"พี่คิริน ผมบอกแล้วไงว่าผมไปมอเองได้ บีทีเอสก็อยู่แค่หน้าปากซอยคอนโดเนี่ย เดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว"
ผมโวยวายเสียงลั่นลานจอดรถชั้นวีไอพีของคอนโด พยายามจะสะบัดคอเสื้อนักศึกษาของตัวเองให้หลุดจากมือหนาที่กำลังหิ้วผมอยู่ราวกับผมเป็ลูกแมวตัวเล็กๆ
ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิดหรอก รูมเมตหน้าตายของผมกำลัง 'หิ้ว' คอเสื้อผม ลากผมเดินตามเขามาที่รถ ทั้งๆ ที่ผมพยายามจะหนีไปขึ้นรถไฟฟ้าั้แ่ตอนเดินออกจากลิฟต์แล้วแท้ๆ
"อย่าดื้อหนาว ขึ้นรถ"
พี่คิรินออกคำสั่งสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์ของเขา แต่แรงที่กระชากคอเสื้อผมไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
"ผมไม่ได้ดื้อ แต่ผมเกรงใจไง พี่เรียนวิศวะ ผมเรียนอักษร คณะเราอยู่กันคนละฟากมอเลยนะ ขับรถไปส่งผมมันเสียเวลาพี่เปล่าๆ รถก็ติดจะตายชัก"
ผมงัดเอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง หวังให้เขาเปลี่ยนใจ
แต่ดูเหมือนเหตุผลของผมจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเขาไปเรียบร้อย พี่คิรินหยุดเดินตรงหน้าปอร์เช่พานาเมร่าสีดำเงาวับที่จอดเด่นเป็สง่าอยู่ช่องจอดรถของตัวเอง เขาล้วงกุญแจรถออกมากดปลดล็อก เสียงสัญญาณกันขโมยดังปิ๊บสองครั้ง ก่อนที่เขาจะเปิดประตูกระจกไร้ขอบฝั่งตุ๊กตา แล้วยัดร่างของผมเข้าไปนั่งบนเบาะหนังแท้สีแดงเืหมูอย่างรวดเร็ว
"เฮ้ยพี่ เบาๆ ดิ เดี๋ยวรถพี่ก็เป็รอยหรอก"
ผมร้องลั่น รีบเกาะขอบเบาะไว้แน่นด้วยความกลัวว่ากางเกงยีนส์เน่าๆ ของผมจะไปขูดเบาะรถราคาหลายล้านของเขาเป็รอย
ปัง!
พี่คิรินปิดประตูใส่หน้าผมดังปัง ตัดบทสนทนาทุกอย่าง ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เปิดประตูและสอดตัวเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยด้วยท่วงท่าที่โคตรจะดูดีและเท่ะเิจนผมเผลอมองค้างไปเสี้ยววินาที
กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตประจำตัวของเขาที่ผมเริ่มจะคุ้นเคย ลอยผสมผสานกับกลิ่นหนังแท้ของเบาะรถราคาแพง สร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหราและชวนให้อึดอัดไปพร้อมๆ กัน พื้นที่ภายในรถสปอร์ตที่ค่อนข้างแคบ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเราสองคนถูกจับมายัดอยู่ในกล่องใบเดียวกัน ผมแทบจะไม่กล้าขยับตัวแรง กลัวแขนจะไปโดนคอนโซลรถเขาพัง
"เอาไป"
จู่ๆ เขาก็โยนถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีโลโก้ร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนตักผม ตามด้วยกล่องนมรสสตรอว์เบอร์รีสีชมพูแหววที่เย็นเฉียบ
ผมหยิบกล่องนมสีชมพูขึ้นมาดูด้วยความงุนงง สลับกับมองหน้าคนขับที่กำลังสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"นมสตรอว์เบอร์รี? ให้ผมเหรอ?"
ผมถามอย่างไม่แน่ใจ
"ก็ในรถมีนายเป็เด็กอยู่คนเดียวนี่ ไม่ให้นายแล้วจะให้ใคร"
เขาตอบหน้าตาย เหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถด้วยความนุ่มนวลแต่รวดเร็ว
"ผมไม่ใช่เด็กนะ ผมอยู่ปีหนึ่งแล้ว"
ผมเถียงกลับทันควัน รู้สึกเหมือนโดนหยามเกียรติชายฉกรรจ์ แต่สุดท้ายก็ยอมเจาะกล่องนมดูดเข้าปากอย่างหิวโหย รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีทำให้กระเพาะที่ยังว่างเปล่าของผมรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
"แล้วนี่แซนด์วิชเหรอครับ"
"อืม กินซะ จะได้เลิกบ่นว่าหิว"
เขาปรายตามองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองถนน
ผมเปิดถุงกระดาษออกดู ภายในเป็แซนด์วิชแฮมชีสชิ้นโตที่ดูน่ากินสุดๆ ผมกัดเข้าไปคำใหญ่ ความอร่อยของขนมปังนุ่มๆ กับแฮมแผ่นหนาทำเอาผมแทบน้ำตาไหล ถึงจะบ่นนู่นบ่นนี่ไปเยอะ แต่ลึกๆ แล้วผมก็แอบรู้สึกดีที่เขายังอุตส่าห์เตรียมของกินมาเผื่อผมด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อเช้าเขาก็เพิ่งทำข้าวต้มเลี้ยงผมไปหมาดๆ
เรานั่งกันเงียบๆ ไปตลอดทาง เสียงเพลงสากลจังหวะเบาๆ ที่เปิดคลอในรถไม่ได้ช่วยทำลายความอึดอัดที่ลอยอวลอยู่รอบตัวเราเลย รถติดหนึบอยู่บนถนนพระรามสี่ตามสไตล์เช้าวันจันทร์ในกรุงเทพฯ
ผมพิงหัวกับกระจกหน้าต่าง มองดูผู้คนที่กำลังรีบเร่งเดินขวักไขว่บนทางเท้า พลางดูดนมสตรอว์เบอร์รีจนหมดกล่องดังซี้ดดดด
"ต้นหนาว"
จู่ๆ เสียงทุ้มของพี่คิรินก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา ผมหันไปมองเขา เลิกคิ้วเป็เชิงถาม
"ในฐานะที่เราต้องมาเป็รูมเมตกัน พี่มีกฎเหล็กบางอย่างที่นายต้องทำตามอย่างเคร่งครัด"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้า ขณะที่มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างวางพาดอยู่บนคอนโซลกลาง
"กฎ? กฎอะไรวะพี่ แค่แชร์ห้องกันต้องมีกฎด้วยเหรอ"
ผมขมวดคิ้วยุ่ง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"มีสิ เพื่อความสงบสุขของพี่ และความปลอดภัยของนาย"
เขาตอบเสียงเรียบ
"ข้อแรก... ถ้านายจะกลับห้องหลังสี่ทุ่ม นายต้องโทรรายงานพิกัดให้พี่รู้ทุกครั้ง ห้ามปิดเครื่อง ห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด"
"ห๊ะ!"
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อก
"สี่ทุ่มเนี่ยนะ ผมเป็เด็กมหา'ลัยนะพี่ ไม่ใช่เด็กประถม บางวันผมอาจจะมีทำรายงานดึก หรือไปเดินตลาดกลางคืนบ้าง จะให้กลับก่อนสี่ทุ่มทุกวันได้ไง"
"พี่ไม่ได้บอกว่าห้ามกลับหลังสี่ทุ่ม พี่บอกว่าให้โทรรายงานพิกัด"
เขาหันมากดสายตาดุใส่ผมจนผมต้องหุบปากฉับ
"เพื่อที่พี่จะได้รู้ว่านายไม่ได้ไปเถลไถลตายอยู่ที่ไหน ถ้าเกิดนายเป็อะไรไป คนที่เดือดร้อนก็คือพี่ที่ต้องไปตอบคำถามตำรวจ"
เหตุผลของเขาฟังดูเข้าท่า แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันจู้จี้จุกจิกเกินไปอยู่ดี ผมจำใจพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
"ข้อสอง..."
เขาพูดต่อ ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้บ่นอะไรอีก
"ห้ามพาคนอื่นขึ้นมาที่ห้องเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือใครก็ตาม นี่คือพื้นที่ส่วนตัวของพี่ พี่ไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาวุ่นวาย"
"แม้แต่ไอ้บาสก็ไม่ได้เหรอพี่? มันเป็รุ่นน้องภาคพี่นะ"
ผมแย้งขึ้นมาทันที ไอ้บาสเป็เพื่อนสนิทคนเดียวของผม ถ้าผมชวนมันมาทำการบ้านหรือเล่นเกมที่ห้องไม่ได้ ชีวิตผมคงเฉาตายแน่ๆ
"ไม่ได้"
พี่คิรินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความปรานี
"ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าห้องพี่ทั้งนั้น ถ้านายอยากเจอเพื่อน ก็นัดเจอกันข้างนอก หรือไปห้องมันซะ... เข้าใจไหม"
ผมเบ้ปากอย่างขัดใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกขังอยู่ในกรงทองที่ห้ามคนนอกเข้าออก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับกฎบ้าๆ ของเขา ก็ห้องมันเป็ของเขานี่หว่า ผมมันก็แค่ผู้อาศัยตาดำๆ
"ข้อสาม..."
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย รถปอร์เช่ของเขาค่อยๆ เคลื่อนตัวไปจอดติดไฟแดงที่สี่แยกหน้ามหาวิทยาลัยพอดี
"ถ้านายไปกินเหล้า หรือไปเที่ยวกลางคืนแล้วเมา... ห้ามโทรหาคนอื่นเด็ดขาด นายต้องโทรหาพี่คนเดียวเท่านั้น แล้วพี่จะไปรับ"
คราวนี้ผมถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ไอค็อกแค็กจนหน้าแดงก่ำ หันไปจ้องหน้าเขาด้วยความตกตะลึงสุดขีด
"บะ... บ้าไปแล้ว พี่จะบ้าเหรอ ทำไมผมต้องโทรหาพี่ด้วยล่ะ ผมโทรเรียกไอ้บาสไปรับก็ได้ป่าววะ"
ผมโวยวายเสียงหลง กฎข้อนี้มันชักจะล้ำเส้นความเป็รูมเมตมากเกินไปแล้ว!
"ไอ้บาสมันดูแลนายไม่ได้หรอก ตอนมันเมามันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย"
พี่คิรินสวนกลับหน้านิ่ง
"จำไว้แค่ว่า เมาเมื่อไหร่ โทรหาพี่... คนเดียว เท่านั้น ถ้านายขัดคำสั่ง พี่จะล็อกห้องไม่ให้นายเข้าจริงๆ ด้วย"
ผมอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ สติประมวลผลไม่ทันกับความเผด็จการและจอมบงการของคนตรงหน้า
นี่มันบ้าไปแล้ว! ชัดๆ เลยว่าเขากำลังก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผมมากเกินไปแล้ว
"โห่พี่! นี่พี่เป็รูมเมตหรือพ่อผมกันแน่เนี่ย สั่งเก่ง บังคับเก่งเหลือเกินนะ"
ผมเผลอตวาดใส่เขาด้วยความลืมตัว ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนลืมกลัวสายตาดุๆ ของเขาไปชั่วขณะ
ความเงียบโรยตัวลงในห้องโดยสารรถสปอร์ตทันที ผมััได้ถึงรังสีความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวคนขับ ผมแอบกลืนน้ำลายลงคอ หวาดระแวงว่าเขาอาจจะโกรธและไล่ผมลงจากรถกลางสี่แยกไฟแดงนี่แน่ๆ
แต่ผิดคาด...
พี่คิรินไม่ได้โกรธ เขาเพียงแค่หันหน้ามาหาผม ดวงตาคมเข้มจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม มุมปากที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอ ค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ... รอยยิ้มที่ไม่ได้ดูเยาะเย้ย หรือเ้าเล่ห์เหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันกลับเป็รอยยิ้มที่ดู... อบอุ่น และแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
เขาโน้มตัวข้ามคอนโซลกลางเข้ามาใกล้ผม จนผมต้องเผลอถอยร่นไปชิดกับกระจกประตูรถ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารินรดลงบนแก้มของผมเบาๆ
"พี่ไม่ได้อยากเป็พ่อ..."
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า ั์ตาสีเข้มฉายแววจริงจังจนผมแทบลืมหายใจ
"...แต่เป็คนที่ดูแลหนูได้ก็แล้วกัน"
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
สรรพนามคำว่า 'หนู' ที่หลุดออกจากปากเขาเป็ครั้งที่สองในรอบวัน ทำเอาเครื่องสูบฉีดเืในอกผมทำงานหนักจนแทบจะะเิ หน้าผมร้อนฉ่าจนเหมือนมีควันพุ่งออกมาจากหู ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าตอนนี้หน้าผมต้องแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุกแน่ๆ!
ปี๊นๆ!
เสียงแตรจากรถคันหลังที่บีบไล่เมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็สีเขียว ช่วยดึงสติของผมให้กลับเข้าร่าง พี่คิรินผละตัวออกห่าง หันกลับไปจับพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่งออกรถไปอย่างหน้าตาเฉย ราวกับว่าเมื่อกี้เขาไม่ได้ปล่อยะเิลูกใหญ่ใส่หัวใจผมเลยสักนิด
ผมรีบหันหน้าหนีออกไปมองนอกหน้าต่าง ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองที่ยังคงเต้นกระหน่ำรัวไม่ยอมหยุด พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังแตกซ่าน
ไอ้พี่คิรินบ้า! ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้โรคจิตชอบแกล้ง!
ผมด่าเขาในใจเป็ชุด แต่ลึกๆ แล้ว... ผมกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คำพูดสั้นๆ ประโยคนั้นของเขา... มันทำให้ผมรู้สึก 'ปลอดภัย' และ 'อบอุ่น' อย่างประหลาด
ความรู้สึกที่ว่ามีใครสักคนคอยเป็ห่วง คอยดูแล และพร้อมที่จะปกป้องเราเสมอ... มันเป็ความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยได้รับมันเท่าไหร่นักนับั้แ่ย้ายมาอยู่หอพักคนเดียว
รถปอร์เช่ของพี่คิรินแล่นมาจอดเทียบที่หน้าตึกคณะอักษรศาสตร์อย่างนุ่มนวล สายตานับสิบคู่ของเหล่านักศึกษาบริเวณนั้นต่างจับจ้องมาที่รถสปอร์ตสุดหรูด้วยความสนใจและสงสัย
"ตอนเย็นเลิกเรียนกี่โมง"
เขาเอ่ยถามขึ้นมา ขณะที่ผมกำลังปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมตัวหนีลงจากรถ
"สี่โมงเย็นครับ"
ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม ไม่กล้าหันไปสบตาเขาตรงๆ
"แต่เดี๋ยวผมกลับเองได้ พี่ไม่ต้องมารับหรอกครับ"
"เลิกเรียนแล้วก็รออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวพี่มารับ"
เขาออกคำสั่งเด็ดขาดอีกครั้ง ไม่สนใจคำปฏิเสธของผมเลยสักนิด
"อย่าหนีกลับเองเด็ดขาด ไม่งั้นพี่จะล็อกห้องจริงๆ ด้วย"
"โอ๊ย! เผด็จการที่สุด"
ผมบ่นอุบอิบ รีบคว้ากระเป๋าเป้และกล่องนมสตรอว์เบอร์รีเปล่าๆ เตรียมตัวลงจากรถ
"ขอบคุณที่มาส่งครับ"
ผมกระแทกประตูรถปิดเสียงดังปัง แล้วจ้ำอ้าวเดินหนีเข้าไปในตึกคณะอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับไปมองรถสปอร์ตคันนั้นอีก
ผมเดินเข้าไปในคณะด้วยหัวใจที่ยังคงแกว่งไกวและเต้นตึกตักไม่ยอมหยุด ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด สับสนกับความเผด็จการ ขี้บังคับ และขี้หวง (พื้นที่ส่วนตัว) ของรูมเมตตัวร้ายคนนี้
แต่ในขณะเดียวกัน... ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่ก่อตัวขึ้นในมุมเล็กๆ ของหัวใจ... ก็เป็สิ่งที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน
ชีวิตปีหนึ่งของผมต่อจากนี้... คงไม่มีคำว่าสงบสุขอีกต่อไปแล้วสินะ