ตอนที่ 28 เหตุผลที่แตกต่าง
อีกสามชั่วโมงถึงเส้นตายเรย์เดินวนไปมาในห้องโล่งกว้าง เหมือนหนูติดจั่น พร้อมกับพูดอะไรไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน“หมอนั่นไม่กลับมาแล้วมั้งวลาด”เรย์พูดจากถากถางคาลที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาเสียทีโดยไม่หยุดมาเป็นเวลาหลายนาทีแล้วตอนนี่ก็เป็นเวลาเกือบสามวันแล้วที่คาลถูกวายาพาตัวไปวลาดิเมียร์คิด“หมอนั่นกลับมาแน่เรย์ หมอนั่นไม่ใช่คนที่จะหนีหายไปง่าย ๆ”วลาดิเมียร์ตอบเรย์พร้อม ๆ กับขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเขามีความมั่นใจให้กับคาลโดยสัญชาติญาณล้วน ๆ แม้จะมีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วัน แต่สัญชาติญาณของวลาดิเมียร์บอกว่าคาลคือคนที่เชื่อถือได้ความรู้สึกนี้คล้าย ๆ กับเวลาที่เจอใครบางคนครั้งแรก แต่กลับรู้สึกคุยถูกคอ และสามารถสนิทสนมกันได้โดยง่ายแต่คาลก็เข้าใจความรู้สึกของเรย์ดี เรย์มีความไม่ชอบสตรัคเกอร์หรือโดมินาริที่ถูกทรินิตี้ล้างสมองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คาลเป็นสตรัคเกอร์ แถมยังเคยผลักเรย์ตกรางรถไฟ นั่นยิ่งช่วยทวีความเกลียดที่เรย์มีให้มากขึ้นทวีคูณแถมคนที่เรย์ให้ความเคารพและวางใจอย่างวิคเตอร์และอาเบลยังดันฝากความหวังลม ๆ แล้ง ๆ อะไรก็ไม่รู้ไว้ที่คาลเสียอีกเรย์ไม่ชอบก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ“ฉันว่าเหลือเวลาแค่นี้ ถึงกลับมา...จะโจมตีฉันกลับได้สักครั้งจริง ๆ เหรอ? เรื่องตลกแท้ ๆ เหอะ”ทุกคำพูดของเรย์ยังคงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อคาล กว่าสิบนาทีแล้วที่พวกเขาตัดสินใจมารอคาลที่ห้องกว้างห้องเดิมพร้อม ๆ กันโดยไม่ได้นัดหมายแต่ละคนก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปแน่นอนว่าวลาดิเมียร์มาเพราะมั่นใจว่าคาลจะกลับมาส่วนเรย์ย่อมต้องมาเพื่อยืนยันว่าคาลจะไม่กับมาและนอร่าก็มาเพราะทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากอาเบลเท่านั้นเมื่อมาถึงทั้งสามจึงทีท่าทีที่แตกต่างกันวลาดิเมียร์คอยโต้ตอบเรย์ที่หาเรื่องติเตียนว่ากล่าวคาลไม่หยุดหย่อนด้วยความรำคาญเรย์ตั้งใจหาเรื่องอะไรก็ได้ที่จะแสดงความรู้สึกในแง่ลบกับคาลออกมาให้ได้มากที่สุดนอร่ามายืนอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ และจะพูดเมื่อต้องตอบคำถามเท่านั้น ซึ่งเรย์และวลาดิเมียร์ก็มัวแต่โต้ตอบกันจนแทบจะไม่มีคำถามอะไรมาให้นอร่าเลยเข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเส้นตายที่ใกล้เข้ามา“ฉันว่าพอแล้วล่ะ ยังไงก็คาลนั้นก็คงไม่กลับมาแล้ว” เรย์พูดออกมาเพราะเชื่อว่าคาลไม่มาแล้วแน่ ๆ พร้อมกับเตรียมตัวหันหลังเดินจากไปโดยไม่รอให้วลาดิเมียร์พูดอะไรตอบโต้เหมือนคราก่อน ๆวลาดิเมีย์หันไปมองหน้านอร่าที่ยืนกอดอกอยู่เหมือนจะขอความคิดเห็นนอร่ายักไหล่เบา ๆ พร้อมทำท่าจะเดินตามเรย์ออกไปวลาดิเมียร์ถอนใจลึก ๆ แล้วก็ขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นตามเรย์ไปฉันมองคนผิดไปเหรอครั้งนี้...เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนที่เรย์จะเดินไปถึงประตูด้วยเสียงหอบหายใจเหน็ดเหนื่อย“ฉันมาทันใช่มั้ย”คาลพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ.............................................................ก่อนหน้านี้หลายชั่วโมงคาลกับวายายังคงเปรียบวิชากันอย่างตั้งใจความเร็วที่วายาใช้นั้นแทบจะมองด้วยตาเปล่าไม่ทันแล้ว แต่น่าแปลกใจที่คาลตามความเร็วระดับนั้นได้ แม้จะยังทุลักทุเล แต่ก็รับมือได้มากกว่าแปดในสิบ แปลว่าพรสวรรค์หรือตัวตนที่ซ่อนอยู่ของคาลนั้นค่อนข้างเป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าสะพรึงกลัวทีเดียวระหว่างที่การพัฒนาของคาลเป็นไปได้อย่างน่าตื่นตา อยู่ ๆ วายาก็หยุดมือของเธอลง“คาลอีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว...”วายาถอนใจเบา ๆ“แม้ว่านายจะมีพัฒนาการที่น่าประทับใจมาก แต่ฉันคิดว่าเราต้องยกระดับการฝึกนี้ขึ้นอีก เพื่อให้นายสามารถโจมตียัยนั่นกลับได้”ผมพยักหน้าให้กับวายา แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกนี้มากกว่าที่คิดหลายเท่าพลังรักษาตัวที่ผมมีมันไม่ได้ช่วยให้หายเหนื่อยได้เลย และเหมือนว่าพอเริ่มต้องแบ่งความคิดไปให้มานาควบคุมขอบเขตไฟ พลังรักษาตัวของผมก็จะลดลงไปนิดหน่อยอีกด้วยที่สำคัญแม้ผมจะรับมือวายาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่ผมเองยังตกใจ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าผมจะสัมผัสได้ถึงวรยุทธที่ท่านบรรพบุรุษถ่ายทอดให้ผมได้เลยและท้ายที่สุดทางเลือกเดียวที่ผมมาถึงเรมูเลียก็คือ ผมไม่มีทางเลือกอะไรเลยนอกจากพยายามรักษาชีวิตระหว่างคำพูดของคนอื่น ๆ“เธออยากให้ฉันทำอะไรต่อก็บอกมาเลย ฉันพร้อม!”วายาพยักหน้าให้กับผมและยิ้มเม้มปาก“ฉันคิดว่าต่อไปฉันจะต่อสู้แบบเอาจริงกับนายแล้ว”ผมรู้ว่าที่ผ่าน ๆ มาการเปรียบวิชาของวายา เป็นเหมือนกับการฝึกซ้อมอะไรสักอย่างให้กับผมเท่านั้น และมันน่าจะเป็นแค่เหมือนกับการละเล่นสำหรับเธอแต่ผมก็ต้องการจะยกระดับฝีมือเช่นกัน ดังนั้นไม่มีทางถอยแล้ว“เข้ามาเลยวายา”พอผมพูดจบร่างของวายาก็หายไปจากสายตาผมในทันที ผมเตรียมรับแรงกระแทกที่เธอน่าจะลงมือเข้ามา แต่กลับไม่เป็นแบบนั้นเธอหายไปเฉย ๆ ปล่อยให้ผมยืนอยู่กลางลานกว้างคนเดียวท่ามกลางความมืดผมหันไปมารอบด้านพยายามมองหาร่องรอยการเคลื่อนไหวของวายาเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นทางขวามือเยื้องไปด้านหลังของผม ผมรีบหันไปพร้อมรวบรวมมานาไปที่ร่างกายซีกขวาของผม...เปรี้ยงแรงกระแทกทำเอาปากของผมกลบไปด้วยเลือด และร่างของผมชาไปหมดแถมแรงกระแทกนั้นไม่ได้มาจากทางต้นเสียง แต่กลับมาจากทางด้านหน้าผมตรง ๆวายาเคลื่อนไหวรวดเร็วแบบนั้นได้ยังไงหลังจากที่เธอโจมตีผมเข้ามาจากทางด้านหน้าเธอก็หายตัวไปอีกครั้งอย่างไร้ร่องรอยผมทรุดเข่าลงเพราะอาการบาดเจ็บ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าที่ผ่าน ๆ มา ทุกคนไม่ได้ลงมือกับผมจริง ๆ เลย แม้กระทั่งเรย์เองก็ตามและการถูกโจมตีอย่างรุนแรงโดยแทบจะไม่มีมานาป้องกันมันแย่จริง ๆเพียงเวลาหลักนาที ผมโดนวายาโจมตีจนสะบักสะบอมไปทั่วตัว แม้ร่างกายจะพยายามรักษาตัว แต่เลือดของผมก็เลอะเทอะไปทั่วตัวและโดยรอบบริเวณผมพยายามวิ่งกระเสือกกระสนไปยังแนวไม้ มองหาและเลือกต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้ผู้ชายตัวใหญ่ ๆ หลายคนโอบมาได้ต้นหนึ่ง ผมรีบไปยืนอยู่หน้าต้นไม้ หันพลังพิงชิดกับต้นไม้ต้นนั้น ผมเชื่อว่าการทำแบบนี้อย่างน้อยก็จะลดทิศทางการโจมตีของวายาไปได้กว่าครึ่งนอกจากเลือดที่ค่อย ๆ หยุดไหล ตัวของผมยังเปียกและเปรอะไปด้วยคราบเหงื่อกับเศษไม้เศษดินที่ติดตัวมาจากตอนผมล้มลุกคลุกคลาน ผมพยายามสอดส่องสายตาไปรอบ ๆ เพื่อหาร่องรอยของวายาแต่ไม่ทันที่ผมต้องมองหานาน หลังของผมก็สัมผัสได้ถึงความร้อนวาบใหญ่ ผมรีบกระโดดถอยจากต้นไม้ต้นนั้น พอมองกลับไปผมก็เห็นเส้นสีแดงเส้นหนึ่งที่หนาพอ ๆ กับนิ้วก้อย พาดผ่านต้นไม่ใหญ่นั้นในแนวทแยง จากนั้นต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนั้นก็ค่อย ๆ แยกออกจากกันเป็นสองส่วนตามรอยผ่าที่คมกริบผมรีบพุ่งตัวให้ห่างออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้วายาบีบผมให้กลับมาสู่ที่โล่งอีกครั้งต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงกระแทกผืนป่าจนเกิดเสียงดังกระหึ่มและแรงสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ผมเสียหลักก้าวพลาดจนล้มกลิ้งลงกับพื้นทันทีที่ผมลุกขึ้นมาได้ผมก็พบเข้ากับกรงเล็บที่สว่างวาบด้วยไฟจ่ออยู่ที่หน้าของผมพร้อมขย้ำลงมา“นายตายแล้วหนึ่งครั้ง”แม้หน้าตาของวายาจะเคร่งเครียด แต่ใบหน้าสวย ๆ นั้นก็ยังยิ้มมาให้ผมเธอไม่รอให้ผมตอบ ก็หายตัวไปอีกครั้งนี่ขนาดเธอยังไม่ได้แปลงร่างเป็นหมาป่า เธอยังแข็งแกร่งขนาดนี้ผมตัดสินใจแล้วว่ายิ่งหลบยิ่งมีโอกาสโต้ตอบหรือรับมือวายาได้น้อยลงเรื่อย ๆปักหลักอยู่ตรงนี้ และรีบคิดหาทางรับมือน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดผมทบทวนความทรงจำรูปแบบการโจมตีต่าง ๆ ที่วายาลงมือกับผมตั้งแต่มาถึงที่นี่ การต่อสู้ระหว่างผมกับเรย์และวลาดิเมียร์ทุกครั้งที่ผมรับการโจมตีไม่ได้คือผมไม่รู้ว่าผมจะถูกโจมตีจากตรงไหน...ถ้าเป็นอย่างนั้น ในทางกลับกันถ้าคู่ต่อสู้ของผมไม่รู้ว่าจะต้องโจมตีที่ไหนล่ะ?พอคิดได้ดังนั้นผมก็เริ่มปรับเปลี่ยนมานาของผมที่คิดจะตั้งรับอย่างเดียว ให้กลายเป็นการหลบหลีกและการเคลื่อนไหวที่ว่องไวขึ้นผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเคลื่อนไหวได้แบบวายาหรือเรย์ ผมจึงตัดสินใจออกวิ่ง วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!.............................................................วายามองเห็นความพยายามจากคาลก็แอบแปลกใจเล็กน้อย อยู่ ๆ คาลก็ตัดสินใจไม่อยู่นิ่ง ๆ กับที่ให้กลายเป็นเป้าโจมตี แม้ว่าความคิดเรื่องการออกวิ่งไปเฉย ๆ นั้นจะดูเกินคาดไปสักหน่อยแต่พอคาลเริ่มออกวิ่งไปสักพัก วายาก็ต้องพบกับความแปลกใจอีกข้อหนึ่ง ความเร็วของคาลกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เปรียบวิชา มันเหมือนกับว่าร่างกายของคาลรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร แต่ลืมเรื่องเหล่านั้นไปชั่วคราว และการถูกบังคับให้ต่อสู้อย่างเลือกไม่ได้ที่ผ่านมาคือการค่อย ๆ ปลดล็อคความทรงจำเหล่านั้นก่อนที่คาลจะหายไปจากสายตา วายาตัดสินใจกระโดดลงจากต้นไม้แล้ววิ่งตามคาลไปด้วยความเร็วที่น่าตกใจพอ ๆ กันวายาแปลกใจกับความเร็วของคาลที่เหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมไม่เหมือนกับว่าใช้วรยุทธในการเคลื่อนไหวใด ๆ ด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงแค่แรงจากกล้ามเนื้อเธอสังเกตเห็นว่าคาลน่าจะเริ่มเห็นเธอวิ่งตามมาจากทางหางตา เพราะเขาเริ่มเคลื่อนที่แปลกออกไป ไม่เป็นเส้นตรงทื่อ ๆ เหมือนแรก ๆแม้ว่าวายาจะอยากรู้ว่าคาลจะทำยังไงต่อไป แต่เธอก็รู้ว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว เธอจึงตัดสินใจจะลงมือทันที กล้ามเนื้อขอของเธอเกร็งเขม็ง เธอถีบพื้นอย่างแรงจนปลายเท้าจิกเข้าไปเป็นหลุมบนพื้นดินแข็ง ๆ มือสองข้างของเธอกางกรงเล็บที่ลุกท่วมไปด้วยไฟสีแดงฉาน เป้าหมายของเธอคือขาทั้งสองข้างของคาล เธอตวัดมือทั้งสองข้างเข้าหากันโดยมีขาของคาลอยู่ระหว่างกลางล้ม!เดี๋ยวก่อน คาลหายไปไหน!! กลายเป็นว่ากรงเล็บของวายาคว้าได้แต่อากาศ!!!วายารีบทรงตัวขึ้นมาจากการโจมตีที่พลาดคาลหายไปไหน วายาพยายามใช้สัมผัสทั้งหมดเพื่อจับร่องรอยของคาล แม้แต่กลิ่นและเสียงต่าง ๆ ของคาลก็หายไปจากรอบบริเวณนี้เกิดอะไรขึ้น หรือนี่คือวรยุทธที่ท่านบรรพบุรุษมอบให้กับคาล?ทันใดวายาก็สัมผัสถึงคาลขึ้นมาจากทางด้านหลังของเธอกลิ่นไอทุกอย่างของคาลพลันกลับมาพร้อม ๆ กันในทีเดียว และมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลคาลพุ่งหมัดมาหาวายาโดยไม่มีทีท่ายั้งมือในทันที!!!จบตอนที่ 28