีหรอกมากมายขนาดนั้น อย่าว่าร้อยเหรียญเงินเลย ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีไม่มีถึง ห้าเหรียญทองแดงด้วยซ้ำ" เมื่อชายชรากล่าวจบ มันก็ได้สร้างความไม่พอใจขึ้นบนใบหน้าของเ้าพวกนักเลงอันธพาลทั้งสามเป็อย่างมาก
"อะไรวะ.! มีแค่นั้นมันจะไปพอได้ยังไง น่าหงุดหงิดเป็บ้า เช่นนั้นพวกข้าขอกระทืบเ้าแทนก็แล้วกัน โทษฐานที่ไม่มีเงินมาชดใช้ค่าเสียหาย" เมื่อกล่าวจบเ้านักเลงผู้นั้นก็เตรียมที่จะเท้าขึ้น และเหยียบลงบนร่างของชายชราผู้นั้น แต่ทว่า…ยังมิทันที่จะได้ทำ เสียงของห่าวหรานก็ตวาดลั่น "หยุดนะไอ้พวกคนชั่ว.! ปล่อยาุโผู้นั้นไป แล้วมาสู้กับข้า"
เมื่อนั้นคนทั้งสี่จึงหันมาตามเสียง ก่อนที่จะได้พบกับร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินท่าทางองอาจ หากแต่ดวงตาข้างซ้ายของมันมีผ้าสีดำปิดคาดอยู่ เ้าอันธพาลหนึ่งในกลุ่มพวกมัน เลิกคิ้วขึ้น และมองมาที่ห่าวหรานด้วยท่าทางสงสัย ก่อนที่มันจะเอ่ยปาก "แกเป็ใครกันวะ ไอ้หนู.? จู่ ๆ ก็สอดมือมายุ่งเื่ของพวกข้า จะไปเล่นที่ไหนก็ไปซะ ถ้ายังไม่อยากเจ็บตัว" มันสะบัดมือไล่ห่าวหราน อย่างไม่แยแส แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แววตาที่มุ่งมั่นกับท่าทางที่เอาจิงเอาจังของห่าวหรานเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย จนเ้าอันธพาลอีกคนหงุดหงิด มันสบถออกมาเสียงดัง จากนั้นจึงเดินเข้ามาหาห่าวหราน
"อุวะ! ไอ้เด็กนี่ นอกจากจะตาบอด หูยังหนวกด้วยรึไง สงสัยข้าต้องตบสั่งสอนให้หายขาดสักหน่อยแล้ว" เ้าอันธพาลในชุดหนังหมีสีน้ำตาล รูปร่างใหญ่โตหน้าตาน่ากลัว ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวห่าวหรานก่อนที่มันจะเงื้อมือขึ้นเตรียมฟาดใส่เขา แต่ทว่าในยามนั้น คล้ายห่าวหรานจะบ่นพึมพำเบา ๆ ออกมาว่า "การฝึกฝนแค่ปราณฟ้าดินชั้นปฐีระดับต้น จิตปราณในกายก็มีเพียงแค่ สิบ จิต จางิ่น้องชายข้ายังมีมากกว่าเ้าเลย.."
และเมื่อกล่าวจบ ห่าวหร่านก็ปล่อยหมัดใส่ท้องของเ้านักเลงผู้นั้น จนมันกระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงเกิดเสียงดังโครมใหญ่ ก่อนจะร่วงลงมานอนกองที่พื้น และแน่นิ่งไป ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนเ้าอันธพาลอีกสองคนที่เหลือ ยืนตัวแข็งอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ความโกรธของมันทั้งสองจะพลันบังเกิดขึ้น
"หน็อย….แก! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน บังอาจมาทำร้ายน้องสามของข้าได้ อย่าอยู่เลย น้องรองฆ่ามัน…!" เ้าอันธพาลอีกคนซึ่งน่าจะเป็พี่ใหญ่ของกลุ่มะโก้อง ก่อนที่มันทั้งคู่จะวิ่งปรี่เข้ามาหาห่าวหรานอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลลัพธ์ก็คงพอจะเดากันได้ ร่างของมันสองคนถูกหมัดของห่าวหรานที่ปล่อยออกมาเล่นงานอย่างง่ายดาย จนร่างปลิวไปนอนกองรวมกับน้องสามของพวกมันเรียบร้อย…
จบบทที่ 4