ในขณะที่บริกรรมร่ายคาถาอยู่นั้นิหย่งเล่อไม่รู้เลยว่าการทำพิธีกรรมในครั้งนี้นั้นจะทำให้ตนนั้นต้องพบเจอกับอะไรบ้างในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลต่อจากนี้เมื่อิหย่งเล่อร่ายบริกรรมคาถาที่มีอยู่เพียงไม่กี่วรรคจบลงิหย่งเล่อก็ได้ค่อยหลับตาลงคล้ายกับกำลังรอผลของพิธีกรรมที่ตนนั้นแสดงผล
ชั่วขณะที่ิหย่งเล่อนั้นได้หลับตาลงสิ่งของทั้ง9 ที่วางเรียงรายอยู่รอบๆตัวของิหย่งเล่อก็ได้ค่อยลุกไหม้ขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุเปลวเพลิงสีฟ้าครามที่ดูแตกต่างจากเปลวเพลิงสีแดงฉานอันร้อนแรงก็ได้ค่อยเข้าปกคลุมและเผาไหม้สิ่งของทั้ง9 ไปอย่างรวดเร็ว
ิหย่งเล่อที่นั่งหลับตาอยู่นั้นไม่สามารถที่จะััรับรู้ถึงการเกิดขึ้นของเปลวเพลิงตลอดจนการเผาไหม้สิ่งของทั้ง9 ได้เลยแม้นแต่น้อย เหล่าเศษขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาไหม้ของสิ่งของทั้ง 9นั้นก็ได้ค่อยๆ สลายกลายเป็ไอสีเหลือทองอย่างช้าๆ พร้อมทั้งค่อยๆหมุนวนล่องลอยเข้าไปในร่างของิหย่งเล่อในขณะที่ิหย่งเล่อนั้นนั่งหลับตาหายใจเข้าออกอยู่
ิหย่งเล่อที่กำลังสูดนำเอาไอควันสีเหลืองทองเข้าสู่ร่างนั้นก็ค่อยๆรับรู้ได้ว่าเหมือนกับกำลังมีพลังอันอบอุ่นบางอย่างนั้นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายตนหลังจากที่รับรู้ถึงพลังอันอบอุ่นที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างได้ไม่นานิหย่งเล่อนั้นก็ได้ค่อยๆสูญเสียประสาทััการรับรู้ต่างๆ อย่างช้าๆ
จนกระทั่งิหย่งเล่อนั้นไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ถึงการหลั่งไหลของพลังเข้าสู่ร่างกายและการหายใจเข้าออกของตนจนกระทั่งการรับรู้ใน่วาระจิตสุดท้ายที่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของตนนั้นก็สามารถรับรู้ได้เพียงความงุนงงสงสัยต่างๆเพียงเท่านั้น
ในไม่ช้าการรับััทั้งหมดที่ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้แม้แต่การดำรงอยู่ของิหย่งเล่อก็ได้ค่อยๆสามารถที่จะกลับมารับรู้ได้ถึงการดำรงอยู่ตนอีกครั้งิหย่งเล่อก็ได้ััได้ถึงการดำรงอยู่ของลมหายใจอันแ่เบาของตนพร้อมกับการเต้นของหัวใจตนนั้นสามารถที่จะรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้น
หลังจากรับรู้ได้ถึงลมหายใจแล้วนั้นิหย่งเล่อก็รับรู้ได้ถึงผิวััของตนในขณะนี้นั้นเหมือนกับว่าร่างกายของตนนั้นกำลังนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่มหนาผืนหนึ่งซึ่งทำให้ภายในใจของิหย่งเล่อนั้นรู้สึกงงงวยเป็อย่างมากกับความรู้สึกนี้ิหย่งเล่อก็ได้ค่อยๆที่จะลืมตาดูว่าตอนนี้นั้นร่างของตนกำลังทำอะไรหรืออยู่ในท่วงท่าอะไรเพราะก่อนหน้านี้นั้นตนจำได้ว่าตนกำลังนั่งหลับตาพร้อมทั้งรับรู้ได้ถึงกระแสพลังอันอบอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายที่ซึ่งน่าจะเกิดจากพิธีกรรมเปลี่ยนชะตาของตนที่ได้ทำตามหนังสือเล่มนั้น
ดวงตาของิหย่งเล่อก็ได้ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่ปรากฏในสายตาของิหย่งเล่อนั้นก็คือเพดานไม้เก่าๆที่คล้ายกับว่าสามารถที่จะพลังถล่มลงมาได้ตลอดเวลา พร้อมกับแสงแดดที่ลอดช่องส่องมาจากหน้าต่างไม้บานหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
ิหย่งเล่อเมื่อเห็นเพดานที่ไม่คุ้นเคยก็ได้ค่อยๆพลังตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วในขณะที่กำลังลุกขึ้นนั่งนั้นิหย่งเล่อก็พบได้ว่ามีผ้าห่มเก่าผืนหนึ่งนั้นกำลังห่มทับตัวของตนอยู่อย่างแ่าิหย่งเล่อรีบๆ ดึงผ้าห่มออกพร้อมทั้งลุกขึ้นมานั่งพร้อมทั้งใช้สายตามองกวาดออกไปรอบห้องที่ตนกำลังอยู่อย่างรวดเร็ว
ปรากฏว่าห้องที่ตนได้อยู่นี้นั้นเป็ห้องห้องหนึ่งที่มีผนังสี่ด้านพร้อมทั้งประตูบานหนึ่งและหน้าต่างอีกบานที่กำลังเปิดรับแสงแดดจากทางทิศตะวันออกที่ดวงอาทิตย์นั้นกำลังฉายแสงขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่ชั่วขณะที่ิหย่งเล่อนั้นใช้สายตากวาดมองออกไปรอบๆห้องก็ได้มีความทรงจำสายหนึ่งนั้นไหลบ่าเข้ามาภายในหัวของิหย่งเล่อ
ในขณะที่ความทรงจำอันมหาศาลเ่าั้กำลังไหลผ่านเข้าสู่หัวของเขานั้นสีหน้าของิหย่งเล่อก็ได้แสดงออกถึงความเ็ปพร้อมทั้งค่อยๆมีเม็ดเหงื่อจำนวนมากค่อยๆผุดขึ้นถึงแม้ว่าอากาศมีอยู่ตอนนี้นั้นจะเป็อากาศ่ปลายฤดูหนาวแต่ก็ยังคงความหนาวเย็นอยู่
ความทรงจำต่างๆไหลบ่าเข้าสู่ภายในหัวของิหย่งเล่ออย่างรวดเร็วจนกระทั่งใบหน้าของิหย่งเล่อนั้นค่อยๆ กลับสู่ความปกติ ิหย่งเล่อก็ได้ค่อยๆใช้แขนข้างหนึ่งนั้นปาดเหงื่อบนหน้าผากออกไปอย่างรวดเร็ว
ความทรงจำต่างๆที่ิหย่งเล่อนั้นได้รับมานั้นเป็ความทรงจำที่ว่าิหย่งเล่อนั้นเป็เด็กชายผู้หนึ่งที่พ่อและแม่ของตนนั้นได้เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากการเข้าป่าล่าสัตว์ทำให้พ่อของเขาเสียชีวิตลงพร้อมทั้งการจากไปของแม่ที่เกิดจากการเศร้าใจที่สูญเสียสามีอันเป็ที่รักก็ได้เสียชีวิตลงในฤดูหนาวเนื่องจากหนาวตาย
ิหย่งเล่อนั้นเป็เด็กชายผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ชื่อว่าดอกบ๊วยหยกที่ซึ่งตั้งชื่อตามต้นบ๊วยต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่มีมาั้แ่มีหมู่บ้านนี้มาภายในหมู่บ้านบ๊วยหยกแห่งนี้นั้นมีประชากรอาศัยอยู่เพียงสามถึงสี่ร้อยคนเพียงเท่านั้นซึ่งนับเป็เพียงหมู่เล็กๆแห่งหนึ่งที่ไม่สำคัญมากนักถ้าหากเทียบกับโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้เปรียบเสมือนเป็เพียงดอกไม้เพียงดอกหนึ่งเพียงเท่านั้น
ผู้คนภายในหมู่บ้านต่างพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกันตลอดมาั้แ่แรกเริ่มตั้งรกรากไม่กี่ปีก่อนหลังจากที่พ่อและแม่ของิหย่งเล่อในโลกนี้ได้เสียไปผู้เฒ่าหัวหน้าหมู่บ้านนั้นก็ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ้าที่จะรับิหย่งเล่อนั้นไปอยู่ด้วยแต่ิหย่งเล่อผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธไปพร้อมทั้งตั้งมั่นที่จะอาศัยหาเลี้ยงชีพอยู่เพียงตัวคนเดียวในบ้านเก่าๆหลังนี้ ในขณะที่ิหย่งเล่อนั้นกำลังไล่เรียงทบทวนความทรงจำต่างๆเกี่ยวกับิหย่งเล่อผู้ที่ซึ่งเป็เ้าของร่างเก่านี้ก็ได้มีเสียงของเด็กชายดังแจ๋วมาจากหน้าประตูบ้านของตน
“พี่หย่งเล่อพี่หย่งเล่อท่านเป็อะไรหรือเปล่าข้าไม่เห็นท่านที่ลานบ๊วยที่ซึ่งใกล้ได้เวลาที่จะเริ่มการฝึกยามเช้าแล้วข้าเป็ห่วงท่านเลยแวะมาถามไถ่”
ิหย่งเล่อที่กำลังตกอยู่ในภวังค์การทบทวนเรียบเรียงความทรงจำก็ได้รู้สึกตัวิหย่งเล่อเมื่อได้ยินเสียงนั้นจากในความทรงจำที่ตนนั้นได้รับมาก็รับรู้ได้เลยว่าเสียงของเด็กชายที่ซึ่งยืนะโอยู่หน้าประตูหน้าบ้านของตนในตอนนี้นั้นเป็เด็กชายผู้หนึ่งนามว่าหวังต้าจินที่ซึ่งเป็เด็กชายที่ิหย่งเล่อสนิทสนมด้วย
“มาแล้วมาแล้ว ข้ากำลังไปแล้ว”
ิหย่งเล่อไม่รอช้าก็ได้ะโตอบหวังต้าจินไปอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งรีบพยุงตัวลุกขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งวิ่งออกไปจากห้องและแวะล้างหน้าที่บ่อน้ำที่อยู่ภายในลานบ้านอย่างรวดเร็วน้ำที่เย็นจัดที่อยู่ภายใต้อากาศเย็นของฤดูหนาวทำให้ิหย่งเล่อนั้นสดชื่นและมีสติมากขึ้น
ิหย่งเล่อรีบวิ่งไปประตูหน้าบ้านที่อยู่ไม่ไกลอย่างรวดเร็วและก็ได้นำกลอนประตูออกและผลักประตูออกไปอย่างรวดเร็วร่างของเด็กชายที่อวบอ้วนผู้หนึ่งก็ได้ปรากฏต่อสายตาของิหย่งเล่อรูปร่างหน้าตาของเด็กชายที่อวบอ้วนนั้นก็เป็ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นและดูร้อนรน
“พี่หย่งเล่อข้าว่าเรารีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันเอาข้าไม่อยากโดนท่านลุงหม่าทำโทษนะ
เมื่อเห็นิหย่งเล่อปรากฏอยู่ตรงหน้าตนพร้อมทั้งเผาผมที่พะรุงพะรังไม่เป็ระเบียบเรียบร้อยแล้วนั้นหวังต้าจินก็ได้รีบกล่าวกับิหย่งเล่ออย่างรวดเร็วพร้อมทั้งน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรน
“ข้ารู้แล้วน่าต้าจินวันนี้ข้าแค่นอนตื่นสายนิดเดียวเอง”
ิหย่งเล่อที่เห็นท่าทีและได้ยินน้ำเสียงที่ร้อนรนของเด็กชายหวังต้าจินตรงหน้าแล้วนั้นก็ได้รีบลงกลอนประตูอย่างรวดเร็วและก้าวเท้าวิ่งออกจากตรอกซอกซอยมุ่งหน้าไปยังลานบ๊วยอย่างรวดเร็วโดยที่มีหวังต้าจินนั้นกำลังวิ่งตามมาทางด้านหลังด้วยท่าทางที่เหนื่อยหอบ
ิหย่งเล่อนั้นพยายามที่จะทำตัวให้ดูเป็ตัวของเขาในโลกนี้อย่างปกติที่สุดถึงแม้การกระทำหรือคำพูดบางอย่างนั้นจะยังคงแปลกอยู่บ้างนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าคล้ายกับท่าทางการกระทำของิหย่งเล่อคนก่อนของโลกนี้อยู่
ในขณะที่วิ่งมุ่งหน้าตรงไปยังลานบ๊วยที่อยู่ข้างลำธารแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับโรงเรียนการศึกษาของหมู่บ้านิหย่งเล่อก็ได้ค่อยๆทบทวนความทรงจำของิหย่งเล่อในโลกนี้ไปด้วยในระหว่างลึกเข้าไปในดวงตาของิหย่งเล่อนั้นก็มีความโศกเศร้าสายหนึ่งดำรงอยู่เนื่องมาจากการที่จากลามาจากโลกแห่งเก่าที่มีทั้งพ่อแม่ของตนที่ยังไม่ได้กล่าวคำอำลาและยังไม่ได้ตอบแทนอะไรท่านทั้งสองเลย
แต่ภายในแววตาที่เศร้าโศกนั้นก็ยังมีความรู้สึกยินดีเกี่ยวกับการมายังโลกแห่งนี้อยู่ส่วนหนึ่งถึงแม้จะไม่สามารถเทียบได้กับความรู้สึกโศกเศร้าที่ว่านั้นได้เลยแม้ที่น้อย
ไม่นานร่างของทั้งสองก็ได้มาปรากฏอยู่ตรงทางเข้าของลานบ๊วยที่ซึ่งตั้งอยู่ติดกับต้นบ๊วยต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่งงดงามที่ซึ่งเป็สัญญาณของการใกล้จะมาถึงของฤดูใบไม้ผลิอันงดงามในขณะที่ิหย่งเล่อนั้นกำลังใช้สายตายืนจ้องมองไปยังต้นบ๊วยใหญ่อยู่นั้นก็ได้มีกำปั้นอันหนึ่งเขกลงบนหัวของิหย่งเล่ออย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกกก”
ิหย่งเล่อร้องออกมาอย่างรวดเร็วเมื่อกำปั้นนั้นเขกลงบนหัวพร้อมทั้งใช้สองมือขึ้นไปลูบบนหัวอย่างรวดเร็วและเงยหน้าหันมองไปยังทางด้านหลังของตนด้านหลังิหย่งเล่อปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ปากเป่ากำปั้นของตนที่ซึ่งเป็กำปั้นที่ได้เขกลงบนหัวของิหย่งเล่อ
“ิหย่งเล่อเ้ายังจะมีเวลามายืนมองเชยชมดอกบ๊วยอยู่อีกรู้ไหมว่าเ้ามาสายเป็คนสุดท้ายถ้าหากไม่ใช่หวังต้าจินวิ่งไปตามเ้าป่านนี้เ้าคงกำลังนอนน้ำลายไหลอยู่บนที่นอนซินะ”
ชายวัยกลางคนรีบเปิดปากกล่าวอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นิหย่งเล่อนั้นหันหน้ามามองตนิหย่งเล่อที่ได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ได้รีบวิ่งไปยังลานที่อยู่ตรงหน้าที่ซึ่งมีเด็กชายน้อยใหญ่ยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบอยู่กันยี่สิบกว่าคนิหย่งเล่อรีบวิ่งเข้าไปยังที่ว่างที่ซึ่งเว้นไว้สำหรับเขาอย่างรวดเร็ว
ิหย่งเล่อเมื่อเข้าไปภายในแถวก็ยืนอย่างเป็อย่างเป็ระเบียบเหมือนกับเด็กชายคนอื่นๆอย่างรวดเร็วไม่กล้าที่จะแสดงสีหน้าหรือท่าทางไม่พอใจอะไรออกมาแม้แต่น้อยิหย่งเล่อเมื่อเข้าไปยืนอยู่ภายในแถวแล้วนั้นก็ได้ใช้หางตามองไปยังชายวัยกลางคนที่เป็คนเขกตัวตนที่ซึ่งกำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
ชายวัยกลางคนผู้นั้นมีนามว่าหม่าหลงเป็หนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดภายในหมู่บ้านที่คอยรับหน้าที่การสั่งสอนวรยุทธให้กับเหล่าเด็กๆภายในหมู่บ้านแห่งนี้โลกใบนี้นั้นเป็โลกแห่งการฝึกฝนโดยแท้จริงที่ซึ่งทุกคนนั้นต่างก็ฝึกฝนเดินไปตามวิถีมรรคาแห่งตน
“จวนจะหมดฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วใกล้ได้เวลาที่ข้าจะได้พาพวกเ้าออกล่าเหล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่ในูเาด้านหลังแล้วเพราะงั้นคงต้องฝึกกันให้หนักขึ้นอีกหน่อยแล้วล่ะ”
ไม่รีรอเมื่อหม่าหลงได้มายืนอยู่หน้าเหล่าเด็กๆยี่สิบกว่าคนแล้วนั้นก็ได้เปิดปากกล่าวกับเหล่าเด็กๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกที่เหล่าเด็กที่ยืนกันอยู่อย่างเป็ระเบียบเมื่อได้ยินว่าจะได้เข้าไปล่าเหล่าสัตว์ป่าภายในูเาอันกว้างใหญ่ด้านหลังหมู่บ้านแล้วนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นกันเป็อย่างมากแต่พอเมื่อได้ยินว่าต้องฝึกหนักยิ่งขึ้นไปอีกก็แทบทำให้ร่างที่ยืนตั้งมั่นอยู่ทรุดลงไปบนพื้นอย่างอ่อนแรง
“อะไรกันพวกเ้าจะทำหน้าอย่างงั้นกันทำไมการฝึกไม่ได้ทำให้พวกเ้าตายกันสักหน่อยและยังมีอีกอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอกกับพวกเ้าในวันนี้นั้นข้าจะสอนกระบวนท่าใหม่ให้กับพวกเ้าด้วยล่ะ”
เมื่อเห็นการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางห่อเหี่ยวของเหล่าเด็กๆหม่าหลงที่ยืนมองดูเหล่าเด็กน้อยด้านหน้าเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้รีบกล่าวในสิ่งที่จะสามารถที่จะกระตุ้นพลังความอยากในการฝึกฝนของเหล่าเด็กๆที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“เย้เย้ เย้ พวกเราจะได้ฝึกกระบวนท่าใหม่ด้วยแหละ”
“เ้าจะดีใจอะไรขนาดนั้นแค่พวกกระบวนท่าเก่าก่อนเ้ายังฝึกไม่ถึงขั้นที่จะสามารถแสดงพลังออกมาได้เต็มสิบส่วนเลยนี่”
“เ้าก็ว่ากระบวนท่าพวกนั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับข้าก็เป็ไปได้ข้าว่ามาทุ่มกับกระบวนท่าใหม่ดีกว่า”
“ข้าอยากฝึกแล้วซิ........”
“.........”
เมื่อได้ยินว่าจะฝึกฝนกระบวนท่าใหม่เหล่าเด็กๆต่างก็สลัดทิ้งหลงลืมถึงการฝึกที่เพิ่มมากขึ้นที่หม่าหลงได้พูดไปไม่นานทิ้งจนหมดแล้วในตอนนี้ตั้งตารอแต่เพียงกระบวนท่าใหม่เพียงเท่านั้น
“เอาล่ะก่อนที่จะเริ่มฝึกกระบวนท่าใหม่ที่ว่ามาเริ่มจากการฝึกของเก่ากันก่อนเลยดีกว่าแปรแถวจับคู่กับคู่ซ้อมของตนเร็ว”
หม่าหลงที่เห็นเหล่าเด็กๆมีความกระตือรือร้นในการฝึกก็ได้รีบออกคำสั่งในการเริ่มการฝึกฝนประจำวันของเหล่าเด็กๆอย่างรวดเร็วิหย่งเล่อที่ยืนอยู่ภายในแถวนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าออกถึงความตื่นเต้นหรือเศร้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่หม่าหลงได้พูดอยู่ตรงด้านหน้ามากนักในตอนนี้นั้นเขาทำเพียงทบทวนความทรงจำต่างๆ ที่อยู่ภายในหัวเพียงเท่านั้น
ไม่นานเหล่าเด็กๆก็ต่างแปรแถวจับคู่กันเป็แถวแนวยาวกว่าสิบคู่กันอย่างรวดเร็วิหย่งเล่อถึงแม้จะกำลังเหม่ออยู่แต่ก็ถูกหวังต้าจินนั้นเตือนสติและลากเอาิหย่งเล่อไปยืนเป็คู่ซ้อมกันอย่างรวดเร็ว
“พี่หย่งเล่อวันนี้ท่าดูแปลกๆไปนะท่านไม่สบายอะไรรึเปล่า โดนกำปั้นของลุงหม่าจนเสียสติไปแล้วรึยังไง”
หวังต้าจินที่ยืนอยู่ตรงข้ามก็ได้เปิดปากพูดกับิหย่งเล่ออย่างรวดเร็วเนื่องจากเห็นท่าทีของิหย่งเล่อนั้นดูผิดแปลกไปกว่าวันอื่นๆิหย่งเล่อที่ได้ยินคำถามก็ได้รีบแสดงเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เป็ของิหย่งเล่อคนก่อนที่หวังต้าจินคุ้นเคยอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งค่อยๆถกแขนเสื้อซ้ายขวาขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อะไรกันต้าจินเ้าอยากลองดีซินะเตรียมรับกระบวนข้าได้เลยวันนี้ข้าจะไม่อ่อนข้อให้เ้าแล้ว”
“พี่หย่งเล่อช้าก่อนข้าแค่พูดล้อเล่นเฉยๆ”
หวังต้าจินที่เห็นการแสดงออกของิหย่งเล่อที่อยู่ตรงหน้าแล้วนั้นกลับรู้สึกผิดคิดในใจว่าตนนั้นไม่พูดจาพล่อยๆออกไปเลย เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างจับคู่กันอย่างเรียบร้อยแล้วนั้นหม่าหลงที่กำลังก้าวเท้าเดินวนไปรอบๆแถวยาวอย่างช้าๆ ก็ได้เปิดปากกล่าวเริ่มต้นการฝึกอย่างรวดเร็ว
“เริ่มได้”
เมื่อได้ยินเสียงกล่าวเริ่มต้นของหม่าหลงเหล่าเด็กต่างก็ได้ค่อยๆออกกระบวนท่าผลัดเปลี่ยนกันโจมตีและตั้งรับซึ่งกระบวนท่าที่หม่าหลงได้สั่งสอนให้กับเหล่าเด็กๆ นั้นเป็กระบวนท่าพื้นฐานในการต่อสู้สนามรบที่ครั้งหนึ่งเขานั้นได้รับการฝึกฝนมาจากค่ายทหารเมื่อครั้งยังหนุ่มกระบวนท่าพื้นฐานทั้งสี่นั้นทุกคนที่เคยได้ถูกเกณฑ์เข้าไปเป็ทหารหรือเข้าร่วมาเมื่อครั้งอดีตนั้นต่างก็รู้จักมักคุ้นกันเป็อย่างดีกระบวนท่าพื้นฐานทั้งสี่ประกอบด้วยสองกระบวนท่าในการโจมตีและสองกระบวนท่าในการปัดป้องและป้องกันการโจมตี
กระบวนใหม่ที่หม่าหลงจะสอนในวันนี้นั้นจะเรียกได้ว่าเป็กระบวนท่าไม้ตายของกระบวนท่าพื้นฐานการรบเลยก็ว่าได้กระบวนท่านี้นั้นมีเป้าหมายเพียงพุ่งโจมตีปลิดชีพคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างรวดเร็วเพียงเท่านั้นเหล่าเด็กต่างแลกเปลี่ยนการรุกและรับปรับเปลี่ยนการออกกระบวนท่าพื้นฐานการรบทั้งสี่ที่เคยร่ำเรียนไปอย่างรวดเร็ว
การฝึกฝนของเหล่าเด็กๆไม่นานก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามครึ่งซึ่งถือว่าเป็ขีดจำกัดของเหล่าเด็กๆแล้วที่จะสามารถฝึกฝนวรยุทธได้รางของหวังต้าจินในตอนนี้นั้นใบหน้าต่างปูดบวมเต็มไปด้วยรอยแดงต่าง
“พอแล้วพี่หย่งเล่อพอแล้วข้าไม่ไหวแล้ว”
หวังต้าจินที่คล้ายกับถูกเหล่าอันธพาลซ้อมใบหน้าปูดแดงได้ล้มลงไปนอนกลองอยู่กับพื้นพร้อมทั้งลมหายใจเข้าออกที่รวดเร็วเป็อย่างมากแล้วกับเหล่าเหงื่อที่เปียกโชกบนเสื้อผ้าในด้านของิหย่งเล่อนั้นแทบไม่มีอาการาเ็อะไรปรากฏบนร่างกายของเขาแม้แต่น้อยมีเพียงกำปั้นและฝ่ามือที่มีเพียงรอยแดงเพียงเท่านั้นนอกนั้นไม่ได้รับาเ็อะไรถึงแม้นจะไม่ได้รับาเ็เหมือนกับหวังต้าจินแต่ทั่วทั้งร่างของิหย่งเล่อก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อไม่ต่างจากหวังต้าจินมากนักและแล้วหลังจากที่เห็นว่าหวังต้าจินนั้นล้มลงนอนไปกับพ้นไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นมาซ้อมต่อแล้วนั้นิหย่งเล่อก็ได้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“ทีหลังอย่าคิดที่จะลองดีอีกล่ะต้าจินครั้งหน้าข้าจะตีเ้าจนพ่อแม่เ้าจำหน้าเ้าไม่ได้เลย”
ิหย่งเล่อก็ได้ขยับตัวเข้าไปใกล้กับหวังต้าจินพร้อมทั้งใช้ฝ่ามือที่ไร้เรี่ยวแรงของตนตบตีลงบนพุงของหวังต้าจินอย่างช้าๆพร้อมทั้งพูดจาข่มขู่หวังต้าจินด้วยน้ำเสียงเืเย็นหวังต้าจินที่ถูกฝ่ามือตีลงบนพุงก็ได้ได้เพียงนอนนิ่งให้ิหย่งเล่อนั้นตีอยู่อย่างนั้นไม่มีท่าทีว่าจะขยับพลิกกายหลับหนีไปแต่อย่างใด
“ข้าทราบแล้วพี่หย่งเล่อท่านปล่อยข้าไปเถอะหยุดทำร้ายข้าก่อนข้าเจ็บและเหนื่อยจนจะทนไม่ไหวแล้ว”
หวังต้าจินทำได้เพียงเปิดปากกล่าวอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงน่าเห็นใจต่อิหย่งเล่อที่กำลังลงมือตีพุงของตนอยู่อย่างรวดเร็วิหย่งเล่อเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้หยุดมือลงเปลี่ยนจากการตีลงบนพุงของหวังต้าจินเปลี่ยนไปเป็การหลังเอนพิงและทอดกายนอนลงบนพุงของหวังต้าจินและใช้สายตาจ้องมองไปยังต้นบ๊วยที่เหล่าดอกบ๊วยกำลังบานสะพรั่งอย่างดงาม
เด็กทุกคนต่างก็กำลังทอดกายนอนหรือไม่ก็นั่งอยู่บนพื้นกันหมดทุกคนพร้อมทั้งแสดงสีหน้าเหนื่อยอ่อนกันออกมากย่างช่วยไม่ได้เด็กทุกคนต่างได้รับการฝึกแบบนี้ในทุกๆ เช้าของวันไม่ว่าจะในวันที่ฝนตกแดดออกหรือแม้กระทั่งหิมะตกทุกคนถึงแม้นจะไม่ชอบการฝึกนี้มากนักแต่ทุกคนต่างก็เข้าใจดีว่าการฝึกนี้นั้นเป็สิ่งที่ทำให้ตนนั้นแข็งแกร่งขึ้นและเป็พื้นฐานอย่างหนึ่งของชีวิตบนโลกใบนี้