ตอนที่ 9 เมื่อมาแล้วก็จงอยู่อย่างเป็สุข (1)
หลี่ซินกำลังคิดว่า หากสามารถพาเรือนรองแยกออกมาจากสกุลหลี่ได้ ชีวิตคงจะสบายขึ้นมากอย่างแน่นอน เพื่อแผนการนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือหาเงิน หาเงินให้มากๆ หากมีเงิน เื่ที่เหลือก็ว่าง่ายขึ้นแล้ว
ใช่แล้ว คนในพื้นที่นี้อาศัยอะไรในการหาเงินกันนะ ล่าสัตว์หรือ เก็บยาหรือ ทำไร่ทำนา หรือว่าทำการค้า
ล่าสัตว์ถือว่าเป็ความคิดที่ดี เรียบง่ายและไม่พิธีรีตอง อีกทั้งการล่าสัตว์ยังสามารถทั้งล่าเอามากินและนำไปขายเป็เงินได้ แต่ว่า…ดูเหมือนข้าจะทำไม่เป็มิใช่หรือ
หากทำการค้า ตนก็สามารถเรียนรู้อะไรมากมายจากการข้ามเวลามาจากชาติที่แล้วได้เช่นกัน อย่างการทำสบู่ ทำตุ๊กตาผ้า หรือไม่ก็ขายสูตรอาหารไม่กี่อย่าง หรือจะลองทำเครื่องปรุงรสเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ครอบครัวดีล่ะ แต่เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ดูเหมือนที่นี่จะมีของเหล่านี้กันหมดแล้วน่ะสิ
แม้ตัวหลี่ซินจะไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกเนื่องด้วยตัวตนฐานะ แต่่นี้ก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับโลกภายนอกไม่น้อย เมื่อลองรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายในความทรงจำของนางดู ก็รู้สึกว่าโลกนี้เหมือนเป็โลกที่มีนักข้ามเวลาคนก่อนเคยทำการเปลี่ยนแปลงเอาไว้แล้ว และนักข้ามเวลาผู้นี้น่าจะข้ามเวลามาเร็วกว่าตนเพียงไม่กี่ปี บางทีอาจจะมีโอกาสได้พบเจอกันในอนาคต
หลี่ซินรู้สึกหมดหนทาง สิ่งเหล่านี้ที่ตนนึกขึ้นได้ เกรงว่าคนผู้นั้นคงทำเสร็จไปนานแล้ว ใครใช้ให้ตนมาถึงช้ากว่าคนอื่นเขาเล่า
ส่วนการทำไร่นา…
ตระกูลม่อในชาติก่อนนับว่ามีไร่นาอยู่ไม่กี่หมู่ แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็แค่เด็กผู้หญิงและยังต้องเรียนหนังสือ ต่อให้ตื่นเช้าและทำงานหนักยันค่ำทุกวัน อย่างมากก็ได้แค่จัดการแปลงผักหน้าบ้านได้หนึ่งแปลงเท่านั้น
เพื่อไม่ให้อดตาย นางจึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ หากที่บ้านไม่มีอาหาร นางก็จะไปที่หมู่บ้านขอช่วยทำงานแลกข้าวที่บ้านคนอื่น และไปหาที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ให้เขาช่วยเช่าที่นาผืนเล็กๆ ของทางบ้าน เงินค่าเช่าน้อยนิดที่แลกมาได้นั้น นำไปจ่ายค่าเล่าเรียนยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ
แต่เพราะประสบการณ์เ่าั้ในตอนเด็ก ทำให้นางเข้าใจคำว่า ‘หวงแหน’ คำนี้มากขึ้น และได้เรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดในชนบทมากมาย อย่างน้อยการปลูกนาทำไร่ก็ไม่ใช่เื่แปลกสำหรับนาง ต่อให้มีบางเื่ที่ไม่เคยลงมือทำเอง แต่ก็เคยได้ยินได้เห็นอยู่ไม่น้อย นางเลยไม่กลัว
“เมี้ยว! ข้าควรจะว่าเ้าอย่างไรดี เ้ามีมิติและน้ำพุิญญา ้าสิ่งใดแล้วไม่มีบ้าง มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้บ้าง ต่อให้เลวร้ายแค่ไหนก็ยังมีข้าไม่ใช่รึ เ้ากลัวอะไร”
อาชิวไม่พอใจอย่างมากที่หลี่ซินลืมแมวเทพอย่างตนไว้ข้างหลัง ยามนี้ในที่สุดมันก็อดไม่ได้พูดแทรกขึ้นมา
“ข้ามีชีวิตอยู่มาหลายหมื่นปี ใช้ชีวิตผ่านในมิติมานับไม่ถ้วน มีของแบบไหนที่ไม่เคยพบเห็น มีเื่อะไรที่ทำไม่ได้บ้าง”
หลี่ซินยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับแมวดาวที่ลึกลับซับซ้อนตัวนี้ บวกกับชาติก่อนนางมักจะพึ่งพาตัวเองในทุกๆ เื่ เวลาสั้นๆ เช่นนี้จึงยังไม่ได้คิดถึงเื่เหล่านี้จริงๆ ได้ยินมันเตือนเช่นนี้ ราวกับว่านางตรัสรู้ในบัดดล
ใช่แล้ว ชาติก่อนนางเป็เด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรสักอย่างก็ยังสามารถพิชิตโลกนี้มาด้วยตัวเองได้แล้ว ตอนนี้นางมีทั้งมิติ มีน้ำพุิญญา มีอาชิว และมีครอบครัว ไม่รู้ว่าโชคดีกว่าตั้งกี่เท่า เมื่อเทียบกับม่อเนี่ยนจือที่ต้องต่อสู้เพียงลำพังจะยังมีอะไรต้องกลัวอีก
ในเมื่อมาอยู่ตรงนี้แล้วก็จงอยู่อย่างเป็สุข นางจะสับสนอะไรอีกหรือ ยิ่งมีชีวิตก็ยิ่งอยู่อย่างถดถอยจริงๆ ความกล้าบ้าบิ่นในตอนแรกนั้นหายไปไหนเสียแล้ว
หลังจากหลี่ซินเข้าใจในจุดนี้ ก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ พอทำใจให้สงบลงได้แล้วก็เริ่มมองสำรวจรอบๆ จุดประสงค์ของการขึ้นเขามาในวันนี้ ก็เพื่อสามารถหาของบางอย่างมาปลูกในมิติได้ไม่ใช่หรือ นั่งอยู่ตรงนี้จะเป็การเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ทันใดนั้นหลี่ซินก็ได้ยินเสียงไก่ร้องกุ๊กๆ อยู่ไม่ไกล พลางอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจมองไปตามเสียง ในที่ที่ถัดออกไปไม่ไกลจากตนเท่าไรนัก มีไก่ป่าตัวหนึ่งกำลังก้มหาอาหาร ขณะที่กินไปก็แหงนมองบนไปด้วย ท่าทีระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ซินรู้สึกดีใจ ช่างเหมือนกับอยากนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้เสียจริง แบบนี้ไม่ใช่ว่ามีอาหารแล้ว เหยื่อก็มาส่งเองถึงที่ประตูหรือ
หลี่ซินเม้มริมฝีปากพลางหยิบก้อนหินเล็กๆ สองสามก้อนอย่างไร้ซุ่มเสียง จากนั้นขว้างไปที่ไก่ป่าอย่างรวดเร็ว ไก่ป่าตัวนั้นส่งเสียงร้องกุ๊กๆ ราวกับรู้ตัว พลันกระพือปีกบินหนีไปแล้ว…
หลี่ซินมองทางที่ไก่ป่าบินหนีไปพร้อมกับกลืนน้ำลาย แอบรู้สึกว่าช่างโชคร้ายนัก ใจกลับนึกพึมพำ มิใช่บอกว่าหากฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่ง’ จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว แม้แต่เส้นผมก็ยังกลายเป็เข็ม หยดน้ำทะลวงหินได้เลยมิใช่หรือ ทำไมแค่ไก่ป่าตัวเดียวก็ยังล่าไม่ได้เล่า
“เ้าโง่ ถึงแม้เ้าจะสำเร็จเคล็ดวิชาหลอมรวมจิตขั้นที่หนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ยังไร้ประสบการณ์การต่อสู้ ความแม่นยำเลยไม่ได้เื่ อย่าว่าแต่ไก่ป่าบินหนีเลย ต่อให้เป็สัตว์ที่ตายแล้ว เ้าก็คงเล็งไม่ถูกเป้าอยู่ดี!”
อาชิวส่งเสียงเหยียดหยามอย่างไม่ไว้หน้าสักนิด หลี่ซินได้ฟังแล้วก็กลอกตาขาวใส่พลางกระแอมเบาๆ สองเสียงเอ่ย “เ้าก็พูดเองว่าข้าไร้ประสบการณ์มิใช่หรือ ข้ามั่นใจว่าครั้งหน้าจะต้องถูกเป้าแน่!”
“เฮอะ!” อาชิวสบถเสียงใส่อย่างดูถูก และไม่สนใจนางอีก
หลี่ซินลูบจมูกปลอบตัวเองเงียบๆ เพิ่งจะฝึกได้เพียงขั้นแรก ก็พอจะเข้าใจว่าปรับตัวยังไม่ได้ ดังนั้นหลี่ซินจึงยิ่งตั้งใจค้นหาเหยื่อ และมองหาสิ่งของรอบตัวที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ พลางคิดว่าหากเก็บยาสมุนไพรได้สักเล็กน้อย ต่อให้นางใช้รักษาไม่เป็ แต่ก็นำมาขายเป็เงินจุนเจือครอบครัวได้ดีทีเดียว
ทำอย่างไรได้ หลี่ซินพบว่าสถานการณ์ของตนทางนี้อันที่จริงไม่ค่อยเหมือนนางเอกในนิยายส่วนใหญ่ที่ทะลุมิติไปบ้านไร่บ้านนาเสียเท่าไร ูเาที่อยู่รายล้อมไม่ใหญ่มากนัก สิ่งที่เยอะที่สุดในูเาคือกระต่าย ผู้คนทั้งหมู่บ้านต่างกำลังออกล่า บนูเาจะเห็นหินก้อนใหญ่อยู่เต็มทั่วทุกที่ ซึ่งก้อนที่ใหญ่ที่สุดตรงหน้านี้มีขนาดใหญ่เท่ากับูเาลูกเล็กๆ เท่านั้น
คนที่นี่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าควรดูแลรักษาูเาอย่างไร
ในความทรงจำของหลี่ซิน ในอดีตผู้คนที่นี่ตัดต้นไม้มาทำฟืน ต่อมาตัดต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าซ่อนตัวและออกมาทำร้ายผู้คน จนกระทั่งต้นไม้บนูเารอบหมู่บ้านถูกตัดจนหมดแล้ว สัตว์ป่าไร้ที่ซ่อนตัวอีกต่อไป แต่กลับทำให้เกิดเป็สภาพเฉกเช่นในปัจจุบันนี้