โจอันรู้สึกถึงสายตาที่มองตามมาขณะที่เธอรีบเดินเข้าไปในห้องทำงานทำไมนะเขาถึงไม่อายุสัก 50 แล้วก็แต่งงานไปเสียให้มันรู้แล้วรู้รอดเธอถามตัวเองพลางถอนหายใจอย่างเศร้าสลด หรือจะอายุสัก 35 ก็ได้แต่ขอให้มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์กว่านี้ หัวล้านเลี่ยนหรืออะไรก็ได้แทนที่จะเป็ผู้ชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างที่เป็อยู่ในทุกวันนี้
เธอถอดเสื้อคลุมออกแขวนก่อนที่จะลงมือหมุนโทรศัพท์กลับไปยังอพาร์ตเม้นท์ที่พักเสียงกริ่งโทรศัพท์เรียกอยู่ 2 ครั้ง เคย์จึงได้มารับสาย
“โจอัน...นั่นเธออยู่ที่ไหนน่ะ?” เสียงของเพื่อนสาวบอกความร้อนใจ
“ก็อยู่ที่ทำงานน่ะสิ” โจอันตอบ
“แหม...ฉันกำลังเป็ห่วงอยู่เชียวว่าเธอจะต้องไปติดอยู่ตรงไหนสักแห่งเวลานี้ผู้คนในชิคาโกติดแหง็กอยู่กลางถนนเป็แถวเลย” น้ำเสียงของเคย์บอกความโล่งใจขึ้น “แล้วนี่เ้านายเขาไม่ช่วยขับรถพาเธอมาส่งบ้านหรอกหรือ?”
“กลางพายุอย่างนี้น่ะหรือ?” โจอันย้อนถาม“ก็โดนหิมะพอกตัวกันเท่านั้นน่ะสิ”
“เอ๊ะ...นี่เธอหมายความว่า...” เคย์อึ้งไปก่อนที่จะถามต่อ“หมายความว่ามีเธอกับเขาติดอยู่ในที่ทำงานด้วยกันสองคนเท่านั้นน่ะหรือ?”
“โธ่เอ๊ย...เคย์” โจอันยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเผลอตัว “เธอเลิกสร้างสถานการณ์บ้าๆนั่นเสียทีได้ไหม?” เพราะเวลานี้เธอเองก็ยุ่งยากใจอยู่มากพอดูโดยไม่จำเป็ที่จะต้องมีคำพูดของเคย์มาพูดเสริมอยู่แล้ว
“ก็มันจริงไหมล่ะ ที่เธออยู่กับเขาตามลำพังน่ะ?” เพื่อนสาวถามย้ำด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ“ถูกสถานการณ์บ้าๆนั่นจับโยนเข้าไปหากันไงล่ะ”
“นี่...เลิกพูดอย่างนี้เสียทีได้ไหม?” โจอันย้อนเสียเกรี้ยว“คุณไลอ้อนน่ะเขาเป็นายฉันนะ”
“พนันได้เลยว่าพอถึงพรุ่งนี้เช้าเธอก็ไม่เรียกเขาว่าคุณไลอ้อนอีกต่อไปแล้วล่ะน่า” เคย์ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นมาตามสาย
“พอทีเถอะ ที่เขาแสดงอยู่กับฉันทุกวันนี้ฉันก็ยังสงสัยอยู่ด้วยซ้ำว่าเขามองเห็นฉันเป็ผู้หญิงหรือเปล่าฉันน่ะเป็เลขานุการผู้ทำงานให้เขาได้อย่างมีประสิทธิภาพนะยะไอ้การที่จะต้องมาติดอยู่ในนี้กับฉันเพียงแค่ชั่วคืนน่ะไม่มีทางที่จะทำให้เขาเห็นฉันเป็ผู้หญิงที่น่ารักน่าใคร่ไปได้หรอก” คำพูดที่ะเิออกไปนั้นเหมือนจะเป็การเตือนตัวเองไปพร้อมกับที่อธิบายให้เพื่อนสนิทเข้าใจด้วย “เอาละตอนนี้ฉันยังมีจดหมายที่จะต้องพิมพ์ให้เสร็จฉันจะกลับบ้านทันทีที่ถนนเปิดให้ผ่านได้”
และโดยไม่รอฟังคำตอบที่โจอันวางโทรศัพท์ลงสีหน้าบึ้งตึงด้วยอารมณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นแต่ทันใดดวงตาที่ก้มลงต่ำก็เหลือบเห็นกางเกงสีน้ำตาลที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานนวลแก้มของเธอแดงเรื่อขึ้นทันทีเมื่อเงยขึ้นก็พบกับใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างขบขันของแบรนดท์ ไลอ้อนซึ่งบอกให้รู้ว่าเขาได้ยินทุกคำพูดที่โต้ตอบกันอยู่
“ผมสบายใจขึ้นมากนะที่ได้เห็นว่าคุณยังเป็มนุษย์ปุถุชนอยู่คุณซอมเมอร์ส” เขาพูดเรียบๆก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ขณะที่โจอันวุ่นวายอยู่กับการหาคำตอบ
ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องดูเวลาดังนั้น โจอันจึงมิได้ใส่ใจกับเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไปขณะที่เธอลงมือพิมพ์จดหมายตามคำบอกที่ยังคงค้างอยู่เนื่องจากไม่มีเวลาพิมพ์ในตอนเช้าเธอไม่รู้ว่าแบรนดท์ทำอะไรอยู่ในห้องทำงานของเขาแต่ก็เชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยว่าเขาคงจะต้องทำงานเช่นเดียวกับเธอ ขณะเดียวกันถ้อยคำที่เธอพูดกับเคย์ทางโทรศัพท์ก็ก่อกวนสมาธิอยู่ไม่น้อยความอึดอัดใจดูจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคิดไปถึงว่าเธอจะเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างไรในเมื่อคำพูดทุกประโยคนั้นยังก้องอยู่ในหูเขาเช่นกันมันเท่ากับเป็การระบายความรู้สึกทั้งปวงที่เธอ้าจะปกปิดไว้ออกมาให้เขาได้รู้
ด้วยหูฟังที่ครอบอยู่บนศีรษะและคำบอกของแบรนดท์ที่ยังก้องอยู่ในหูโจอันจึงไม่ได้ยินเสียงประตูห้องทำงานที่ติดต่อกันอยู่เปิดออกแป้นเครื่องพิมพ์ดีดเลื่อนไหลไปตามหน้ากระดาษมันมิได้มีการหยุดเว้นระยะเลยจนเมื่อมีมือมาแตะลงบนไหล่นิ้วของเธอจึงกระแทกเข้ากับแป้นด้วยความใ
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณใเลย คุณซอมเมอร์ส” เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สีน้ำตาลที่ตวัดขึ้นมองอย่างใจริงๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ” โจอันตอบอึกอัก
“คือผมบังเอิญรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วก็คิดว่าคุณคงจะช่วยแนะนำอาหารในแคนทีนให้ผมได้ไปหาอะไรทานกันดีกว่าคุณซอมเมอร์ส”
น้ำเสียงที่เขาเรียกชื่อเธอนั้นเป็ประหนึ่งภาพสะท้อนที่ทำให้มองเห็นว่าเขากำลังปฏิบัติต่อเธอฉันนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น
โจอันเลื่อนสายตาจากใบหน้าของเขาลงมามองนาฬิกาข้อมือและพบว่าขณะนั้นเป็เวลาทุ่มครึ่งแล้วได้แต่หวังว่าเวลาที่เหลือจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้เหมือนกัน
“ค่ะ ฉันก็รู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเป็งานเป็การเหมือนจะบังคับตัวเองให้รับรู้ว่าความปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับเขานอกเหนือจากในหน้าที่การงานเช่นที่ครั้งหนึ่งเคยมีนั้น ควรจะได้สิ้นสุดกันเสียที
แบรนดท์ก้าวถอยหลังหยุดยืนรอให้เธอเก็บของเข้าที่ก่อนที่จะร่วมทางไปกับเขาขณะที่เดินไปด้วยกันตามช่องทางเดินระหว่างตึก เพื่อไปสู่ห้องอาหารของบริษัทนั้นโจอันรู้ตัวอยู่ว่าเดินเชิดศีรษะอย่างเกินความจำเป็ด้วยความปรารถนาที่จะแสดงให้เขาเห็นว่า เธอมิได้้าเรียกร้องความสนใจจากเขาเลยแม้แต่น้อยตอบคำถามของแบรนดท์ห้วนๆ เมื่อเขาชวนคุยขณะที่นั่งรับประทานแซนด์วิชกับนมอยู่ด้วยกัน
โจอันออกจะรู้สึกชอบใจอยู่มากเมื่อในที่สุดแบรนดท์ก็หมดความพยายามเขานั่งนิ่งเฉยจนเธอต้องเงยหน้าขึ้นมองและพบว่าเขากำลังจับตามองเธออยู่แววแห่งความไม่สบายใจฉายแสงขึ้นในดวงตาก่อนที่เธอจะหลบตาลง
“มันเป็ความผิดของคุณเองรู้หรือเปล่า?” น้ำเสียงทุ้มๆของเขาทำลายความเงียบขึ้น
จริงๆแล้วมันมิได้มีความจำเป็ที่จะต้องย้อนถามเลยว่าที่เขาพูดออกมานั้นมีความหมายว่ากระไรแต่โจอันก็ยังถามอยู่ดี
“อะไรนะคะ?” ดวงตาเบิกโพลงอย่างไม่เข้าใจ
“มันเป็ความจริงที่ผมยกประโยชน์ให้คุณไงล่ะ” แบรนดท์ตอบด้วยน้ำเสียงสงบเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายใจ “ที่ผมพูดน่ะหมายความว่าคุณไม่เคยทำตัวให้เป็ที่น่าสนใจเลยต่างหาก”
โจอันเขี่ยชิ้นมันฝรั่งทอดเล่นอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านั้นนวลแก้มแดงเรื่อขึ้นอีก
“ที่ฉันพูดออกไปทางโทรศัพท์น่ะไม่ได้หมายความว่าฉันไม่มีความเคารพในตัวคุณหรอกนะคะ เพราะจริงๆแล้วก็ไม่ได้หวังจะให้ใครมาสนใจฉันเป็พิเศษเลยนอกเหนือจากหน้าที่การงานที่ทำอยู่แล้วฉันหมายถึงว่าจะทำงานให้คุ้มกับค่าของเงินที่คุณจ่ายให้ฉันน่ะค่ะ” เธอขยับตัวอย่างอึดอัด
“คุณอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
“23 ค่ะ” แซนด์วิชคำสุดท้ายดูจะฝืดคออย่างที่สุด
“คุณทำงานกับผมมากี่ปีแล้วนี่?”
“3 ปีค่ะ”
“อะไร นานขนาดนั้นเชียวหรือนี่?” แบรนดท์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ“คุณทำงานได้ดีมากนะ”
“เลขาฯทุกคนก็ต้องเป็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ” โจอันตอบเรียบๆ
“มันไม่เป็การดีอะไรเลยที่เราจะรู้สึกชื่นชมแล้วก็เสียดายในความสามารถของคนทำงานที่ออกไปแล้ว” แบรนดท์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ซึ่งมันก็ทำให้ผมยิ่งรู้สึกลำบากใจถ้าจะคิดหาผลประโยชน์จากคุณ”
“เื่อะไรล่ะคะ?” คำถามประโยคนั้นพลั้งออกจากปากก่อนที่จะทันคิดใบหน้าแดงเรื่อขึ้นอีก
มุมปากของแบรนดท์ ไลอ้อน กดลึกลง
“คือ...คืนนี้เราน่าจะหาอะไรทำให้เวลามันผ่านๆไป ผมมีจดหมายอยู่อีก 2-3 ฉบับที่อยากจะให้คุณพิมพ์คำตอบแล้วก็มีบางฉบับที่จะต้องบอกให้คุณจดคำตอบไว้ งานที่มันคั่งค้างอยู่จะได้เสร็จเร็วๆกันไปเสียที”
“ได้สิคะ เพราะตอนที่เราออกมาทานอาหารกันนี่ฉันก็กำลังพิมพ์ฉบับสุดท้ายอยู่แล้ว” โจอันรีบรับคำเพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งพูดกันด้วยหัวใจที่ว้าวุ่นต่อไป