“เ้าจะสนใจขยะพวกนี้ไปทำไม”เหล่าเจี้ยนพูดออกมา
“หาเงินไงละเก็บเอาไปขายเปลี่ยนเป็เงิน” ระหว่างที่ตอบเหล่าเจี้ยนเทียนเฟิงก็เก็บเขาของพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวใส่ในกระเป๋าหนังสะพายหลัง
“ตัวข้าจนมากนะก่อนเข้าสำนักเองก็มีเงินอยู่ไม่เท่าไรหลังจากเข้าสำนักแล้วถึงจะมีเงินที่ท่านอาจารย์ให้มาก็เถอะแต่รวมๆแล้วก็มีไม่เท่าไร” เทียนเฟิงตอบกลับไปพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆการไม่มีเงินนี่ก็ลำบากเหมือนกัน
“เอาเถอะอยากทำอะไรก็ทำไป” เหล่าเจี้ยนตอบกลับ
“ว่าแต่เ้าสามารถตรวจจับพวกสัตว์อสูรรอบๆได้ไหมเดินหาไปเรื่อยๆแบบนี้ข้าว่ามันค่อนข้างจะเสียเวลา” เทียนเฟิงถามออกมา
“ทำน่ะทำได้แต่มันเปลืองพลังจิติญญาของข้า พลังจิติญญาของข้าฟื้นฟูได้ยากมากหากไม่ได้ดูดซับพวกสมุนไพริญญาหายากที่ฤทธิ์ฟื้นฟูจิติญญาโดยเฉพาะการแทบจะฟื้นฟูขึ้นมาสักนิดยังยากเลยข้าไม่อยากจะใช้มันไปกับเื่เล็กน้อยเพียงแค่นี้ เ้าตามหาสัตว์อสูรเอาเองเถอะ”เหล่าเจี้ยนบ่นออกมายาวเป็ชุด
“ข้าก็แค่ลองถามดูน่ะแหะๆๆ” เทียนเฟิงหัวเราะแก้เก้อ
หลังจากเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆห่างจากจุดที่สู้กับพยัคฆ์ทมิฬเขาเดียวราวๆห้าลี้เทียนเฟิงก็พบเข้ากับสัตว์อสูรงูเหลือมพฤกษา
มันเป็สัตว์อสูรที่มีรูปร่างเป็งูเหลือมขนาดใหญ่เกาะเกี่ยวอยู่กับลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งแต่ตามิัของมันแทนที่จะเรียบลื่นเหมือนกับงูทั่วไปกลับเต็มไปด้วยรอยขรุขระคล้ายเถาวัลย์ มองด้วยตาจากที่ไกลๆแล้วมันดูเหมือนเถาวัลย์เส้นหนึ่งมากกว่า
โชคดีที่เทียนเฟิงคอยระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาประสาทััของเขาคอยตื่นตัวอยู่ตลอด เขาจึงสามารถจับการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของงูเหลือมพฤกษาได้มิฉะนั้นถ้าเขาเดินเข้าไปใกล้มันโดยไม่ได้ระมัดระวังล่ะก็คงได้โดนมันเกี่ยวรัดเป็แน่
เทียนเฟิงหยุดอยู่ห่างจากมันประมาณสามจั้งจากนั้นจึงชักกระบี่ออกจากฝักยืนคอยเตรียมพร้อมรับการโจมตี
เมื่องูเหลือมพฤกษาเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าแสร้งทำเป็เถาวัลย์หลอกเ้ามนุษย์ตรงหน้านี้ไม่ได้แล้วมันจึงเลื้อยลงมาจากต้นไม้ใหญ่พลางจดจ้องมาที่เทียนเฟิงโดยส่งเสียงขู่ฟ่อๆออกมาเป็ระยะ
หนึ่งคนหนึ่งงูยืนประจันหน้ากันต่างฝ่ายต่างจดจ้องกันไปมาโดยไม่มีท่าทีว่าฝ่ายไหนจะเป็ฝ่ายที่จะเริ่มโจมตีก่อน
ในที่สุดฝั่งงูเหลือมพฤกษาก็ทนไม่ไหวมันจึงเป็ฝ่ายที่พุ่งโจมตีเข้าใส่เทียนเฟิงก่อนปากของมันอ้าออกกว้างเผยให้เห็นลิ้นสีแดงยาวสองแฉกและเขี้ยวพิษอันแหลมคม
เทียนเฟิงฉีกหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาของงูเหลือมพฤกษาในขณะที่เขากำลังคิดว่าตัวเองหลบการโจมตีได้สำเร็จอยู่ๆเขาก็ถูกบางสิ่งบางอย่างฟาดมากระแทกใส่เข้าอย่างจังจนลอยกระเด็นออกไปชนเข้ากับต้นไม้ที่ขวางทางอย่างแรง
“อั๊ก”
เทียนเฟิงกระอักเืออกมาคำหนึ่งแรงกระแทกนั้นไม่ใช่น้อยๆเลยเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเขาก็รับรู้ได้โดยทันทีว่าสิ่งที่กระแทกใส่เขานั้นคืออะไร
สิ่งนั้นมันก็คือหางของงูเหลือมพฤกษานั้นเองในจังหวะที่เทียนเฟิงหลบการโจมตีแรกของมันได้เพียงเสี้ยววินาทีถัดมามันก็สะบัดหางฟาดเข้าใส่เทียนเฟิงอย่างแรงในขณะที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว
ขณะนี้งูเหลือมพฤกษากำลังชูคอแลบลิ้นทำเสียงขู่ฟ่อๆพร้อมกับจ้องมองมาที่เทียนเฟิงอย่างไม่ละสายตามันกำลังมองหาโอกาสที่จะโจมตีอีกครั้ง
“เ้านี่เทียบกับตัวก่อนหน้านี้แล้วเ้าเล่ห์กว่ากันเยอะเลย ถึงขนาดโจมตีทีเผลอซะได้”เทียนเฟิงพูดออกมาด้วยความเจ็บใจ ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะว่าตัวเขานั้นมีประสบการณ์การต่อสู้ที่น้อยเกินไป
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้เทียนเฟิงจึงรับมือด้วยความสุขุมที่มากขึ้นทุกการโจมตีของงูเหลือมพฤกษาหลังจากนั้นเขาล้วนรับมือและตอบโต้กลับไปด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง
สัตว์อสูรแต่ละชนิดย่อมมีรูปแบบการโจมตีเฉพาะเป็ของตัวเองซึ่งเป็เอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์การรับมือและการต่อสู้กับพวกมันจึงแตกต่างกันออกไปด้วย
สิ่งเหล่านี้ถือเป็การเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้และทักษะการต่อสู้จริงให้กับเทียนเฟิงได้เป็อย่างดี
หลังจากผ่านไปได้หนึ่งเค่อเขาก็สามารถล้มงูเหลือมพฤกษาได้ก่อนตายมันได้ส่งเสียงแปลกๆออกมาก่อนที่จะแน่นิ่งไป
เมื่อฆ่างูเหลือมพฤกษาได้แล้วเทียนเฟิงจึงได้ชำแหละร่างของงูเหลือมพฤกษาเพื่อเอาดีงูและถุงพิษของมันออกมาสองอย่างนี้ขายได้ราคาดีเพราะสามารถเอาไปเป็วัตถุดิบในการปรุงโอสถได้หลังจากนั้นเขาก็ตัดเขี้ยวทั้งสองข้างของมันออกมาเพื่อนำไปขายหลังจากออกจากเทือกเขาหมื่นอสูร
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็ได้หาสถานที่ที่เงียบสงบเพื่อฟื้นฟูลมปราณที่เสียไปจากการต่อสู้ในสถานที่เช่นเทือกเขาหมื่นอสูรนี้หลังจากการต่อสู้ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยก็ควรที่จะพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูลมปราณที่เสียไปเพราะไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้ฟื้นฟูลมปราณหรือไม่
อีกทั้งยังไม่อาจฟื้นฟูลมปราณในสถานที่ที่พึ่งผ่านการต่อสู้มาได้เพราะกลิ่นคาวเืของสัตว์อสูรที่ตายลงสามารถดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นให้เข้ามาได้ ใครจะไปรู้ว่าอาจจะโดนสัตว์อสูรโจมตีต่อเนื่องทันทีหลังจากที่เพิ่งจัดการสัตว์อสูรอีกตัวก็เป็ได้เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็ควรจะเตรียมตัวเองไว้ให้พร้อมเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
หลังจากฟื้นฟูลมปราณเสร็จเรียบร้อยเทียนเฟิงก็เดินมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆเพื่อหาสัตว์อสูรตัวต่อไปมาฝึกฝีมือต่อ
จวบจนพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าเทียนเฟิงจึงเริ่มหาที่พักในคืนนี้
หลังจากการต่อสู้กับพยัคฆทมิฬเขาเดียวและงูเหลือมพฤกษาแล้วเขาก็ได้เจอหมูป่าศิลาและหมาป่าเทาการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ในวันนี้ก็สิ้นสุดเพียงเท่านี้
เทียนเฟิงเดินตามหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการพักแรมในคืนนี้จนในที่สุดเขาก็เจอเข้ากับถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาโยนก้อนหินเข้าไปในถ้ำหลายก้อนผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไร้สิ่งใดตอบสนองกลับมา
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของสัตว์อสูรเทียนเฟิงจึงตัดสินใจยึดเอาถ้ำแห่งนี้เป็ที่ค้างแรมสำหรับคืนนี้
ตัวถ้ำไม่นับว่าใหญ่มากแต่ก็ไม่ถึงกับคับแคบเกินไปอีกทั้งอากาศยังถ่ายเทได้สะดวก ควันจากการก่อกองไฟเองก็ไหลเวียนอย่างสะดวกไม่ฟุ้งตลบอยู่ในถ้ำ
หลังจากก่อกองไฟเสร็จเทียนเฟิงก็ไปหาหินขนาดใหญ่มาเพื่อปิดปากถ้ำขังตัวเองเอาไว้ข้างในทำเช่นนี้จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีสัตว์แอบเข้ามาโจมตีตอนกลางคืนเพราะการจะเข้ามาได้ย่อมต้องผ่านหินก้อนใหญ่ที่ปิดทางเข้าถ้ำก่อนเมื่อเป็เช่นนี้เขาก็จะได้มีเวลาเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
เทียนเฟิงย่างเนื้อหมูป่าศิลาหนึ่งในสัตว์อสูรที่เขาได้ต่อสู้ด้วยในวันนี้ที่เขาแล่มาเพื่อเอาไว้มาทำเป็อาหารเย็นและมื้อเช้าของวันต่อมาหลังจากที่กินเสร็จเรียบร้อยเขาก็กินโอสถเบิกชีพจรปราณและนั่งฝึกฝนพลังปราณต่ออีกสองชั่วยามเมื่อครบสองชั่วยามแล้วเขาจึงดับกองไฟแล้วเข้านอน
บรรยากาศของเทือกเขาหมื่นสูรยามค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยเสียงร้องของสัตว์อสูรดังแว่วมาจากที่ไกลๆในบางครั้งเทียนเฟิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรที่เดินผ่านหน้าถ้ำเป็ครั้งคราว
คืนแรกของการค้างคืนเทือกเขาหมื่นอสูรของเทียนเฟิงก็ผ่านไปเช่นนี้
เช้าวันใหม่มาเยือนเทียนเฟิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าหลังจัดการสุขอนามัยของตัวเองและกินเนื้อหมูป่าศิลาย่างที่เหลือจากเมื่อคืนเป็มื้อเช้าเสร็จเขาก็ออกมาจากถ้ำที่พักแรมเมื่อคืน
สำหรับเป้าหมายในวันนี้ของเทียนเฟิงก็คือการเข้าไปลึกกว่าเมื่อวานนี้ขึ้นอีกสักหน่อยแต่ยังคงอยู่ในเขตของชั้นนอกระดับหนึ่งเหมือนเดิม
เขายังตัดสินใจที่จะวนเวียนอยู่ในเขตชั้นนอกระดับหนึ่งไปอีกสักระยะหนึ่งเพื่อฝึกฝนวิชาปราณ วิชากระบี่ที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาในการต่อสู้จริงและปฏิกิริยาการตอบสนองระหว่างการต่อสู้กับสัตว์อสูรให้คุ้นเคยเสียก่อน
เมื่อใดที่รู้สึกคุ้นชินแล้วค่อยแสวงหาความท้าทายใหม่ๆก็ยังไม่สาย
กิจวัตรประจำวันของเทียนเฟิงผ่านไปเช่นนี้ในแต่ล่ะวันเขาได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรหลากหลายชนิดเมื่อฆ่าได้ก็ทำการชำแหละเพื่อเก็บเกี่ยววัตถุดิบที่มีค่า พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์
วัตถุดิบที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้จากการต่อสู้กับบรรดาสัตว์นั้นมากมายยิ่งนักซึ่งเขาได้ขุดหลุมฝังไว้ในที่ๆมิดชิดและได้ทำสัญลักษณ์ที่มีแค่เขาเพียงผู้เดียวที่รู้เอาไว้เมื่อออกจากเทือกเขาหมื่นอสูรเมื่อไรค่อยมาเก็บเอาไปขายพร้อมกันในทีเดียว
ผ่านการฝึกฝนผ่านการต่อสู้จริงมากว่าหนึ่งสัปดาห์ระดับความคุ้นเคยในวิชาปราณและวิชากระบี่ของเทียนเฟิงก็เพิ่มขึ้นเป็เงาตามตัว
ในวันนี้เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในเขตของชั้นนอกระดับสองหลังจากเข้ามาในเขตของชั้นนอกระดับสองเทียนเฟิงก็ััได้ทันทีว่าบรรยากาศของที่นี่ช่างแตกต่างกับชั้นนอกระดับหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
“ให้ความรู้สึกต่างกันกับชั้นนอกระดับหนึ่งเลยแหะ”ในความรู้สึกของเทียนเฟิงบรรยากาศของชั้นนอกระดับสองนั้นเต็มได้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็นแต่สามารถััได้อยู่รางๆ
“เพราะเ้าอ่อนแอเกินไปยังไงล่ะสำหรับข้าของแค่นี้ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงด้วยซ้ำ” ในขณะที่เหน็บแนมเทียนเฟิงเหล่าเจี้ยนก็ไม่ลืมที่จะยกย่อตนเองไปด้วย
“ขอรับๆข้าน้อยมันอ่อนแอเกินไป คงไม่บังอาจไปเทียบชั้นกับผู้าุโหรอกขอรับ”เทียนเฟิงตอบกลับไปอย่างประชดประชัน
“ฮ่าฮ่าฮ่านับว่าเ้ายังรู้ความอยู่บ้างเ้าหนู” เหล่าเจี้ยนหัวเราะร่าเห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีมากแค่ไหน
เมื่อเดินเข้ามาในเขตขั้นนอกระดับสองได้ประมาณเกือบๆสองเค่อจู่ๆเหล่าเจี้ยนก็ะโออกมา “ระวัง!!!!”
เทียนเฟิงยังตั้งสติไม่ทันแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาไวกว่าความคิดเขารีบชักกระบี่ออกมาตั้งขวางไว้ตรงหน้าอกทันที
“เคร้งงงง!!!!”
เสียงการปะทะกันของโลหะดังแสบแก้วหูก้องไปทั่วบริเวณจากนั้นร่างกายของเทียนเฟิงก็ถูกแรงกระแทกจนเซถอยหลังไปแปดก้าวอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้หลังจากเขาตั้งหลักได้แล้วอยู่ๆเส้นขนทั่วทั้งร่างของเขาก็ต่างพากันลุกเกรียวสัญชาตญาณของเขากรีดร้องว่าแย่แล้วร่างกายของเขาตอบสนองไวกว่าความคิดมือทั้งสองข้างที่กุมกระบี่อยู่แน่นรีบเคลื่อนกระบี่ไปทางด้านซ้ายลำตัวทันที
“เคร้งงงง!!”
เสียงการปะทะกันของโลหะดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ร่างกายของเทียนเฟิงถูกกระแทกจนกระเด็นอีกครั้งเมื่อตั้งหลักได้เขาก็มองไปยังที่ๆตนเองเคยยืนอยู่เมื่อครู่ทว่าสายตาของเขามองเห็นเงาดำๆเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นขนทั่วร่างกายของเขาตั้งชันอีกครั้งร่างกายตอบสนองตามสัญชาตญาณยกกระบี่ขึ้นมาตั้งกันศีรษะของตนเองเอาไว้
“เคร้งงงง!!!”
การปะทะกันครั้งนี้เทียนเฟิงเกือบจะทำกระบี่หลุดจากมือง่ามนิ้วของเขาชาไปหมดมือที่กุมกระบี่ของเขาสั่นน้อยๆจากแรงปะทะ
หลังจากการปะทะกันครั้งที่สามเงาสีดำนั้นก็ผละออกไปมันยืนเผชิญหน้ากับเทียนเฟิงห่างไปราวๆสองจั้ง
เมื่อเทียนเฟิงเงยหน้าขึ้นมาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเ้าเงาสีดำที่เล่นงานเขาคือตัวอะไร
“เสือดำวายุทมิฬสัตว์อสูรขั้นสองระดับสูง!!!”