ความรู้สึกนับถือในกันและกันเป็ประหนึ่งกระแสลึกลับที่ไหลถ่ายเทไปสู่กันอยู่อย่างเงียบ ๆ ระหว่างบุคคลทั้งสอง ความระคายเคืองจากการโต้เถียงกันเมื่อครู่ ดูจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเลย์นก้าวออกจากห้องทํางานของบรรณาธิการ
ด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่นและอย่างมีจุดประสงค์อยู่ในใจตนเอง เลย์นบอกกับตัวเองว่า ขณะนี้ เธอได้ลาออกจากงานแล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่การลาออกอย่างเป็ทางการก็ตาม และแม้ว่าไคลด์จะยังไม่ยอมรับในการลาออกอย่างกะทันหันของเธอในครั้งนี้ แต่อย่างน้อยจะต้องมีใครสักคนหนึ่งได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาทํางานแทนเธอเป็การชั่วคราวอยู่แล้ว แต่แม้ว่าจะมีใครคนอื่นเข้ามาทํางานแทน เลย์นก็ออกจะแน่ใจว่า ไคลด์จะมีที่ว่างเตรียมไว้ให้เธอเสมอเมื่อเธอพร้อมที่จะกลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้ง
ดูเหมือนว่านี่จะเป็วิธีที่ดีที่สุด ไม่ต้องมีการกําหนดเวลาว่างานจะต้องเสร็จภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ไม่ต้องเขียนเื่กลับมา เธอจะเขียนข่าวเื่นี้นานสักแค่ไหนหรือค้นให้ละเอียดลึกซึ้งสักแค่ไหนก็ได้ เท่าที่มันจะพาเธอไปเสาะแสวงหาข้อมูลความเป็จริงในทุกวิธีการที่ทําได้ ขณะนี้ เลย์นมีเงินที่สะสมไว้มากพอที่จะอยู่โดยไม่ต้องทํางานสักระยะหนึ่งด้วยซ้ำ
เป็เวลาถึงแปดปีมาแล้วที่เลย์นเฝ้าติดตามหาข่าวคราวของผู้หญิงคนที่มีชื่อว่า มาร์ธา เทอร์เนอร์ นับแต่วันที่เธออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ บางที มันอาจจะถึงเวลาที่จะออกตามหาเธอผู้นี้อย่างเป็เื่เป็ราวเสียทีก็ได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เธอจะพบอะไรบ้างที่เมืองวาเลนไทน์ ถนนสายนั้นจะกลายเป็ทางตันสําหรับเธอไปอีกเส้นทางหนึ่งหรือเปล่า หรือจะพาเธอแยกเดินไปทางไหน เลย์นเองก็ยังไม่อาจรู้ได้
ดูเหมือนแทบจะไม่มีผู้ใด ให้ความสนใจกับเธอเลย ขณะที่เลย์นเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวกระจุกกระจิกจากบนโต๊ะลงใส่กระเป๋า...ขณะนี้ อยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ อากาศในเมืองเนบราสก้าค่อนข้างจะหนาวเย็นอยู่มาก โดยเฉพาะภายนอก ดังนั้น เลน์ยจึงดึงหมวกแก๊ปที่ถักด้วยไหมพรมให้หลุบลงและติดกระดุมเสื้อคลุมสูงขึ้นมาถึงคอหอย
“อ้าว...นั่นเธอจะไปไหนล่ะ” แซลลี่ แม็คกรอว์ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามขึ้นอย่างแปลกใจและใคร่รู้
“ฉันลาพักชั่วคราว... เพื่อที่จะจัดการกับเื่ส่วนตัวนิดหน่อย” เลย์นพูดเป็เชิงอธิบาย ขณะดึงถุงมือหนา ๆ คู่หนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม
“อ้าว...แล้วใครจะมานั่งทํางานแทนเธอล่ะ”
“เื่นี้ฉันคิดว่าเธอไปถามไคลด์ดีกว่านะ” เธอตอบก่อนที่จะเดินออกจากห้องตรงไปยังลิฟต์ในห้องข้างนอก
มันเป็เวลาที่อากาศหนาวเย็นท้องฟ้าเป็สีเทาขุ่นมัว เสียงลมกระหน่ำหวีดหวิวปะทะอยู่กับอาคารสูง ๆ ในย่านธุรกิจโอมาฮ่า อุณหภูมิอยู่ในระดับใต้ศูนย์ เสียงรองเท้าบู๊ทที่สวมใส่กระแทกอยู่กับทางเดิน ขณะที่เลย์นรีบเร่งจะเดินไปให้ถึงที่จอดรถเร็ว ๆ เธอพยายามก้มศีรษะให้ต่ำไว้ คางซุกลงในปกเสื้อคลุม เพื่อช่วยป้องกันใบหน้าไว้ไม่ให้ถูกบาดด้วยอากาศและสายลมเย็นเยือกที่พัดมาต้องร่าง
ขณะเดียวกัน เธอก็ตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพของถนนระหว่างเมืองโอมาฮ่ากับเมืองวาเลนไทน์อยู่ในใจ รู้ว่าตัวเองคงจะไม่บ้าพอที่จะเดินทางเข้าไปในเนบราสก้า แซนด์ ฮิลล์ ถ้าอุตุนิยมวิทยาออกคําเตือนให้ระวังในสภาพอากาศที่อาจจะเลวร้ายลงกว่านี้
ขณะที่เดินทางกลับไปยังอพาร์ตเม้นท์ที่พักนั้น เลย์นได้แวะที่สถานีบริการเพื่อให้ตรวจสอบสภาพรถก่อนหน้าที่จะออกเดินทางด้วย หลังจากนั้น ก็แวะไปที่ไปรษณีย์สาขาเพื่อให้เ้าหน้าที่ช่วยเก็บจดหมายที่มีมาถึงเธอไว้ จนกว่าจะถึงวันที่เธอเดินทางกลับมา
บ่ายคล้อยแล้วกว่าเลย์นจะกลับถึงอพาร์ตเม้นท์ การจัดเตรียมเสื้อผ้าสําหรับการเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่เื่ง่ายนัก ทั้งนี้เพราะ เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะไปนานสักเท่าไหร่ มันออกจะเป็การยากที่หาจุดกึ่งกลางระหว่างการที่จะเอาเสื้อผ้าไปมากเกินไปและน้อยเกินไป
มีของอยู่สิ่งหนึ่งที่เลย์นไม่ได้ลังเลใจเลยที่จะเอาติดตัวไปด้วย แม้ว่ามันจะเป็สิ่งสุดท้ายที่เธอจะบรรจุลงในกระเป๋าเดินทางก็ตาม เธอค่อย ๆ บรรจงพับผ้าห่มผืนที่เย็บขึ้นด้วยฝีมือ ด้านหนึ่งเป็สีชมพู ด้านหนึ่งเป็สีฟ้า และวางลงทับบนสุดของเสื้อผ้าทุกชิ้น ขณะเดียวกัน ปลายนิ้วก็ลูบไล้ไปบนความอ่อนนุ่มของผ้าห่มผืนนั้นอยู่ ก่อนจะปิดกระเป๋าและใส่กุญแจให้เรียบร้อย
เมื่อเวลาเช้ามาถึง เธอก็บรรจุเครื่องสําอางกับเครื่องใช้เฉพาะสตรีลงกระเป๋าใบเล็กและทุกสิ่งทุกอย่างก็สําเร็จเรียบร้อยลงพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาเสียทีเดียว...เลย์นคิดขณะที่หิ้วกระเป๋าเดินทางใบนั้นออกไปยังห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ และวางลงตรงข้างประตู เธอยังจะต้องโทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ใจไม่คิดอยากจะทําเลยก็ตาม
มีเสียงกริ่งประตูด้านหน้าดังขึ้น ขณะที่เลย์นเดินผ่านมาพอดี เธอหมุนตัวกลับไปพร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดประตูบานนั้นออกเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน และทันใด ความรู้สึกละอายใจก็บังเกิดขึ้นในสีหน้า เมื่อมองเห็นว่าแท้จริงแล้วแขกที่มาเยือนแต่เช้าวันนี้คือมารดาของเธอนั่นเอง แต่เลย์นก็รีบแต่งสีหน้าด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ แม่ หนูกําลังจะโทรศัพท์ไปถามอยู่พอดีเลยค่ะ ว่าค่ำวันนี้แม่กับพ่อมีธุระหรือจะออกไปดินเนอร์กันที่ไหนหรือเปล่า” เธอพยายามแต่งน้ำเสียงให้สดใสเข้าไว้
“เราคิดว่าหนูจะแวะไปที่บ้านั้แ่เมื่อวานนี้เสียอีก ตอนที่กลับมาจากนอร์ธ เพลทท์แล้ว” สตรีผู้มีเรือนร่างแบบบาง เรือนผมสีบลอนด์เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงกลางห้อง และแล้ว สายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางที่วางแอบอยู่ตรงข้างประตู “นี่หนูจัดข้าวของจะไปไหนอีกแล้วหรือ บอกตรง ๆ นะเลย์น แม่ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าหนูจะจัดการเื่นี้แต่เพียงลําพังได้ยังไง” หล่อนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“อันที่จริงหนูก็ตั้งใจไว้เหมือนกันว่าจะไป แต่บังเอิญ มันมีเื่อื่นเกิดขึ้นเสียก่อน” เลย์นพูดปดไปตามเื่ เดินตรงไปยังบาร์เล็ก ๆ ที่กั้นส่วนด้วยเคาน์เตอร์ “กาแฟไหมคะแม่”
“แม่เห็นจะไม่เอาละ” ผู้เป็มารดาถอดเสื้อคลุมสีเขียวมรกตขลิบริมด้วยเฟอร์ออกพาดไว้กับพนักโซฟา “สําหรับกระเป๋าเดินทางนี่... รู้สึกว่าหนูคงจะไม่ได้เอาไปเพียงแค่วันหยุดสุดสัปดาห์แน่จริงไหม หรือว่าหนูกําลังจะเดินทางไปไหนอีกแล้วล่ะ”
ที่จริงมารดาของเธอเป็สตรีที่เฉลียวฉลาดมาก เลย์นแสร้งทําเป็ง่วนอยู่กับการรินน้ำใส่ลงในกายกขึ้นตั้งบนเตา แม้ว่าในขณะนั้น เธอไม่ได้รู้สึกอยากดื่มกาแฟเลยก็ตาม แต่มันเป็เหตุผลเดียวที่จะทําให้เธอสามารถหลีกเลี่ยงการประสานสายตากับมารดาได้ เลย์นไม่้าที่จะกล่าวเท็จเลยแม้แต่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่้าทําให้มารดาเสียใจด้วย
“ความจริง...หนูกําลังจะเดินทางไปวาเลนไทน์ รัฐเนบราสก้าเช้าวันนี้นะคะแม่ แม่ก็รู้นี่คะว่าไคลด์เป็คนยังไง เขารู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงวาเลนไทน์แล้ว ก็เลยเกิดความคิดที่จะทําข่าวเกี่ยวกับเื่เมืองวาเลนไทน์ขึ้นมา แล้วก็อยากจะได้ใครสักคนหนึ่งไปทําเื่นี้มาให้” มันเป็เหตุผลแรกที่ผ่านเข้ามาในความคิด และเธอก็พูดออกไปด้วยลิ้นระรัว แต่ทว่า กลับได้รับความเงียบจากมารดาเป็คําตอบ
“เมื่อตอนที่หนูยังเด็กอยู่นะเลย์น” ผู้เป็มารดาเอ่ยขึ้นในที่สุด พร้อม ๆ กับเดินช้า ๆ เข้ามายังเคาน์เตอร์ที่เลย์นยืนอยู่ “แม่จะรู้เสมอว่าตอนไหนที่หนูกําลังพูดปดให้แม่ฟัง เพราะหนูจะพูดเร็วมากทีเดียวคล้ายกับลิ้นมันพลิ้วไปได้ด้วยตัวของมันเอง เวลานี้หนูอายุยี่สิบหกแล้ว แต่หนูก็ทําอย่างนี้กับแม่อีก” มันมีแววคมปลาบปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สีฟ้าที่มองจ้องหน้าเธออยู่ ขณะที่เลย์นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และประสานสายตาด้วย “หนูคิดว่าแม่ควรจะเชื่อเื่ที่หนูเล่าให้ฟังหรือเปล่า หรือว่าการเดินทางครั้งนี้ มันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องอยู่กับเื่ที่หนูบังเอิญไปรู้มา ตอนที่ไปนอร์ธ เพลทท์ เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์นี้”
“อย่าถามหนูเลยค่ะแม่” เลย์นรู้สึกตีบตันขึ้นมาในลําคอ หมุนสายที่ถืออยู่ในมือเล่นอย่างใจลอยเป็ครู่ก่อนที่จะเสียบเข้ากับปลักตรงฝาผนัง “ที่จริงหนูไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจเลยนะคะ หนูไม่อยากให้เื่ที่มันเกิดขึ้นในครั้งนี้สร้างความผิดหวังให้เกิดขึ้นทั้งพ่อและแม่เลย...หนูรักพ่อกับแม่มากนะคะ หนูคิดว่าทั้งสองคนเป็พ่อแม่แท้ ๆ ของหนูเสมอละค่ะ”
“ขนาดนั้นแล้วหนูก็ยังติดตามหาเขาอยู่ดี” ในคําตอบของผู้เป็มารดามีสําเนียงบอกถึงความพ่ายแพ้เจือปนอยู่
“ค่ะ” ดวงตาของเลย์นเป็ประกายพราวขึ้นด้วยหยาดน้ำตาที่ขึ้นมาคลอคลอง เมื่อเธอหันมาเผชิญหน้ากับสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็มารดา ซึ่งระหว่างตัวเธอกับสตรีผู้นี้ไม่ได้มีความละม้ายคล้ายคลึงกันเลย ทั้งรูปร่างหน้าตา “แม่เป็แม่ของหนูเสมอ แม้ว่าจะมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็ผู้ให้กําเนิดหนูมาก็ตาม ถึงแม้ว่าหนูจะพบตัวมาร์ธา เทอร์เนอร์ มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเช่นนี้ของหนูได้หรอกค่ะ หนูอยากให้แม่เข้าใจค่ะ ว่าเพราะเหตุใด มันถึงได้มีความสําคัญต่อหนูอย่างมาก สําหรับการที่จะค้นหาความจริงว่า หนูเป็ใครมาจากไหนนะคะ”