Wanderlust เพราะชีวิตคือการเดินทาง

    บทที่ 10 น้ำตา

            อากาศเย็นยามค่ำคลี่คลุมเมืองปายเอาไว้ด้วยไอหมอกบางๆ ที่แทบมองเห็นด้วยตาเปล่า ในยามที่แสงสีของถนนคนเดินเริ่มโรยแรงเหลือเพียงไฟจากบ้านคนท้องถิ่นที่ลอยเลือนอยู่บนเนินไกล ๆ

            “พี่ภูมิ เรากลับมาแล้ว”เสียงเจมส์ดังขึ้นอย่างสดใส เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงโฮมสเตย์ที่มีแสงไฟสลัว ๆจากโคมแขวนไหวไกวตามแรงลมเย็นยามค่ำ

    พี่ภูมิที่นั่งอยู่ตรงชานไม้ด้านหน้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆใบหน้าของเขาสะท้อนแสงไฟอุ่นจากโคมไฟ

            “ได้รูปมั้ยพี่?” เฟิร์นถาม

            “ได้บ้างนิดหน่อย” เขาตอบเบา ๆไม่ได้สบตาเธอ

            “หนูซื้อของมาฝากด้วยแหละ”เธอยื่นถุงข้าวโพดอบเนยให้เขา

            “ขอบใจนะ” ภูมิยิ้มบาง ๆ

            เฟิร์นบอกว่าอยากลองทำกับข้าวให้ทั้งสองคนกินอีกครั้งไม่ทันไร เฟิร์นก็เอาวัตถุดิบจากตลาดออกมาจัดเรียงอย่างคล่องแคล่วใบหน้าเธอมีความตั้งใจจนแทบมองเห็นประกายในดวงตา

            “คืนนี้เรากินอะไรครับ เชฟเฟิร์น?” เจมส์ถามขณะช่วยเด็ดผัก

            “ต้มข่าไก่!” เธอยิ้ม“แต่เป็๞เวอร์ชั่นของหนูเองนะ”

    พี่ภูมิที่มายืนดูสองคนน้องคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาไม่พูดอะไร แต่ยิ้มออกมาเมื่อได้กลิ่นหอมจากน้ำซุปที่เริ่มเดือด

    แกงหม้อนั้นอาจดูธรรมดา เรียบง่าย ไม่มีเครื่องมากมายแต่ในรสชาติอ่อนนุ่มนั้นแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่จับต้องไม่ได้

    ไม่ใช่แค่ความอร่อย… แต่มันคือ “ความตั้งใจ”

            หลังอาหารมื้อเย็นทั้งสามคนออกมานั่งรอบเตาถ่านเล็ก ๆ หน้าบ้าน มีไฟอ่อน ๆจากโคมไฟที่แขวนอยู่บนระเบียง เสียงจิ้งหรีดร้องแข่งกับเสียงเพลงเบา ๆจากโทรศัพท์ของเจมส์

            “ขอบคุณนะคะที่ให้โอกาสหนูลองทำอาหาร” น้ำเสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความกล้าไว้เล็ก ๆ“หนูไม่ค่อยเคยได้ทำให้ใครกินเท่าไหร่”

            “เดี๋ยวนะเราสิต้องเป็๞คนขอบคุณเฟิร์น” พี่ภูมิพูดด้วยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความจริงใจ“เฟิร์นตั้งใจทำอาหารอร่อย ๆ ให้เราขนาดนี้”

            “จริง” เจมส์เสริมทันที“อร่อยมากเลยนะ”

    คำว่า “เหมือนบ้าน” ทำให้เฟิร์นชะงักเล็กน้อยก่อนที่เธอจะหลบตาลงต่ำแล้วแอบยิ้มอย่างเงียบ ๆ

            บรรยากาศเงียบลงเมื่อเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะค่อยๆ จางไป เหลือเพียงเสียงไฟปะทุเบา ๆ จากเตาถ่านที่ยังไม่มอดสนิท แสงจากโคมไฟไกวเบาๆ ตามแรงลม เฟิร์นนั่งกอดเข่าไว้แน่นดวงตาเธอจ้องไปยังเปลวไฟที่ไหววูบไม่หยุดราวกับกำลังทบทวนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

            “หนูขอระบายอะไรหน่อยได้มั้ย?” เสียงของเฟิร์นแทรกเข้ามาในความเงียบ เธอไม่มองใครแต่สายตายังจ้องเปลวไฟตรงหน้าไม่วาง

    พี่ภูมิและเจมส์ทำท่าตั้งใจฟังทันที ไม่ใช่เพราะความอยากรู้แต่เพราะน้ำเสียงของเธอนั้นเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ลึกกว่าแค่เ๱ื่๵๹ราวธรรมดาเธอสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง ไม่ใช่เพื่อจะพูดแต่เหมือนเพื่อรวบรวมอะไรบางอย่างจากข้างใน เหมือนต้องยื่นมือลงไปในทะเลมืดแล้วหยิบบางอย่างขึ้นมา

            “พี่ภูมิกับเจมส์ก็น่าจะรู้สึกได้ว่ามีคนพยายามติดต่อหนูอยู่”เธอเริ่มช้า ๆ น้ำเสียงเธอสั่นนิด ๆ แต่ชัดเจน “จนหนูต้องปิดโทรศัพท์หนี”

            “ก็อย่างที่บอกแหละ...แฟนเก่าหนูพยายามติดต่อหนูอยู่”

            “ตอนแรกเขาน่ารักมากเลยนะคะ เอาใจใส่ใจทุกอย่าง หนูเคยคิดว่านี่แหละ... คนที่ใช่ คนที่เราควรจะฝากชีวิตไว้ด้วย”เธอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “คบกันมาเกือบห้าปีแน่ะ”

    เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความเหนื่อยล้าจาง ๆ

            “แต่... ไม่นานหลังจากนั้นหนูก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป — ข้อความแปลก ๆ ในโทรศัพท์รูปที่ถูกซ่อนไว้ คำพูดที่ฟังแล้วขัดกันไปมา”

            “หนูไม่อยากระแวงนะคิดว่าคงคิดมากไปเอง แต่พอจับได้จริง ๆ ว่าเขานอกใจ เขาก็ร้องไห้ ขอโทษบอกว่าหลงผิด...”

    เธอเงียบไปชั่วขณะ ยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่ยอมรับว่าเคยอ่อนแอ

            “หนูก็ให้อภัยทุกครั้ง บอกตัวเองว่า‘ทุกคนผิดพลาดได้’ หนูยังรักเขา หนูยังอยากให้มันเวิร์ก…”

            “จนครั้งที่สอง... สาม...หนูจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งที่ต้องนั่งร้องไห้ในห้องน้ำแล้วกลับมายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

    น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย เธอกัดริมฝีปากล่างแน่นพยายามกลั้นคลื่นบางอย่างไม่ให้ทะลัก

            “วันหนึ่ง หนูมองตัวเองในกระจกแล้วไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงนั้นคือใคร...” เสียงเธอขาดห้วง น้ำตาเม็ดเล็ก ๆร่วงลงบนมือเธออย่างเงียบงัน

            “หนูไม่รู้แล้วว่าต้องทำยังไงถึงจะ...พอสำหรับเขา”

    เธอพูดเหมือนแผลเดิมที่เคยหายแค่ผิวเผินถูกเปิดออกอีกครั้ง ช้า ๆ

            “หนูเคยเชื่อว่า ‘รักแท้ต้องอดทน’เหมือนในนิยายที่เราอ่านตอนเด็ก ๆ หนูให้อภัยเขาจนตัวเองไม่มีค่าไปแล้ว”

    เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปียกชื้นจับจ้องไปที่พี่ภูมิและเจมส์

            “พี่รู้มั้ย... ความรู้สึกที่ว่าเรารักเขาจนลืมรักตัวเอง มันเจ็บแค่ไหน”

    เจมส์ขยับตัวเข้าไปใกล้ ยื่นทิชชู่ให้เธออย่างแ๵่๭เบา ไม่มีคำพูดไม่มีการปลอบใจแบบซ้ำซาก มีแค่๱ั๣๵ั๱เบา ๆ บนหลังเธอ

    เฟิร์นรับทิชชู่มา ปาดน้ำตาเบา ๆ ก่อนจะพูดเสียงแ๶่๥ “ขอโทษนะคะ...ที่ร้องไห้ให้ดูแบบนี้หนูไม่อยากเป็๲ภาระใครเลย แค่...มันอัดแน่นมานานเกินไปแล้ว”

            “เธอไม่ได้เป็๞ภาระใครทั้งนั้น”พี่ภูมิตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับผ้าห่มผืนบางในคืนหนาวเหน็บ

            “ขอบคุณนะคะ... ที่ฟังหนู”เธอพูดพร้อมรอยยิ้มที่ยังมีร่องรอยน้ำตาอยู่เต็มดวงหน้า

    ทั้งสามคนนั่งอยู่เงียบ ๆ ในคืนนั้น ท่ามกลางเสียงลมหวิวและเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากลำธารด้านล่าง ไม่มีคำพูด ไม่มีคำถามแต่ในความเงียบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินจะพูดออกมาได้

    ภายใต้ท้องฟ้าที่มีดาวระยิบพร่างเฟิร์นรู้สึกว่าเธอได้กลับมาเป็๞ตัวเองอีกครั้ง... แม้จะยังไม่สมบูรณ์ดีนักแต่ก็อาจจะพอที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง