ณ โรงพยาบาล
“แพรไหมลูกพ่อไหนยิ้มหวานให้พ่อดูหน่อย”
“แบบนี้หวานพอมั้ยคะ”
“ลูกสาวพ่อน่ารักจังพ่อดีใจที่ได้เกิดมาเป็พ่อของหนู พ่อภูมิใจกับทุกเื่ที่หนูทำนะ”
เสียงชายชราใบหน้าซีดเซียวบอกลูกสาวอย่างภาคภูมิใจด้วยน้ำเสียงที่เบาและอ่อนแรง
“แพรก็ดีใจค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็ลูกของคุณพ่อ”
“ถ้าพ่อไม่อยู่แล้วหนูต้องดูแลตัวเองดีๆ ทานข้าวให้ตรงเวลาอย่าเศร้านานนะลูก ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อไปไม่ว่าลูกอยู่ที่ไหนพ่อจะคอยมองดูหนูอยู่บนฟ้า หนูจะมีพ่ออยู่ด้วยเสมอ”
ชายชราบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม เป็ห่วงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อคิดว่าหากตนจากโลกนี้ไปแล้ว เธอจะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและเหงามากเพียงใดในวันที่ไม่มีเขาอยู่ด้วยแล้ว ชายชรารู้ตัวเองดีว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน
“อย่าพูดแบบนี้ค่ะคุณพ่อต้องอยู่กับแพรไปอีกนาน” เธอบอกทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าบิดาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
“เราต่างก็รู้ดีพ่อขอโทษที่อยู่กับหนูได้เพียงเท่านี้พ่อภูมิใจในตัวแพรมากนะลูกั้แ่เล็กจนโตถ้าแม่ได้มาอยู่ตรงนี้แม่ก็ต้องภูมิใจในตัวหนูเหมือนกับที่พ่อภูมิใจ มาให้พ่อกอดให้ชื่นใจหน่อย”
“แพรรักคุณพ่อนะคะ”
แพรไหมสวมกอดบิดาที่นอนอยู่บนเตียงอย่างแสนรักพร้อมกับหอมแก้มทั้งสองข้างของบิดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหญิงสาวเหนื่อยจนต้องหยุดไปเอง
“พอแล้วหรือ” ชายชราเอ่ยแซวบุตรสาวทันทีที่เธอหยุดหอม
“หืมม พูดแบบนี้คุณพ่ออยากให้แพรหอมอีกใช่มั้ยคะ”
พูดจบก็ทำท่าจะลุกขึ้นไปหอมแก้มบิดาอีกครั้งแต่ถูกห้ามไว้เสียก่อน
“พอแล้ว ๆ แก้มพ่อจะช้ำหมดเอา”
“แก้มคุณพ่อนุ่มยิ่งกว่าหนุ่มอายุยี่สิบอีกค่ะเห็นแล้วน่าหอม” หญิงสาวบอกอย่างแสนเอาใจ
“พูดแบบนี้ เคยแอบไปหอมแก้มหนุ่มที่ไหนมาบอกพ่อเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ไม่มีหรอกค่ะ หอมแค่หนุ่มที่นอนอยู่ตรงหน้านี่แหละแพรรักคุณพ่อนะคะ”
รอยยิ้มที่สดใสทำให้หัวใจของชายชราเบิกกว้างมีความสุขได้ทุกครั้งรอยยิ้มที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาั้แ่เธอยังเล็ก จนบัดนี้ได้โตเป็สาวสวยสะพรั่งแล้ว
แต่รอยยิ้มนี้ก็ยังทำให้มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นชายชรายิ้มกว้างให้บุตรสาวพร้อมกับ ยื่นมือไปลูบที่ศีรษะของบุตรสาวเบา ๆอย่างแสนรัก
“พ่อก็รักหนู ลูกรักของพ่อ หนูคือของขวัญที่พิเศษที่สุดในชีวิตพ่อ”
นั่นเป็ประโยคสุดท้ายเมื่อสี่ชั่วโมงที่แล้วก่อนที่หัวใจของชายชราจะหยุดทำงานไปและนั่นถือเป็การบอกลาเป็ครั้งสุดท้ายของบิดาอันเป็ที่รัก
“ญาติคะตอนนี้คุณหมอปั๊มหัวใจช่วยให้คนไข้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งได้แล้วค่ะแต่ชีพจรยังเต้นอ่อนมากคุณหมอเกรงว่าหากหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง แล้วเรายังปั๊มกู้ชีพซ้ำแบบนี้อีกจะทำให้ซี่โครงคนไข้หักได้และคนไข้จะเ็ปทรมานมาก
ญาติยัง้าให้คุณหมอกู้ชีพคนไข้ต่อไปอีกมั้ยคะหากหัวใจของคนไข้หยุดเต้นอีกครั้ง"
เสียงพยาบาลสาวเปิดประตูออกมายืนรายงานการกู้ชีพให้หญิงสาวทราบเป็ครั้งที่สามภาพเ้าหน้าที่ทำการช่วยยื้อชีวิตบิดาั้แ่ครั้งแรก จนถึงตอนนี้เธอได้เห็นทั้งหมด
ั้แ่่แรกที่คุณหมอเริ่มปั๊มหัวใจให้ความวุ่นวายในการช่วยกู้ชีวิตของบิดา มีเ้าหน้าที่วิ่งเข้า วิ่งออก พร้อมกับเข็นเครื่องมือเข้าออกแบบนี้มาราวหนึ่งชั่วโมงได้แล้วตอนนี้แพรไหมเหมือนกำลังฝันไปทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมดภาพเบื้องหน้าเบลอไปหมดจนเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน
“แพร... แพร”
เสียงเรียกของพอล คุณหมอหนุ่มลูกพี่ลูกน้องของหญิงสาวที่อยู่เป็เพื่อน คอยให้กำลังใจอยู่หน้าห้องผู้ป่วยไม่ห่าง ั้แ่ชายหนุ่มออกเวรมาดึงสติร่างเล็กที่ยืนนิ่งไม่ขยับตัวไปไหน มาได้สักพักใหญ่แล้ว ให้รู้สึกตัวได้ชั่วครู่
ดวงตาคู่สวยเศร้าหมอง เอาแต่จ้องมองกระจกใสผ่านไปยังกลุ่มคุณหมอและพยาบาลที่กำลังวุ่นวายในการช่วยชีวิตบิดา
หญิงสาวจ้องมองอยู่อย่างนั้นไม่วางตาพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลอาบทั้งสองข้างแก้มอย่างห้ามไม่ได้ตอนนี้แพรไหมรู้สึกเหมือนแขนขามันไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย รู้สึกชาไปทั้งตัวทั้งที่รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจไว้แล้ว
แต่พอเกิดขึ้นจริง ๆเธอกับทำใจไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ คุณหมอหนุ่มเห็นน้องสาวยังคงยืนนิ่ง จึงเรียกชื่อหญิงสาวซ้ำอีกครั้ง
“แพร แพรไหม”
ฝ่ามือเย็นจับบ่ามน ช่วยเรียกสติคนเหม่อลอยให้หลุดจากภวังค์ใบหน้าขาวซีดหันมองตามเสียงเรียกเชื่องช้า ดวงตาทั้งสองข้างอาบไปด้วยหยาดน้ำใส ๆที่ยังไหลออกมาไม่หยุด
“ถึงเวลาที่เราต้องเข้าไปบอกลาคุณอากันแล้วล่ะ”
คุณหมอหนุ่มบอกพร้อมกับใช้นิ้วเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้แสนสงสารจับใจที่ต้องพูดเช่นนี้ แพรไหมทำได้แต่เพียงพยักหน้ารับตอนนี้เธอรู้แล้วว่าไม่สามารถรั้งชีวิตของบิดาให้อยู่กับตนเองได้อีกต่อไป
พอลหันไปบอกกับพยาบาลสาวที่ยืนรอคำตอบจากญาติให้บอกทีมแพทย์ว่าไม่ต้องปั๊มต่อแล้ว พวกเขาจะเข้าไปบอกลาคนไข้เป็ครั้งสุดท้าย
เพราะยิ่งยื้อยิ่งทำให้คนไข้ทรมานรวมถึงญาติผู้ป่วยที่ทรมานใจไปด้วยตอนนี้ร่างกายของคนไข้รับไม่ไหวแล้ว คุณหมอและพยาบาลพากันเดินออกจากห้องปล่อยให้ญาติได้ใช้เวลาที่เหลือบอกลากันเป็ครั้งสุดท้ายเป็การส่วนตัว
คุณหมอหนุ่มที่มีศักดิ์เป็พี่ จูงมือน้องสาวที่ยืนร้องไห้ทำอะไรไม่ถูกเดินนำเข้าไปด้านใน แพรไหมเดินตามไปอย่างว่าง่าย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ร่างบิดา น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“พี่ออกไปรอข้างนอกนะ” พอลบอกเพราะคิดว่าเธอคงอยากบอกลาบิดาเป็การส่วนตัว
“อย่าไปค่ะ”
เสียงเล็กสั่นเครือเอ่ยห้ามเบา ๆพร้อมดึงรั้งชายเสื้อผู้เป็พี่เอาไว้แน่นนี่เป็ประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวในรอบหนึ่งชั่วโมง