ตอนที่ 194 เรื่องราวบนกระจก
“เตรียมไข่มุกอินทนิลไว้เสมอนะครับ อย่าประมาทเพราะคิดว่าผมตรวจจับกับดักได้เด็ดขาด” นิทานกล่าวย้ำ
ยามนี้ทั้งกลุ่มอยู่เบื้องหน้าบันไดกระจกที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด เพียงแค่มองลงไปก็ยากจะจำแนกเหนือใต้เพราะการสะท้อนของกระจก
เมื่อทุกองศารอบตัวนั้นถูกสะท้อนได้ ทางลงนี้จึงดูคล้ายกับหลุมวนที่สะท้อนภาพไปมา ยามที่พวกเขาก้าวขาลงไปก้าวแรก แค่การเพิ่มมาอีกสิ่งหนึ่งอย่างขาข้างเดียวยังทำให้เกิดภาพสะท้อนนับพัน ๆ ภาพ ความคลื่นไส้วิงเวียนก่อตัวขึ้นทันทีที่พยายามมอง
ในทีแรกนั้นหากไม่ใช่เพราะพวกเขามองจากองศาไกล ๆ จึงเห็นว่ามีบันไดที่ทอดยาวลงไปพวกเขาอาจดูไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่ามีบันไดอยู่ เมื่อมาจ้องมองมันตรง ๆ เช่นนี้ ด้วยห้องกระจกที่แม้แต่การแยกเหนือใต้ยังยากเช่นนี้ หากมีกับดักหรือบันไดขาดไปเมื่อใดพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้
คีตาส่ายหน้าไปมาพร้อมกับหูตกเพราะความคลื่นไส้วิงเวียน เพราะพลังอาณาเขตของมันที่ทอดตัวยาวไกลทำให้ปริมาณภาพและความวิงเวียนที่มันเห็นนั้นมากกว่าสิ่งที่คนปกติเห็นมากนัก
เมื่อนิทานทดลองใช้เองเขาก็แทบจะหน้ามืดไปกับภาพนั้นเช่นกัน จึงตกลงกันว่าให้คีตาจำกัดวงการมองเห็นเพียงแค่ 10เมตรรอบตัวก็เพียงพอ แต่ถึงแม้กระนั้นนิทานก็ยังเตรียมเครื่องหอมห้อยไว้ที่คอมันเพื่อให้มันได้สูดกลิ่นหอมลดอาการวิงเวียน มันถึงกับหลับตาเดินเพื่อลดประสาทการมองเห็นไปหนึ่งทาง
นิทานแก้ปัญหาเรื่องการที่ไม่อาจมองเห็นบันไดได้ง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำมาเติมสี แล้วจึงเทให้มันไหลไปตามทางลงของบันได
เมื่อกระแสน้ำเหล่านั้นบอกทิศทาง พวกเขาจึงพอจะจับเค้าภาพของบันไดได้ในที่สุด
ระหว่างทางลงมา พวกเขาเดินกันอย่างเชื่องช้า นอกจากต้องคอยเทน้ำเพิ่มแล้ว เมื่อค้นพบทางลงต่อ นิทานและคีตาต้องผลัดกันตรวจสอบกับดักด้วยตนเองอีกจึงจะไปต่อได้
เพชฌฆาตและอิซึมินั้นใช้หมึกสีดำสนิทที่เลโอพกติดตัวมาด้วยขีดเส้นตามกำแพงตลอดการเดินทาง เส้นเหล่านี้จะทำให้ครั้งหน้าที่พวกเขาเข้าหรือออก พวกเขาจะได้รับทราบว่าตรงนี้คือกำแพง
ทางลงนี้กลับไม่ไกลอย่างที่พวกเขาคาด แม้แต่กับดักเล็กน้อยยังไม่มีอยู่ เพียงไม่นานพวกเขาก็พบกับห้องที่สุดทางลง
ห้องเบื้องหน้าของพวกเขายามนี้มืดสนิทไม่อาจเห็นสิ่งใดได้โดยง่าย หากกลับมีสิ่งที่ดึงดูดสายตาเป็นอย่างยิ่งนั่นคือลายมืออันวิจิตรบรรจงจำนวนมหาศาลที่เขียนเรื่องราวหลายพันหลายหมื่นตัวอักษรในห้องทั้งสี่ทิศ
ลายมือนั้นถูกเขียนด้วยบางสิ่งที่เรืองแสงได้ในที่มืด มันถูกเห็นได้อย่างง่ายดายในความมืด แสงสีเขียวอ่อนจางของอักษรนั้นทำให้เหมือนกับมีหิ่งห้อยนับล้าน ๆ ตัวเรียงรายเป็นเรื่องราวในความมืด
ที่น่าตื่นตระหนกที่สุดคือไอพลังอ่อนจางที่แผ่ออกมาจากอักษรเหล่านั้นต่างหาก เป็นมวลพลังที่เพียงได้เห็นก็สัมผัสได้ถึงระดับอันเหนือล้ำ
ฟาง หมิงแสดงท่าทีสนใจเรื่องราวเหล่านั้นอย่างชัดเจน หากยามที่เขากำลังจะก้าวเข้าห้องนั้นไป เขากลับถูกหยุดไว้ด้วยนิทานเสียก่อน
นิทานส่งสัญญาณให้เลโอ เธอพยักหน้าน้อย ๆ แล้วจึงสร้างลูกกลมแสงขนาดเล็กขึ้นมา ปล่อยให้มันลอยเข้าไปในห้องนั้น
เมื่อแสงสว่างมาเยือน ภาพที่ปรากฏขึ้นกลับทำให้พวกเขาวิงเวียนยิ่งกว่ายามลงมาเสียอีก เพราะห้องแห่งนี้ทั้ง 6ทิศล้วนทำจากกระจกสะท้อนเช่นกัน กระจกเหล่านั้นแม้จะไม่มีองศาตกกระทบมากเท่าบันไดทางลงที่มีเหลี่ยมและมุมเยอะ หากเมื่อผสานเข้ากับตัวอักษรเหล่านั้นแล้วยิ่งทำให้เกิดภาพอันลายตา
อักษรเหล่านั้นเมื่อกระทบกับแสงจากลูกกลมเรืองแสงของเลโอ แสงสีเขียวของมันก็อ่อนจางลง และเพราะการที่แสงอ่อนจางลงนี้เองทำให้มันยิ่งอ่านยากมากขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า
ไม่เพียงมันจะรายล้อมพวกเขารอบตัวจากการสะท้อนเท่านั้น มันยังทับซ้อนกันไปมาในกระจกจนแทบไม่อาจอ่านออกได้อีกต่อไป
“ดับลูกกลมสักครู่ได้มั้ยครับ” โฮโจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เขาเอาหน้าไปซุกกับแผงคอของคีตาที่ห้อยเครื่องหอมเอาไว้ ยามนี้เขานั้นวิงเวียนจนจะอาเจียนอยู่แล้ว
สีหน้าของทุกคนก็ไม่ต่างกันนัก เลโอจึงดับลูกกลมแสงของเธอในที่สุด ความมืดมิดจึงมาเยือนพร้อมกับอักษรสีเขียวอีกครั้ง
“ถ้าจะอ่าน ยังไงก็คงต้องดับไฟล่ะนะครับ” อิซึมิส่ายหน้า
“แต่เล่นเขียนอัดกันแน่นขนาดนี้ เราคงต้องเข้าไปอ่านในห้องนั้นนะครับ มืดขนาดนี้ถ้ามีกับดักเราตอบสนองไม่ทันแน่” เพชฌฆาตแย้ง พวกเขาไม่ทราบเรื่องรายละเอียดของพลังอาณาเขตจึงไม่ทราบว่าถึงอยู่ตรงบันไดนี้นิทานก็สามารถอ่านบันทึกทั้งหมดได้
“ข้อมูลที่ผู้แสวงวิถีเหลือไว้เชียวนะคะ ยังไงเราก็ต้องเข้าไปอ่าน บางทีอาจเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็ได้ค่ะ” ฟาง หมิงพูดอย่างตื่นเต้น เธอคือผู้ที่รักในประวัติศาสตร์ และอักษรที่ถูกเขียนโดยผู้แสวงวิถีโดยตรงเช่นนี้ย่อมมีประวัติศาสตร์ที่สำคัญบันทึกไว้
ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ไอพลังจากอักษรเหล่านั้นผ่านกาลเวลามานับร้อยปีหากยังสามารถทำให้รู้สึกถึงแรงกดดันได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้เขียนย่อมต้องเป็นขุนนางพันธุ์ผสมเอง
หลังจากตกลงกันชั่วครู่ สุดท้ายจึงจบที่ฟาง หมิงอาสาเข้าไปสำรวจให้โดยมีนิทานและคีตาคอยตรวจสอบรอบห้องเต็มสูบ แม้พวกเขาจะสามารถตรวจสอบรอบห้องได้แต่ในกรณีที่มีกับดักประเภททำงานเมื่อมีเงื่อนไขเช่นนั้นแล้วก็ยากจะตรวจสอบก่อน
ฟาง หมิงได้รับการปกป้องจากม่านแสงสีทองของเลโอ เธอนำยันต์ป้องกันมาติดตามตัวจำนวนหนึ่งส่วนในมือกำไข่มุกอินทนิลไว้แน่นพร้อมเปิดใช้งานเพื่อหลบหนีทุกเวลา
นิทานและคีตาสลับกันใช้งานอาณาเขตเป็นพัก ๆ เพื่อตรวจสอบรอบห้อง หลังจากผ่านไประยะหนึ่งฟาง หมิงจึงก้าวเข้าไป
“ผมตรวจสอบคร่าว ๆ แล้ว ไม่มีกับดักอะไรครับ แต่ระวังเรื่องกลไกแบบมีเงื่อนไขด้วยนะครับ” นิทานกล่าวย้ำ
ฟาง หมิงพยักหน้าน้อย ๆ แล้วจึงก้าวเข้าไปในห้องกระจก
ก้าวแรก
ก้าวสอง
ก้าวสาม
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น คนที่คอยเฝ้าดูอยู่พร้อมทั้งเตรียมตัวช่วยเหลือระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ฟาง หมิงเดินวน ๆ ในห้องอีกสักระยะหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดนอกจากอักษรในห้องแล้วจึงเรียกทุกคนให้ตามเข้ามา
“ตกลงเป็นแค่ห้องที่ไว้บันทึกข้อมูลงั้นเหรอคะ” เลโอถอนหายใจ ก่อนหน้านี้เธอทุ่มพลังไปกับม่านพลังเพื่อปกป้องฟาง หมิงเสียมาก เมื่อมั่นใจว่าไม่มีกับดักจึงได้ผ่อนคลายบ้าง
นิทานจับจ้องไปยังอักษรบนเพดาน เรื่องราวเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนตามกำแพงทั้ง 4ทิศ เพดาน และพื้นที่พวกเขายืนอยู่ หลังจากกวาดตาดูคร่าว ๆ นิทานจึงมั่นใจได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ต่อเนื่องกัน เป็น 6เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเดียวกันเท่านั้น
“เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามกวาดล้างสินะคะ” ฟาง หมิงกล่าวเบา ๆ ทางฝั่งของเธอที่เป็นกำแพงทางด้านหน้านั้นคือเรื่องราวของการประกาศสงครามระหว่างนางพญาผึ้งพฤกษาและองค์ราชินีโกเมน อัคนี ไฟกัลป์ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้มหาทวีปเกิดอีกหนึ่งมหาอำนาจใหม่ที่เทียบเคียงได้กับมหาอำนาจจากยุคโบราณกาล
“ทางฝั่งผมเกี่ยวกับความชั่วร้ายขององค์ราชินีครับ น่าจะเป็นขุนนางพันธุ์ผสมเป็นผู้เขียนเองแน่นอนแล้วครับ” เพชฌฆาตกล่าวขึ้น กำแพงฝั่งขวาที่เขาสำรวจอยู่นั้นบรรยายความต่ำทรามขององค์ราชินีที่ขับไล่เหล่าสัตว์อสูร เป็นเรื่องธรรมดาเป็นอย่างยิ่งที่เรื่องราวจะถูกจดบันทึกโดยผู้ชนะ ดังนั้นหากเรื่องราวจากฝั่งผู้แพ้ถูกเก็บรักษาไว้ได้และไม่ได้ถูกบิดผัน ความจริงหลายอย่างในนั้นมักกล่าวโทษผู้ชนะ
“ทางฝั่งผมเป็นเกี่ยวกับพันธมิตรของสัตว์อสูรในครั้งนั้นอย่างหุบเขาแห่งผู้บิดเบี้ยวแล้วก็เผ่าใต้บาดาลครับ” โฮโจไถตาอ่านตามกำแพงฝั่งซ้ายอย่างผ่าน ๆ เรื่องราวของเหล่าผู้ที่อยู่ฝั่งเดียวกันกับนางพญาผึ้งพฤกษาเพื่อต่อต้านองค์ราชินีนั้นถูกบันทึกไว้ในตำราสอนไม่มากนัก เพียงเข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่ามีสัตว์อสูรจากทั้งหุบเขาแห่งผู้บิดเบี้ยวและสัตว์อสูรใต้สมุทรเข้าร่วมด้วย
“ฝั่งผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับศัตรู จดเรื่องเผ่าต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือองค์ราชินีละเอียดมากเลยครับ” อิซึมิชี้กำแพงทางด้านหลังที่มีประตูที่พวกเขาผ่านเข้ามา ทางฝั่งนี้นั้นบันทึกศัตรูละเอียดอย่างไม่น่าเชื่อ ตามองค์ความรู้ของเขา แม้เผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียสจะสนับสนุนองค์ราชินีแต่ก็ไม่ได้มากมายถึงเพียงนั้น จักรวรรดิมาลาไคนั้นเข้าร่วมเพียงเพราะการจัดการสัตว์อสูรมีผลดีต่อพวกเขาเช่นกัน กำลังหลักที่มาช่วยคือสมาคมนักผจญภัยที่ตั้งภารกิจแก่นักผจญภัยให้เข้าร่วมสงครามโดยมีผลตอบแทนมหาศาลเสียมากกว่า
บันทึกในกำแพงฝั่งนี้กลับค่อนข้างต่างออกไปในแง่ของความละเอียด มันบันทึกไว้อย่างชัดเจนเรื่องที่เผ่ารูเบียสนั้นสนับสนุนอาวุธอย่างไร และเผ่าซือบาสนั้นเข้าร่วมสงครามเช่นไร
“ฝั่งฉันอ่านค่อนข้างยาก แต่เท่าที่กวาดตาดูคร่าว ๆ เหมือนจะเกี่ยวข้องกับสัญญาและรางวัลที่นางพญาผึ้งพฤกษาจะมอบให้หากชนะในสงครามค่ะ แสดงว่าเรื่องที่เธอบงการทั้งกองทัพไม่ใช่เรื่องจริงสินะ” เลโอที่อ่านเรื่องราวบนพื้นนั้นพูดพึมพำ ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก สงครามใหญ่โตถึงเพียงนั้นจะบอกว่านางพญาผึ้งพฤกษาควบคุมสัตว์อสูรนับล้านได้นั้นดูจะเกินจริงไปมาก
มีเพียงนิทานที่ไม่พูดอะไร เขาอ่านเรื่องราวบนเพดานอย่างเงียบเชียบ คิ้วของเขาเริ่มขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ผ่านไปตามแต่ละบรรทัด
เรื่องราวในแต่ละด้านนั้นถูกบันทึกอย่างละเอียดด้วยอักษรที่ตัวขนาดไม่ได้ใหญ่นัก ห้องนี้มีขนาดค่อนขว้างกว้างราวกับบ้านหลังหนึ่ง ดังนั้นการอ่านให้ละเอียดจึงค่อนข้างกินเวลา
ผ่านไปพักหนึ่งแล้วที่นิทานไม่ได้พูดอะไรออกมา เพชฌฆาตจึงร้องเรียก
“คุณนิทานครับ คุณอ่านบนเพดานใช่มั้ยครับ เป็นยังไงบ้างครับ ทางฝั่งผมอ่านคร่าว ๆ แล้วแม้จะมีข้อมูลประวัติศาสตร์อยู่เยอะ แต่ดูไม่มีอะไรสำคัญเท่าไหร่ครับ แค่มีอักษรบางช่วงที่ดูจะเขียนแบบใส่อารมณ์เยอะจนลายมือแปลกไป” เพชฌฆาตร้องเรียก
นิทานยังคงไม่ตอบ เขาอ่านเรื่องราวเหล่านั้นอย่างจริงจัง เมื่อเห็นว่านิทานไม่ตอบอะไร หลายคนจึงเดินเข้ามามุงที่เขา
“เป็นบันทึกเกี่ยวกับนางพญาผึ้งพฤกษาครับ เหมือนเป็นมุมมองความคิดเห็นที่ผู้เขียนมีต่อนางพญาและสงครามครั้งนั้น” นิทานพูดเบา ๆ เมื่อรู้สึกได้ว่าสมาชิกหลายคนเริ่มล้อมเข้ามา
“และในนี้ มันได้เขียนไว้ด้วยครับ ว่าผู้เขียนคิดว่านางพญาผึ้งพฤกษาก่อสงครามขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการเขตแดนแต่เธอมีจุดประสงค์อื่น”