แม่น้ำโขงเป็แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวลาวและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณสองฝั่ง มายาวนาน หลายชั่วอายุคน สายน้ำไม่เคยกั้นมิตรภาพ ต่างมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกัน ชีวิตชนบทที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ทุกเช้ามีเรือหาปลาหลายลำ ล่องอยู่กลางแม่น้ำโขง ท่ามกลาง แสงสีทองของรุ่งอรุณวันใหม่ สาดส่องมากระทบพื้นผิวน้ำ แลเห็นเป็คลื่นระลอกเล็กๆ พลอยทำให้แสงตะวันสะท้อนมากระทบหน้าผู้ที่มองเห็น ทุกเช้าชาวสวนต่างพากันมารดต้นยาและพืชผลการเกษตรที่ปลูกบริเวณริมตลิ่งทั้ง ลาดและชัน ฝูงนกกระยางขาวบินมาเป็หมู่
ภาพเ่าั้ค่อยๆลบเลือนหายไป เมื่อสายลมร้อนแห่งคิมหันต์ ได้พัดพา ไฟาอินโดจีนที่กำลังคุกรุ่น คืบคลานเข้ามา พร้อมกับการกลับมาขยายอาณานิคมฝรั่งเศส แผ่นดินถูกยึดครองอีกครั้ง ดินแดน ที่แสนสงบสุข ค่อยๆถูกกลืนหายด้วยม่านแห่งเพลิงา ปิดฉากภาพสวยงามเ่าั้ทันที เหมือนละครเวทีชีวิตจบ ทั้งๆที่ตัวละครยังคงเล่นต่อไป อยู่หลังม่านแห่งา โดยไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ ตอนไหน นานเพียงใด าถึงจะยุติ ชาวลุ่มแม่น้ำโขงได้แต่รอคอยอิสรภาพ
การโจมตีเมืองท่าแขก เหตุการณ์เกิดขึ้น ่ปลายเดือน มีนาคม พศ.2489 มีเครื่องบินลำหนึ่งมาโปรยใบปลิวลงกลางเมืองท่าแขก ข้อความในใบปลิวประกาศให้ทหารกู้ชาติลาว วางอาวุธและยอมจำนน ต่อทหารฝรั่งเศส ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งตัว หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เครื่องบินขับไล่ ของฝ่ายฝรั่งเศสก็เปิดฉาก บุกโจมตีเมืองท่าแขกอย่างหนักหน่วง
เหตุการณ์วันนั้น กลายเป็เื่เล่า ที่่ผู้เฒ่าผู้แก่และญาติผู้เสียชีวิต ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำ
เรือเอกเชอร์วี่ เดสชองส์ นายทหารหนุ่มรูปงาม หน้าเรียวคม ดวงตาเป็ประกาย จมูกโด่งเป็สัน ชายผู้มีปากสวยได้รูปคล้ายกระจับ เรือนผมสีดำ แลดูไม่เหมือนฝรั่ง เพราะเป็ลูกครึ่งฝรั่งเศสพม่า รักการเล่นไวโอลิน ชอบฟังเพลงพื้นบ้าน
ผู้กองเชอร์วี่หลงรักแผ่นดินล้านช้างเหมือนแผ่นดินบ้านเกิด เขาเป็ทหารประจำกองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศส ประจำการที่ค่ายบ้านบึงสาน แขวงคำม่วน สามารถสื่อสารภาษาไทยและลาวได้ เป็คนรักความยุติธรรม มีมนุษยธรรม เสียสละ เข้มแข็ง นิสัยส่วนตัวชอบเก็บความรู้สึก เวลารู้สึกอะไรก็จะแสดงออกทางสายตา เป็คนที่ยิ้มยาก รักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง กล้าหาญ อดทน ต่อตาฟันต่อฟันกับศัตรู สมเป็ชายชาติทหาร
เขาอยากทำอาชีพที่รักและถนัด แต่ในยามาผู้ชายฝรั่งเศส ต้องไปเป็ทหาร พ่อกับแม่เขาก็พบรักกันในยามา สมัยาโลก่แรกๆ พ่อได้ประจำกองทัพเรือ ่นั้นได้ถูกสั่งไปประจำการที่พม่าบริเวณฝั่งอันดามัน และได้พบกับแม่ของเขา ซึ่งเป็สาวชาวพม่าเมืองตองอู ทั้งสองรักกันจนมีลูกชายสองคน คือเขากับน้องชาย แม่เขาเสียชีวิตใน่า ั้แ่เขาอายุ7ขวบ
หลังจากายุติไม่นาน พ่อก็ถูกเรียกตัวกลับปารีส จนกระทั่งได้เกษียณอายุราชการ ถึงได้ไปทำไร่องุ่นที่เมืองลีองส์ กับน้องชายและหลานๆ พ่อสอนให้ลูกทุกคน เรียนรู้วิถีชีวิตของคนเอเชีย เรียนรู้วัฒนธรรมของพม่า สอนให้เล่นดนตรี พ่อเป็คนเข้มแข็ง อดทน เป็ทหารตัวอย่าง เขาไม่เคยได้ยินพ่อบอกว่ารักเขา แต่พ่อก็แสดงออกว่ารักลูกทุกคน ก่อนที่เขาจะเดินทางมาประจำที่ฝั่งอินโดจีน พ่อบอกเขาว่า
“ถ้าลูกมีโอกาส ได้เหยียบแผ่นดินตองอู ขอให้ลูกระลึกเสมอว่า ดวงใจพ่ออยู่ที่นั่น แผ่นดินตองอูเป็บ้านเกิดเมืองนอนของแม่ เป็ที่ ที่พ่อกับแม่มีความรักต่อกัน ขอให้ลูกมีมนุษยธรรม หากมีโอกาสได้เป็ผู้ชนะ ขอให้ใช้อำนาจที่ยิ่งใหญ่ไปในทางที่ถูกต้อง าไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ต่างฝ่ายก็พบกับความสูญเสีย พ่อจะรอวันที่ลูกกลับมา จงระลึกเสมอว่าลูกได้รับใช้ชาติ และทำดีที่สุดแล้ว จงเป็ทหารที่ดี สมเป็ลูกพ่อ ดูแลตัวเอง ขอพระเ้าคุ้มครองลูก”
นั่นเป็ครั้งแรก ที่พ่อพูดเื่แบบนี้กับเขา เขาจำคำของพ่อเสมอ
ผู้กองเชอร์วี่ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณีลาว เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็มิตรกับทุกคน ที่อาศัยอยู่แถวนั้น ่ พ.ศ.2483 าโลกครั้งที่2 เขาได้ประจำการที่ประเทศไทย เกือบสองปี และพอที่จะสื่อสาร ภาษาไทยได้พอเข้าใจ เขาได้เรียนภาษาลาวและอังกฤษมาบ้าง ซึ่งล่ามชาวลาวเป็ผู้สอน จึงทำให้การใช้ชีวิตที่แผ่นดินลาวนั้นง่ายขึ้น
ผู้กองเชอร์วี่ ได้รับรายงานว่า ท่าแขกถูกโจมตีย่อยยับ สร้างความไม่พอใจให้เขาเป็อย่างมาก เพราะหน่วยรบทางอากาศ ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้อพยพคนไม่ทัน เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผู้บริสุทธิ์ต้องมาล้มตาย เมืองเสียหายหลายแห่ง โรงพยาบาลและโรงเรียนถูกยึดเป็ฐานที่ตั้งป้อมปืน
ผู้กองเชอร์วี่ ได้พบกับมณฑา์ ตอนที่เขายกพลไปช่วยคนเจ็บ ในวันที่ท่าแขกถูกโจมตี เขานึกชอบเธอั้แ่แรกเห็น แม้ว่าตอนนั้นหน้าตาของเธอเปื้อนฝุ่นมอมแมม แต่เขาก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ของสาวเอเชียผู้มีใบหน้างดงามและฉลาด เข้มแข็งเหมือนลูกราชสีห์
มณฑา์เป็ลูกครึ่งลาวไทย หญิงสาวผู้ที่มีรูปร่างและใบหน้างดงาม แม่เป็ชาวลาวพ่อเป็ชาวไทย เธอเกิดที่เมืองไทย เป็แพทย์ฝึกหัด อาสาไปช่วยที่โรงพยาบาลท่าแขก ่ที่เกิดาอินโดจีน ชายแดนไทยลาวปิด จึงตกเป็ผู้ลี้ภัยและผู้ต่อต้านในเวลาเดียวกัน มณฑา์เกลียดทหารฝรั่งเศส เธอคิดว่าเขาเป็ผู้รุกราน นิสัยเป็คนรั้น มั่นใจในตัวเอง ใจแข็ง รักความยุติธรรม
เธออยู่ในเหตุการณ์โจมตีท่าแขก ต่างวิ่งหลบะเิชุลมุน หลังเสียงปืนสงบลง มณฑา์ ไม่เหลือเอกสารใดๆติดตัว เธอได้กลายเป็คนลาวโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะผู้รอดชีวิตที่นั่นไม่เหลืออะไรเลย จากคุณหมอแสนสวยกลายมาเป็สาวชาวบ้านธรรมดาในพริบตา มณฑา์ ครุ่นคิดหนัก ต้องไปหายายของเธอที่บ้านบึงสานให้ได้
ยายของมณฑา์ เป็คนลาวโดยกำเนิด มีอาชีพทำไร่ยาสูบ ปลูกมันแกวและถั่วลิสง แม่ของเธอแต่งงานกับพ่อแล้วย้ายไปอยู่ จังหวัดนครพนม สมัยเป็เด็กแม่เคยพาเธอไปเยี่ยมยายบ่อยๆ แต่พอจบมัธยม เธอสอบเข้ามหาลัยที่กรุงเทพ จึงไปเรียนแพทย์ที่กรุงเทพหลายปี พอเกิดาโลกครั้งที่สอง เธอก็ไม่ได้ไปบ้านยายอีกเลย เพราะาทำให้ทุกอย่างลำบากไปหมด
คืนนั้นผู้กองเชอร์วี่ ส่องไฟฉายไปทั่ว พร้อมทั้งร้องะโ ค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางฝุ่นและควัน จึงได้พบกับมณฑา์ นั่งรวมกลุ่มอยู่กับเด็กๆและคนแก่หลายคน บริเวณซากปรักหักพังของตึก เด็กและคนแก่เอาก้อนหินปาและไล่เขา
'ไป! ไปให้พ้นนะ ไปตายซะ”
ชาวบ้านะโ โวยวายเสียงโหวกเหวก
ผู้กองเชอร์วี่และทหารต่างหลบเป็พลันละวัน ชาวบ้านปาก้อนหินและเศษไม้ พร้อมเสียงด่า
“หยุด! หยุดก่อน ฟังก่อน เรามาดี ”
ผู้กองเชอร์วี่ ะโเสียงดัง พลางยกมือขึ้นกำบังหน้า
ขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุนกันอยู่นั้น เสียงตวาดก็ดังขึ้น เป็ภาษาอังกฤษ
'what do you want us? ”
มณฑา์กระชากเสียงใส่
ทุกคนหยุดปาทันที นิ่งเงียบ หันไปมองทางต้นเสียง ผู้กองเชอร์วี่ แปลกใจ พยายามเพ่งมองที่ใบหน้าอันมอมแมมของมณฑา์ เขาเข้าใจภาษาอังกฤษ แต่ไม่อยากพูด เพราะถ้าพูดคนหลายๆคนคงไม่เข้าใจผู้กองเชอร์วี่ สีหน้าเคร่งเครียด
“กรุณาพูดภาษาลาว! …ที่นี่เมืองลาว!... พูดภาษาลาว.. อย่าพูดภาษาอื่น เพราะ ทุกคนไม่เข้าใจ ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ออกเสียง ชัดๆ ช้าๆ
“ไปซะ! เราไม่้าอะไรจากพวกแก กลับไป! ไม่ต้องมาทำดี พวกแกมันเป็โจรปล้นชาติและทำลายล้างต่างหาก เราอยู่ได้โดยไม่มีพวกฝรั่งเศส'
เธอรีบแทรกขึ้น ใช้คำพูดถากถาง มองด้วยแววตาที่เกลียดชัง ดูแคลน
มณฑา์ตอบเป็ภาษาไทย เพราะ้าให้เขารู้ ว่าเธอเป็คนไทย ไม่ใช่ขบวนการกู้ชาติในลาวที่มาเดินต่อต้าน บางคำเขาฟังเธอไม่เข้าใจ แต่พอที่จะเข้าใจว่าเธอกำลังต่อว่า ด่าทอ โกรธ เขารู้สึกผิดมากเกินที่จะให้อภัย ผู้กองเชอร์วี่ถอนหายใจยาว สีหน้าคับแค้นใจอย่างหนัก ทหารยื่นโทรโข่งให้เขาเพื่อให้ประกาศ ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
“ทุกคนฟัง! ผม เรือเอกเชอร์วี่ เดสซองส์ ขอให้ทุกคนทั้งคนไทยและคนลาวอยู่ในความสงบ ทางกองทัพ ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายใคร ตอนนี้โรงหมอโดนทิ้งะเิพังหมด ไม่มียา ไม่มีเครื่องมือหมอ เราจะมาเอาคนเจ็บ ไปรักษา และออกไปจากที่นี่เร็วที่สุด ทุกคนที่ได้รับความเสียหายและสูญเสียจะให้ไปลี้ภัยในค่าย กรุณาให้ความร่วมมือ กรุณาวางอาวุธ ”
ผู้กองเชอร์วี่ สั่งเสียงเฉียบขาด เขาพอพูดภาษาไทยได้บ้าง
“ทหาร! ขนคนเจ็บออกไปจากที่นี่! ถ้ามีใครใช้อาวุธต่อสู้ หมายถึงเป็ผู้ต่อต้านฝรั่งเศส มีคำสั่งจับไปขังให้หมด!”
ผู้กองเชอร์วี่กำชับทหารเสียงหนักแน่น ใบหน้าอันหล่อเหลานั้น เริ่มดุดัน
ทุกคนนิ่งเงียบ ไม่ต่อต้าน เพราะกลัวถูกจับ มณฑา์เกลียดพวกฝรั่งเศสมาก แต่ไม่คิดว่าฝรั่งเศสจะมีจิตใจปราณี มาช่วยคนเจ็บได้ ทหารกู้ชาติลาวในเครื่องแบบหลายคน ถูกทหารฝรั่งเศสจับตัวไปยังค่ายกักกันถือว่าเป็ผู้ต่อต้าน บางคนก็หนีเข้าป่าใน่ที่ถูกโจมตี บางคนก็ยิงต่อสู้จนเสียชีวิตผู้กองเชอร์วี่พูดภาษาลาวได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ทุกคนก็พอจะเข้าใจ
“ไผไปสอนมันเว้า เบิ่งแน้จักหน่อยกะกลายเป็คนลาว บ้านนี้เมืองนี้บ่ต้อนรับเด้อ.”
หลายคนเริ่มส่งเสียงะโโวยวายดังขึ้นอีก ทหารลาวนอกเครื่องแบบคนหนึ่งยืนปะปนกับกลุ่มชาวบ้าน รีบบอกทุกคน ทำตามที่ผู้กองเชอร์วี่สั่ง คือยอมจำนน ไม่คิดต่อสู้
“อ้าว! วางอาวุธเด้อพี่น้อง อย่าเว้าหยังหลาย มัวยืนเถียงกันหยังเบิ่งคนเจ็บแน่ มันสิตายแล้ว เขามาซ่อยกะไปกับเขาซะ ดีกว่าบ่มีไผ ตอนนี้คั่นเฮาบ่อไป เฮ่าสิเฮ็ดจั่งได๋ เื่อื่นจังเว้ากันใหม่เนาะสหาย”บางคนเห็นด้วยเพราะไม่มีที่ไปแล้ว
ผู้กองเชอร์วี่และทหารเริ่มทยอยพาคนเจ็บออกไปจากบริเวณที่เกิดเหตุ ท่ามกลางเปลวไฟลุกโซนอยู่หลายแห่ง ควันไฟและฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงคนสำลักควันและเสียงร้องไห้ดังระงม มณฑา์คิดจะหลบหนีไปขึ้นเรือลักลอบข้ามมาฝั่งไทย ถ้าเธอไปกับพวกเขา เธอต้องไม่ได้กลับเมืองไทยแน่นอน ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน เธอจึงรีบแอบย่องพาเด็กและคนแก่สามคนเดินหลบออกมาจากกลุ่มคน มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำโขง เพื่อที่จะหาเรือพายที่หลงเหลืออยู่
มณฑา์รีบเร่งฝีเท้าฝ่าควันและฝุ่น ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมไปทั่ว เสียงหวอแจ้งเตือนปลอดภัยดังขึ้น เธอพาพวกเขาวิ่งดิ่งลงไปริมฝั่งโขง ไปที่เรือพายลำเล็ก มีความหวังว่าคงได้กลับไทยด้วยเรือลำนี้
ทันใดนั้น มีไฟดวงใหญ่ส่องมากระทบหน้า พร้อมทั้งเสียงตวาดผ่านโทรโข่ง ..ดังขึ้น!!...
“หยุดนะ! หยุด! เดี๋ยวนี้! บอกให้หยุด! ทุกคนยังไปไหนไม่ได้ อย่าขยับ”
เสียงของผู้กองเชอร์วี่ เขามาค้นหาคนเจ็บริมฝั่งโขงกับทหารห้านาย ทหารยกปืนขึ้นหันปลายกระบอกปืนเล็งมาที่มณฑา์ ทุกคนใหันขวับไปอย่างรวดเร็ว เธอกลัวว่าเขาจะทำร้ายเด็กและคนแก่ ถ้าหนี เขาอาจจะยิงก็ได้ ความคิดต่างๆแล่นเข้ามาในหัว สับสน
หญิงสาวตั้งสติรวบรวมความกล้า ปรับสีหน้าให้ปกติ ระงับความกลัวไว้
“พวกเราเป็คนไทย ปล่อยพวกเรากลับบ้าน พวกแกไม่มีสิทธิ์ จะมาจับเรา เราไม่ใช่ผู้ต่อต้าน และไม่ได้เป็เชลยของใคร”
เธอพูดเสียงเกรี้ยวกราด มองหน้าแบบเย้ยๆ
มณฑา์ต่อว่าเขาอย่างไม่ลดละ ผู้กองเชอร์วี่ ไม่ค่อยเข้าใจที่เธอพูดภาษาไทย เพราะพูดเร็วมาก เขาสุภาพกับเธอไม่เคยคิดที่จะใช้กำลังกับคนที่ไม่มีทางสู้
“ ถ้าเป็คนไทย กรุณา พูดช้าๆ ผมพอเข้าใจภาษาไทยบ้าง แต่คุณพูดภาษาลาวจะดีกว่า ทางกองทัพจะจับทุกคน ให้เป็เชลยาถ้าเป็ผู้ต่อต้านและต่อสู้” เขาแทรกขึ้น
ทุกคนนิ่งฟัง ทำสีหน้าไม่ถูก เขากล่าวต่อ
“เราได้รับแจ้งว่ามีพวกเวียดนามเหนือ แฝงเข้ามาอยู่กับคนลาว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็ที่สุด ที่จะให้ทุกคนไปลี้ภัยที่ค่ายของทางกองทัพ คนบางคนหลีกเลี่ยงการพูดความจริง เพื่อเอาตัวรอดในยามจนตรอก พวกคุณบอกว่าเป็คนไทย เราไม่สนใจ เพราะมันไม่สำคัญ ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าพวกคุณเป็ใคร มาจากไหน หรือเป็หน่วยร่วมเวียดนาม”
เขาพูดน้ำเสียงเฉียบขาด ทำสีหน้าหนักใจ สายตาทอดจับนิ่งไปที่มณฑา์ พลางส่องไฟไปทั่วบริเวณนั้นด้วย ทุกคนอึ้ง นิ่ง งันไป ไม่มีเสียงโต้แย้ง
“กฎของการยึดครอง เวลานี้! กองทัพฝรั่งเศส มีสิทธิ์ทุกอย่างในประเทศลาว ถ้าผู้ใดฝืนกฎ ถือว่าเป็ผู้ต่อต้าน และถ้าผู้ใดได้ย่างกลาย เข้ามาในเขตการยึดครอง ในยามา ได้ถือว่าเป็คนของประเทศนั้นโดยไม่มีข้อแม้ กลับไปกับเรา นี่คือคำสั่ง”
เขาสั่งเสียงเด็ดขาด
มณฑา์ะโว่าเขา ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเด็ก
“ พวกแกมันโจรปล้นเมือง ปล้นประเทศเล็กๆที่ไม่มีทางสู้ ปล้นเืเนื้อ ปล้นชีวิต ฉันอยากรู้นัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความเสียหายทั้งหมด พวกฝรั่งเศสจะรับผิดชอบ ชีวิตพวกเราได้อย่างไร ”
มณฑา์ตอบอย่างถือดี เธอฉุนหนัก
มณฑา์ไม่ยอมแพ้ ป้าแก้วที่มากับเธอเป็คนไทยเหมือนกัน เอื้อมมือไปจับแขนเบาๆ ปลอบใจ พยายามพูดไกล่เกลี่ย “หนู ป้าว่าไม่มีประโยชน์แล้ว อย่าคิดหนีเลยนะ รักษาชีวิต เราไว้ก่อนเถอะ ชีวิตมีค่ามากนะหนู ป้ากลัวและเป็ห่วงหนูนะ ดูสิ พวกมันถือปืนกันเต็มเลย เผื่อมันยิงมาทำยังไงล่ะเนี่ย คุณพระคุณเ้าช่วยด้วยเถอะสาธุ”
ป้าแก้วพูดเสียงสั่น สีหน้าเซียวซีด
ป้าแก้วเริ่มตัวสั่น หันขวับไปกอดเด็กหญิงแน่น มณฑา์คิดถึงชีวิตเด็กและคนอื่นที่ตกที่นั่งลำบากเหมือนเธอ แล้วคนอื่นล่ะ สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มียา ไม่มีอาหาร บ้านพังหมด ไร้ที่พักพิง เธอจะกลับไปสุขสบายที่ไทยหรือ ความคิดชั่ววูบคืออยากกลับไปหาพ่อแม่ แต่เธอคิดทบทวนอีกครั้งว่า เธอมาที่นี่เพื่ออาสาช่วยเหลือและรักษาคนเจ็บป่วย และตอนนี้ทุกคนก็ถึงคราวเคราะห์ เธอจึงตัดสินใจสู้ อย่างน้อยก็ต้องกลับไปดูคนเจ็บก่อน เธอกระซิบปลอบใจป้าคนนั้นเบาๆว่า
“ ใจเย็นๆ นะคะ เอาเป็ว่าเราต้องกลับไปกับพวกมันก่อน แล้วค่อยหาทางหนีกันใหม่ เพราะตอนนี้มีคนเจ็บมาก ดูสิคะ ป้าหัวแตกด้วยเืออกอีกแล้วค่ะ น้องด้วย เท้ามีาแเต็มเลย เราต้องรีบหายารักษาค่ะเดี๋ยวติดเชื้อ”
มณฑา์เอ่ยอย่างเป็ห่วง
มณฑา์มองเด็กหญิง วัยสิบสองขวบ ที่นั่งข้างๆ แล้วตัดสินใจตอบรับคำสั่งของผู้กองเชอร์วี่ ด้วยแววตาเคียดแค้น ชิงชัง
“เอาล่ะพวกเราจะกลับไปกับ..แก. แต่มีข้อแม้ แกจะต้องไม่จับพวกเราไปในฐานะเชลยา เพราะเราเป็ชาวบ้านธรรมดา ไม่มีอาวุธ ไม่ใช่ผู้ต่อต้าน เราไม่ใช่ผู้ที่ขี้ขลาด เพียงแต่เรายอมเพราะไม่มีทางเลือก”
มณฑา์ตวัดเสียงเข้มใส่ พูดตะกุกตะกัก เธอไม่อยากพูดดีๆกับพวกฝรั่งเศส แต่ไม่มีทางเลือก
ผู้กองเชอร์วี่ คิดชื่นชมความกล้าหาญของเธออยู่ในใจ
“เราจะให้ไปเพื่อรักษาคนเจ็บให้หาย เป็การช่วยเหลือ ไม่ได้เป็เชลย อย่ากลัว”
เขาตอบตกลง เสียงจริงจังอย่างทหาร ไม่อยากต่อความยาว
ผู้กองเชอร์วี่ ต้องแสดงออกถึงการเป็ผู้นำเมื่อสวมเครื่องแบบทหาร ทหารเดินลงไปอุ้มเด็กหญิงที่เจ็บเท้าและพยุงคนแก่เดินไปขึ้นรถจีเอ็มซี มณฑา์เดินพยุงป้าแก้ว เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ซึ่งมีทหารอีกคนเดินประกบข้างหลังและส่องไฟไปข้างหน้า จะได้มองเห็นทางเดินเพราะมืดมาก ไม่มีแม้แต่แสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆเท่านั้น คิดไปคิดมาน้ำตาจะไหล อยากร้องไห้ แต่รู้สึกว่าน้ำตามันแห้งหมดไปแล้ว ตอนนี้ร้องไห้ก็ไม่มีประโยชน์ ชะตาได้ลิขิตไว้แล้ว เป็หรือตายเธอก็จะต้องสู้ เข้มแข็งเหมือนลูกราชสีห์
มีการอพยพผู้ลี้ภัยทั้งคนไทยและคนลาว โดยรถทหาร สามคัน ไปฐานทัพบ้านบึงสาน ถนนขรุขระเด็กและคนแก่นั่งกอดกันร้องไห้ ทุกคนหน้าตาเปื้อนฝุ่นมอมแมม แทบจะจำไม่ได้ว่าใครเป็ใคร การเดินทางไปบ้านบึงสานใช้เวลาราวๆห้าชั่วโมง เพราะเดินทางกลางคืนและรถทหาร บรรทุกหนัก ต้องแล่นช้าๆ ถนนเป็หินลูกรังตลอดสาย มณฑา์นั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยความเพลีย