โลติดเห็นพ้องกับแผนการของหยางเจา จึงสั่งการให้ดำเนินการทันที
เสื้อผ้าของพวกฏโพกผ้าเหลืองหาได้ไม่ยาก ผ่านการสู้รบมานาน ทหารฏที่ถูกจับเป็เชลยมีไม่น้อย เสื้อผ้าห้าร้อยชุดจึงถูกตระเตรียมไว้อย่างรวดเร็ว
หยางเจาและพวกพ้องเปลี่ยนไปสวมชุดเ่าั้พร้อมกัน
“หยางซือหม่า หากผิดพลาดขึ้นมา ก็อย่าได้สนใจอ๋องกานหลิง”
ในสายตาของโลติด เชื้อพระวงศ์ฮั่นที่รู้แต่มัวเมาในกามคุณและเสพสุข ทั้งยังเกรงกลัวความตายอย่างอ๋องกานหลิง ย่อมไม่มีความสำคัญเทียบเท่ากับยอดขุนศึกที่มีศักยภาพสูงส่งอย่างหยางเจา หากไม่ไหวจริง ๆ ก็สามารถละทิ้งได้ทันที
หยางเจาเอ่ยด้วยความมั่นใจ “ท่านหลูจงหลางโปรดวางใจ ผู้น้อยสามารถพาอ๋องกานหลิงกลับมาได้อย่างแน่นอนขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็นำทหารห้าร้อยนายเดินออกจากค่ายทหาร และอ้อมไปตามเส้นทางเมืองกานหลิง
เพื่อเลี่ยงไม่ให้ศัตรูพบเห็น เส้นทางที่พวกเขาใช้จึงเป็ป่าเขาถิ่นทุรกันดาร
“ท่านหลูจงหลาง ด้านนอกมีพี่น้องสามคน นำทหารชาวบ้านห้าร้อยคนมาขอเข้าพบขอรับ”
“ผู้นำคนนั้น อ้างว่าเป็ศิษย์ของท่านหลูจงหลางขอรับ”
หลังจากหยางเจาเดินทางออกไปได้ไม่นาน ทหารคนสนิทคนหนึ่งก็เดินเข้ามารายงาน
“ศิษย์ของข้าหรือ?”
โลติดเกิดความสงสัยจึงเดินออกไปดูด้านนอก เห็นเพียงชายคนหนึ่งที่มีหูยาวถึงบ่า แขนยาวเลยเข่า รีบเดินเข้ามาหา
“ศิษย์เล่าปี่ คารวะอาจารย์ขอรับ!” เล่าปี่โค้งกายคารวะ
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา ย่อมเป็กวนอูและเตียวหุย รวมถึงทหารชาวบ้านห้าร้อยคนที่เพิ่งเกณฑ์มาใหม่
เล่าปี่เอ่ยต่อว่า “พวกโจรแมลงเม่าก่อความวุ่นวาย ข้าและน้องร่วมสาบานทั้งสองได้รวบรวมทหารชาวบ้านกว่าห้าร้อยคนออกปราบปรามโจรขบถ พอรู้ว่าอาจารย์กำลังบุกตีพวกฏแคว้นจี้โจว จึงตั้งใจมาขอสวามิภักดิ์ขอรับ”
โลติดพยักหน้าเล็กน้อย เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเ้ามาได้ประจวบเหมาะยิ่งนัก เข้ามาก่อนเถิด!”
หยางเจายังไม่รู้ว่า สามพี่น้องเล่ากวนเตียวได้เดินทางมาถึงค่ายทหารของโลติดแล้ว
ยามนี้พวกเขากำลังเร่งเดินทัพอย่างหนัก
เมืองกานหลิงตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองชิงเหอ ทางทิศตะวันออกของเมืองกว่างจง และอยู่ไม่ไกลจากเมืองกว่างผิงมากนัก
เร่งเดินทางอยู่หนึ่งวันกว่าก็เข้าใกล้เป้าหมาย และได้รับแจ้งข่าวทันทีว่า เมืองกานหลิงพ่ายแพ้แล้ว อ๋องกานหลิงหลิวจงถูกจับตัว และกำลังถูกคุมตัวส่งกลับเมืองกว่างจง
“ท่านซือหม่า จะทำอย่างไรดีขอรับ?”
ฟางรุ่ยติดตามมาด้วย เมื่อได้ยินว่าอ๋องกานหลิงถูกจับตัวไปแล้ว หมายความว่าแผนการช่วยคนของพวกเขาล้มเหลวั้แ่ยังไม่ได้เริ่มหรือ?
หยางเจาเอ่ยเสียงเบา “ข้ามีสองแผนการ แผนแรกคือช่วยคน ส่วนแผนที่สองเกี่ยวข้องกับเ้าโดยตรง ฟังให้ดี”
เขากระซิบแผนการหนึ่งข้างหูของฟางรุ่ย แล้วเอ่ยต่อ “คนที่เหลือทั้งหมดเตรียมตัว ดักช่วยคนบนทางหลวงจากเมืองกานหลิงมุ่งหน้าไปเมืองกว่างจง!”
ทหารห้าร้อยนายเคลื่อนไหวด้วยความฉับไว
ฟางรุ่ยไม่ได้เข้าร่วมแผนการช่วยคน แต่แอบผละออกจากกองทัพ มุ่งหน้าไปทางเมืองกว่างจงอย่างเงียบเชียบ
...
บนทางหลวงที่มุ่งหน้าสู่เมืองกว่างจง
รถนักโทษคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปทางเมืองกว่างจง
บนรถมีเพียงหลิวจงคนเดียว ส่วนญาติพี่น้องในครอบครัวคนอื่น ๆ ล้วนถูกพวกฏโพกผ้าเหลืองฆ่าฟันไปจนหมดแล้ว
“ข้านึกว่าอ๋องกานหลิงจะจับตัวยากเสียอีก นึกว่าพวกขุนนางชั่วของราชสำนักจะส่งคนมาสู้ตายเพื่อช่วย ที่ไหนได้ บุกโจมตีไม่ถึงวัน เมืองก็แตกเสียแล้ว”
“ที่แท้เชื้อพระวงศ์ฮั่น ในสายตาของพวกมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย ฮ่า ๆ ๆ !”
“อ๋องกานหลิง ท่านไม่ได้บอกหรือว่า ชีวิตตนเองมีค่ามหาศาล มีความสัมพันธ์อันดีกับฮ่องเต้? ยามนี้ถูกจับตัวแล้ว เหตุใดจึงไม่มีใครมาช่วยท่านเลยเล่า?”
“ก็แค่อ๋องเสเพลไร้ประโยชน์คนหนึ่ง ใครจะอยากมาช่วยกัน?”
ทหารโพกผ้าเหลืองที่รับหน้าที่คุ้มกัน มีจำนวนกว่าสองพันนาย
พวกเขาได้รับคำสั่งให้รีบนำตัวหลิวจงส่งกลับเมืองกว่างจงโดยเร็วที่สุด จึงออกเดินทางมาก่อน ส่วนกองทัพใหญ่ที่บุกตีเมืองกานหลิงยังคงอยู่ด้านหลัง
ก่อนก่อฏ พวกเขาเป็เพียงชาวนา ไม่เคยพบเห็นสายเืราชวงศ์มาก่อน ยามนี้จับตัวอ๋องกานหลิงผู้เป็เชื้อพระวงศ์ฮั่นได้ พลันรู้สึกว่าเชื้อพระวงศ์ก็ไม่ได้มีอะไรดี ถูกพวกตนข่มเหงได้ตามใจชอบ
ความรู้สึกเหนือกว่าพลันพุ่งสูงขึ้น พากันเอ่ยเย้ยหยันหลิวจงสารพัด
หลิวจงที่อยู่ในรถนักโทษไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว แต่มือกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้น เสียดายที่ตกเป็นักโทษ จึงทำสิ่งใดไม่ได้เลย เขารู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ในอดีตมัวแต่หมกมุ่นในกามคุณและเสพสุข วัน ๆ ไม่ทำสิ่งใด ยามนี้แม้แต่ครอบครัวก็ยังปกป้องไม่ได้
หากเริ่มแรกเขาจัดระเบียบเมืองกานหลิง ซ้อมรบตระเตรียมกำลัง เมืองกานหลิงคงไม่แตกพ่ายภายในวันเดียว การเป็ท่านอ๋องเสเพลในยุคเข็ญไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริง ๆ
“นั่นใคร!”
ขณะที่ทหารโพกผ้าเหลืองเ่าั้กำลังหัวเราะเยาะ ก็พลันเห็นกองทหารกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหน้า
“คนกันเอง!”
หยางเจานำกำลังเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย
เมื่อเห็นคนตรงหน้าสวมผ้าผูกหัวสีเหลือง และใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับตน ความระมัดระวังก็ผ่อนคลายลง ผู้นำเอ่ยถามว่า “พวกเ้าเป็ทหารสังกัดแม่ทัพท่านใด มาทำอะไรที่นี่?”
หยางเจาทำสีหน้าเ็า เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางองอาจ เขาเอ่ยเสียงเย็นว่า “พวกเราเป็องครักษ์คนสนิทของท่านต้าเสียนเหลียงซือ รับคำสั่งให้มารับตัวหลิวจง พวกเ้าส่งมอบคนมาให้ข้าได้แล้ว”
เมื่อได้ยินว่าเป็คนข้างกายท่านต้าเสียนเหลียงซือ พวกเขาก็ชะงักไป
ทว่าพวกเขาไม่เคยได้รับคำสั่งเลยว่าจะมีคนมารับตัวหลิวจงกลางทาง ผู้นำจึงเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “ท่านบอกว่าเป็องครักษ์ของท่านต้าเสียนเหลียงซือ มีหลักฐานอันใดยืนยันหรือไม่?”
“พวกข้าทำงาน ยังต้องแสดงหลักฐานให้เ้าดูอีกหรือ?”
หยางเจาก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว เอ่ยอย่างถือตัวยิ่งนัก “รีบส่งตัวหลิวจงมาให้ข้าได้แล้ว หากขัดคำสั่งทำเสียเื่ใหญ่ ก็จงตัดหัวไปพบท่านต้าเสียนเหลียงซือด้วยตนเอง ส่งคนมา!”
คำพูดประโยคนี้เน้นน้ำเสียงหนักแน่น น่าเกรงขาม ข่มขวัญทหารคุ้มกันกลุ่มนี้ลงได้ในพริบตา
“ก็ได้... ก็ได้ พวกเราจะส่งมอบรถนักโทษให้ท่าน”
ผู้นำถูกรัศมีข่มขวัญจนใ จึงเลือกที่จะเชื่อว่าหยางเจาเป็องครักษ์จริง ๆ แล้วรีบสั่งให้คนเข็นรถนักโทษมาส่งมอบ
หยางเจาให้คนเข้าควบคุมรถนักโทษ ี้เีจะเอ่ยปากกับพวกเขาอีก และหมุนตัวเดินจากไปทันที
จนกระทั่งคนเดินไปไกลแล้ว ทหารโพกผ้าเหลืองกลุ่มนั้นก็มีคนพึมพำว่า “เย่อหยิ่งยิ่งนัก!”
ผู้นำเอ่ยว่า “อย่าได้พูดจาส่งเดช พวกเราอย่าเพิ่งเคลื่อนพลไปไหน รอทัพหลังตามมาสมทบ แล้วค่อยกลับค่ายทหารพร้อมกัน”
หยางเจาไม่ได้มุ่งหน้าไปเมืองกว่างจง พอพ้นสายตาของศัตรู ก็หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางลงใต้ เข้าสู่ป่าแห่งหนึ่ง
“ตั้งแนวระวังภัย!”
เขาร้องสั่งเสียงดัง ทหารคนอื่น ๆ รีบกระจายกำลังออกไปรอบ ๆ ระวังไม่ให้มีศัตรูติดตามมา
หยางเจาเปิดรถนักโทษ ปล่อยหลิวจงออกมา แล้วคารวะกล่าว “ข้ามีนามว่าหยางเจา เป็จั่วจวินซือหม่าใต้บังคับบัญชาของเป่ยจงหลางเจียง โลติด คารวะท่านอ๋อง!”
“พวกเ้าเป็คนของราชสำนักหรือ?” หลิวจงเอ่ยด้วยความยินดีปรีดา
หยางเจาพยักหน้ารับ “พวกข้าเป็ทหารใต้บังคับบัญชาของท่านหลูจงหลาง มาช่วยท่านอ๋องขอรับ เนื่องจากพวกฏบุกตีเมืองกานหลิงอย่างหนักหน่วง แม้แต่ค่ายถุนฉีก็ยังมาช่วยไม่ทัน จึงต้องให้ข้ามาดักแย่งตัวกลางทาง หากเมื่อครู่ทำสิ่งใดล่วงเกินไป โปรดให้อภัยด้วยขอรับ”
“ดี... ดียิ่งนัก!”
หลิวจงตื่นเต้นจนเกือบหลั่งน้ำตา ยื่นมือมากุมมือของหยางเจาไว้แน่น เอ่ยว่า “หากครั้งนี้ข้ารอดชีวิตไปได้ ข้าจะมอบความมั่งคั่งร่ำรวยให้เ้าตลอดชีวิตแน่นอน!”
คำมั่นสัญญาปากเปล่าเช่นนี้ หยางเจาฟังผ่านหูเท่านั้น เขาเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋อง ยามนี้พวกเรายังอยู่ในอาณาเขตของศัตรู อันตรายยิ่งนัก ต้องรีบเดินทางไปจากที่นี่ โปรดตามพวกเรามาขอรับ”
หลิวจงเข้าใจสถานการณ์ดี และกังวลว่าหากพวกฏไล่ตามมา หยางเจาจะทิ้งตนเองไว้กลางทาง จึงยังคงเอ่ยสัญญาปากเปล่าต่อ “เมื่อกลับถึงลั่วหยาง พอข้าเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว ข้าจะกราบทูลขอความดีความชอบให้พวกเ้าด้วยตนเอง”
“สำหรับผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ข้าไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว!”
“พวกเ้าต้องคุ้มครองข้าให้ดี พาข้ากลับไปพบท่านจงหลางเจียงให้ได้”
เขาพยายามดึงตัวพวกหยางเจาไว้ จึงเจตนาเอ่ยเช่นนั้น
หยางเจา “...”
การที่เ้าหมอนี่โดนจับตัวได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีสาเหตุเลย กลัวตาย ไร้ความสามารถ ใจคับแค้นและโกรธเคืองบนรถนักโทษเมื่อครู่ โยนทิ้งไปหมดสิ้นแล้ว