ขณะที่กำลังก้าวเดินลงไปจากเวที ในตอนนั้นเทียนจุนที่ตั้งใจจะกลับไปยังฝั่งตระกูลตงก็พลันชะงัก
ก่อนที่แววตาของชายหนุ่มจะเปล่งประกายราวกับนึกอะไรขึ้นได้
เขาหันหลังกลับและเดินตรงไปยังทิศทางของตระกูลโอวหยาง
ก้าวเดินของเทียนจุนดูมั่นคงและสงบนิ่ง ราวกับไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
ชั่วครู่นึง ร่างของเขาก็เดินผ่านหน้าของหลี่เทียไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยท่าทีโอหัง บัดนี้กลับนอนแน่นิ่งจมกองเลือด
ดวงตาของหลี่เทียฉายแววเคียดแค้น แต่กลับทำได้เพียงแค่มองโดยไม่อาจขยับตัวได้ตามใจ
ผู้คนที่จับจ้องเหตุการณ์ต่างรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของเทียนจุน
แม้แต่เจ้าเมืองหนานปิงที่เฝ้าดูอยู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิด พลางสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นี้กำลังคิดจะทำสิ่งใดอีก
“อะ.. อะไร? แกมาทางตระกูลข้าทำไม!?”
โอวหยางเฉินเอ่ยออกมาดังลั่น เสียงของเขาดูสั่นเครือ ร่างกายที่อวบอ้วนสั่นไหวไปมาประหนึ่งพบเจอกับภูติผีปีศาจ
ทว่าเทียนจุนไม่ได้สนใจสายตาของโอวหยางเฉินเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ร่างของหย่าเฟยที่ยังคงบาดเจ็บหนัก หญิงสาวกำลังกัดฟันแน่น พยายามใช้พลังที่เหลืออยู่พยุงตัวขึ้นมา
ทว่าเมื่อนัยน์ตาสีทองของเทียนจุนจับจ้องมายังตัวนาง หญิงสาวก็พลันรู้สึกถึงความกดดันอันน่าสะพรึง
“ส่งแหวนกักเก็บมิติที่อยู่บนนิ้วของแม่นางออกมา”
“เพราะมันคือทรัพยากรที่ข้าควรได้รับจากการชนะพวกเจ้า!”
เสียงของเขาไม่ได้ดังนัก ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยอำนาจที่มิอาจขัดขืนได้
ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศรอบด้านก็เงียบสงัดลงทันที ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ไม่เว้นแม้แต่ตงจางและคนของตระกูลตงที่เพิ่งเฮโลดีใจเมื่อครู่ ต่างพากันอ้าปากค้างไปตามๆกัน
“ขะ..เขากล้าปล้นศิษย์ของนิกายวายุโลหิตต่อหน้าผู้คนเลยอย่างนั้นรึ?”
“นี่มัน.. ท่านเทียนจุนกล้าทำเช่นนี้จริงๆหรือเนี่ย?”
เสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจส่งผลกระทบต่อเทียนจุนได้แม้แต่น้อย
สายตาของเขายังคงแน่วแน่ ขณะที่หย่าเฟยก็กำลังกัดฟันแน่น
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม นางกุมมือที่สวมแหวนกักเก็บมิติไว้แน่น ราวกับไม่อยากจะยอมแพ้
“กะ.. แกกล้าดียังไงถึงมาปล้นชิงตัวของข้า!?”
เสียงของหย่าเฟยเต็มไปด้วยโทสะ นางพยายามรวบรวมพลังของตนเอง
แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง และรู้ว่าตอนนี้ตนเองไม่มีทางสู้เทียนจุนได้เลย
ทว่าก่อนที่นางจะได้กล่าวอะไรต่อ เสียงของหลี่เทียก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ร่างของเขาที่บาดเจ็บหนักเริ่มขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อย แม้จะดูอ่อนแรง แต่ดวงตาของเขากลับยังคงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“รู้หรือเปล่าว่าแกกำลังหาเรื่องอยู่กับศิษย์ของนิกายวายุโลหิต?”
เทียนจุนปรายตามองหลี่เทียเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับได้ยินเรื่องตลกอะไรบางอย่าง
“ข้าไม่รู้ และไม่สนใจ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย และแฝงไว้ด้วยความเฉยเมย
“บอกตรงๆเลยนะ ข้าผู้ที่ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งพุทธะ ย่อมต้องสงบนิ่งและไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด”
“แต่ยังไงก็ตาม ถ้าตอนนี้พวกเจ้าไม่ส่งแหวนกักเก็บมิติระดับต่ำมา..”
“ข้าเทียนจุนจะส่งพวกเจ้าทั้งสองคนไปหาพระพุทธองค์เดี๋ยวนี้แหละ!”
คำพูดของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังแห่งจิตสังหารอันเยือกเย็นที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
มันเป็นพลังที่ราวกับเทพแห่งความตายกำลังตัดสินโทษของผู้ที่อยู่เบื้องหน้า
“นะ..นี่แก..”
ทันใดนั้น ความรู้สึกอันเย็นเยียบได้ไหลขึ้นสู่ไขสันหลังของทั้งหย่าเฟยและหลี่เทีย
พวกเขาทั้งสองต่างรู้สึกได้ว่าคำพูดของเทียนจุนหาใช่เพียงคำขู่
หากพวกเขาไม่ทำตามคำสั่งนี้จริงๆ พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปยังนิกายวายุโลหิตอีกเลย
หย่าเฟยรู้ดีว่าในเวลานี้นางไม่มีทางเลือกอื่น นางกัดริมฝีปากแน่น ขบฟันจนเกิดเสียง
ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างลังเล
ท้ายที่สุด นางก็ถอนแหวนกักเก็บมิติออกมาจากนิ้วมือของตนเอง และเหวี่ยงมันใส่เทียนจุนด้วยความไม่พอใจ
“เอาไปซะ! หวังว่าแกจะสำลักความโอหังของตัวเองในวันข้างหน้า!”
แต่เทียนจุนเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ แหวนที่ลอยมาในอากาศก็ถูกเขารับไว้อย่างง่ายดาย
เขามองแหวนในมือ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆออกมาอย่างมีความสุข
“ขอบคุณสำหรับความเมตตา!”
คำพูดของเขาทำให้หย่าเฟยกัดฟันแน่นขึ้นไปอีก
นางกำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อของตนเอง ทว่าในเวลานี้นางไม่อาจทำอะไรได้เลย
หลี่เทียที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมด ยิ่งรู้สึกโกรธและอับอาย
แต่ในสภาพนี้เขาไม่มีพลังพอที่จะตอบโต้ได้ เขากัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววอาฆาต ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ เทียนจุน ข้าจำชื่อของแกไว้แล้ว..”
เขาหอบหายใจหนัก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“เรื่องของพวกเรามันไม่จบเพียงแค่นี้แน่!!”
เมื่อกล่าวจบ หลี่เทียก็หันไปทางหย่าเฟย พยายามประคองร่างกายตนเองให้มั่นคง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไปกันเถอะหย่าเฟย..”
“กลับไปยังนิกายวายุโลหิต!”
ร่างของทั้งสองโซซัดโซเซเดินออกจากลานประลอง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมาด้วยความเงียบงัน
ในเวลานั้น โอวหยางชิงที่เป็นศิษย์ของนิกายวายุโลหิตเช่นเดียวกับหลี่เทียและหย่าเฟย
เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ทั้งสองของตนพ่ายแพ้และเดินจากไปด้วยสภาพบาดเจ็บ
ชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากค้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่อาจเชื่อได้ว่าศิษย์ของนิกายที่ตนเองเคารพจะตกต่ำถึงเพียงนี้
ส่วนโอวหยางเฉินที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า พอได้สติกลับมา นัยน์ตาของเขาก็สั่นไหวเต็มไปด้วยโทสะ
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาสะท้อนถึงความเดือดดาลที่มิอาจระงับได้
“ไอ้พวกขยะ! พูดโอ้อวดซะดิบดี แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ทั้งสองคน!”
“ข้าต้องเสียแหวนกักเก็บมิติให้กับพวกแก แถมยังต้องพ่ายแพ้การประลองอีก!”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น ทันทีที่กล่าวถึงความพ่ายแพ้
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันก็พลันซีดเผือดอย่างหนัก ร่างอ้วนใหญ่ของเขาสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ขณะที่เม็ดเหงื่อเย็นๆไหลรินลงมาตามขมับ พร้อมกับค่อยๆหันไปมองยังตงจาง ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพร้อมสายตาเยือกเย็น
“พวกแกแพ้แล้ว โอวหยางเฉินและตระกูลโอวหยาง”
“ส่งมอบกิจการทั้งหมดของตระกูลเจ้าแล้วไสหัวออกไปจากเมืองหนานปิงซะ!”
เสียงของตงจางหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับแผ่แรงกดดันจนผู้คนโดยรอบรับรู้ได้อย่างชัดเจน
สีหน้าของคนตระกูลตงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ พวกเขารอคอยวันนี้มาเนิ่นนาน และในที่สุดชัยชนะก็เป็นของพวกเขา