ฉีหลินลืมตาโพลงพร้อมกับลุกพรวดพราดขึ้นมา แต่แล้วก็ต้องเจ็บแปลบที่หน้าอกจนต้องร้องออกมา เขาสำรวจร่างกายตัวเองก็พบว่าาแจากการต่อสู้ได้เลือนหายไปสิ้นแล้ว เหลือแต่เพียงอาการาเ็จากฝ่ามือของเว่ยฉือที่ทุเลาลงไปมาก
เมื่อเหลียวมองรอบกายก็พบว่าตนนั้นนอนอยู่บนแท่นหินราบเรียบท่ามกลางหุบเขาที่เขาอาศัยฝึกกระบี่นั่นเอง ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ ไม่ห่างไปนักมีร่างของชายในชุดดำขัดสมาธิเข้าฌานอยู่เงียบๆ ดูเหมือนว่าาแของเขาจะได้รับการรักษาด้วยพลังฝีมือของชายชุดดำนี้เอง
“ผู้เยาว์น้อมขอบพระคุณผู้าุโที่ช่วยชีวิต” ฉีหลินประสานมือคารวะชายในชุดดำครั้งหนึ่ง ที่เบื้องหน้า ชายในชุดดำลืมตาขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นแววตาคมกล้าเป็ประกายคู่หนึ่ง แผ่พุ่งพลังอันไร้สภาพออกมารอบๆตัวใบหน้าของท่านผู้เฒ่านั้นอยู่ในวัยกลางคน ทว่าหล่อเหลา มีเคราสั้นๆ และเส้นผมสีดำแซมเทาที่ถูกเกล้าเป็มวยเสียบไว้ด้วยปิ่นไม้ ตามแบบฉบับของผู้บำเพ็ญพรต
“ไม่ต้องมากพิธี เด็กน้อยเ้าสมควรเป็นายน้อยตระกูลฉี นามว่าฉีหลินใช่หรือไม่” เสียงราบเรียบดังมาจากปากของชชายชุดดำ ั์ตาคมกล้าคู่นั้นเพ่งมองเด็กหนุ่มแน่นิ่งราวกับจะมองให้ลึกลงไปถึงจิติญญาก็ไม่ปาน
“เป็ผู้เยาว์เอง” ฉีหลินตอบคำด้วยความสุภาพ เบื้องหน้าชายชุดดำคนนี้ แม้จะแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีดำ กลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และน่ายำเกรงอยู่หลายส่วนจนผู้คนอดไม่ได้ต้องแสดงอาการสำรวมออกมา
“อาตมานามว่าไท่อิดจินหยินแห่งสำนักคุนหลุน เป็สหายกับบิดาเ้า” ไท่อิดจินหยินเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ
“อาตมาคำนวณดู เห็นว่าบิดาของเ้าประสบเคราะห์ภัย จึงรีบเดินทางมาจากเขาคุนหลุน ทว่าน่าเสียดาย อาตมามาช้าไป” สิ้นคำก็ทอดถอนใจคราหนึ่ง
ถึงตอนนี้ ฉีหลินมีสีหน้าสลดลงไป เมื่อนึกถึงชะตากรรมของบิดามารดาและตระกูล
“ที่แท้เื่ราวเป็เช่นไร เหตุใดตระกูลฉีจึงถูกกวาดล้างเช่นนี้”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงออกปากเล่าเื่ราวที่ประสบมาโดยไม่ปิดบัง นามของไท่อิดจินหยิน บิดาเคยเล่าให้ฟังหลายครั้งหลายครา ว่าเป็ปรมาจารย์ในขอบเขตเซียนผู้หนึ่ง แต่เดิมเป็สหายร่วมสำนักคุนหลุนกับบิดาเก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ช่วยชีวิต ทั้งยังเป็สหายกับบิดา ฉีหลินราวกับได้พบญาติผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน
หลังจากฟังเื่ราวทั้งหมด นักพรตไท่อิดมีสีหน้าเคร่งขรึมลงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคืนกลับสู่สภาพปกติ กล่าวกับฉีหลินว่า
“ฟังจากเ้าเล่า คาดว่าเื่นี้คงไม่รวบรัดง่ายดาย ทั้งตระกูลเหลียงเองก็เป็ตระกูลใหญ่ มียอดฝีมืออยู่ไม่ใช่น้อย หากเ้ามีใจคิดแก้แค้น อาตมาขอเตือนว่าเ้าจงอย่าด่วนใจร้อนไป”
เขารับคำนักพรตไท่อิดเบาๆ เดิมทีเขานั้นคิดอยากจะล้างแค้นตระกูลเหลียงแทบขาดใจ ทว่าขุมกำลังของตระกูลเหลียงเองก็ไม่ใช่เล็กๆ ทั้งยังมีกลุ่มโจรหมาป่าแดง ลำพังเพียงเหตุการณ์เมื่อวานยังมีผู้าุโขั้นหลอมสร้างชีพจรเคลื่อนไหว เกรงว่าหากเขาผลีผลามทำอะไรลงไป ก็ไม่ต่างอะไรกับเอาไข่ไปกระทบหินแล้ว
“ยังมี สมบัติประจำตระกูลของเ้า ตอนนี้อยู่กับตัวของเ้า ต่อให้พวกมันยังไม่แน่ใจ จะอย่างไรพวกมันคงพยายามพลิกแผ่นดินไล่ล่าหาตัวเ้าอยู่ดี เพียงเพื่อคัมภีร์วิชา ถึงกับยอมสังหารล้างตระกูลๆหนึ่งไป คงไม่ใช่เื่เล็กน้อย”
ไท่อิดจินหยินมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยสืบต่อ
“เช่นนี้เป็อย่างไร อาตมาจะรับเ้าเป็ศิษย์ พากลับคุนหลุนเสียด้วยกัน เก็บตัวสักพักหนึ่ง ถึงเวลาเ้าพัฒนาฝีมือพอเอาตัวรอดได้บ้าง ค่อยหาทางคลี่คลายสะสางเื่ราวเถอะ ด้วยระดับผนึกโลหิต ต่อให้เ้ามีเก้าชีวิตก็เกรงจะไม่พอใช้”
ฉีหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าโขกศีรษะแทนคำตอบ
“ศิษย์ฉีหลิน คารวะอาจารย์”
“ประเสริฐ อาจารย์มีชีวิตอยู่มาสามพันปีไม่เคยรับศิษย์ วันนี้มีเ้าเป็ศิษย์ ก็นับว่ามีผู้สืบทอด ทั้งยังได้ช่วยเหลือสหายรักแล้ว”
ไท่อิดจินหยินเผยรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโบกมือคราหนึ่ง พลังปราณพลันหลอมรวมขึ้นเป็ไอเมฆรองรับร่างของทั้งสองเอาไว้ ก่อนพาเหาะหายลับไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์ขี่เมฆปราณร่อนลงที่ตีนเขาสำนักเซียนคุนหลุนในยามฟ้าสาง เบื้องหน้าปรากฏเป็ประตูไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่บานหนึ่ง
“หลินเอ๋อร์ หลังทางเดินนี้มีชื่อเรียกว่าทางเดินมรรคาเซียน เ้ามีเวลาทั้งสิ้นหนึ่งเดือน จงเดินขึ้นไปที่ยอดเขา จึงจะมีคุณสมบัติผ่านการเป็ศิษย์ของสำนักคุนหลุน เข้าใจหรือไม่”
ไท่อิดจินหยินอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฉีหลินได้ฟังก็พยักหน้าเงียบๆแทนคำตอบ ก่อนจะค่อยๆก้าวเท้าเข้าหาประตูด้วยความมุ่งมั่น เขาไม่ถามว่าหากเขาไม่ผ่านการทดสอบจะเป็อย่างไร เพราะเขาต้องผ่าน เมื่อเขาเข้าเป็ศิษย์หนึ่งในสำนักเซียนโบราณ ด้วยขุมกำลังของสำนัก ตระกูลเหลียงย่อมไม่กล้าผลีผลามทำอะไรโดยไม่ไว้หน้าสำนัก
พริบตาที่ฝ่ามือของเขาัับานประตู ฉีหลินพลันรู้สึกถึงกระแสพลังชนิดหนึ่งพุ่งเข้ามาในร่างผ่านทางฝ่ามือ กระแสพลังนั้นม้วนกวาดไปทั่งทุกองคาพยพของเขาก่อนจะไหลกลับคืนไปยังประตูที่เรืองแสงสีทองเจิดจ้าก่อนจะแง้มเปิดช้าๆจนสุด เผยให้เห็นบันไดศิลาสายหนึ่งทอดยาวขึ้นไปเบื้องบนจนสุดสายตา
ที่เื้ั เงาร่างของไท่อิดจินหยินจับตามองเด็กหนุ่มเงียบๆ มุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้นสายหนึ่ง
“ไม่คาดคิดจริงๆ ในที่สุดศิษย์คนเล็กของข้าก็รับศิษย์กับเขาแล้ว”
เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นที่ด้านหลังไท่อิดจินหยินพร้อมกับการปรากฏตัวของชายชราผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีขาวสะอาด ที่ชายแขนเสื้อปักสัญลักษณ์ตรีลักษณ์ไว้เป็แถว ผมหงอกยาวเกล้าเป็มวย เครายาวจรดอก มือถือด้วยแสดปัดสีขาวบริสุทธิ์ แม้จะดูอยู่ในวัยชรา ทว่ากลับดูกระฉับกระเฉงเป็อย่างยิ่ง บนใบหน้าของท่านปรากฏรอยยิ้มละไม ท่านคือเ้าสำนักเซียนโบราณคุนหลุน ฉีเทียนซ่างเหริน
“คารวะท่านอาจารย์”
ไท่อิดจินหยินหันตัวกลับไปแสดงคารวะต่อผู้มาใหม่ ฉีเทียนซ่างเหรินพยักหน้าน้อยๆ ไม่กล่าวอะไร เพียงจ้องมองไปทางประตูมรรคาเซียนด้วยห้วงความคิดอันลึกล้ำ
“เป็เด็กที่ไม่เลวเลย พร์ถึงขั้นสีทอง ช่างมีวาสนาบนหนทางเซียนนัก” ฉีเทียนซ่างเหรินเอ่ยขึ้นมา
ระดับวาสนาแบ่งออกเป็ห้าระดับ คือสีม่วง สีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีทอง ยิ่งสีสันสดใสมากขึ้นเท่าไร วาสนาที่สัมพันธ์กับวิถีเซียนก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อครู่ฉีหลินเปิดประตูเป็แสงสีทองเรืองรอง แน่ชัดว่าวาสนาของเขานั้นอยู่ในขั้นสูงสุด
“เื่ราวคล้ายไม่รวบรัดดังเช่นที่พวกเราคาด ตระกูลเหลียงถึงกับลงมือกวาดล้างตระกูลฉีไป” ฉีเทียนซ่างเหรินกล่าวแ่เบา สีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ ข้าสังหรณ์ใจว่าเื่ราวจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน” ไท่อิดจินหยินกล่าวตอบเบาๆ ทั้งสองยืนอยู่ที่นั่นเงียบๆด้วยกันตรู่หนึ่ง ก่อนจะจางหายไปในอากาศ
หลังจากก้าวเข้าสู่ทางเดินมรรคาเซียน ฉีหลินต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมา หลังออกเดินไปได้เพียงร้อยก้าว ก็ต้องกระอักเืออกมาคำหนึ่ง
“แรงกดดันอันน่ากลัว” ฉีหลินทรุดกายลงนั่งพักเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย
“บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยพลังปราณ” ฉีหลินครุ่นคิดขณะลองใช้พลังสำนึกตรวจสอบสภาพโดยรอบ พบว่าบรรยากาศแม้จะหนาแน่นด้วยแรงกดดัน ทว่ากลับบริสุทธิ์ยิ่ง
“ไม่ถูกต้อง พลังปราณทั่วไปสมควรไม่ให้ความรู้สึกกดทับถึงเพียงนี้” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วส่งกระแสพลังสำนึกออกไปตรวจสอบอีกครั้ง ก็พบว่าขอบเขตพลังสำนึกของตนนั้นกลับถูกกดดันให้จำกัดระยะอยู่เพียงสิบจ้างรอบๆตัวเท่านั้น เขาจึงเปลี่ยนมาใช้สำนึกนั้นตรวจสอบอณูปราณในอาหาศแทน แล้วก็ต้องนึกไปถึงพลังปราณเทวะ เพราะอณูปราณรอบๆตัวนั้นทั้งละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่เขาเคยััมา ฉีหลินคิดไปถึงภาพของเ้าแม่หนี่วาสละกายเทพปลดปล่อยพลังปราณไปในโลกก็บังเกิดความเข้าใจ ว่าปราณที่อยู่รอบๆกายนี้คือปราณเทวะนั่นเอง
ฉีหลินนึกไปถึงเมื่อตอนเข้าไปในตำหนักาครั้งแรก ทันได้สำรวจหอตำรา พบว่ามีวิชาจากยุคาอยู่มากมาย สมควรมีวิชาที่สามารถดึงดูดเอาพลังปราณเทวะเข้าสู่ร่างอยู่บ้าง จึงดึงสำนึกเข้าสู่มิติภายในทันที
ฉีหลินมาปรากฏตัวที่ตำหนักา บนอาสนะเก่าแก่ที่กลางห้อง
“หอตำรา” ฉีหลินเอ่ย ภาพรอบๆตัวพลันเปลี่ยนแปลงไป เขามาปรากฏตัวที่เก๋งศิลาของเกาะตำรา ซึ่งรายล้อมด้วยคัมภีร์หยกนับหมื่นลองลอยอย่างเป็ระเบียบ
“ลมปราณ” ฉีหลินเอ่ยอีกครั้งหนึ่ง คัมภีร์หยกพลันลอยแยกออกมาจำนวนหนึ่ง ทว่าก็มากมายกว่าพันวิชา ฉีหลินใช้พลังสำนึกม้วนกวาดเข้าไป ข้อมูลวิชาต่างๆพลันปรากฏขึ้นในสมอง เด็กหนุ่มกำลังหาเคล็ดวิชาลมปราณที่สามรถใช้ดึงดูดพลังปราณเทวะเข้าสู่ร่าง ไม่ช้าจากจำนวนนับพัน ก็เหลือเพียงห้าวิชา เป็ที่แน่ชัดว่าพลังปราณเทวะนี้เป็สิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง
“พลังหยกวิสุทธิ์...อันนี้แหละ” ฉีหลินพึมพำพลางคว้าแผ่นหยกสองแผ่นไว้ในมือ พลางพิจารณาวิชาทั้งสอง พลังหยกวิสุทธิ์เป็การชักนำพลังปราณเทวะเข้าสู่ร่างกาย ชำระเส้นชีพจรลมปราณจนสะอาดบริสุทธิ์สร้างเป็ร่างหยกวิสุทธิ์คงกระพัน มีสามขั้น ขั้นแรกเรียกว่าผนึกรวมปราณ ขั้นที่สองเรียกว่าพลังควบรวม ขั้นที่สามเรียกว่าร่างหยกวิสุทธิ์
ฉีหลินกลับสู่โลกภายนอก ก่อนจะเริ่มต้นชักนำพลังตามเคล็ดวิชาทันที ทันใดนั้น ร่างกายของเขาคล้ายกับมีหลุมดำถูกเปิดออกสูบปราณเทวะรอบๆตัวเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจุดไป๋ฮุ่ยที่กลางศีรษะ ฉีหลินนั่งขัดสมาธิตัวตรงแน่นิ่ง
ในตอนนี้ พลังสายหนึ่งได้ก่อรูปเป็เกลียวขึ้นในร่างของเขา ดูบอบบางราวกับเส้นเชือกพุ่งทะลวงเข้ามาจากศีรษะช้าๆ ก่อนจะตรงดิ่งลงสู่ทะเลปราณที่จุดตันเถียน ก่อนจะค่อยๆกลืนกินพลังปราณดั้งเดิมที่เขามีอยู่ในร่างจนหมดสิ้น จากนั้น กระแสพลังปราณเทวะพลันเคลื่อนไหวไปตามเส้นชีพจรลมปราณทั่วทั้งร่างของฉีหลิน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ขยายเส้นชีพจร ทั้งยังกรุยเอาสิ่งสกปรกตกค้างภายในเส้นชีพจรและจุดชีพจรออกไป ทั้งทำหน้าที่ทะลวงจุดตีบตันเปิดจุดชีพจรผ่านไปสิ้น โดยทั่วไปกระบวนการเปิดจุดชีพจรนี้ เป็สิ่งที่เกิดขึ้นในขั้นหลอมสร้างชีพจร ทั้งยังต้องค่อยๆทำช้าๆทีละนิด ด้วยว่าแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เ็ปเป็อย่างยิ่ง ทว่าแนวทางตามเคล็ดหยกวิสุทธิ์นี้กลับเป็สิ่งที่แตกต่างออกไป ฉีหลินกลับเหงื่อแตกพลั่กสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเ็ป รอบกายมีไอสีดำของสิ่งสกปรกพวยพุ่งออกมาจากร่างกายไม่ขาดสาย
เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วยาม บัดนี้พลังที่ถูกชักนำเข้าสู่ร่างโคจรไปตามเส้นชีพจรต่างๆในร่างแล้วกว่าร้อยรอบ ในคราครั้งแรกนั้นเป็ไปด้วยความเชื่องช้า ทว่าเ็ปอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องทำการกรุยจุดชีพจรให้เปิดออก ต่อเมื่อถึงรอบถัดๆมา เมื่อเส้นชีพจรลมปราณของเขามีความบริสุทธิ์มากขึ้น จุดชีพจรถูกเปิดโดยครบถ้วนสมบูรณ์ ความเร็วในการโคจรก็ทวีมากขึ้นตามลำดับ ทั้งความเ็ปก็บรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด จนเมื่อผ่านรอบที่เจ็ดสิบ ฉีหลินก็ไม่รู้สึกเ็ปแต่อย่างไรอีก อีกทั้งจุดชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดที่ถูกเปิดออกจนหมดสิ้นก็ดูดซับเอาปราณเททวะบางส่วนเข้าไปทีละเล็กน้อย ไม่ช้าฉีหลินก็ััได้ว่าจุดชีพจรทั้งร้อยแปดจุดเริ่มมีการก่อตัวเป็ชีพจรหยกตามแนวทางของเคล็ดวิชา จากนั้นพลังปราณเทวะจากรอบๆกายก็พลันไหลบ่าเข้ามาผ่านทางจุดชีพจรทั้งหมด กลืนกินพลังปราณดั้งเดิมที่เขาได้เคยฝึกฝนมา เติมเต็มให้กับอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย นับเป็การเริ่มต้นฝึกฝนขั้นผนึกพลังใหม่ั้แ่ขั้นแรก ทว่ารวดเร็วกว่าเดิมมากมายนัก
เดิมที ในเมืองป๋อหยุน ฉีหลินนั้นจัดว่าเป็ผู้มีพร์ที่สุดในรุ่น เขาเริ่มต้นบ่มเพาะพลังเมื่ออายุได้สิบขวบ ทว่ากลับใช้เวลาเพียงห้าปี ในการเพิ่มระดับพลังจากขั้นแรก มาจนถึงขั้นที่สี่ ด้วยเหตุว่าเขานั้นให้ความสนในกับการฝึกพื้นฐานกระบี่มากกว่า
เพียงชั่วพริบตาฉีหลินรู้สึกราวกับนั่งแช่อยู่ในน้ำ พลังปราณเทวะรอบๆกายเขาเข้มข้นจนถึงขีดสุด ต่างก็หลั่งใหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่มักจะเปิดจุดชีพจรเพียงแค่ชีพจรหลักสิบจุด แต่ฉีหลินกลับเปิดครบทั้งร้อยแปดจุด ทั้งแนวทางเคล็ดวิชาหยกวิสุทธิ์ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของจุดชีพจรและเส้นชีพจรลมปราณ ทำให้ขีดความสามารถในการรองรับพลังปราณของเขานั้นก็มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว อีกทั้งเมื่อมีช่องทางรับเข้ามากขึ้นจากชีพจรร้อยแปดจุด ยามดึงดูดพลังเข้าสู่ร่างก็ยิ่งเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว เพียงชั่วน้ำเดือดเขาก็ทะลวงจากขั้นแรกของการผนึกพลัง ขั้นผนึกกล้ามเนื้อ ไปถึงขั้นที่สี่ผนึกโลหิตอย่างรวดเร็ว
การไดรับสืบทอดมรดกและพลังสำนึก กล่าวได้ว่ามีประโยชน์ต่อฉีหลินอย่างยิ่ง เพราะในยามนี้ ด้วยพลังสำนึกอันแข็งแกร่งของเขาทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพของพลังที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างได้ ซึ่งหากพลาดพลั้งไปสักนิด พลังปราณอันบริสุทธิ์กร้าวแกร่งนี้ย่อมจะะเิร่างของเขาเป็เศษเนื้อไปได้โดยง่าย
หลังจากพลังในร่างโคจรมาถึงรอบที่หนึ่งร้อยแปด เขาได้ยินเสียงทึบดังขึ้นที่กลางหน้าผาก เมื่อส่งกระแสสำนึกไปตรวจสอบก็พบว่าเขานั้นเข้าสู่ขั้นผนึกจิตแล้วอย่างง่ายดาย
ธรรมดาพลังขั้นผนึกจิต จัดเป็ประตูบานแรกของการบำเพ็ญตน พึงทราบว่าหาก้าก้าวเดินต่อไปในระดับพลังที่สูงขึ้น จำเป็จะต้องมีพลังสำนึกอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งในจุดนี้ เป็อีกครั้งที่มรดกสำนึกพลันเกิดประโยชน์ เพราะพลังสำนึกของเขาในตอนนี้เทียบเคียงได้กับผู้ฝึกตนระดับเซียน นั่นหมายความว่าเมื่อฉีหลินผ่านเข้าสู่ขั้นผนึกสำนึก เขาก็จะเข้าไปอยู่ในจุดสูงสุดทันที
ฉีหลินสงบพลังปราณช้าๆก่อนจะลืมตาออกจากสมาธิ จากเดิมที่อยู่ในขั้นผนึกโลหิต ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นสูงสุดของการผนึกจิตเรียบร้อยแล้ว ทว่าหากเขาทะลวงด่านพลังเสียั้แ่ตอนนี้ ก็จะกลายเป็ที่ผิดสังเกตไป เขาจึงเลือกที่จะหยุดไว้เช่นนี้ก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการต่อในภายหลัง