ห้องหนังสือจวนผู้ช่วยนายอำเภอชิงเหอบรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ
หรงซู่ยืนกำมือแน่น ไม่เคยสักครั้งที่คนของนายท่านต้องมาพบตนตอนกลางวันแสก ๆ
“นายท่านมีคำสั่งมาให้ท่าน” บุรุษที่อยู่ในชุดคลุมสีดำกล่าวพร้อมยื่นกล่องไม้แดงให้กับผู้ช่วยนายอำเภอ
“เหตุใดนายท่านถึงมีคำสั่งถี่เช่นนี้” หุบมือไว้ด้านหลัง สีหน้าหวาดกลัวปรากฎอย่างชัดเจน ก้าวถอยหลังจนร่างกายแทบทรุดลงกับพื้น
“คำสั่งอยู่ในกล่องใบนี้ เป็นท่านที่ต้องเปิดอ่านจดหมาย”
หรงซู่ก้าวเท้าเดินขึ้นหน้ามารับกล่องด้วยมือสั่นเทา กล่องไม้แดงถูกเปิดออก สิ่งที่เห็นอยู่ภายในทำให้ทรุดลงกับพื้น ส่ายศีรษะด้วยความหวาดกลัว
“ท่านยังไม่ได้เปิดอ่านจดหมายที่นายท่านฝากมาถึง เหตุใดเข่าอ่อนไปเสียก่อนล่ะ” กดเสียงต่ำถาม
แผ่นกระดาษที่พับอยู่ภายในกล่องถูกโยนลงมา หรงซู่ยื่นมือสั่นเทาไปหยิบกระดาษแล้วเปิดอ่าน ข้อความที่อยู่ด้านในทำให้ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สักพักก็กลับมาเย็นชาดังเดิม
“เหตุใดนายท่านถึงต้องการปลิดชีพข้า” ขวดยาพิษกับมีดที่อยู่ด้านในกล่องเป็นตัวเลือกสำหรับปลิดชีพตนเอง
“ข้อแรก ท่านใช้อำนาจที่นายท่านมอบให้เกินขอบเขต มีปัญหากับคนสกุลจ้าวท่านรู้หรือไม่ว่าปัญหาใหญ่ต้องตามมา ยามนี้มีคนคอยตามสืบเรื่องของท่านอย่างลับ ๆ”
“ข้อที่สอง ท่านสังหารคุณหนูสกุลจ้าวไม่สำเร็จ ผู้ที่ท่านใช้งานยามนี้ถูกจับตัวไป อีกไม่นานทุกอย่างต้องสาวมาถึงท่าน”
“คนที่ข้าส่งไปไม่มีทางปริปากพูด”
“นายท่านไม่แบกรับความเสี่ยง ท่านอย่าได้ประวิงเวลา หากท่านมิยินยอมหรือหักหลัง สกุลหรงต้องสังเวยชีวิตทั้งตระกูล” พูดจบก็หายลับออกไปจากจวนอย่างไร้ร่องลอย
หรงซู่คุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบใบหน้า ความภักดีหลายปีที่ผ่านมาช่างไร้ความหมาย หากย้อนกลับไปได้เขาไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนสกุลจ้าว ทว่าคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินกว่าจะแก้ไข
“ท่านพ่อ” เสียงเด็กชายตัวน้อยเอ่ยเรียก ศีรษะน้อย ๆ โผล่เข้ามาในห้องหนังสือสงสัยว่าบิดาร้องไห้ทำไม เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าบิดา
หรงซู่ดึงบุตรชายที่เพิ่งอายุแปดขวบเข้ามาสวมกอดด้วยความรัก เด็กชายตัวน้อยยกมือขึ้นลูบหลังบิดาด้วยใบหน้ามึนงง
-----------------------------------
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จจ้าวลู่ชิงมานั่งตรวจบัญชีของภัตตคาร ภายในห้องมิได้มีเพียงนางคนเดียวแต่ยังมีบุรุษที่สวมใส่หน้ากากหยกนอนเอกเขนกอย่างเกียจคร้าน คอยจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา
ไม่รู้ว่าคนเรียกขานเขาว่าเทพแห่งสงครามได้อย่างไร ท่าทางของเขาราวกับบุรุษจอมเกียจคร้านชอบร่ำสุราเคล้านารี
“อาชิงขยันมากไป ระวังสุขภาพย่ำแย่เอาได้” เสียงเอื่อย ๆ ลอยมาเข้าหูจ้าวลู่ชิงที่กำลังนั่งตรวจสอบบัญชีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกับจำนวนรายรับ
“ท่านห่วงตัวเองเถิด ข้าสบายดี แต่ท่านมีแผลหากไม่รักษาให้ดีระวังแผลจะติดเชื้อเอาได้”
“อาชิงเป็นห่วงข้า”
จ้าวลู่ชิงถอนหายใจเสียงดังให้กับบุรุษแปลกประหลาดไม่ว่านางจะพูดอันใดเขาก็จะถามเช่นนี้ตลอด เพิ่งได้สนทนากันวันนี้ ใบหน้าเขานางก็ยังไม่มีโอกาสเห็นชัดเพราะมีหน้ากากบดบัง เหตุใดเขาถึงได้ทำราวกับว่ารู้จักกับนางมานาน
ฉีอ๋องเคาะนิ้วกับหนังเสือที่ปูอยู่บนตั่ง สายตาจดจ้องการกระทำของดรุณีน้อย เขาเห็นนางตรวจสอบบัญชีโดยไม่แตะต้องลูกคิดเลยสักนิด เหตุใดถึงได้เขียนตัวเลขออกมาได้ คู่หมายของเขามีสิ่งที่ทำให้แปลกใจอยู่เสมอ
เสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ของนางช่างไพเราะจับจิต สิ่งใดกันที่ทำให้นางอารมณ์ดีถึงเพียงนี้
จ้าวลู่ชิงมิได้สนใจคนที่นอนขมวดคิ้วฟังนางหัวเราะ ยามนี้นางกำลังมีความสุขกับจำนวนเงิน วันแรกของการเปิดกิจการหลังจากปิดปรับปรุงทำรายได้ทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยก้วน หักลบค่าใช้จ่ายออกไปหกร้อยก้วน นางจะได้กำไรอยู่ที่เก้าร้อยก้วน มันมากเกินกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้เสียอีก
วันที่สองรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมหนึ่งร้อยก้วน เหลือวันนี้ไม่รู้ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ นี่เพียงภัตตาคารสาขาเดียวนางยังได้กำไรมากขนาดนี้ อีกสิบเก้าสาขาที่นางส่งสูตรไปให้จะขายดีเหมือนตำบลหลงซีไหมนะ
“หากมีพริกกับมะเขือเทศก็คงดี” จ้าวลู่ชิงแสร้งบ่นพึมพำ ทว่านางตั้งใจบ่นให้คนที่นอนเอกเขนกอยู่ได้ยินและเขาก็ได้ยินอย่างที่คาดหวัง
“เจ้าอยากได้สิ่งที่มันทานเข้าไปแล้วเผ็ดร้อนใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านเคยเจอหรือไม่” ภัตตคารหย่งเล่อใช้พริกไทยกับฮวาเจียวให้ความเผ็ด ทว่าพริกไทยมีราคาแพงยิ่งนัก หากมีพริกเข้ามาช่วยคงลดต้นทุนได้มาก
“เคยเห็นพ่อค้าชาวหูนำมาเร่ขายแต่ไม่มีผู้ใดซื้อเพราะมันเผ็ดร้อนเกินกว่าจะทานเข้าไปได้”
“หากท่านพบเจอช่วยซื้อแล้วส่งมาให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ ข้าจะส่งเงินไปให้ท่านหลังจากได้ของ”
“ข้าจะไม่ทำให้อาชิงผิดหวัง”
“ท่านเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ชาวหูหรือพ่อค้าต่างถิ่นนำมาขาย ช่วยส่งมันมาให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีพิษหรือไม่มีพิษก็ตาม” ของแปลกที่ชาวหูนำมาขายอาจเป็นสมบัติล้ำค่าก็เป็นได้ผู้ใดจะรู้ ชาวฮั่นอาจจะยังไม่รู้ข้อดีของพวกมัน
“ข้ารับปากอาชิง หากเจอสิ่งใดแปลกใหม่ข้าจะส่งมันมาให้เจ้า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงไม่เกรงใจ ในเมื่อชะตาของพวกตนทั้งสองได้เวียนมาบรรจบกันเหตุใดนางจะไม่หาประโยนชน์จากเขา
นางไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสัญญาหมั้นหมาย บุตรหลานทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมรับสิ่งที่ผู้อาวุโสจัดการให้ ยิ่งเป็นคนในราชวงศ์นางย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ อยู่ในยุคสมัยที่ยึดถือกตัญญูเป็นหลักก็เป็นเช่นนี้แล
จ้าวลู่ชิงยอมรับชะตากรรม ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร นางค่อยเดินไปทีละก้าวรักษาชีวิตไปวัน ๆ ก็เพียงพอ
วี๊ดดด
เสียงผิวปากดังแผ่วเบาลอยเข้ามาในห้อง จ้าวลู่ชิงได้ยินอย่างชัดเจน เพียงแต่นางแกล้งไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่ค้างคาไว้
ฉีอ๋องหยุดนิ้วมือที่กำลังกระดิก ผิวปากตอบกลับเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเงียบลงตามเดิม
ภายในห้องมืดไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งถูกตรึงแขนตรึงขาด้วยโซ่ ร่างกายไร้ซึ่งบาดแผลทว่านิ้วมือนิ้วเท้าเต็มไปด้วยเข็มที่แทงเข้าไปใต้เล็บสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของร่างเป็นอย่างมาก
เสียงร้องอ้อนวอนให้ถอดเข็มออกไม่ได้ทำให้ชายที่สวมชุดดำสองนายเห็นใจเลยสักนิด ทั้งสองนั่งทานอาหารแสนอร่อยที่สั่งมาจากภัตตาคารหย่งเล่อ ไม่คิดว่าเนื้อหมูจะปรุงออกมาได้อร่อยถึงเพียงนี้
“เจ้าช้า ๆ หน่อย” ตะเกียบตีมือสหายที่ทานราวกับอดข้าวมาเป็นอาทิตย์
“ข้าไม่เคยทานอาหารอร่อยอย่างนี้มาก่อน”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าเคยทานหรือยังอย่างไร ชาวเมืองเล่าลือกันว่านี่คืออาหารที่เทพเซียนให้สูตรมา มิน่าล่ะมันถึงได้อร่อยเพียงนี้”
“เนื้อหมูนี่ชักจะนุ่มเกินไปแล้ว ข้าไม่ต้องเคี้ยวก็ละลายในปาก”
“ซี่โครงหมูรสชาติเปรี้ยวหวานช่างถูกปากข้านัก”
จานอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะทั้งสองพุ้ยข้าวในถ้วยพร้อมคีบกับข้าวกันมือเป็นระวิง
“พี่ชาย ก่อนตายข้าขอชิมอาหารที่พวกท่านทานได้หรือไม่” ชายที่มีฐานะเป็นนักโทษอดทนต่อความเจ็บเมื่อร้องอ้อนวอนเท่าไหร่ทั้งสองก็ไร้ปฏิกิริยาตอบรับ นั่งทานอาหารที่มีกลิ่นหอมแล้วพูดคุยถึงรสชาติของมันจนเขาท้องร้องอยากลิ้มลองก่อนตาย
“เงียบปากไป นักโทษอย่างเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาเรียกร้อง”
“ข้าบอกทุกอย่างที่พวกท่านต้องการทราบไปจนหมด เหตุใดพวกท่านถึงได้จิตใจโหดเหี้ยมนัก ช่วยสงเคราะห์ให้ข้าได้ลิ้มลองอาหารเทพเซียนก่อนตายหน่อยนะขอรับ”
“อาหารเทพเซียนคงไม่ถูกปากเจ้าหรอก”
ทั้งสองนั่งทานอาหารต่อมิสนใจเสียงขอร้องอ้อนวอน ของอร่อยเพียงนี้หากให้คนใกล้ตายทานคงเสียดายของน่าดู
“พี่ชายท่านรีบลงมือสังหารข้าเถิด” ความเจ็บปวดที่ได้รับจากเข็มมันช่างน้อยกว่าการเจ็บปวดจากการหิว กลิ่นอาหารมันทำให้ท้องผลิตน้ำย่อยจนรู้สึกปวดแสบ
“ข้าทานอาหารอยู่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ให้ข้าอิ่มก่อนเจ้าถึงจะสมหวัง”
“พี่ชายท่านสังหารข้าเถิด ข้าอดทนต่อความหิวไม่ไหวแล้ว”
“บุรุษความอดทนต่ำเช่นเจ้า ไฉนเดรัจฉานหรงซู่ถึงกล้าใช้งาน”
คำสบประมาททำให้คนเข้าใกล้ความตายถอนหายใจหมดหวังที่จะได้ลิ้มลองอาหารเทพเซียน
“พี่ชาย ท่านให้ข้าทานสักคำก่อนตายก็ยังดี”