บทที่8 รวมพล
หลังจากที่พวกเขาหนีออกจากภายนอกเขตพรมแดนของหุบผาทมิฬ พวกเขาจึงชะลอความเร็วลง และลอยตัวลงพื้นดิน ทันใดนั้นแม่ทัพ พลัสม่าได้เอ่ยขึ้น
“ท่านผู้มีพระคุณ ขอข้าลงเดินเองเถอะข้าไม่ได้าเ็อันใด”
แคร์มอ ก็ได้กล่าวขึ้นเช่นกัน เมื่อชายสวมคลุมดำทั้งสองได้ยินจึงวาง พลัสม่าและแคร์มอลง
เมื่อพลัสม่ากับแคร์มอ ลงมายืนอย่างอิสระจึง เอามืแขนซ้ายพาดขวางหน้าอก แขนขวาเหยียดตรงข้างลำตัว ก้มหัวลงเพื่อจะทำความเคารพตามแบบฉบับทหารของอาณาจักรพกฤษา์
“พวกข้าทั้งสองคนต้องขอขอบพระคุณ พวกท่าน ที่กรุณาช่วยพวกข้าในครั้งนี้ หากไม่ได้พวกท่านพวกข้าทั้งสองคงสิ้น ชื่อ”
“ไม่ทราบว่าท่านผู้มีคุณเป็ผู้ใดมาจากไหนกัน พวกข้าจะได้ตอบแทนความมีน้ำใจในครั้งนี้ในคราวหน้า”
ชายสวมคลุมดำทั้งสามส่ายหน้า
“อย่าได้คิดมากท่านแม่ทัพ พวกเราต้องรีบกลับอาณาจักร พฤกษา์ อย่างเร็วที่สุดแล้วละ ตอนนี้หุบผาทมิฬไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
พลัสม่าและแคร์มอพยักหน้าตอบ แล้วทั้งห้าก็ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับ อาณาจักรพฤกษา์
ณ ศาลากลางน้ำท่ามกลางสวนบุบผานานาชนิดภายในอาณาจักรพฤกษา์ ชายหนุ่มผมแดงกำลังอ่านหนังสือพร้อมกับจิบชา โดยมีเหล่าบรรดาหญิงสาวคอยปรนนิบัติพัดวีให้ แต่ตอนนั้นเองได้มีเสียงคนวิ่งมา
“รายงานท่านจักรพรรดิ ห้องติดต่อสื่อสารรายงานมาว่าได้ขาดการติดต่อจากกองทัพทั้งกองไปแล้วขอรับ”
ชายสวมเกราะเงินทั่วทั้งตัวที่มีดาบสะพายไว้ข้างเอว นั่งคุกเข่าข้างเดียวพร้อมกับรายงานต่อชายผมแดง
“เ้าว่ายังไงนะ จะเป็ไปได้ยังไง ทั้งกองทัพติดต่อใครไม่ได้เลยสักคน”
“แล้วแม่ทัพที่หนึ่งพลัสม่าและแม่ทัพที่สองแคร์มอละติดต่อพวกเขาได้รึไม่”
ชายผมแดงลุกขึ้นกล่าวอย่างใทำให้ถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะตกลงมากระแทกพื้นแตก
“ติดต่อไม่ได้ทั้งสองเลยขอรับ”
“เ้าลุกขึ้น ไปยังห้องสื่อสารกับข้า”
ชายสวมเกราะลุกขึ้นเดินตามจักรพรรดิหนุ่มเข้าไปในตัวปราสาท
ภายในห้องสื่อสารที่มีลูกแก้วขนาดใหญ่ทรงกลมตั้งอยู่กลางห้องและมีเหล่าผู้คนที่สวมชุดคลุมไว้ทั้งตัวและสวมหมวกทรงสูงรูปกรวย ยืนล้อมรอบลูกแก้ว กำลังร่ายเวทใส่ลูกแก้วเผื่อที่จะให้แสดงภาพระยะไกล แต่ลูกแก้วกลับไม่สามารถแสดงภาพใดๆออกมาได้ เมื่อจักรพรรดิหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับองค์รักษ์เกราะเงิน
“พวกเ้าติดต่อกองทัพทั้งห้าพันนายได้รึยัง”
“ไม่สามารถติดต่อได้เลยขอรับ”
“เหมือนกับว่าศิลาสื่อสารของพวกเขาถูกทำลายทั้งหมดเลยขอรับ”
“มันจะเป็ไปได้ยังไงคนตั้งมากมายเครื่องสื่อสารจะเสียหายทั้งหมด”
แต่ตอนนั้นเองมีชายคนหนึ่งวิ่งมาทางห้องสื่อสาร เมื่อทหารที่เฝ้าทางเข้ามองเห็นจึงทำความเคารพ
“ท่านผู้พิทักษ์หอพกฤษาท่านมีอันใดรึ”
“หลีกไปข้ามีเื่ด่วนต้องพบท่านจักรพรรดิ”
ทหารที่เฝ้าทางเข้า เปิดทางให้เขาผ่านไป
เมื่อเขาเข้ามายังห้องสื่อสาร
“ท่านจักรพรรดิ แม่ทัพพลัสม่าติดต่อเข้ามาที่ข้าครับ”
จักรพรรดิหนุ่มเร่งหันกายกลับอย่างเร็ว
“เ้าว่าไงนะ เอ๊ะท่านคาล ฮาฟฟอร์ดนี่”
“แม่ทัพพลัสม่าติดต่อไปยังท่านงั้นรึ”
“ขอรับ นี่ครับข้อความจากแม่ทัพพลัสม่า”
จากนั้นคาลได้ยื่น ศิลาทรงกลมพร้อมกับสบัดนิ้วเกิดเป็ภาพขึ้นในอากาศ
“ท่านคาลฝากท่านไปเรียนท่านจักรพรรดิด้วย เนื่องจากศิลาของข้าได้หายไปจึงได้หยิบยืมจากผู้มีพระคุณติดต่อมายังท่านข้าไม่สามารถติดต่อไปยังห้องสื่อสารได้เนื่องจากเวทย์ระบุตัวตนบนศิลา”
“ตอนนี้กองทัพของเราโดนถล่มย่อยยับไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงข้าและแคร์มอเท่านั้น ส่วนรายละเอียดข้าจะเข้าไปชี้แจงด้วยตัวเองอีกประมาณ แปดวันข้าจะกลับไปถึง”
“วะ..ว่ายังไงนะกองทัพของข้าถูกทำลายทั้งหมดเลยยังงั้นเหรอ มะ...มันจะเป็ยังงั้นไปได้ยังไงกัน”
เมื่อจักรพรรดิหนุ่มได้ยินดังนั้นเขาถึงกับทรุดตัวลง แต่องรักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆเข้าพยุงไว้ทัน ผู้คนที่อยู่ภายในห้องเกิดอาการไม่ต่างกัน ต่างทรุดนั่งลงกับพื้น
“ปะ...ไปตามอดิเน่ไปพบข้าที่ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์เร็ว”
จักรพรรดิหนุ่มะโสั่งทหารที่อยู่หน้าห้อง เขารีบวิ่งไปทันทีที่ได้ยินคำสั่ง
หญิงสาวที่ปิดบังหน้าตาซึ่งกำลังอ่านหนังสือ ได้ยินเสียงเดินเข้ามาจึงเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเป็หญิงรับใช้นางหนึ่งที่เดินเข้ามาและเริ่มกล่าวอย่างรีบร้อน
“ท่านหญิงองค์จักรพรรดิทรงเรียกพบท่านภายในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์อย่างเร่งด่วนคะ”
“อืม”
อดิเน่พยักหน้าพร้อมกับวางหนังสือไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกจากห้องไป
ภายในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์จักรพรรดิหนุ่มนั่งบนบัลลังก์สีทองเอานิ้วเคาะกับพนักพักแขนท่าทีกระวนกระวาย ด้านล่างมีเหล่าขุนนางและเหล่าแม่ทัพยืนคุยกระซิบกระซาบกันอยู่ เมื่อประตูห้องโถงเปิดออกเหล่าบรรดาผู้คนต่างหันหน้ากลับไปมอง อดิเน่เดินตรงไปพบจักรพรรดิหนุ่ม
“มีอะไรเร่งด่วนรึท่านพี่ทำไมต้องเรียกทุกคนมายังที่นี้กัน”
“อดิเน่เ้ารีบติดต่อไปยังสภาบันจิต์เชิญท่านผู้เฒ่าทั้งสามมาพบข้าเร็วเข้า”
“เกิดอะไรขึ้นท่านพี่”
“กองทหารที่ข้าส่งไปตายหมดแล้วนะสิเหลือแต่แม่ทัพสองคน พวกเขากำลังเดินทางกลับมา”
อดิเน่เงียบไปพร้อมกับล้วงศิลาสื่อสารออกมา
สถาบันจิต์บนหอคอยดาวเหนือผู้เฒ่าทั้งสามที่กำลังนั่งพูดคุยกัน และมีเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งหกคอยยืนฟัง เมื่อมีเสียงสัญญาณสื่อสารดังมาจากหินศิลาที่วางอยู่บนโต๊ะ พวกเขาจึงเพ่งความสนใจไปยังศิลาสื่อสารทันที ผู้เฒ่าอลันหยิบศิลาขึ้นมา
“มีอะไรคืบหน้างั้นรึ อดิเน่”
“จักรพรรดิอยากพบท่านทั้งสามค่ะ”
“หือ เกิดอะไรขึ้นละ”
“กองทหารที่จักรพรรดิส่งออกไปถูกทำลายย่อยยับเหลือกลับมาแค่สองแม่ทัพค่ะตอนนี้กำลังเดินทางมายังอาณาจักรพฤกษา์”
“อืม ขอข้าปรึกษาท่านผู้เฒ่าทั้งสองก่อนละกัน”
“ค่ะท่านผู้นำ”
แล้วผู้เฒ่าอลันก็ยกเลิกการติดต่อ แลัวหันหน้ามาคุยกับผู้เฒ่าทั้งสอง
“เป็อย่างที่ท่านคาดการณ์ไว้ท่านมู กองทหารของจักรพรรดิย่อยยับเลยทีเดียว พวกเราจะไปยังอาณาจักรพฤกษา์ รึไม่ละท่าน”
“อืมพวกเราต้องไปที่นั้น เราต้องรวมกำลังทั้งหมดที่สามารถหาได้ในตอนนี้”
“งั้นข้าจะนำเรือเหาะมาเตรียม”
“อย่าเลยเรือเหาะนั้นช้าเกินไปพวกเราเหาะไปเองละกัน”
ผู้เฒ่ามูกล่าวกับผู้เฒ่าอลัน
“อัสนีฟ้าเ้าใช้เวทย์เคลื่อนย้ายอัสนีไปรับพวกหน่วยสี่และสองแม่ทัพไปยังอาณาจักรเดี๋ยวนี้เลย กว่าพวกเขาจะมาถึงคงนานเกินไป”
“ครับท่านจ้าว”
กล่าวเสร็จอัสนีฟ้าก็ได้นำห่วงทองแดงขนาดใหญ่วางบนพื้นและเริ่มร่ายเวท ห่วงสีทองแดงเริ่มส่องแสงและมีอักษรรูนปรากฏขึ้นเป็แสงสีทอง อัสนีเข้าไปยืนตรงกลางห่วงแล้วทั้งตัวเขาและห่วงหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พวกผู้พิทักษ์สถาบันจิต์เบิกตา กว้างเมื่อเห็น ผู้เฒ่าอลันถามขึ้น
“สิ่งนั้นคืออะไรกันรึท่านมู”
“สิ่งนั้นเรียกว่าห่วงอัสนีเคลื่อนย้ายที่พวกเราคิดค้นขึ้นมานะ”
“สมกับเป็ป้อมอัสนีที่เลื่องลือ”
ผู้เฒ่าอลันพยักหน้า
“ยังงั้นเราก็จะใช้ห่วงเคลื่อนย้ายอัสนี เดินทางไปอาณาจักรพฤกษา์ใช่หรือไม่ท่านมู”
“ไม่ได้หรอกต้นทางต้องมีคนของป้อม
อสนีอยู่ถึงจะเคลื่อนย้ายไปได้นะ เพราะพวกเขามีตราอัสนีอยู่กับตัว”
“อืม มันเป็อย่างนั้นนี่เอง”
ผู้เฒ่าอลันเอามือขึ้นลูปเคราพร้อมพยักหน้า
“พวกเราเองก็ออกเดินทางกันเถอะ”
พอผู้เฒ่ามูพูดจบพวกเขาทั้งหมดก็ออกจากหอคอยและเหาะไปอาณาจักรพฤกษา์ทันที
ชายป่าแห่งหนึ่งที่หน่วยอัสนีที่สี่ทั้งสามคนและแม่ทัพทั้งสองกำลังพักทานข้าวกันอยู่ พลัสม่าและแคร์มอ ต้องใที่อยู่ๆมีสายฟ้าฟาดมายังพื้นที่ตรงหน้าห่างจากพวกเขาไปสิบเมตร
แม่ทัพทั้งสองะโถอยหลังตั้งท่าเตรียมต่อสู้ แต่เมื่อเห็นบุคคลทั้งสามยืนขึ้นอย่างสงบจึงได้แต่มองหน้ากันเอง
“คำนับท่านหัวหน้าหน่วยอัสนีฟ้า”
บุคคลทั้งสามคุกเข่าลงหนึ่งข้างและก้มหัวลง
“ลุกขึ้นเราต้องรีบกลับไปยังอาณาจักรพฤกษาด่วนที่สุดท่านจ้าวเลยให้ข้ามารับ”
เมื่อแม่ทัพทั้งสองได้ยินบุคคลทั้งสามเรียกขานผู้มาใหม่ถึงกับต้องตกตะลึง
“พวกท่านเป็คนของป้อมสายฟ้าอย่างนั้นเองรึ”
อัสนีฟ้ามองไปยังแม่ทัพทั้งสอง
“ถูกต้องแล้วละพวกข้ามาจากป้อมสายฟ้าและอีกสักครู่เราจะต้องกลับไปยังอาณาจักรพฤกษา์ แต่ตอนนี้ต้องรอท่านจ้าวเดินทางไปถึงก่อน”
แม่ทัพทั้งสองมองไปยังอัสนีฟ้าอย่างไร้คำพูดและยังคงงุนงง คนของป้อมอัสนีเกี่ยวข้องยังไงกับเ้าปีศาจนั้น
ณ ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์จักรพรรดิหนุ่มนั้ง
บนบัลลังก์กำลังพูดคุยกับอดิเน่น้องสาวของเขาอย่างเคร่งเครียด และได้หารือเื่ราวที่เกิดขึ้นกับเหล่าขุนนางแม่ทัพทั้งหลายไปด้วย ผ่านไปสามชั่วโมงมีทหารวิ่งเข้ามาในห้องโถง
”ท่านจักรพรรดิผู้นำแห่งสถาบันิญญาขอเข้าพบพ่ะยะคะ”
“รีบนำพวกเขาเข้ามาเร็วเข้า”
จักรพรรดิหนุ่มยืนขึ้น
“พวกเ้าไปหาเก้าอี้และยกน้ำชามาเร็ว”
เขาสั่งสาวใช้ข้างบัลลังก์
ผู้เฒ่าทั้งสามและผู้พิทักษ์สถาบันจิต์ทั้งหกเข้ามายังโถงพร้อมคำนับจักรพรรดิหนุ่ม เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปเชิญผู้เฒ่าทั้งสามนั่งและรินน้ำชาให้
“พวกท่านมาเหนื่อยๆดื่มน้ำดื่มท่าชะก่อนแล้วเราค่อยคุยกิจธุระกัน”
“เราไม่เป็ไรหรอกท่านจักรพรรดิ เชิญท่านกล่าวเื่ที่อยากพบพวกเราได้เลย”
ผู้เฒ่าอลันที่นำขบวนเข้ามาได้เอ่ยขึ้น
“ข้าผิดเองแหละที่ไม่ยอมเชื่อพวกท่านทำให้เหล่าทหารกล้าทั้งห้าพันนายไปตายที่หุบผาทมิฬ”
เขาหน้าเศร้าลงทันทีที่เขาคิดได้ว่าสั่งให้พวกทหารไปตาย
“จะโทษท่านก็ไม่ค่อยจะถูกนักเพราะอาณาจักรพฤกษา์รบไม่เคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใดั้แ่อดีตมาแล้ว นั้นจึงทำให้ท่านมั่นใจในกองทัพของตน”
“แต่นี้มันต่างออกไปเพราะปีศาจตนนี้มาจากที่เราไม่รู้จัก”
“ถึงขนาดทำให้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งทวีปพิภพทั้งสองาเ็สาหัสแทบเอาตัวไม่รอด”
เมื่อผู้เฒ่าอลันกล่าวจบก็หันหน้าไปยังสองผู้เฒ่าที่นั้งข้างๆ เมื่อจักรพรรดิเห็นจึงก้มคำนับ
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสองข้าคงต้องขอความมือจากท่านด้วยในครั้งนี้ และข้าขออภัยในความเขลาของข้าที่ไม่เชื่อคำบอกเล่าที่ได้ให้น้องสาวของข้ามากล่าวบอก”
“อย่าทำอย่างนั้นเลยท่านจักรพรรดิท่านกำลังให้อายุของเราผู้เฒ่าสั้นลง”
“พวกเราต้องให้ความร่วมมือด้วยอย่างแน่นอน พวกเราต้องจัดการมันให้ได้ก่อนที่มันจะไปช่วยอีกตัวออกมา”
จักรพรรดิหนุ่มหน้าซีดลงทันทีที่เขานึกออกว่ายังมีอีกตนหนึ่งถูกผนึกไว้อยู่
“ท่านพอจะมีแผนอะไรหรือไม่โปรดกล่าวบอก”
“ก่อนที่เราจะคุยอะไรกันต่อคงต้องให้แม่ทัพทั้งสองมาบอกกล่าวก่อนว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นมาบ้าง”
“งั้นเราคงต้องรอไปอีกแปดวัน”
“ไม่นานถึงขนาดนั้นหรอกท่าน”
กล่าวเสร็จเฒ่ามูก็ลุกขึ้นยืนยกศิลาสื่อสารขึ้น ศิลาสื่อสารส่องแสงทันที
แล้วพื้นที่ว่างห้องโถงก็เกิดมวลแสงสายฟ้าขึ้น
เมื่อแสงสายฟ้าจางลงก็พบ บุคคลขึ้นหกคน ชายสวมคลุมดำปิดบังใบหน้าสี่คนและสองคนที่จักรพรรดิหนุ่มรู้จักดี
“ทะ..ทะ..ท่านทัพ”
บุคคลในห้องโถงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม่ทัพทั้งสองเองก็ยังยืนงงอยู่ทั้งที่เมื่อสักครู่ยังอยู่ชายป่าที่ห่างไกลอีกนานกว่าจะเดินทางมาถึงอาณาจักร แล้วอยู่ๆมาโผล่ที่ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง
“เอาละพวกเ้าทั้งสองคนเล่าเหตุการณ์มาสิ”
ผู้เฒ่ามูเดินไปแตะไหล่ของพลัสม่าทำให้เขาสะดุ้งโหยง
“ขะ..ขะ..ขอรับ”
พลัสม่าตอบกลับเฒ่ามู
หลังจากหายตกตะลึงพลัสม่าและแคร์มอเดินไปคุกเข่าหน้าองค์จักรพรรดิ
“ขอให้ท่านทรงลงโทษด้วยพวกเราด้วยไม่สามารถเอาขนะศึกได้และทำให้ทหารทั้งกองตกตายไปทั้งหมด”
“พอเถอะเ้าทั้งสอง ข้าไม่ลงโทษพวกเ้าหรอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้เลย”
พลัสม่าและแคร์มอเงยหน้าขึ้นและเริ่มเล่ารายละเอียดให้เขาฟังด้วยเสียงอันดังฟังชัดทั้งห้องโถง เมื่อพวกเขาเล่าจบ
ทุกคนในห้องโถงหน้าซีดเผือดลงทันที
“มันสามารถดึงเหล่าสัตว์ิญญาและคนเผ่าทมิฬเป็พวกได้เชียวรึ”
ผู้เฒ่ามูหน้าเครียดพร้อมเอ่ยกล่าว
“ไม่ใช่พวกหรอกท่านผู้เฒ่าเป็ทาสชะมากกว่าพวกมันทุกตัวทุกคนไม่หวั่นเกรงความตายกันเลยบุกเขามาไม่หยุดทำให้เราไม่มีเวลาได้พักกันเลย ยังไม่รวมเ้าปีศาจนั้นนะที่มันใช้เพียงนิ้วเดียวก็ทำให้กองทหารร่วมเก้าร้อยตายทั้งหมด”
“ฟูม่าเรียกคนของเ้าตรงมายังอาณาจักรแฟ่งนี้เลยเถอะข้าว่าคงไม่มีเวลาแล้วละ ไม่กี่วันมันบุกมาแน่”
เฒ่ามูหันไปบอกเฒ่าฟูม่าอย่างเร็ว
“ข้าได้ส่งข่าวไปแล้วพรุ้งนี้คงมาถึง”
“อืมอีสนีม่วงคงพาคนมาพรุ้งนี้เหมือนกัน”
“ท่านจักรพรรดิเราคงต้องปิดพรมแดนแล้วละพวกข้าผู้เฒ่าจะวางค่ายเวทย์มนต์ตรงนอกเมือง”
“เมื่อจักรพรรดิได้ยินดังนั้นจึงสั่งการเหล่าแม่ทัพไปจัดการทันที”
“แม่ทัพที่สี่และห้านำกองทหารไปตั้งค่ายนอกเมืองอย่างเร่งรีบ”
“แม่ทัพหนึ่งและสองนำกองทหารไปประจำอยู่ด้วย”
“แม่ทัพที่สามจัดทหารคุ้มครองเมืองไว้”
“เหล่าผู้พิทักษ์หอ อัคคี พฤกษา วารี อัสนี วายุ ปฐี ให้ช่วยเหล่าผู้เฒ่า”
เมื่อจักรพรรดิหนุ่มกล่าวเสร็จทุกคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ตัวเองทันที
“ฟูม่า ท่านอลันเราคงต้องเตรียมลงมือแล้วละข้าจะวางค่ายเวทย์พวกท่านต้องช่วยข้าอีกแรง”
ผู้เฒ่าทั้งสองพยักหน้าตอบ
“พวกเ้ากลับไปยังสถาบันจิต์นำเหล่านักรบประจำหอคอยของพวกเ้าเตรียมตัวออกรบได้แล้วเมื่อศัตรูมาถึงพวกเ้าต้องพร้อมทุกเมื่อ”
ผู้เฒ่าอลันสั่งเหล่าผู้พิกษ์ของเขา
“ส่วนพวกท่านผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรช่วยตระเตรียมคนของท่านให้พร้อมไว้ข้าว่าไม่เกินห้าวันพวกมันมากันแน่”
ผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรพยักหน้าแล้วจากไป
ผู้เฒ่าทั้งสามและจักรพรรดิหนุ่มตามมาด้วยหน่วยอัสนีของเฒ่ามูเดินออกห้องโถงไป