ตอนที่ 6: พระชายาผู้เปลี่ยนไป
เมื่อแสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาภายในห้องหอ เสิ่นเยว่ค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกร้าวระบมและอาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่เกิดจากการเกร็งตัวมาตลอดทั้งคืน ไม่ได้ทำให้ดวงตาหงส์คู่นั้นทอประกายอ่อนแอหรือยอมจำนน ตรงกันข้าม มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ซุกซ่อนเร้นอยู่ก้นบึ้ง
สตรีบอบบางยังคงนอนนิ่งขึงอยู่ภายใต้พันธนาการของอ้อมแขนแกร่ง ความอบอุ่นร้อนผ่าวจากเรือนร่างกำยำของเซียวเหยียนแผ่ซ่านเข้ามาแนบชิดจนนางสามารถรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขา มันสม่ำเสมอและทรงพลังดุจเสียงลั่นกลองรบ
‘เขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว’
นางฉวยโอกาสจาก่เวลาที่มัจจุราชหลับตา สำรวจใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้ชิดเพียงแค่ระยะลมหายใจรด ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติซึ่งในยามหลับใหลไร้ซึ่งรังสีอำมหิตคุกคาม
หากแต่ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยกลิ่นอายความเ็าดุจน้ำแข็งพันปี ดวงตาที่เคยคมกริบดุจพญาเหยี่ยวยามทอดมองศัตรูบัดนี้ปิดสนิท ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเล็กน้อยราวกับมีเื่ราวเคร่งเครียดให้ต้องขบคิดอยู่ตลอดเวลา
‘บุรุษผู้นี้ อันตรายและลึกล้ำยิ่งกว่าตัวอักษรในนิยายที่บรรยายไว้นัก’
เสิ่นเยว่พยายามขยับเรือนร่างออกห่างจากอ้อมแขนของเขาอย่างแ่เบาที่สุด ประหนึ่งแมวป่าที่ย่องเบาบนหลังคา กระนั้น เพียงแค่ปลายเท้าของนางขยับเขยื้อน บุรุษเื้ัก็ขยับตัวตามสัญชาตญาณ ท่อนแขนแกร่งที่พาดผ่านเอวคอดรัดรึงแ่าขึ้นกว่าเดิม ราวกับโซ่ตรวนที่ปักหลักไม่้าให้เชลยหลุดพ้นไปแห่งหนใด ลมหายใจอุ่นจัดของเขาเป่ารดรินรดต้นคอขาวผ่องของนางอีกระลอก
ร่างของเสิ่นเยว่แข็งทื่อกลายเป็หินไปในบัดดล ภายในใจพลันตื่นตระหนกว่าเขาอาจจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่เมื่อนางกลั้นใจเงี่ยหูฟัง เสียงลมหายใจของเขาก็ยังคงเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอเช่นเดิม
‘เขาเพียงแค่พลิกตัวเปลี่ยนท่า หรือว่าแสร้งหลับเพื่อทดสอบนางกันแน่’
เสิ่นเยว่ตัดสินใจยุติการดิ้นรน นางนอนนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก ปล่อยให้ท่อนแขนของเขาโอบกอดรัดรึงเอาไว้เช่นนั้น ความอดทนของนางถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด นางเฝ้ารอคอยจนกระทั่งแสงแดดเริ่มเจิดจ้า ได้ยินเสียงขยับกายของบุรุษเื้ัอีกครั้ง
และในที่สุด ความรู้สึกอึดอัดก็แปรเปลี่ยนเป็ความว่างเปล่าเมื่ออ้อมแขนแกร่งคลายออกไป
เซียวเหยียนหยัดกายลุกขึ้นจากตั่งนอนแคบอย่างเงียบเชียบไร้สุรเสียง เขาสวมใส่อาภรณ์ตัวใหม่ที่ดูเรียบง่ายกว่าชุดมงคลเมื่อคืน แต่ยังคงยึดมั่นในโทนสีดำสนิท ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจล้นฟ้าและบุคลิกอันเยือกเย็นไร้หัวใจของเขา
เสิ่นเยว่ยังคงแสร้งหลับตาพริ้ม บังคับลมหายใจให้สม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปะทะอารมณ์ในยามเช้าตรู่
เสียงรองเท้าหนังย่างเหยียบหนักแน่นเดินตรงไปยังบานประตู ก่อนที่เสียงสลักกลอนจะดังขึ้นอย่างแ่เบา ทิ้งให้นางนอนเดียวดายอยู่ภายในห้องหออันกว้างใหญ่เพียงลำพัง
เมื่อเงี่ยหูฟังจนแน่ใจแล้วว่าเสียงฝีเท้าของเขาห่างออกไปไกล เสิ่นเยว่จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางยันกายลุกขึ้นนั่งบนตั่งนอน ฝ่ามือเล็กยกขึ้นลูบไล้ท่อนแขนตนเองเบาๆ พยายามขับไล่ความรู้สึกประหลาดและไออุ่นที่ยังคงหลงเหลือจากการแนบชิดเมื่อครู่ให้เจือจางหายไป
‘ค่ำคืนแรกในรังเสือผ่านพ้นไปแล้ว และข้ายังมีชีวิตรอด!’
นับว่าเป็ก้าวแรกแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการรักษาศีรษะให้อยู่บนบ่า จากวินาทีนี้เป็ต้นไป คือการเปิดม่านเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะ ‘พระชายาของอ๋องทมิฬ’ พระชายาที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อถึงยามสาย กลุ่มสาวใช้ประจำจวนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาปรนนิบัติการตื่นนอนก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องหอ พวกนางต่างพากันเบิกตากว้าง ประหลาดใจกับภาพที่ปรากฏแก่สายตา
คุณหนูใหญ่สกุลเสิ่นผู้มีกิตติศัพท์ลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวงในเื่ความเอาแต่ใจ ร้ายกาจ และอารมณ์ฉุนเฉียวร้ายยิ่งกว่าพายุ บัดนี้กลับนั่งสง่าผ่าเผยอยู่บนตั่งนอนอย่างสงบนิ่ง ใบหน้างดงามหมดจดไร้ซึ่งร่องรอยของความหงุดหงิดเกรี้ยวกราดจากการตื่นนอนผิดเวลาอย่างที่ควรจะเป็
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ” สาวใช้ผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความหวาดเกรง
“เข้ามาเถิด”
เสิ่นเยว่เอื้อนเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ ไร้ซึ่งการตวาดด่าทอ จนกลุ่มสาวใช้ต่างพากันลอบสบตากันด้วยความฉงนสนเท่ห์
‘คุณหนูเสิ่น เปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน’ นี่คือคำถามที่ผุดขึ้นดังก้องในใจของพวกนางทุกคน
ตามปกติวิสัยแล้ว ยามเช้าของคุณหนูเสิ่นคนเดิมมักจะเต็มไปด้วยเสียงแผดร้องโวยวายปาข้าวของ หากสาวใช้จัดเตรียมชุดไม่ถูกใจ หรือสางผมแรงไปเพียงนิดเดียว แต่ทว่าในยามนี้ นางกลับประทับนั่งหลังตรง สงบนิ่งเยือกเย็นราวกับภาพวาดของเทพธิดาบนสรวง์
“เตรียมน้ำอุ่นสำหรับล้างหน้ามาให้ข้า” เสิ่นเยว่สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดแต่เจือความสุภาพ “และเตรียมชุดอาภรณ์ที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับสวมใส่ในวันนี้ ไม่ต้องเอาเครื่องประดับที่รุงรังมาให้ข้า”
สาวใช้คนแรกที่เอ่ยทักทายนามว่า ‘ชิงหลัว’ รีบค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าพาสาวใช้อีกคนออกไปจัดเตรียมน้ำอุ่นและอาภรณ์ตามประสงค์ทันที ในขณะที่สาวใช้รุ่นเยาว์อีกสองคนยังคงยืนอ้ำอึ้ง ทำตัวไม่ถูกอยู่กลางห้อง
“มีเื่อันใดให้ข้องใจอีกหรือ” เสิ่นเยว่เงยหน้าขึ้น ปรายตาดวงตาหงส์มองพวกนางด้วยแววตาเรียบนิ่งและเยือกเย็น จนสองสาวใช้ต้องรีบก้มหน้าหลุบตาลงมองปลายเท้าตนเองแทบไม่ทัน
“เอ่อ…ไม่อันใดเพคะพระชายา!”
เพียงชั่วครู่ ชิงหลัวก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นและชุดอาภรณ์สีเขียวอ่อนละมุนตา แม้รูปแบบจะดูเรียบง่ายปราศจากการปักดิ้นทอง แต่เนื้อผ้ากลับเป็ไหมทอชั้นยอด เสิ่นเยว่ยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนนุ่มจากชิงหลัวมาซับล้างหน้าด้วยตนเอง โดยไม่ร้องขอให้สาวใช้เข้ามาช่วยขัดถูอย่างที่สตรีสูงศักดิ์มักกระทำ ท่าทีที่ไม่ถือตัวและพึ่งพาตนเองเช่นนี้ ยิ่งทวีความประหลาดใจให้แก่เหล่าสาวใช้เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
นี่ใช่คุณหนูเสิ่นคนเดิมที่พวกนางเคยได้ยินกิตติศัพท์จริงๆ หรือ!
ตลอดกระบวนการสางผมและแต่งกาย เสิ่นเยว่แทบจะไม่อ้าปากพูดสิ่งใดออกมาเลย นางปล่อยให้สาวใช้แต่งกายให้ตามหน้าที่อย่างว่าง่าย
กระนั้น ดวงตาหงส์ที่ดูสงบนิ่งคู่นั้นกลับกวาดมองสำรวจและจดจำทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายอย่างเงียบเชียบและละเอียดถี่ถ้วน ั้แ่การจัดวางตำแหน่งสิ่งของในห้องหอ สีหน้าแววตาของบ่าวรับใช้แต่ละคน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของรอยเย็บบนอาภรณ์ที่ตนสวมใส่
ไม่ว่าจะก้าวเดินไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ข้อมูลข่าวสารและการประเมินสภาพแวดล้อมคืออาวุธที่สำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอด!
นางตระหนักดีว่าสายตาหลายคู่ที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และจับผิดกำลังจดจ้องมาที่นางไม่ขาดสาย และนั่นก็คือผลลัพธ์ที่นางจงใจสร้างขึ้น
หลังจากแต่งกายเสร็จสิ้น เสิ่นเยว่ก็ก้าวเดินนำขบวนสาวใช้มุ่งหน้าไปยังห้องอาหารหลักของจวน กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มและกับข้าวเลิศรสโชยมาแตะจมูกชวนให้กระเพาะร้องประท้วง แต่ความหิวโหยกลับถูกความระแวดระวังภัยกดทับเอาไว้จนมิด
นางเลือกทรุดกายนั่งลงที่เก้าอี้ไม้แกะสลักบริเวณหัวโต๊ะฝั่งหนึ่ง พยายามเบนสายตาไม่มองไปยังเก้าอี้อีกตัวฝั่งตรงข้ามที่เพิ่งมีร่องรอยการถูกใช้งานไปเมื่อไม่นานมานี้
อาหารเช้าหลากหลายชนิดถูกจัดวางเรียงรายเต็มโต๊ะจนแทบไม่มีที่ว่าง ดูน่ารับประทานยิ่งนัก แต่เสิ่นเยว่กลับหยิบตะเกียบเงินขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางจงใจเลือกคีบเฉพาะอาหารที่ดูธรรมดาและไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งรสชาติมากนัก พร้อมกับลอบสังเกตปฏิกิริยาและสายตาของกลุ่มสาวใช้ที่ยืนเฝ้ารออยู่รอบห้อง
‘หากมีผู้ใดคิดคดลอบวางยาพิษลงในอาหาร จุดบกพร่องและพิรุธย่อมต้องปรากฏขึ้นที่ไหนสักแห่งบนใบหน้าของพวกนาง!’
แน่นอนว่าไม่มีบ่าวรับใช้คนใดแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลนหรือผิดปกติ แต่พฤติกรรมการกินน้อยและช่างเลือกของนางก็ยังคงสร้างความประหลาดใจให้แก่เหล่าสาวใช้ที่เฝ้ามองอยู่อย่างอดไม่ได้
“พระชายาทรงเสวยน้อยเกินไปแล้วนะเพคะ” ชิงหลัวตัดสินใจเอ่ยทักขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ “รสชาติอาหารไม่ถูกปากหรือเพคะ บ่าวจะให้ห้องเครื่องทำมาเปลี่ยนใหม่เดี๋ยวนี้”
“อาหารรสชาติดีแล้ว แต่ข้าไม่นิยมทานมื้อเช้ามากนัก” เสิ่นเยว่เอ่ยตอบเสียงเรียบ พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ “พวกเ้าเองก็หาที่นั่งลงกินเถิด ไม่ต้องยืนคอยมองข้ากินหรอก”
ประโยคคำสั่งนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางห้องอาหาร เหล่าสาวใช้ต่างยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน คุณหนูเสิ่นผู้เย่อหยิ่งคนเดิมไม่เคยมีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้บ่าวไพร่ชั้นต่ำนั่งร่วมโต๊ะหรือกินอาหารในเวลาเดียวกันด้วยซ้ำ
“แต่ว่า…มันผิดกฎธรรมเนียมนะเพคะ” ชิงหลัวแย้งเสียงสั่น
“ข้าเป็เ้านายของพวกเ้า หรือว่าพวกเ้าเป็เ้านายของข้ากันแน่” เสิ่นเยว่กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองพวกนางด้วยแววตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ จนชิงหลัวและสาวใช้อีกสามคนต้องรีบค้อมกายลงหมอบกับพื้น
“พะ…เพคะ พระชายา!”
ความสับสนและหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตาของพวกนาง กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งของสตรีตรงหน้าอีก เสิ่นเยว่ทอดสายตามองภาพเหล่าสาวใช้ที่ทยอยกันลุกขึ้นไปตักอาหารและนั่งกินด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน แล้วลอบยกยิ้มบางเบาในใจ
ดีมาก ความสับสนและไม่อาจคาดเดาได้นี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของก้าวแรกในการกุมอำนาจ!
ในขณะเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่งของจวนอ๋อง ภายในห้องหนังสืออันโอ่อ่า เซียวเหยียนประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้จันทน์แดง รายล้อมไปด้วยกองเอกสารราชการและเหล่าแม่ทัพนายกองคนสนิทที่กำลังผลัดเปลี่ยนกันถวายรายงานเื่สถานการณ์การเมืองและงบประมาณกองทัพ กระนั้น จิตใจของบุรุษผู้กุมอำนาจกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรหรือคำพูดเ่าั้อย่างเต็มร้อย
ภาพสะท้อนของสตรีในชุดเ้าสาวสีแดงสดที่นั่งหลังตรงสงบนิ่ง ใบหน้างดงามที่ไม่แสดงออกถึงความหวาดกลัว ดวงตาหงส์ที่เอ่อล้นไปด้วยความฉลาดเฉลียวดื้อรั้น และท่าทีที่ไม่เหมือน ‘เสิ่นเยว่’ หญิงโง่งมที่เขารู้จักแม้แต่น้อยนิด ยังคงฉายซ้ำวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดราวกับเงาตามตัว
เขาหวนนึกถึงยามอรุณรุ่งที่นางพยายามขยับตัวดิ้นรนหนีออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างเงียบเชียบ เมื่อถูกเขารัดรึงแกล้งกดทับแน่นขึ้น นางก็ยอมหยุดนิ่งแต่โดยดี ไม่แม้แต่จะส่งเสียงครางประท้วง หรือแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น มีเพียงร่างกายบอบบางที่เกร็งตัวตึงเครียดเท่านั้นที่ฟ้องถึงความรู้สึกที่แท้จริง
‘สตรีผู้นั้นกำลังซุกซ่อนความลับใดเอาไว้ หรือกำลังวางหมากเดินเกมใดอยู่เื้ัความสงบนิ่งนั้น’
“เรียนท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มหนักของแม่ทัพนายหนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบและดึงสติของเซียวเหยียนให้ตื่นจากภวังค์
“มีเื่อันใด” เขาเอ่ยถามด้วยสุรเสียงราบเรียบ หากแต่แววตาที่ตวัดมองไปยังกองเอกสารเบื้องหน้ากลับคมกริบดุจใบมีด
“เอกสารลับรายงานความเคลื่อนไหวจากชายแดนทิศเหนือถูกส่งมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเหยียนยื่นมือไปรับม้วนเอกสารประทับครั่งสีแดงมาคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว สายตากวาดไล่ดูตัวอักษร หากแต่ในซอกมุมหนึ่งของหัวใจ ก็ยังคงมีภาพใบหน้าเรียบเฉยของพระชายาคนใหม่แทรกซึมวนเวียนอยู่ไม่คลาย
‘เสิ่นเยว่ เ้ากำลังเล่นสนุกกับเกมบ้าบออันใดกันแน่!’
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยยินยอมปล่อยให้ศัตรูหรือผู้ใดก้าวล่วงเข้ามาอยู่ใกล้ตัวได้ถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีสายเืตระกูลเสิ่นที่เขาชิงชังเข้ากระดูกดำ แต่สตรีผู้นี้กลับสามารถตบตาผู้คนและก้าวเข้ามาเหยียบย่ำอยู่ภายในจวนแห่งนี้ ในฐานะพระชายาเอกของเขาได้อย่างหน้าตาเฉย
รอยยิ้มเย็นเยียบและอันตรายปรากฏขึ้นที่มุมปากของอ๋องทมิฬ
‘ในเมื่อเ้ารนหาที่ ก้าวเท้าเข้ามาติดกับดักในกรงเหล็กของข้าด้วยความเต็มใจแล้ว ก็จงอย่าได้หวังว่าจะสยายปีกโบยบินหนีออกไปได้ง่ายๆ เลย!’